
การรำบวงสรวงในงานหน้าศาลเจ้าพ่อจุ้ย
ชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่ที่ยังผูกพันอยู่กับธรรมชาติ คงหาได้ไม่ง่ายนัก ด้วยสภาพสังคมเมืองเวลานี้ผูกติดอยู่กับความสะดวกสบายทางวัตถุ จนมองข้ามวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ไป กระนั้นก็ตามยังมีชาวกรุงจำนวนไม่น้อยที่หวนคิดถึงวิถีชีวิตซึ่งแวดล้อมด้วยต้นไม่ใบหญ้าเขียวขจี และต้องการจะก้าวไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง อันเป็นที่มาของการท่องเที่ยววิถีถิ่นตามย่านชานเมืองต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างใจกลางมหานครออกไป
“งานศิลป์ วิถีถิ่น เกาะศาลเจ้า” จัดขึ้นในชุมชนเล็กๆ ย่านวัดจำปา ริมคลองบางระมาด พุทธมณฑลสาย ๑ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ภายในงานนอกจากจัดขึ้นเพื่อธำรงวิถีปฏิบัติดั้งเดิมเอาไว้ในท้องถิ่นแล้ว ยังเปิดกว้างให้ผู้คนภายนอกได้เข้าร่วมสัมผัสความเป็นสังคมชาวคลองที่ยังคงแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติที่งดงาม งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๘-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ประกอบด้วยกิจกรรมเปิดบ้านเดินชุมชน ล่องเรือเลียบคลองบางระมาด-บ้านไทร สัมผัสชีวิตริมคลอง นอกจากนี้ยังมีมหรสพมากมาย อาทิ การบรรเลงดนตรีไทย รำถวายมือ การเล่นละครนอก และการฉายภาพยนตร์กลางแปลง รวมถึงประกอบพิธีต่างๆ เช่น เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตราหาร การไหว้ครูดนตรีไทย และพิธีบวงสรวงศาลเจ้าพ่อจุ้ย ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวชุมชนเกาะศาลเจ้า
กิจกรรมและการจัดแสดง มีทั้งนิทรรศการภาพถ่ายเก่าของชาวเกาะศาลเจ้า การสาธิตทำแป้งพวง-แป้งหอมโบราณ การทำพวงมะโหด ทำขนมไทย สาธิตการจักสานทางมะพร้าว การแทงหยวก งานบายศรี เป็นต้น
ในภาคบ่ายของวันเสาร์ที่ ๑๘ มีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “ดนตรี สถาปัตย์ หัตถศิลป์” มีผู้ร่วมวงพูดคุยประกอบด้วย อาจารย์สุกัญญา สุจฉายา จากสถาบันคติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณเอนก นาวิกมูล จากบ้านพิพิธภัณฑ์ คุณทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ผู้สืบทายาทบ้านช่างกลุ่มวัดจำปา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานชุมชนวัดจำปา และคุณสุดารา สุจฉายา จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นิทรรศการภาพถ่ายเก่าชุมชนเกาะศาลเจ้า ประกอบด้วยภาพวิถีชีวิต และงานฝีมือต่างๆ ที่ทำขึ้นในงานพิธีในอดีต

วงเสวนาตามหัวข้อ “งานศิลป์ วิถีถิ่น เกาะศาลเจ้า” จากซ้ายไปขวาประกอบด้วย คุณเอนก นาวิกมูล
คุณสุดารา สุจฉายา คุณทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ และอาจารย์สุกัญญา สุจฉายา
เนื้อหาการพูดคุยเกี่ยวกับคุณค่าและความงานในศาสตร์-ศิลป์ ที่ชุมชนได้สั่งสมและสืบต่อกันมา คุณเอนก นาวิกมูล นักค้นคว้าเรื่องเก่า เริ่มต้นพูดคุยในเวทีว่า ได้เคยเดินทางมาเที่ยวชมชุมชนวัดจำปา-เกาะศาลเจ้าและวัดมะกอกซึ่งอยู่ติดกัน เมื่อกว่า ๑๐ มาแล้ว ด้วยมีความสนใจในวัดวาอารามและชุมชนเก่าแก่แถบนี้ จากจุดเริ่มต้นที่ได้อ่านงานเขียนของอาจารย์ น. ณ ปากน้ำ (อาจารย์ประยูร อุลุชาฎะ) ซึ่งเคยเดินทางมาสำรวจวัดในย่านฝั่งธนบุรี และบันทึกให้ทราบว่าซีกตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาแถบนี้มีวัดเก่าแก่มากมายกว่า ๒๐๐ วัด จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เดินตามรอยอาจารย์ เพื่อสำรวจตามวัดและชุมชนต่างๆ มาโดยตลอดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕
