หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
คนจามแห่งเวียดนามตอนกลาง
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ย. 2558
เข้าชมแล้ว 8232 ครั้ง
กลุ่มจามบานีที่แยกออกเป็นจามบานีที่เป็นกลุ่มใหม่เคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ทางศาสนาซึ่งยังมีไม่มากนักและกลุ่มจามที่นับถือผีและอำนาจเหนือธรรมชาติ กลุ่มนักบวชหรือที่พวกเขาเรียกว่า “กูรู” นั้นมีสถานภาพพิเศษ ในหมู่บ้านแต่ละแห่งมีจำนวน ๑๐-๑๒ คน มักจะสวมชุดยาวสีขาวและมีถุงใบเล็กๆ สามใบเป็นสัญลักษณ์ โกนผมและโพกผ้าคลุมไว้ ผู้ที่อยู่ในลำดับสูงสุดเรียกว่า “องค์กูรู” [Ong Guru] ซึ่งชาวบ้านจะให้ความเคารพสูงสุดและเชื่อฟังองค์กูรูซึ่งมักจะเป็นผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ชีวิตและมีครอบครัวที่ดีเป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน ถือว่าเป็นผู้มีบารมีสูงสุดของชุมชน
ภาพสลักศักติของพระศิวะในภาคของมหิศวรมธินีหรือนางทุรคาอยู่เหนือประตูปราสาทกลาง มีผู้คนไปกราบไหว้และทำพิธีกรรมแทบทุกวัน เกี่ยวพันกับการนับถือและบูชาเทพสตรีเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดทางความเชื่อ
ปราสาทโปนาคา [PoNagar Tower] “ญาจัง” เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นปราสาทจามที่มีผู้คนเข้าเที่ยวชมมากกว่าแห่งอื่น เพราะญาจางเป็นเมืองท่าเพื่อการท่องเที่ยวในปัจจุบันด้วย
ความสำคัญของผู้หญิงในเวียดนามปรากฏให้เห็นหลายประการ ซึ่งถือเป็นปราสาทสำคัญของคนจามอุทิศให้แก่ Yan Po Nagar เทพสตรีผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดิน
ปราสาทโปโลเม่ [Porome] สร้างขึ้นเพื่ออุทิศกษัตริย์โปโรเมซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจามปา ปราสาทแห่งนี้ ชาวจามที่นับถือฮินดูและอิสลามที่ฟานรังในจังหวัด นิงห์ถ่วน [Ninh Thuan] ยังคงใช้ทำพิธีกรรมในเทศกาลกาเต หรือขึ้นปีใหม่ในทุกๆ ปี
แผ่นหินแกะสลักเทพในศาสนาฮินดูซึ่งน่าจะเป็นพระวิษณุ แต่ชาวบ้านโดยรอบถือว่าเป็นตัวแทนของกษัตริย์โปโรเมซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจามปา
ปราสาทโป-กลงกาไร [PoKlongGarai] ประกอบด้วยปราสาท ๖ หลังแต่เหลือเพียง ๔ หลัง สร้างเพื่ออุทิศแด่กษัตริย์ โป กาไล สร้างราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓
ส่วนประดับยอดหน้าบันปราสาทหลังกลางแกะสลักจากหินแกรนิตในท้องถิ่น ส่วนอาคารก่อสร้างด้วยอิฐทั้งหลัง
ปราสาทหลังกลางประดิษฐานมุขลึงค์ซึ่งยังมีชาวจามมาเคารพกราบไหว้เป็นปกติ
คนจามที่ฟานรังในจังหวัดนิงห์ถ่วน แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือจามบาลามง [Cham Balamon] และจามบานี [Cham Bani] ในภาพคือคุณยายชาวบาลามง ผู้มีฝีมือทางการปั้นภาชนะสืบทอดมาจากตระกูล
ปัจจุบันการปั้นภาชนะดินเผาแบบเนื้อดิน [Earthenware] กลายเป็นงานศิลปะนอกเหนือจากการปั้นภาชนะในชีวิตประจำวัน ศิวลึงค์ที่ทำจากดินเผาจำลองจากวัตถุรูปเคารพในศาสนา
ศิวลึงค์จากพิพิธภัณฑ์จามที่ดานัง เปรียบเทียบกับศิวลึงค์จำลองจากฟานรัง
บ้านที่พักอาศัยขององค์กูรู มีเครือญาติอยู่ในบริเวณเดียวกัน และนับถือสายแม่ [Matriarchy] อย่างเคร่งครัด
มัสยิดของฝ่ายจามบานีแบบเดิมจะเปิดให้ละหมาดเพียงปีละหนึ่งวัน
ในบ้านของชาวจามบานีแบบดั้งเดิมจะเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านด้วย โดยไม่เคร่งครัดเรื่องหลักการทางศาสนาอิสลามแต่อย่างใด
คนจามบานีเรียกเดือนรามาฎอนว่า “รามาวัน” [Ramuwan] ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกัน แต่จะแปลกไปกว่าคนมุสลิมอื่นๆ เพราะกูรูหรืออาจารย์จะเป็นกลุ่มที่ไปค้างคืนในมัสยิดเสมือนเป็นตัวแทนชาวบ้านซึ่งไม่จำเป็นต้องถือศีลอดกันทุกคนตามแบบธรรมเนียมของชาวมุสลิมทั่วไป พวกเขาแยกจากครอบครัวไปทำพิธีอย่างเคร่งครัดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกในช่วง ๕ วันแรกและทำละหมาด ๕ ครั้งต่อวันตลอดทั้งเดือน เมื่อละศีลอดก็จะมีผู้หญิงในครอบครัวนำเอาสำรับกับข้าวมาส่งให้ โดยอาหารในสำหรับนั้นจะจัดอย่างดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของมุสลิมบานีแบบเดิม ที่ศาสนาอิสลามแบบเคร่งครัดเริ่มเข้ามาสู่กลุ่มคนจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากเท่ากับกลุ่มดั้งเดิม แต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการประพฤติปฏิบัติที่เคร่งครัดขึ้น อีกทั้งกลุ่มประเทศมุสลิมที่เข้ามาให้เงินบริจาคช่วยสร้างมัสยิดร่วมกับชาวบ้านมาจากอัฟริกาใต้และมีการให้ทุนนักศึกษาไปเรียนทางศาสนาในตะวันออกกลางด้วย
กลุ่มคนจามบานีที่รับการปฏิบัติทางศาสนาเหมือนกับคนจามมุสลิมที่ทางภาคใต้ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพราะถือว่านี่คือแนวทางที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้ถูกต้อง
เมื่อสังเกตพบจากการพูดคุยใกล้ชิดก็พบว่าพวกเขาค่อนข้างขบขันต่อเพื่อนบ้านที่ยังประพฤติปฏิบัติแบบเดิม เพราะถือว่าคนในกลุ่มนี้คือผู้ไม่เข้าใจศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง
แม้จะเคร่งครัดกว่าชาวบานีดั้งเดิม แต่ก็ยังไม่แยกพื้นที่สำหรับหญิงชายกันอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว
สุสานที่ฝังศพของชาวมุสลิมจาม คือการวางหินก้อนใหญ่สองก้อนที่หัวและท้าย เรียงลำดับตามอาวุโสและถือปฏิบัตินับถือสายตระกูลทางฝ่ายหญิงอย่างเคร่งครัด หากฝ่ายชายที่เสียชีวิตไปแล้วก็ต้องนำไปฝังศพทางฝ่ายมารดาของตน ทั้งมุสลิมบานีดั้งเดิมและสายใหม่แม้ยากฝังในพื้นที่ต่างกัน แต่ก็อยู่ในบริเวณเนินทรายใกล้ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพแต่แรกเริ่มร่วมกัน
ผู้นำชาวจามที่เปลี่ยนจากการนับถือแบบดั้งเดิมมาเป็นการนับถือแบบที่พบในกลุ่มจามทางภาคใต้ของเวียดนามซึ่งรับมาจากทางคาบสมุทรและหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนแปลงคือใช้หินที่ประณีตขึ้นและลงวันเดือนปีเกิดและตายของผู้เสียชีวิตพร้อมกับเขียนทั้งภาษาเวียดนาม ภาษาอาหรับหรือภาษายาวี

