หลังเกี่ยวข้าว เอาข้าวขึ้นยุ้งหรือปัจจุบันจะขายไปทันทีก็แล้วแต่ เสร็จงานในไร่นาชาวบ้านอีสานหลายแห่งก็เริ่มทำเกลือไว้กินในครัวเรือน เกลือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ ยิ่งห่างไกลทะเลด้วยแล้ว เกลือในสมัยโบราณที่การคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเท่าทุกวันนี้ “เกลือมีค่าราวกับทองคำ”
ในแผ่นดินอีสาน เราทราบว่าใต้พื้นดินนั้นเป็นโดมหินเกลือ [Salt Dome] ขนาดมหึมา ความหนาประเมินว่าไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลเมตร พื้นดินบริเวณใดก็ตามที่มีแหล่งน้ำใต้ดินก็มักมีการซึมขึ้นมาของน้ำเกลือ ทำให้ผิวดินมีความเค็ม ดินเหล่านี้ในหลายแห่งจึงสามารถใช้วิธีการให้น้ำผ่านเนื้อดินเพื่อละลายเกลือออกมาก กลายเป็น “น้ำเกลือ” [Saline] นำมาต้มก็จะได้เกลือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “เกลือสินเธาว์”
วิธีการทำเกลือก็ไม่ยาก ใช้เวลาสักหลายๆ วันและเป็นช่วงที่ฝนไม่ตก ชาวบ้านจะออกไปขูด “ดินเอียด” ตามที่นาหรือบริเวณที่มีคราบเกลือขึ้นมากองพูนเก็บไว้ กะปริมาณตามต้องการในแต่ละปีให้พอใช้ในครัวเรือนหรือเผื่อแผ่ญาติพี่น้อง ดินเอียด บางที่ก็เรียก ดินเอือด ตามเสียงที่เวลาสัมผัสเนื้อดินที่คล้ายแป้งจะให้เสียงเอียดๆ หรือเรียกว่าดินขี้ทาเพราะมีสีเทาและเป็นผงละเอียด เกิดจากเนื้อกินผสมกับน้ำเกลือจากชั้นใต้ดิน
เมื่อได้ดินเอียดมาแล้วก็นำมาใส่ไว้ในกระบะไม้เทน้ำสะอาดใส่ลงไป อาจผสมฟางข้าวหรือเศษใบไม้ร่วมด้วยตามแต่ถนัดของคนแต่ละกลุ่ม ทิ้งไว้ราวหนึ่งคืน รุ่งเช้าจึงนำน้ำที่ผ่านการกรองจากดินเอียดนี้แล้ว มาต้มเคี่ยวโดยใช้ฟืนสุมไฟไปตลอดจนน้ำระเหยได้ผลึกเกลือสีเทาๆ แล้วจึงนำมาเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี
ในภาคอีสานมีการต้มเกลือในระดับอุตสาหกรรมโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ดังพบแหล่งผลิตเกลือโบราณหลายแห่งที่ใช้วิธีขูดดินขี้ทาจากผิวดิน จนกลายเป็นโนนดินที่เกิดจากการทิ้งเศษดินขี้ทาหรือดินเอียดผสมกับเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินหยาบๆ จำนวนมาก ภาชนะดินเผาเหล่านี้ใช้สำหรับต้มเกลือ และเป็นทรัพยากรพื้นฐานของมนุษย์ที่สำคัญ ทำให้เกิดการสร้างบ้านสร้างเมืองจนในพื้นที่อีสานมีชุมชนในช่วงก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ และต่อมาชาวบ้านใช้รางสังกะสีแทน และภาชนะดินเผาที่พบก็คือการใช้งานอย่างรวดเร็วและโยนทิ้งไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโนนดินขนาดใหญ่ เช่น ที่โนนทุ่งผีโพน อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาโดยนักวิชาการชาวญี่ปุ่นที่ศึกษาเรื่องนี้ อย่าง Prof. Eiji Nitta
ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการตักน้ำเกลือจากบ่อ เพราะชั้นเกลืออยู่ใกล้กับผิวดินมากในระยะเพียง ๒-๓ เมตร บริเวณที่รู้จักกันทั่วไป เช่นที่ “บ่อพันขัน” ซึ่งมีการทำเกลือขนาดใหญ่หลังฤดูเก็บ ที่ชาวบ้านจากที่ต่างๆ พากันมาต้มเกลือกันเป็นคาราวาน เพื่อนำไปขายต่อเป็นรายได้เสริม และหมักปลาทำปลาร้าในช่วงน้ำลด จนเมื่อไม่นานนี้เอง เนื่องจากมีการสร้างเขื่อนกั้นอ่างเก็บน้ำจนบริเวณทำเกลือสมัยโบราณจมไปอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำที่กลายเป็นน้ำเค็มจนใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้
