หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
มรัคอู เมืองโบราณของรัฐยะไข่
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 10 เม.ย. 2561
เข้าชมแล้ว 8430 ครั้ง
แผนที่แสดงพื้นที่ราบของรัฐอารากันหรือแคว้นยะไข่ติดกับชายแดนบังคลาเทศ
เมืองท่าริมฝั่งทะเลอ่าวเบงกอลที่สิธทวย รัฐรักขีนของพม่าในปัจจุบัน
เรือขนส่งสินค้าสู่ชุมชนภายในผ่านแม่น้ำกาลาดัน
การใช้เรือเป็นพื้นของการคมนาคมที่นี่และมีชีวิตชีวาแบบเมืองท่าโบราณ
ท่าเรือในเมืองสิธทวย
แผนที่แสดงตำแหน่งวัดต่างๆ ในเมืองมรัคอู ที่นี่เป็นรองเพียงพุกาม
ความเงียบสงบและเย็นสบายในช่วงเดือนตุลาคมบนถนนในเมืองมรัคอู
ภาพชินตาตามหมู่บ้านที่หญิงสาวจะมาตักน้ำที่บ่อส่วนรวมโดยใช้ภาชนะทูนศีรษะกลับไป
การมีที่ราบอันกว้างขวางและเส้นทางน้ำมากมาย จึงกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวอันดับสองรองจากที่ราบลุ่มอิระวดี
การใช้วัวควายย่ำนวดข้าวและลานตากข้าวที่ยาพื้นด้วยขี้วัวยังพบเห็นได้เพราะเครื่องจักรกลการเกษตรยังไม่ได้เข้าถึง
วัดในมรัคอูมีมากเป็นอันดับสองรองจากพุกาม แทบจะเป็นดงเจดีย์เช่นกัน ทำให้เห็นความศรัทธาของกษัตริย์ชาวยะไข่ที่มีต่อพุทธศาสนา ถือเป็นรัฐพุทธศาสนาที่เข้มแข็ง วัดต่างๆนั้น ดูแปลกตากว่าวัดในพุกามด้วยการใช้หินแทนอิฐในการก่อสร้างนั่นเอง ในภาพคือวัดโกทวง [Ko Thaung temple]
วัดสิททวง [Shitthaung Temple] ที่หมายถึงจำนวนแปดหมื่นที่น่าจะเป็นจำนวนสัญลักษณ์พระธรรมขันธ์ “แปดหมื่นสี่พัน” และสร้างสัญลักษณ์ด้วยพระพุทธรูปมากมาย
ที่วัดสิททวงมีอุโมงค์อยู่ภายในลดเลี้ยวมากมาย สร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๑
ลายพระพุทธบาทในระบบสัญลักษณ์อันแปลกตาที่วัดสิททวง
ภายในวัดโกทวงซึ่งหมายถึงเก้าหมื่น สร้างในรัชกาลต่อมา ผนังวิหารด้านหลังองค์พระพุทธรูปมีการแกะสลักนูนต่ำภาพพระพุทธรูปอยู่บนผนัง
ผนังวิหารที่แกะสลักพระพุทธรูปประทับนั่งภายในวัดโกทวง มีมากมายจนนับไม่ถ้วนจนเป็นที่มาของชื่อวัดเก้าหมื่น
จองแบบพม่าที่เข้ามามีอิทธิพลต่อศาสนาและความเชื่อของชาวยะไข่ที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ในภาพเป็นการสร้างบนอาคารศาสนาเก่าของชุมชนในระหว่างทางไปยังวัดมหามัยมุนี
วิหารพระมหามัยมุนี ห่างจากเมืองมรัคอูราว ๓๐ กิโลเมตร พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปทองคำ สร้างเมื่อราว พ.ศ. ๒๑๗๒ แต่เมื่อพม่ารบชนะในสมัยพระเจ้าปดุงก็นำพระมหามัยมุนี พระคู่เมืองของชาวยะไข่ ไปประดิษฐานไว้ที่เมืองอมรปุระ ใกล้มัณฑะเลย์ จนกลายเป็นพระคู่เมืองของชาวพม่าไปในปัจจุบัน
พระมหามัยมุนีองค์จำลองที่ชาวยะไข่สร้างขึ้นทดแทนองค์ที่ถูกนำไป แต่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาต่อคนทั่วไปและคนยะไข่ไม่เปลี่ยนแปลง
พระพุทธรูปปางหัตถ์แตะธรณีแบบคุปตะ จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ในวัดมหามัยมุนี เนื่องจากเมืองโบราณเวสาลี ที่รุ่งเรืองในพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก
แผ่นหินแกะสลักพระพุทธรูปปางวิตรรกะและน่าจะเป็นการปฐมเทศนาด้วย พบที่เมืองเวสาลี