บริเวณเทือกเขาและที่สูงในบริเวณภาคกลางของเวียดนามก็เป็นบริเวณที่มีชุมชนบ้านเมืองที่เราเรียกว่า “จามปา” ในเวลาต่อมา “คนจาม” นั้นจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน  ความเป็น “คนจาม” รวมเอากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กลุ่ม Cham, Rhade, Jarai, Chru, R'glai, K'ho, Sdiang, Hroy, Bahnar, Sedang เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นชาวเขาในเขตที่สูงและปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่

บ้านเมืองของจามปาในระยะเริ่มแรกตั้งอยู่ในเขตหุบเขาภายใน ไกลชายฝั่งทะเลก่อนที่จะกลายมาเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ใช้การเดินเรือทะเลออกไปไกลในภูมิภาคต่างๆ ทั้งสองฝั่งอารธรรมคือจีนและอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ เป็นต้นมา พัฒนาการของบ้านเมืองชาวจามเข้าสู่การเป็นนครรัฐโดยการรับศาสนาฮินดูซึ่งมีอยู่หลายเมืองตั้งแต่ ดานัง (อินทรปุระ) จาเกี้ยว (สิงหปุระ)  อมรปุระ กุยเญิน (วิชัย) ญาจาง (เกาธระ) ฟานรัง (ปันฑุรังคะ) ฟานเทียต

เมืองทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีศาสนสถานสำคัญอยู่บนภูเขา โดยเฉพาะที่หุบเขาหมี่เซิน [My Son] ใกล้กับดานัง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนสถานบนภูเขาขนาดใหญ่ ส่วนปราสาทจามทางชายฝั่งซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญที่ญาจางคือปราสาทโปนาคา [PoNagar Tower] ซึ่งถือเป็นปราสาทสำคัญของคนจามอุทิศให้แก่ Yan Po Nagar เทพสตรีผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดิน ปราสาทโปนาคานี้มีรูปเคารพในศาสนาฮินดูที่เป็นศักติของพระศิวะในภาคของมหิศวรมธินีหรือนางทุรคาอยู่เหนือประตูปราสาทกลาง

คนจามที่ฟานรังในจังหวัดนิงห์ถ่วน [Ninh Thuan] แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือจามบาลามง [Cham Balamon] และจามบานี [Cham Bani] ซึ่งมีจำนวน ๒๒ หมู่บ้าน แต่ละกลุ่มแยกหมู่บ้านกันอย่างเด็ดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันและไม่นิยมแต่งงานข้ามกลุ่ม ทำให้ผู้คนในแต่ละกลุ่มไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กันแต่อย่างใด

โดยแยกเป็นคนจามบานี ๗ หมู่บ้าน กลุ่มใหญ่กว่าคือคนจามบาลามงที่นับถือฮินดู ๑๕ หมู่บ้านและมีพิธีกรรมทางศาสนาโดยใช้พื้นที่ปราสาทโป-กลงกาไร [PoKlongGarai] และปราสาทโปโลเม่ [Porome] ในท้องถิ่น นับถือกษัตริย์ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นเทพ เช่น กษัตริย์โป-กลงกาไรและกษัตริย์โปโรเมซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจามปาก็กลายเป็นเทพในปราสาทที่ชาวจามปัจจุบันเข้าไปทำพิธีกรรมบูชา

คนจามมุสลิมที่ฟานรังนั้นทั้งน่าสนใจและน่าแปลกใจสำหรับผู้ที่รู้จักชุมชนมุสลิมจากท้องถิ่นอื่นๆ  เพราะความเป็นอิสลาม [Islamization] นั้นเข้ามามีส่วนในชีวิตของคนจามบานีน้อยมาก

อิสลามเริ่มเข้ามาในจามปาเมื่อใดไม่แน่ชัด มีการสันนิษฐานว่านำมาโดยพ่อค้าอาหรับที่เข้ามาแวะพักเมื่อเดินทางผ่านเมืองท่าแถบนี้และกำหนดอายุจากแผ่นหินที่จารึกเหนือหลุมฝังศพได้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ แม้จะผสมผสานเข้าสู่ความเป็นท้องถิ่นที่นับถือกษัตริย์เป็นเทพเช่นกัน รวมทั้งมีส่วนร่วมในพิธีฉลองปราสาทโปโรเมตามตำนานร่วมกัน มีการบูชาบรรพบุรุษเช่นเดียวกับชาวจามท้องถิ่นกลุ่มอื่นๆ ซึ่งแตกต่างไปจากคนมุสลิมที่เคร่งครัดในที่อื่น แต่พวกเขาก็ถือว่าตนเองเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามและถือตนว่าเป็น “อิสลามดั้งเดิม” ต่างจากกลุ่ม “อิสลามใหม่” ที่เป็นการนำเอาศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่แบบที่ปฏิบัติกันในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ได้อิทธิพลมาจากคนมาเลย์มุสลิมทางคาบสมุทรมลายูมาอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากมีโต๊ะครูผู้สอนศาสนาจากเมืองเจาด๊ก [Chau Doc] ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชาเข้ามาสอนศาสนาและเสียชีวิตที่ฟานรังเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้วและปัจจุบันเริ่มมีมัสยิดของกลุ่มศาสนาอิสลามในกลุ่มนี้ราวๆ ๔ แห่งในจังหวัดนิงห์ถ่วนและมีผู้นับถือปฏิบัติอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ราว ๑๐-๑๕ เปอร์เซนต์ของคนจามบานี

เรื่องและภาพ : วลัยลักษณ์  ทรงศิริ

 

บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.