หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาร้านริมขอบฟ้า “เหลียวหลัง แลหน้า ถิ่นจีนตลาดน้อย”
บทความโดย ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง : เก็บความ
เรียบเรียงเมื่อ 29 ต.ค. 2556, 15:14 น.
เข้าชมแล้ว 6076 ครั้ง


อาจารย์ศรินพร พุ่มมณี (ขวา) จากสถาบันอาศมศิลป์ และคุณสุรีย์ ฤทษ์ศิริสุข (ซ้าย)
ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า ถิ่นจีนตลาดน้อย”

 

การเสวนาวันนี้เป็นการพูดคุยเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับพื้นที่เก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร อันเป็นผลจากการขยายตัวของเมืองและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น รถไฟฟ้า ถนน สะพาน ที่ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เมืองใหญ่เกิดคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากมาย ทั้งในฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร

 

“ตลาดน้อย” นับเป็นถิ่นฐานเก่าแก่ของคนจีนโพ้นทะเลยุคแรกเริ่ม แต่วันนี้กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ รวมถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ด้วยอาณาบริเวณอยู่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ไม่ไกลจากย่านเยาวราชมากนัก จึงเป็นทำเลทองดึงดูดให้กลุ่มนายทุนจากภายนอกเข้ามาลงทุนหาซื้อที่ดินเพื่อดำเนินกิจการค้าหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
 

คุณสุรีย์ ฤทษ์ศิริสุข ซึ่งเป็น “คนใน” ของย่านตลาดน้อย จึงเป็นหนึ่งในวิทยากรที่ได้มาบอกเล่าเรื่องราวและทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่ ร่วมกับอาจารย์ศรินพร พุ่มมณี นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้เป็น “คนนอก” จากสถาบันอาศมศิลป์ ที่อยากเห็นย่านเก่าของกรุงเทพฯ ก้าวย่างการพัฒนาอย่างมีทิศทาง โดยนำข้อมูลวิจัยในพื้นที่ตลาดน้อย รวมทั้งแนวทางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาในอนาคตมาร่วมแลกเปลี่ยนในวงสนทนา  

 

อาจารย์ศรินพร เปิดวงสนทนาถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาวิจัยในพื้นที่ตลาดน้อยว่า เริ่มต้นจากการโครงการ “ย่านจีนถิ่นบางกอก” ที่ทางสถาบันอาศรมศิลป์ได้รับทุนอุดหนุนจาก สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางสถาบันฯ ได้เลือก “เยาวราช” เป็นพื้นที่ศึกษา แต่สุดท้ายไม่สามารถหยิบจับอะไรเป็นชิ้นอันได้ เพราะเยาวราชเป็นพื้นที่กว้างและมีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมมาก สถาบันฯ จึงต้องถอยออกมาและเริ่มต้นกันใหม่ที่ย่านตลาดน้อยแห่งนี้

 

ในสายตาของ “คนนอก” มองว่าพื้นที่ตลาดน้อย “เล็ก” และถูกบดบังความสำคัญจากพื้นที่ใหญ่อย่างย่านเยาวราช แต่เมื่อได้เข้าไปศึกษาทำความเข้าใจ กลับพบว่าตลาดน้อยเป็นพื้นที่ของคนจีนรุ่นเก่าที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของตนไว้ได้ และแม้จะดูเหมือนแยกส่วนออกจากย่านเยาวราช หากแท้จริงย่านตลาดน้อยและเยาวราชนั้น มีความสัมพันธ์เชื่อมต่อในเรื่องวิถีชีวิต ผู้คนบนเส้นทางการค้ามานานร้อยปี
 

จากข้อมูลการศึกษาพบว่า ตลาดน้อยประกอบด้วย ๖ ชุมชน มีพื้นที่ราว ๐.๔๖ ตารางกิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งในเขตปกครองของแขวงสัมพันธวงศ์ ทางกายภาพของสภาพบ้านเรือนที่นี่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เหลืออาคารเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา มีอายุระหว่าง พ.ศ. ๒๔๐๔-๒๕๑๘ รวมถึง ๖๔ หลังด้วยกัน  จากการประเมินจุดแข็งของพื้นที่พบว่า ทิศทางการพัฒนาย่านตลาดน้อยในอนาคตน่าจะเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีการจัดการที่ดีพอ พื้นที่ชุมชนเก่าแก่แห่งนี้อาจเต็มไปด้วยตึกสูงเหมือนทางฝั่งธนบุรีที่อยู่ตรงข้ามกัน
 