คนไทยคุ้นเคยชื่อ “ยะไข่” ในรัฐอารากัน มากกว่า “รักขีน”  [Rakhine] ซึ่งเป็นชื่อรัฐที่ติดชายแดนบังคลาเทศในอ่าวเบงกอลทางทิศตะวันตกของพม่าในปัจจุบัน เนื่องจากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็กล่าวถึงชาวยะไข่ที่อยู่เป็นเอกเทศอีกรัฐหนึ่งแยกออกจากพม่าอย่างชัดเจน และรบกับพม่าหลายครั้ง บางคราวก็รบชนะ จนถึงครั้งสุดท้ายก็แพ้และตกเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรพม่าเรื่อยมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแยกจากกันโดยสภาพแวดล้อมเพราะมีเทือกเขารักขีน-โยมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาอารากันโยมาขวางกั้น เป็นพรมแดนธรรมชาติที่ทำให้ชาวยะไข่มีอัตลักษณ์ทั้งทางภาษาพูด ภาษาเขียน และการแต่งกายเป็นของตนเอง แตกต่างจากชาวพม่าอย่างเด่นชัด

 

การเดินทางไปสู่ยะไข่นั้นไม่ง่ายเลย ทั้งจากภายในประเทศพม่าเองและจากเมืองไทย แต่การติดต่อกับชายฝั่งทะเลทำให้อารากันเป็นเขตเมืองท่าและมีบทบาททางการค้ามาแต่โบราณ รวมทั้งผู้คนชาวมุสลิมโรฮิงยาจากบังคลาเทศที่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในพม่าปัจจุบันและถูกกดดันทางด้านสิทธิมนุษยชนจนทำให้แอบลักลอบไปค้าแรงงานหรือเป็นผู้อพยพทางเรือที่สร้างปัญหาให้กับประเทศในเขตคาบสมุทรมลายูและไทยไม่น้อย

 

เมืองสิธทเวหรือสิธทวย [Sittwe] เป็นเมืองท่าปากน้ำอยู่ริมฝั่งทะเลที่กลายเป็นเมืองหลวงสมัยใหม่ของรัฐรักขีน เราจะพบผู้คนหลากชาติพันธุ์ทั้งชาวยะไข่ดั้งเดิม ชาวพม่า ชาวโรฮิงยา ทั้งพุทธศาสนาที่มีมหาเจดีย์เป็นสัญลักษณ์และมัสยิดที่มีอยู่มากมายตลอดจนโบสถ์ของชาวคริสต์โรมันคาธอลิค

 

การเดินทางสู่เมืองหลวงโบราณของชาวรักขีนที่ มรัคอู [Mrauk U] ซึ่งอยู่ห่างจากปากน้ำกาลาดัน [Kaladan river] และยังไม่มีถนนเข้าถึงจากสิธทวย ดังนั้นการเดินทางจึงต้องใช้เรือล่องทวนลำน้ำขึ้นมาราว ๗๐ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเรือโดยปกติราว ๒ ชั่วโมงครึ่ง และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับทางน้ำมากมายจนกลายเป็นที่ยังต้องติดต่อกันทางเรือเป็นหลัก อารากัน หรือยะไข่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้ผลผลิตเป็นอันดับสองรองจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี ทุ่งนาสุดลูกหูลูกตาริมฝั่งน้ำ คือภาพภูมิทัศน์ที่แสนจะจำลองสภาพบ้านเมืองแบบโบราณที่เงียบสงบ

