บริเวณเทือกเขาและที่สูงในบริเวณภาคกลางของเวียดนามก็เป็นบริเวณที่มีชุมชนบ้านเมืองที่เราเรียกว่า “จามปา” ในเวลาต่อมา “คนจาม” นั้นจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน ความเป็น “คนจาม” รวมเอากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น กลุ่ม Cham, Rhade, Jarai, Chru, R'glai, K'ho, Sdiang, Hroy, Bahnar, Sedang เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นชาวเขาในเขตที่สูงและปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่
บ้านเมืองของจามปาในระยะเริ่มแรกตั้งอยู่ในเขตหุบเขาภายใน ไกลชายฝั่งทะเลก่อนที่จะกลายมาเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ใช้การเดินเรือทะเลออกไปไกลในภูมิภาคต่างๆ ทั้งสองฝั่งอารธรรมคือจีนและอินเดียตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ เป็นต้นมา พัฒนาการของบ้านเมืองชาวจามเข้าสู่การเป็นนครรัฐโดยการรับศาสนาฮินดูซึ่งมีอยู่หลายเมืองตั้งแต่ ดานัง (อินทรปุระ) จาเกี้ยว (สิงหปุระ) อมรปุระ กุยเญิน (วิชัย) ญาจาง (เกาธระ) ฟานรัง (ปันฑุรังคะ) ฟานเทียต
เมืองทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีศาสนสถานสำคัญอยู่บนภูเขา โดยเฉพาะที่หุบเขาหมี่เซิน [My Son] ใกล้กับดานัง ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนสถานบนภูเขาขนาดใหญ่ ส่วนปราสาทจามทางชายฝั่งซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญที่ญาจางคือปราสาทโปนาคา [PoNagar Tower] ซึ่งถือเป็นปราสาทสำคัญของคนจามอุทิศให้แก่ Yan Po Nagar เทพสตรีผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดิน ปราสาทโปนาคานี้มีรูปเคารพในศาสนาฮินดูที่เป็นศักติของพระศิวะในภาคของมหิศวรมธินีหรือนางทุรคาอยู่เหนือประตูปราสาทกลาง
คนจามที่ฟานรังในจังหวัดนิงห์ถ่วน [Ninh Thuan] แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือจามบาลามง [Cham Balamon] และจามบานี [Cham Bani] ซึ่งมีจำนวน ๒๒ หมู่บ้าน แต่ละกลุ่มแยกหมู่บ้านกันอย่างเด็ดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันและไม่นิยมแต่งงานข้ามกลุ่ม ทำให้ผู้คนในแต่ละกลุ่มไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือใช้ชีวิตที่สัมพันธ์กันแต่อย่างใด
โดยแยกเป็นคนจามบานี ๗ หมู่บ้าน กลุ่มใหญ่กว่าคือคนจามบาลามงที่นับถือฮินดู ๑๕ หมู่บ้านและมีพิธีกรรมทางศาสนาโดยใช้พื้นที่ปราสาทโป-กลงกาไร [PoKlongGarai] และปราสาทโปโลเม่ [Porome] ในท้องถิ่น นับถือกษัตริย์ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นเทพ เช่น กษัตริย์โป-กลงกาไรและกษัตริย์โปโรเมซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของจามปาก็กลายเป็นเทพในปราสาทที่ชาวจามปัจจุบันเข้าไปทำพิธีกรรมบูชา
คนจามมุสลิมที่ฟานรังนั้นทั้งน่าสนใจและน่าแปลกใจสำหรับผู้ที่รู้จักชุมชนมุสลิมจากท้องถิ่นอื่นๆ เพราะความเป็นอิสลาม [Islamization] นั้นเข้ามามีส่วนในชีวิตของคนจามบานีน้อยมาก
อิสลามเริ่มเข้ามาในจามปาเมื่อใดไม่แน่ชัด มีการสันนิษฐานว่านำมาโดยพ่อค้าอาหรับที่เข้ามาแวะพักเมื่อเดินทางผ่านเมืองท่าแถบนี้และกำหนดอายุจากแผ่นหินที่จารึกเหนือหลุมฝังศพได้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ แม้จะผสมผสานเข้าสู่ความเป็นท้องถิ่นที่นับถือกษัตริย์เป็นเทพเช่นกัน รวมทั้งมีส่วนร่วมในพิธีฉลองปราสาทโปโรเมตามตำนานร่วมกัน มีการบูชาบรรพบุรุษเช่นเดียวกับชาวจามท้องถิ่นกลุ่มอื่นๆ ซึ่งแตกต่างไปจากคนมุสลิมที่เคร่งครัดในที่อื่น แต่พวกเขาก็ถือว่าตนเองเป็นมุสลิมนับถือศาสนาอิสลามและถือตนว่าเป็น “อิสลามดั้งเดิม” ต่างจากกลุ่ม “อิสลามใหม่” ที่เป็นการนำเอาศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่แบบที่ปฏิบัติกันในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่ได้อิทธิพลมาจากคนมาเลย์มุสลิมทางคาบสมุทรมลายูมาอีกทอดหนึ่ง เนื่องจากมีโต๊ะครูผู้สอนศาสนาจากเมืองเจาด๊ก [Chau Doc] ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชาเข้ามาสอนศาสนาและเสียชีวิตที่ฟานรังเมื่อราว ๕๐ ปีที่แล้วและปัจจุบันเริ่มมีมัสยิดของกลุ่มศาสนาอิสลามในกลุ่มนี้ราวๆ ๔ แห่งในจังหวัดนิงห์ถ่วนและมีผู้นับถือปฏิบัติอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ราว ๑๐-๑๕ เปอร์เซนต์ของคนจามบานี
เรื่องและภาพ : วลัยลักษณ์ ทรงศิริ