สิ่งหนึ่งที่เห็นคือความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง เพราะเมื่อคราวไปสำรวจวัดมะกอกครั้งนั้น ได้เห็นศาลาการเปรียญและเสาลงรักปิดทองที่สวยงามมาก แต่ในเวลาต่อมาเมื่อถนนบรมราชชนนีตัดผ่านเรือกสวนเข้าไปยังแถบวัด จึงมีการรื้อศาลาหลังดังกล่าวออกไป มาทราบที่หลังว่าเสาลงรักปิดทองที่ว่าได้ ถูกเคลื่อนย้ายและปล่อยทิ้งไว้ในคูน้ำข้างทาง ทำให้รู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่ง และตระหนักว่านี่คือผลพวงจากการพัฒนาบ้านเมืองที่ขาดความสมดุล เช่นเดียวกับวัดจำปา เมื่อเดินทางมาครั้งแรกยังจำความประทับใจถึงความงามของอุโบสถ ซุ้มประตู และระเบียงคต ที่ดูกระทัดรัดสวยงามอย่างยิ่ง ทว่ากลับมาเยือนครั้งนี้ห็นอะไรต่อมิอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว
อาจารย์สุกัญญา สุจฉายา ผู้เคยเดินทางมาเก็บข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับคติชนและวัฒนธรรมประเพณีในย่านนี้ กล่าวถึงความประทับใจเมื่อวัยเด็ก ที่มีโอกาสเดินทางติดตามมารดามาร่วมพิธีศพที่บ้านญาติหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ริมคลองแถบนี้ในยุคที่ยังไม่มีถนนหนทาง ต้องโดยสารเรือจากท่าช้างเข้ามายังคลองบางกอกน้อย แล้วมาออกที่คลองบางระมาด เป็นการเดินทางที่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมสองฝั่งที่แปลกตาออกไป
การมาเยือนครั้งที่ ๒ เข้ามาในฐานะอาจารย์ นำคณะนิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาลงทำงานวิจัยเกี่ยวกับคติความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ตอนนั้นยังจำได้ถึงความประทับใจที่มีต่อสถาปัตยกรรมของวัดจำปา ไม่ต่างอะไรกับคุณเอนก นาวิกมูล โดยเฉพาะรูปปั้นจระเข้ที่อยู่บนหลังคาวิหารคดรอบอุโบสถ อันเป็นลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจอย่างมาก เมื่อไปถามถึงเรื่องนี้กับชาวบ้านต่างไม่สามารถให้คำตอบเกี่ยวกับที่มาได้ กระทั่งมาเห็นศาลเจ้าพ่อจุ้ย (มีความหมายว่า “น้ำ” ในภาษาจีน) ที่ตั้งอยู่ริมคลองบางระมาด ภายในมีตุ๊กตาจระเข้และหัวกะโหลกจระเข้อยู่ด้วย จึงเข้าใจได้ว่าพื้นที่แถบนี้มีความเชื่อ และความทรงจำเกี่ยวกับจระเข้มาก่อน เพราะพบว่ามีนิทานเล่าขานสืบต่อกันว่าหากใครมีบุญ มักได้เห็นจระเข้าลอยน้ำขึ้นมาในวันเพ็ญเดือนสิบสอง
เรื่องราวของจระเข้ที่นี่ ปรากฏเช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะคลองบางระมาดนั้นเชื่อมต่อกับคลองบางหลวงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่ามาแต่ก่อนสมัยอยุธยา มาแผ่นดินพระไชยราชาธิราชจึงมาขุดคลองลัดบริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราช กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายปัจจุบัน
จากการทำงานวิจัยเมื่อปี ๔๒ ยังพบว่า ย่านนี้เคยมีการเล่นเพลงขอทานหลงเหลืออยู่ และมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญ คือมีพระพุทธรูปคู่บ้าน ได้แก่ หลวงพ่อดำ หลวงพ่อแดง และหลวงพ่อป่าเลไลย์ เป็นที่น่าสังเกตว่าการเรียกชื่อหลวงพ่อดังกล่าวมักพบมากในแถบฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา จึงตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในงานวิจัยว่า ชุมชนแห่งนี้น่าจะมีความเกี่ยวพันกับชาวมอญมาแต่ดั้งเดิมหรือไม่ เพราะสามารถพบคติการเรียกชื่อพระพุทธรูปแบบเดียวกันนี้ที่ลพบุรีด้วย
