กลุ่มปราสาท “สมโบร์ไพรกุก” ตามชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกัน เขียนอธิบายโดย รศ.ดร.ภูมิจิตร เรืองเดช ว่า “ซ็อมโบร์ไพรกุกห์” โดย “ซ็อมโบร์ไพร” หมายถึงป่าอันอุดมสมบูรณ์ ส่วน “กุกห์” หมายถึงศาสนสถาน หรืออาศรมหรือปราสาท จึงมีความหมายโดยรวมว่า ปราสาทในป่าทึบ นั่นเอง
ปราสาทกลุ่มนี้ อยู่ที่ “อิสานปุระ” หรือในเอกสารจีนเรียกว่า “เจิ้นลา” ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางของรัฐแรกเริ่มในดินแดนกัมพูชา หรือที่เรียกว่ายุคก่อนเมืองพระนคร รัฐนี้เก่ากว่าเมืองพระนครราว ๑๕๐ ปี สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖
ก่อนหน้านั้น ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงต่อเนื่องขึ้นไปตามแม่น้ำบาสัคซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขงสายหนึ่งที่ผ่านไปยังทะเลสาบเขมร มีบ้านเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ฟูนัน” ซึ่งพบหลักฐานการเป็นเมืองท่าภายในที่มีทางน้ำสามารถออกทะเลในอ่าวไทยได้สะดวก โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก และพบหลักฐานโบราณวัตถุเนื่องในการค้าขายระหว่างอารยธรรมสองแห่งคือ อินเดียและจีน มีชุมชนร่วมสมัยตั้งอยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ดังกล่าว บริเวณนี้มักพบศาสนสถานบนเนินเขาย่อมๆ และชุมชนที่อยู่ใกล้แนวภูเขา เมื่อผสมผสานจากการบอกเล่าในบันทึกจดหมายเหตุจีน จึงเรียกว่าพวกบูชาเขาศักดิ์สิทธิ์หรือพนมหรือที่เรียกตามจดหมายเหตุจีนว่าฟูนัน
บ้านเมืองเหล่านี้ล้วนสร้างพื้นฐานของการก่อเกิดรัฐแรกเริ่มภายในในดินแดนกัมพูชา โดยกษัตริย์ที่อาจจะมีอิทธิพลอยู่ในเขตรอยต่อของดินแดนในประเทศไทยตั้งแต่แถบกาฬสินธุ์ มุกดาหาร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สระแก้วจนลงไปถึงจันทบุรี คือ “พระเจ้าจิตรเสนมเหนทรวรมัน” เนื่องจากพบจารึกหลายหลักเกี่ยวกับพระองค์และศิลปกรรมเนื่องในยุคสมัยดังกล่าว เมื่อพระเจ้าอิศานวรมันซึ่งเป็นพระโอรส ขึ้นครองราชย์ (ราวพ.ศ. ๑๑๕๓-๑๑๙๘) สถาปนานครหลวงชื่อ “อิศานปุระ” ในชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วแต่เดิมในเส้นทางค้าขายระหว่างสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงและเขตเขมรที่ราบสูงอีสานของไทยและบริเวลุ่่มน้ำโขงแถบวัดพูไปจนถึงบ้านเมืองของชาวจามที่ริมชายฝั่งทะเลเวียดนามตอนกลางเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ และจดหมายเหตุจีนกล่าวว่า เจนละแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ เจนละบนกับเจนละล่าง หรือเจนละบกและเจนละน้ำ ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ จะรวบรวมและสร้างรัฐที่มีศูนย์กลางแห่งใหม่บริเวณเมืองพระนครในเสียมเรียบปัจจุบัน
ปราสาทเหล่านี้สร้างด้วยอิฐ แต่มีบานประตู ทับหลังหรือรูปสลักลอยตัวทำจากหินเนื้อไม่ละเอียดเหมือนในสมัยหลังๆ นัก และรูปแบบการแกะสลักใหญ่เทอะทะตลอดจนฝีมือช่างล้วนแสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลฝีมือช่างจากต่างถิ่นอย่างชัดเจน ที่เป็นเอกลักษณ์ก็ดูเหมือนจะเป็นการแกะสลักลงบนดินเผาเป็นรูปซุ้มหรือปราสาทลอยตัวออกมาจากผนังอย่างสวยงามและทับหลังที่ดูเป็นเอกลักษณ์แบบสมโบร์ไพรกุก
กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ แล้วยังมีกลุ่มปราสาทขนาดย่อยอีกมากมายในป่า ที่กําหนดไว้ป็นเขตโบราณสถาน พื้นที่มากกว่า ๖ ตารางกิโลเมตร จากเดิมมีการสํารวจพบปราสาทพบจํานวน ๑๗๙ หลัง แต่ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากคณะสถาปัตยกรรม ของมหาวิทยาลัยวาซาดะสํารวจใหม่พบว่ามีปราสาทมากถึง ๒๘๐ แห่ง ปราสาทส่วนใหญ่คงเหลือเพียงรากฐาน ที่พบและสามารถเที่ยวชมได้มีอยู่เพียง ๖๔ แห่ง ในรัศมีราวๆ ๒-๓ กิโลเมตร
