พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนี้อยู่ในเขตประเทศเวียดนามประมาณร้อยละ ๑๒ และคิดเป็น ร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของประเทศเวียดนาม มีประชากรเวียดนามถึงร้อยละ ๒๐ อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ พื้นที่ ๒ ใน ๓ ส่วนของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูกและผลิตอาหารและข้าวมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ใช้บริโภคทั้งประเทศเวียดนาม มากกว่าร้อยละ ๕๐ ของปลาที่จับได้ทั้งประเทศ และร้อยละ ๖๐ ของผลไม้ที่ผลิตได้ทั้งหมดก็มาจากพื้นที่นี้ และยังมีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เพื่อการส่งออกอีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ปริมาณน้ำในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเฉลี่ยประมาณ ๑๕,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร/วินาทีนอกจากแม่น้ำโขงจะท่วมโตนเลสาบแล้ว ยังท่วมพื้นที่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ทางใต้ของกรุงพนมเปญในกัมพูชาและบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในกัมพูชาและเวียดนามเป็นประจำทุกปี พื้นที่ที่มีน้ำท่วมชั่วคราวนี้จะมีปลาอุดมสมบูรณ์มากกว่าบริเวณที่ไม่มีน้ำท่วมหลายเท่า ทำให้ลำน้ำในแม่น้ำโขงและที่ราบน้ำท่วมถึงบริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในโลก
ตามหลักฐานทางวิชาการกล่าวว่าดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในสมัยโบราณเคยเป็นอาณาเขตของกัมพูชา มีภูมิประเทศเป็นหนองบึง และป่าไม้ ก่อนที่ชาวอาณานิคมพวกแรกที่เข้ามาทางทะเลจะมาถึงในศตวรรษที่ ๑๖ ในสมัยที่อยู่ใต้การปกครองของขุนพลตระกูลเหวียนนั้น ได้มีการปรับปรุงสภาพหนองบึงผืนใหญ่ และสร้างเครือข่ายลำคลองเล็กๆ มากมาย จนปลายศาตวรรษที่ ๑๘ ได้มีการขุดคลองใหญ่ขึ้น ๒ สาย คือ คลองไทฮวา (Thai Hoa) ซึ่งเชื่อมเมืองร้ากยา (Rach Gia) กับเมืองลองเสวียน (Long Xuyen) และคลองวิงห์เต (Vinh Te) ซึ่งเชื่อมเมืองเจาด๊ก (Chau Doc) อยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงทางทิศใต้ของโฮจิมินห์ซิตี้
ในช่วงสุดท้ายก่อนจะไหลลงสู่ทะเล แม่น้ำโขงแตกสายออกคลุมพื้นที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แม่น้ำโขงตอนนี้คนเวียดนามเรียกชื่อว่า กู๋ ลอง หรือเก้ามังกร ตรงนี้เป็นบริเวณที่มีตะกอนทรายแป้งสะสมอยู่มาก ทำให้เพาะปลูกได้หลายครั้งในรอบปี และเป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์
แม่น้ำหน้า (แม่น้ำโขง-Tieng river-เตียน) และแม่น้ำหลัง (บาสัค-Hau river-เห่า)
แม่น้ำโขงไหลผ่านพื้นที่ราบรีดส์ (Plain of Reeds) ที่ราบพงอ้อ กก หญ้า อ้อ แขม หญ้าที่เกิดขึ้นในน้ำ กว้างประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ในบริเวณนี้มีการปรับสภาพดินที่เป็นกรดซัลเฟตเพื่อให้ใช้เพาะปลูกได้ แต่ช่วงใกล้ปากแม่น้ำจะมีปัญหาดินเค็มเนื่องจากน้ำทะเลรุกเข้ามา ซึ่งเป็นผลกระทบจากโครงการชลประทานในบริเวณนั้น ทำให้เป็นปัญหาต่อการเกษตร