ส่วนแหล่งผลิตเกลือในเขตลุ่มน้ำมูนตอนบนกระจายอยู่ภายในจังหวัดนครราชสีมา เป็นแนวตั้งแต่ อำเภอด่านขุนทด โนนไทย โนนสูง พิมาย จนถึง บัวใหญ่และ ประทาย ซึ่งหลายพื้นที่ทำเกลือกันมาแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อมีการค้นพบว่าเกลือในอีสานสามารถนำมาใช้โดยการขุดบ่อเกลือในบริเวณที่ชั้นเกลืออยู่ใกล้ผิวดิน เช่น ที่บรบือ จังหวัดมหาสารคาม โดยเฉพาะในเขตต้นน้ำเสียวแต่ด้วยเกลืออีสานมีคุณสมบัติที่สูงกว่า มีค่าความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ ๙๐ หน่วยงานราชการและนายทุนเกลือจึงคิดลดต้นทุนโดยการทำลานเกลือตากเกลือแบบทางชายฝั่งทะเลเพื่อลดต้นทุนแต่ทำให้น้ำเกลือแพร่กระจายไปตามาข้าว เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมมาจนทุกวันนี้
เมื่อบริษัท ไทยอาซาฮีโซดาไฟ จำกัด ย้ายฐานจากการใช้เกลือทะเลมาสู่ภาคอีสานตั้งบริษัทที่พิมายผลิตเกลือแบบเหมืองละลายเกลือเกลือร้อยละ ๙๐ บริษัทนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตโซดาไฟ สำหรับอุตสาหกรรมแก้ว เส้นใยไนล่อน ใยสังเคราะห์ พลาสติก สบู่ ผงซักฟอก เป็นต้น ส่วนเกลือที่เหลืออีกร้อยละ ๑๐ นำไปเป็นเกลือบริโภคเติมไอโอดีน ในอุตสาหกรรมอาหาร การปรุงรส ถนอมอาหารและเพิ่มธาตุอาหาร และสำหรับครัวเรือน นักการเมืองที่ถือหุ้นใหญ่ เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นพยายามห้ามชาวนาเกลือสมุทรให้หยุดทำนาเกลือ แล้วให้หันมาบริโภคเกลืออีสานที่อาจทำให้ปริมาณเกลือบนผิวดินแพร่กระจายและทำลายอาชีพดั้งเดิมของคนชายฝั่งไปทั้งหมด แต่ก็สู้กระแสการต่อต้านไม่ได้
จนปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ รัฐบาลไทย โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้เขียนแผนแม่บท ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องตั้งเป้าผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชอย่างน้อย ๓ แห่ง ได้แก่
๑. โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัด อุดรธานี ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด จากประเทศแคนาดา
๒.โครงการเหมืองแร่โปแตชบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ของบริษัท เหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด ของอาเซียน
๓.โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดสกลนคร ของบริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศจีน
โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ถือว่าเป็นโครงการที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องผลักดันให้เป็นจริง แม้จะมีการต่อต้านชนิดถึงลูกถึงคนจากภาคประชาชนและชาวบ้านในพื้นที่โครงการ ส่วนอีก ๒ โครงการกำลังจะถูกทิ้งร้างด้วยเห็นว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน
โครงการประกอบด้วยเหมืองใต้ดินที่ระดับความลึกประมาณ ๓๐๐-๓๕๐ เมตร และส่วนของโรงแยกแร่บนผิวดินเนื้อที่ประมาณ ๑,๒๕๐ ไร่ ในเขตบ้านหนองตะไก้ ตำบลหนองไผ่ โดยที่บริษัทเอพีพีซีมีเป้าหมายพัฒนาแร่โปแตชแหล่งอุดรใต้ก่อน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น ๒๕ ปี ตามอายุของประทานบัตร
ซึ่งกำลังจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอนาคต เมื่อชาวบ้านไม่มั่นใจว่าเกลืออีสานที่เคยเป็นคุณแก่ชีวิตมนุษย์ในท้องถิ่นบ้านของเขามานับพันปี จะกลายเป็นตัวการนำพาความวิบัติที่เกิดขึ้นจากการแพร่กระจายของน้ำเค็มที่ทำลายสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์บนผิวดินได้อย่างมหันต์และสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง
เกลือสินเธาว์และการรุมโทรมแผ่นดินอีสาน 2 เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา http://www.esaanvoice.net/esanvoice/know/show.php?Category=topreport&No=334
เรื่อง/ภาพ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