หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ปะรำฤาษีที่สมโบร์ไพรกุก
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 9 เม.ย. 2561
เข้าชมแล้ว 2291 ครั้ง
กุฑุขนาดเล็กๆ แกะสลักด้วยฝีมือช่างชั้นสูงบนเนื้อหินหยาบๆ ประดับที่ขอบเพดานด้านบนเป็นรูปบุคคลที่น่าจะเป็นนักบวชหรือฤาษีโดยรอบ
แผนที่แสดงตำแหน่งของจังหวัดกำปงธมและกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุก ซึ่งอยู่กึ่งกลางของประเทศ เหนือทะเลสาบเขมรไม่ไกลนัก
กลุ่มปราสาทแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ เรียกตามชาวบ้านในพื้นที่ คือ ปราสาทตาวหรือปราสาทสิงห์ ปราสาทสมโบร์และปราสาทยายพวนและมีปราสาทอื่นๆ อีกมาก พบอยู่กระกระจายในป่าและพื้นที่รัศมีโดยรอบหลายตารางกิโลเมตร
ทางแยกจากถนนหมายเลข ๖ จากตัวเมืองกำปงธมแยกขวาไปทางกลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกและมุ่งตรงไปยังพระวิหาร ซึ่งรัฐบาลกัมพูชากำลังสร้างทางอย่างเร่งรีบเพื่อเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ไปยังพระวิหารโดยตรง
หมู่บ้านสมโบร์ก่อนเข้าสู่กลุ่มปราสาท
ทุ่งข้าวและน้ำตาลโตนดเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของคนในจังหวัดกำปงธม
ปราสาทในกลุ่มเหนือหรือปราสาทสมโบร์
ประตูหลอกและทับหลังขนาดใหญ่โตแตกต่างไปจากปราสาทรุ่นหลังๆของเขมร
ทับหลัง ประตูหลอกและเสาประดับกรอบประตูขนาดใหญ่
ทับหลังแบบสมโบร์ไพรกุกต้นฉบับ
บันไดทางขึ้นรูปปีกกาเป็นที่นิยมในศาสนสถานแบบฮินดูในเขตที่รับอิทธิพลเริ่มแรกจากอินเดีย
ชาวบ้านขนฟางกลับบ้านในยามเย็น มีหมู่บ้านราว ๗ แห่งรอบๆ กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกนี้ที่เข้าร่วมโครงการดูแลรักษาโบราณสถานและการท่องเที่ยว
เด็กๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่ยอมไปโรงเรียน แต่จะมารอรับนักท่องเที่ยวที่วันๆ หนึ่งแทบไม่มีเลยหรือมีเพียงหนึ่งหรือสองคณะก็ตาม
เด็กๆ กับนักท่องเที่ยว
ทับหลังต้นแบบ แบบสมโบร์ไพรกุก
ที่ปราสาทตาวและสิงห์นั่งแบบอินเดียคู่หน้าทางเข้า
การแกะสลักลงบนพื้นอิฐเป็นรูปซุ้มประดับผนังปราสาทขนาดเล็กรูปแปดเหลี่ยมและมีเรื่องราวต่างๆ
ลวดลายบนผนังอิฐแกะสลัก
การแกะรูปบุคคลต่างๆ ลงบนผนังอิฐ
อาศรมฤาษี ใช้การค้ำยันไว้โดยยังไม่ได้บรูณะความแข็งแรงแต่อย่างใด
ในอาคารอิฐมีประรำเพื่อทำสมาธิของนักบวช ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าของกลุ่มปราสาทสมโบร์
เสาและลวดลายที่แกะลวดลายประดับ
รูปฤาษีรอบเพดานหิน
รูปฤาษีอีกด้านหนึ่ง
รูปฤาษีอีกด้านหนึ่ง

กลุ่มปราสาท “สมโบร์ไพรกุก” ตามชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกัน เขียนอธิบายโดย รศ.ดร.ภูมิจิตร เรืองเดช ว่า “ซ็อมโบร์ไพรกุกห์” โดย “ซ็อมโบร์ไพร” หมายถึงป่าอันอุดมสมบูรณ์ ส่วน “กุกห์” หมายถึงศาสนสถาน หรืออาศรมหรือปราสาท จึงมีความหมายโดยรวมว่า ปราสาทในป่าทึบ นั่นเอง

 