ตลาดน้อยยังมีบ้านจีนเก่าแก่อยู่ถึง ๗ หลัง ที่ล้วนมีคุณค่าต่อการศึกษา เรียนรู้วิถีชีวิตผู้คนผ่านสถาปัตยกรรม ในส่วนบ้านสองฝั่งถนนวานิช ๒ เคยเป็นย่านตลาดเก่ามาก่อน มีร้านทำถังไม้ ทำสมอเรือ มีโรงสี โกดังข้าว ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนในพื้นที่บอกตรงกันว่า เคยประกอบอาชีพเย็บกระสอบ พับถุงกระดาษมาแล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนภาพสังคม วิถีทำกินของชาวตลาดน้อยในอดีตได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจและสำคัญอีกจุดหนึ่งของตลาดน้อยก็คือ เป็นแหล่งขายอะไหล่เครื่องยนต์ เศษเหล็ก ที่เรียกกันว่า  “เซียงกง” แห่งแรกของประเทศ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในยุคสงครามมหาเอเชียบูรพา ถือเป็นยุคทองของตลาดน้อยในเรื่องการค้าชิ้นส่วนเหล็กมือสองเลยทีเดียว

 

คุณสุรีย์ ฤทษ์ศิริสุข สะใภ้ชาวจีนย่านตลาดน้อย ที่เคยดำเนินกิจการขายอะไหล่ในย่านนี้ เล่าถึงที่มาของการเป็นแหล่งค้าอะไหล่เครื่องยนต์ เศษเหล็กต่างๆ ว่า แต่เดิมตลาดน้อยเป็นแหล่งตีเหล็กอยู่ก่อน เมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวญี่ปุ่นพากันหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย มีการว่าจ้างให้ช่างตีเหล็กตลาดน้อยทำชิ้นส่วนอะไหล่เรือให้ โดยนำเอาอะไหล่จริงมาเป็นต้นแบบ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นในการค้าอะไหล่เหล็กที่นี่ เพราะนอกจากจะทำเพื่อส่งให้คนญี่ปุ่นแล้ว ยังมีการทำสำรองเอาไว้ขายเองด้วย นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าชาวจีนชื่อ “ตังกวย แซ่ลี้” เริ่มทำการค้ารับซื้อ-ขายอะไหล่เก่าเหลือใช้ในยุคสงคราม โดยมีแหล่งซื้อขายแห่งแรกอยู่ข้างวัดปทุมคงคา แล้วจึงขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ เพราะชาวตลาดน้อยเห็นลู่ทางและหันมาประกอบอาชีพนี้กันมากขึ้น

 


คุณสุรีย์ ฤทษ์ศิริสุข เล่าถึงความเป็นมาของการค้าชิ้นส่วนเหล็ก “เซียงกง”

และความเปลี่ยนแปลงของย่านตลาดน้อยในปัจจุบัน

 

ยุคทองของ “เซียงกง” ตลาดน้อยเกิดขึ้นช่วงหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา เมื่อมีการซื้อเหมาอะไหล่เก่าจากต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่น เข้ามาขายในราคาอะไหล่ชิ้น ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ เพราะอะไหล่จากญี่ปุ่นนั้นมีคุณภาพและสามารถซื้อเป็นชิ้นส่วนได้ โดยไม่ต้องซื้อกันยกชุด  ศูนย์กลางซื้อขายอะไหล่ในนาม “เซียงกง” แม้มีที่มาจากชื่อศาลเจ้าในถิ่นตลาดน้อย แต่ก็ติดหูติดปากผู้คนทั่วไปในฐานะแหล่งขายอะไหล่เครื่องยนต์มือสอง แม้ระยะต่อมาแหล่งขายอะไหล่เก่าจากที่นี่จะขยายสาขาออกไปยังพื้นที่อื่น เช่น รังสิต บางนา หรือกระจายออกไปตั้งตามภูมิภาคอื่น ก็ยังคงถูกเรียกการค้าลักษณะนี้ว่า “เซียงกง” เช่นกัน กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ การนำอะไหล่จากต่างประเทศมาชำแหละขายที่ตลาดน้อยถึงจุดซบเซา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอะไหล่เก่าจากญี่ปุ่นเริ่มหายากและมีราคาแพงขึ้น แม้จะนำเอาอะไหล่จากประเทศจีนมาขายทดแทน แต่ด้วยคุณภาพที่ด้อยกว่า ทำให้ย่านเซียงกงตลาดน้อยแห่งนี้ก้าวเข้าสู่ยุคสุดท้ายของอาชีพดังกล่าว หลายร้านเริ่มปิดตัวลง บางส่วนขยับขยายออกไปอยู่ที่อื่น และในฐานะที่เป็น “คนใน” ของตลาดน้อย จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ย่านคนจีนเก่าแก่แห่งนี้จะต้องมีการปรับเปลี่ยน หาลู่ทางธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ ทดแทน