 

ชื่อ “มรัคอู” นั้นมีตำนานที่สืบเนื่องจากชาดกทางพุทธศาสนาว่า มาจากเรื่องลิงถวายไข่แด่พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพุทธบูชา จึงได้ชื่อว่า มรัคอู หรือ ไข่จากลิง ตำนานบางเรื่องที่แย้งกันกล่าวว่า ครั้งหนึ่งมีลิงเพศเมียที่อยู่ตัวเดียว เมื่อพบนกยูงก็อยู่กินด้วยกันจนไข่ออกมาเป็นมนุษย์ผู้ชายเติบโตจนกลายเป็นเจ้าชายรูปงาม ต่อมาเจ้าชายสร้างเมืองใกล้ๆ ชายป่านั้นและเพื่อระลึกถึงกำเนิดของตนจึงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า “มรัคอู” ซึ่งหมายถึงไข่ของลิง

 

จากตำนานที่อิงทางพุทธศาสนาก็พบว่ามีเมืองโบราณที่รับฮินดูและพุทธศาสนาแบบมหายานในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ แล้ว ที่เมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองมรัคอูในปัจจุบันนัก คือ เมืองธัญญวดี โดยมีตำนานว่าพระเจ้าจันทะสุริยะ ทรงสร้างพระมหามัยมุณี และเมืองเวสาลีอีกแห่งหนึ่ง

 

หลังจากนั้นในราว พ.ศ.๑๙๗๖ กษัติย์ มินซอมอน [Min Saw Mon] สร้างมรัคอูให้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอารากัน ความรุ่งเรืองของเมืองโบราณที่อารากันหรือมรัคอูนี้ เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ อันเป็นช่วงที่ภูมิภาคนี้การค้าทางทะเลกับโลกตะวันตกกำลังรุ่งเรือง มีประชากรถึงแสนหกหมื่นคนเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทำให้มรัคอูกลายเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญกับทั้งชาวตะวันออกกลาง จีน ดัชท์ สเปน ฯลฯ เป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเมืองอื่นๆ ของชาวพม่า และกษัตริย์สืบราชวงศ์ต่อเนื่อง ๔๙ พระองค์ มากกว่า ๓๐๐ ปี จนกระทั่งถูกพิชิตโดยราชวงศ์คองบองจากพม่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๗

 

ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สูง มรัคอูกลายเป็นเมืองท่าค้าขายและส่งผ่านที่สำคัญของอ่าวเบงกอล เพราะส่งออกสินค้าพวก ข้าว งาช้าง ช้าง ไม้หอม หนังกวาง จากอังวะ นำเข้าพวกฝ้าย ทาส ม้า หอยเบี้ย เครื่องเทศ สิ่งทอจากอินเดีย เปอร์เซีย และอาหรับ จนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญเทียบเท่ากับที่เมืองสิเรียมหรือที่พะโคในพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ โดยมีโปรตุเกสและดัชท์เข้ามาตั้งสถานีการค้า เมืองมรัคอูกลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรที่ขยายไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคาจนถึงอิระวดี โดยมีเมืองที่ลุ่มน้ำคงคา ๑๒ เมือง รวมถึง ดักกาและจิตตากอง กินอาณาเขตครึ่งหนึ่งของประเทศบังคลาเทศในปัจจุบัน ดังนั้นความสัมพันธ์กับชาวพื้นเมืองที่เป็นมุสลิมจึงถ่ายเทและพบเห็นในวัฒนธรรมของชาวอารากันอยู่ทั่วไป

 

วลัยลักษณ์  ทรงศิริ : ภาพและเรื่อง

มิถุนายน ๒๕๔๗

 

บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.