เกี่ยวกับงานหัตถศิลป์ ในย่านนี้ พบมีงานแทงหยวกซึ่งหาชมได้ยาก มีลวดลายเป็นแบบฉบับของตัวเอง ไม่เหมือนกับฝีมือช่างแทงหยวกในแทบเพชรบุรีซึ่งมีชื่อเสียงแพร่หลายปัจจุบัน เข้าใจว่างานแทงหยวกนั้นมีการสืบทอดต่อกันมา จากคุณลุงจรูญ หว่างจันทร์ ที่ได้สัมภาษณ์เมื่อปี ๒๕๔๒ และทราบว่าท่านเสียชีวิตแล้ว มาสู่รุ่นลูกคือคุณทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสวนาด้วย
คุณทวีศักดิ์ หว่างจันทร์ ให้ข้อมูลว่างานช่างแทงหยวกเป็นงานหนึ่งที่สืบทอดกันเรื่อยมาตามสายสกุลช่าง และยังมีงานช่างแขนงอื่นด้วย เช่น งานบายศรี ซึ่งที่นี่จะไม่เหมือนที่อื่น มีจุดเด่นที่การใช้ก้นขันลงหินเป็นแม่พิมพ์ และใช้เข็มกลัดที่ทำด้วยไม้ไผ่กรอบเปาะ แทนการใช้ด้ายในการเย็บ
การพับบายศรีของที่นี่มี ๒ สาย คือพับทางซ้ายกับพับทางขวาซึ่งจะแน่นกว่า แต่สายซ้ายนั้นจะมีหางแหลมเป็นจุดสังเกต นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการทำที่ยุ่งยากอีกหลายขั้นตอน อันเป็นสูตรเฉพาะก็ว่าได้เช่น ทำสะโพกบายศรีให้ผายออกเป็นทรงจอมแห โดยต้องดึงตัวบายศรีให้รั้งเป็นทรงโค้งกลีบบัว เป็นต้น

แท่นบูชาหัวโขนทรงปราสาท ภายในบ้านสว่างจันทร์ เป็นศิลปะการแทงหยวกและสลักผลไม้ให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ

การสลักฟักทองเป็นพญานาค
นอกจากนี้ในตระกูลยังมีการสืบทอดงานช่างปั้นช่างเขียน โดยมีปู่ทุ้ยและปู่ปริกเป็นผู้ถ่ายทอดให้รุ่นลูกรุ่นหลาย สำหรับปู่ปริกนั้นเคยเขียนงานจิตรกรรมในวัดพระแก้ว เมื่อคราวซ่อมฉลองรัตนโกสินทร์ ๑๕๐ ปี เป็นรุ่นเดียวกับช่างมีชื่ออีกคนหนึ่งที่ลี้ภัยสงครามมาอาศัยอยู่ในแถบนี้ คือครูหลวงวัฒนศิลป์ท่านเป็นคนหนึ่งที่นำเอางานแทงหยวกของช่างอื่น มาต่อยอดและเปรียบเทียบถึงข้อดีข้อด้อยของแบบแผนงานแทงหยวกที่มีอยู่แต่เดิมที่วัดจำปา
คุณหลวงนับเป็นผู้มีพระคุณต่อช่างแทงหยวกวัดจำปาอย่างมาก นอกจากจะเอาวิธีการแทงหยวกจากที่อื่นมาเผยแพร่แล้ว เมื่องานพระเมรุมาศของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พ.ศ. ๒๔๙๘ ยังได้พาช่างที่นี่ไปดูงาน เห็นการประกวดประขันงานแทงหยวกในแบบต่างๆ มากมาย นับเป็นสิ่งที่มีค่าต่อกลุ่มช่างวัดจำปาอย่างมาก
สำหรับจุดเด่นของงานช่างแทงหยวกสายฝั่งธนฯ คุณทวีศักดิ์สรุปว่าไม่นิยมทำหยวกเครื่องถม ซึ่งเป็นงานหยวกชั้นเจ้านาย เป็นการงานหยวกแบบมีแม่พิมพ์กด แล้วนำไปสลัก แต่จะเน้นในเรื่องการทำหยวกแกะสลักเล่าเรื่องประกอบเครื่องศพเป็นสำคัญ
อีกสิ่งหนึ่งที่ชุมชนเกาะศาลเจ้าพยายามจะรักษาเอาไว้ คือการทำเบญจา ลักษณะเป็นเสาสี่ต้น ตั้งอยู่บริเวณศาลพระภูมิ โดยทำในงานมงคลเท่านั้น เบญจาโกนจุก โกนผมไฟ นอกจากนี้ยังมีเบญจาลักษณะเป็นเสาสูงขึ้นไป แล้วก่อพระเจดีย์ทรายไว้ข้างบน ซึ่งได้สูญไปแล้วราว ๓๐ ปีมานี้ แต่กำลังพยายามฟื้นกลับมาทำใหม่

อาจารย์มัณฑนา อยู่ยั่งยืน ผู้ขับร้องเพลงลา เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง
เบญจาในลักษณะนี้มักทำกันในย่านที่อยู่ปลายคลอง หากเดินทางไปแถบปลายคลองบ้านไทรที่ต่อเนื่องไปจนถึงนนทบุรี นครปฐม มักพบว่า ยังมีการทำเบญจาในรูปแบบนี้อยู่จากที่กล่าวมาทั้งหมด คุณทวีศักดิ์ชี้ให้เห็นว่าเป็นภูมิปัญญางานศิลป์ที่ได้สั่งสมและถ่ายทอดมาถึงช่างรุ่นปัจจุบัน ที่พวกเราทุกคนในตระกูลช่างศิลป์สายฝั่งธนบุรีจะต้องเก็บรักษาและสืบทอดเอาไว้ต่อไป ช่วงท้ายรายการของงาน ยังมีการขับร้องเพลงลา และเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง โดยอาจารย์มัณฑนา อยู่ยั่งยืน จากกรมศิลปากร และเล่นละครนอกเรื่องไกรทอง ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อมาร่วมกิจกรรมในวันต่อไป