ส่วนอาศรมฤาษี เป็นอาคารขนาดเล็กที่สันนิษฐานว่าใช้สำหรับปฏิบัติสมาธิฌานของนักบวชที่ดูแลปราสาทหลัก เพราะตั้งอยู่ด้านหน้า มีการแกะสลักรูปบุคคลที่ดูเป็นฤาษีจากนอกภูมิภาคลักษณะเหมือนนักบวชฮินดูจากอนุทวีปอินเดีย ฐานเสาเป็นที่รองรับแผ่นหินขนาดใหญ่ อาคารเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน ขนาดไม่ใหญ่โตนัก อาคารอาศรมเหล่านี้กำลังทรุดโทรมและยังไม่มีการบูรณะแต่อย่างใด นอกจากการค้ำยันที่ทำไว้ชั่วคาว
กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงธม ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเขมร ในระหว่างกึ่งทาง พนมเปญ-เสียมเรียบ ราวๆ ๑๒๐ กิโลเมตร บนทางหลวงหมายเลข ๖ และมีถนนแยกจากตัวจังหวัดกำปงธม ไปอีกราว ๓๕ กิโลเมตร บนถนนสายฝุ่น และเส้นทางสายนี้รัฐบาลกัมพูชาปัจจุบันต้องพยายามเร่งรีบสร้างถนนเพื่อกรุยทางสู่พระวิหาร จึงกลายเป็นเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวสายใหม่
กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกมีการทำงานของกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่รอบๆ เช่น องค์กรอาหารโลก ในปี ค.ศ.๑๙๙๘ มหาวิทยาลัยวาเซดะเริ่มโครงการอนุรักษ์ตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๐ และเมื่อปี ๒๐๐๔ ก็ได้รับการอนุมัติจากรัฐท้องถิ่นทำ workshop เพื่อพัฒนาการบริการเพื่อการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้แก่ชาวบ้านรอบๆ โดยองค์กรความร่วมมือทางเทคนิคเยอรมัน [GTZ] เป้าหมายก็เพื่อสร้างรายได้ลดปัญหาความยากจน จนชาวบ้านสามารถก่อตั้งกลุ่ม “อิสานปุระ” [Isanborei] ซึ่งเป็นกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ จัดการการท่องเที่ยว เช่น ไกด์นำชม โฮมสเตย์ อาหาร ศิลปหัตถกรรม การหัดร่ายรำ ชีวิตในท้องถิ่น เป็นต้น โดยมีหมู่บ้านในบริเวณนี้ ๗ แห่งเข้าร่วมโครงการ
แต่มาในช่วงปี ๒๐๐๘ ถึง ๒๐๐๙ จำนวนนักท่องเที่ยวในกัมพูชาลดลงมีผลกระทบโดยตรงแก่ชาวบ้าน ซึ่งยังคงไม่สามารถได้ประโยชน์โดยตรงจากการท่องเที่ยวนี้ได้ เพราะแม้ค่าเข้าชมโบราณสถานแห่งนี้ที่ยังไม่ได้บูรณะแต่อย่างใดมีราคาแพงมากสำหรับนักท่องเที่ยว แต่การบริหารจัดการนั้น เป็นผลมาจากการให้สัมปทานดูแล นัยว่าเจ้าของสัมปทานคือญาตินักการเมืองใหญ่ในรัฐบาล โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐนั่งเก็บเงินเพียงอย่างเดียว แต่การดูแลโบราณสถานไม่ให้ถูกทำลายนั้น เป็นหน้าที่ของชาวบ้านอาสาที่ทำงานเรื่องการท่องเที่ยว และรายได้จากการเป็นไกด์โดยอาชีพนั้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมและความรู้ที่ได้
ดังนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวนั้นจึงไม่ถึงมือของชาวบ้านนัก และชาวกัมพูชายังคงประสบกับความยากจนต่อไป ดังเห็นเด็กๆ จำนวนมาก รอขอเงินจากนักท่องเที่ยวมากกว่าไปโรงเรียน เพราะเชื่อว่าเป็นการหารายได้ ร้านค้าต่างๆ ของชาวบ้านก็เงียบเหงา เนื่องจากการท่องเที่ยวที่ลดลงจากเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ทั่วโลกนั่นเอง
ไกด์ท้องถิ่นส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาครั้งเสด็จเยือนกัมพูชาเป็นการส่วนพระองค์ พระราชทานสร้างโรงเรียนมัธยมกัมปงเชอเตียล ในอำเภอสมโบร์ไพรกุกนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ ถือเป็นโรงเรียนที่ชาวบ้านในละแวกนี้ได้เรียนในระบบและคุณภาพชีวิตดีขึ้นไม่ใช่น้อย
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : เรื่องและภาพ