พื้นที่ ๒ ใน ๓ ส่วนของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของประเทศเวียดนาม ผลิตอาหารและข้าวมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ใช้บริโภคทั้งประเทศเวียดนาม มากกว่าร้อยละ ๕๐ ของปลาที่จับได้ทั้งประเทศ และร้อยละ ๖๐ ของผลไม้ที่ผลิตได้ทั้งหมดก็มาจากพื้นที่นี้ และยังมีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง เพื่อการส่งออกอีกประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน มีประชากรเวียดนามถึงร้อยละ ๒๐ อาศัยอยู่ในบริเวณนี้
ประมาณว่าในลุ่มแม่น้ำโขงมีการจับปลาที่อยู่ตามธรรมชาติได้ถึง ๑ ล้านตันต่อปี มีปลาเลี้ยงอีก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน และกุ้งอีก ๓๐๐,๐๐๐ ตัน กระแสน้ำที่ขึ้นลงตามธรรมชาติของแม่น้ำโขงก็คือ แหล่งที่ให้ชีวิตและความอุดมสมบูรณ์สำหรับการประมงนั่นเอง พื้นที่ป่าในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงลดลงจากร้อยละ ๒๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖(ค.ศ.๑๙๔๓) เหลือเพียงร้อยละ ๙ ในปี พ.ศ.๒๕๓๔ (ค.ศ.๑๙๙๑) ในภาพรวมมีการสูญเสียพื้นที่ป่าไปร้อยละ ๓๐ ของพื้นที่ป่าทั้งหมดในระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา และมีเพียงร้อยละ ๑๑ ของป่าที่เหลืออยู่ที่เป็นป่าไม้คุณภาพดี
ในสมัยที่อยู่ใต้การปกครองของขุนพลตระกูลเหวียนนั้น ได้มีการปรับปรุงสภาพหนองบึงผืนใหญ่ และสร้างเครือข่ายลำคลองเล็กๆ มากมายจนปลายศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีการขุดคลองใหญ่ขึ้น ๒ สาย คือ คลองไทฮวา (Thai Hoa) ซึ่งเชื่อมเมืองร้ากยา (Rach Gia) กับเมืองลองเสวียน (Long Xuyen) และคลองวิงห์เต (Vinh Te) ซึ่งเชื่อมเมืองเจาด๊ก (Chau Doc)
จังหวัด เกิ่น เธอ อยู่ในบริเวณที่เป็นแม่น้ำด้านหน้าและหลัง (แม่น้ำโขงและแม่น้ำบาสัค) ชื่อเมืองเอกชื่อเดียวกัน ประชากรมากกว่าล้านคน มีมหาวิทยาลัยที่มันสมัยที่สุดในพื้นที่สามเหลี่ยมที่เน้นการศึกษาวิจัยและการสอนด้านเกษตรเป็นสำคัญ เป็นที่ตั้งของ ตลาดน้ำก๊ายรัง ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเกิ่นเธอประมาณ ๖ km มีชีวิตชีวามากอยู่บริเวณที่คลอง ๗ สายมาบรรจบกัน มีเรือสารพัดชนิดขายผัก ผลไม้ อาหารต่างๆ เป็นสถานที่ซึ่งนักทองเที่ยวนิยมไปมากที่สุดในแถบสามเหลี่ยมเป็นจุดที่สามารถต่อเนื่องไปยังจังหวัดและเมืองต่างๆ ได้ เพราะมีพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่ดำเนินการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวบ้านคนทำเกษตรกับพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง ตลาดน้ำแห่งนี้เป็นชีวิตจริงของกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณเกิ่นเธอ ที่มีมาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่การจัดขึ้นเพื่อสนองนักท่องเที่ยว คนซื้อส่วนใหญ่สินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนเป็นผลไม้และผัก ตลาดมักเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตรู่จนถึงประมาณ ๙ โมงเช้า จะเห็นบรรยากาศเรือหลายชนิดและหลายขนาด รวมทั้งสินค้าที่หลากหลายในบริเวณแห่งนี้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจากสวนจะบรรทุกผลไม้มาขายเป็นเรือขนาดเล็กและมีเรือขนาดใหญ่มารับซื้อเพื่อไปขายต่อที่อื่นๆ บางลำไปถึงพนมเปญและในทะเลจีนใต้
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : เรื่องและภาพ