 

บ้านโซวเฮงไถ่ของคหบดีชาวจีนที่สร้างขึ้นมาแต่ราวรัชกาลที่ ๒

 

อาจารย์ศรินพร พุ่มมณี เสริมว่าจากกิจกรรมทำแผนที่วัฒนธรรมของตลาดน้อย และจัดเดินชุมชนเพื่อเรียนรู้เย่านเก่าโดยนักเรียนจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย และโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าตลาดน้อยนั้นมีคุณค่าทั้งทางสถาปัตยกรรมและคุณค่าทางชีวิตวัฒนธรรมอย่างมาก จนเป็นที่กังวลว่าการพัฒนาอย่างไร้ทิศทาง ที่มีการสร้างตึกสูงและศูนย์การค้าอย่างในแถบสะพานพระราม ๓ ถึงบริเวณท่าเรือสี่พระยานั้น หากเกิดขึ้นในย่านตลาดน้อยแล้ว อาจเป็นการทำลายพื้นที่ชุมชนเก่าแก่แห่งนี้จนหมดสิ้น ดังนั้นเราทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรเตรียมการให้พร้อมรับกับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า...

 


บ้านจีนเก่าแก่ที่ยังคงเหลืออยู่ไม่มากนัก


ในส่วนของสถาบันอาศรมศิลป์มองเห็นว่าพื้นที่ริมน้ำของย่านตลาดน้อยเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่า ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ใช้สอยที่มีราคาสูง หากส่วนนี้เกิดมีสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เหมาะสม บดบังทัศนียภาพและคุณภาพชีวิตของชาวตลาดน้อยแล้ว คงเป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก ทางสถาบันฯ จึงเห็นควรให้มีการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำเพื่อให้ชาวตลาดน้อยได้มีส่วนได้รับประโยชน์มากที่สุด หนึ่งในนั้นอาจทำเป็นเส้นทางเดิน เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ตั้งแต่บริเวณศาลเจ้าโจวซือกง ผ่านบริเวณบ้านจีนโบราณโซวเฮงไถ่ ไปจนถึงศาลเจ้าโรงเกือก อันเป็นศาสนสถานเก่าแก่ของชาวจีนแคะที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของตลาดน้อย ซึ่งในเวลานี้ทางศาลเจ้าโรงเกือกก็กำลังมีโครงการการปรับปรุงปฏิสังขรณ์ โดยทางโครงการย่านจีนถิ่นบางกอกได้ส่งนักศึกษาไปเก็บรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม เพื่อไว้เป็นข้อมูลในการศึกษาและซ่อมแซมอาคาร นอกจากนี้เส้นทางเดินตรอกเล็กตรอกน้อยภายในตลาดน้อย อาจมีการพัฒนาให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชนต่อไปในอนาคต ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยกับชาวบ้าน และในส่วนของบ้านจีนโบราณโซวเฮงไถ่  ทางโครงการฯ เห็นว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ควรได้รับการบูรณะอย่างถูกวิธี โดยอาจพัฒนาให้เป็นโครงการระยะยาว และหาแนวร่วมหลายภาคส่วนในการดำเนินงานซ่อมแซมบูรณะต่อไป

 

            
แผนผังย่านตลาดน้อยและสถานที่สำคัญต่างๆ

 

แนวทางการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ ที่พยายามจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง

 

ทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นโครงการที่ได้ทำไปแล้วในระยะเวลากว่า ๑ ปี และยังคงจะดำเนินการต่อไป  อย่างไรก็ดีสิ่งที่กล่าวมาอาจไม่ประสบความสำเร็จ หากทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งชาวตลาดน้อยและหน่วยงานต่างๆ ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของย่านจีนแห่งนี้  การที่สถาบันอาศมศิลป์ลงมาทำงานพัฒนาย่านจีนแห่งนี้ จึงเป็นการเปิดพื้นที่รับความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในการพัฒนาย่านเก่า และเปิดโอกาสให้ “คนใน” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นของตนให้คงอยู่อย่างมั่นคง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา 

 

เสวนาสาธารณะ : วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๖ ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า

 

อัพเดทล่าสุด 8 มี.ค. 2561, 15:14 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.