ปราสาทกลุ่มนี้ อยู่ที่ “อิสานปุระ” หรือในเอกสารจีนเรียกว่า “เจิ้นลา” ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางของรัฐแรกเริ่มในดินแดนกัมพูชา หรือที่เรียกว่ายุคก่อนเมืองพระนคร รัฐนี้เก่ากว่าเมืองพระนครราว ๑๕๐ ปี  สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖

 

ก่อนหน้านั้น ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงต่อเนื่องขึ้นไปตามแม่น้ำบาสัคซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำโขงสายหนึ่งที่ผ่านไปยังทะเลสาบเขมร  มีบ้านเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ฟูนัน” ซึ่งพบหลักฐานการเป็นเมืองท่าภายในที่มีทางน้ำสามารถออกทะเลในอ่าวไทยได้สะดวก โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก และพบหลักฐานโบราณวัตถุเนื่องในการค้าขายระหว่างอารยธรรมสองแห่งคือ อินเดียและจีน มีชุมชนร่วมสมัยตั้งอยู่กระจัดกระจายในพื้นที่ดังกล่าว บริเวณนี้มักพบศาสนสถานบนเนินเขาย่อมๆ และชุมชนที่อยู่ใกล้แนวภูเขา เมื่อผสมผสานจากการบอกเล่าในบันทึกจดหมายเหตุจีน จึงเรียกว่าพวกบูชาเขาศักดิ์สิทธิ์หรือพนมหรือที่เรียกตามจดหมายเหตุจีนว่าฟูนัน

 

บ้านเมืองเหล่านี้ล้วนสร้างพื้นฐานของการก่อเกิดรัฐแรกเริ่มภายในในดินแดนกัมพูชา โดยกษัตริย์ที่อาจจะมีอิทธิพลอยู่ในเขตรอยต่อของดินแดนในประเทศไทยตั้งแต่แถบกาฬสินธุ์ มุกดาหาร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สระแก้วจนลงไปถึงจันทบุรี คือ “พระเจ้าจิตรเสนมเหนทรวรมัน” เนื่องจากพบจารึกหลายหลักเกี่ยวกับพระองค์และศิลปกรรมเนื่องในยุคสมัยดังกล่าว เมื่อพระเจ้าอิศานวรมันซึ่งเป็นพระโอรส ขึ้นครองราชย์ (ราวพ.ศ. ๑๑๕๓-๑๑๙๘) สถาปนานครหลวงชื่อ “อิศานปุระ” ในชุมชนที่มีการตั้งถิ่นฐานมาแล้วแต่เดิมในเส้นทางค้าขายระหว่างสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงและเขตเขมรที่ราบสูงอีสานของไทยและบริเวลุ่่มน้ำโขงแถบวัดพูไปจนถึงบ้านเมืองของชาวจามที่ริมชายฝั่งทะเลเวียดนามตอนกลางเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒  และจดหมายเหตุจีนกล่าวว่า เจนละแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ เจนละบนกับเจนละล่าง หรือเจนละบกและเจนละน้ำ ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  จะรวบรวมและสร้างรัฐที่มีศูนย์กลางแห่งใหม่บริเวณเมืองพระนครในเสียมเรียบปัจจุบัน

 

ปราสาทเหล่านี้สร้างด้วยอิฐ แต่มีบานประตู ทับหลังหรือรูปสลักลอยตัวทำจากหินเนื้อไม่ละเอียดเหมือนในสมัยหลังๆ นัก และรูปแบบการแกะสลักใหญ่เทอะทะตลอดจนฝีมือช่างล้วนแสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลฝีมือช่างจากต่างถิ่นอย่างชัดเจน ที่เป็นเอกลักษณ์ก็ดูเหมือนจะเป็นการแกะสลักลงบนดินเผาเป็นรูปซุ้มหรือปราสาทลอยตัวออกมาจากผนังอย่างสวยงามและทับหลังที่ดูเป็นเอกลักษณ์แบบสมโบร์ไพรกุก

 

กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ๆ แล้วยังมีกลุ่มปราสาทขนาดย่อยอีกมากมายในป่า ที่กําหนดไว้ป็นเขตโบราณสถาน พื้นที่มากกว่า ๖ ตารางกิโลเมตร จากเดิมมีการสํารวจพบปราสาทพบจํานวน ๑๗๙ หลัง แต่ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากคณะสถาปัตยกรรม ของมหาวิทยาลัยวาซาดะสํารวจใหม่พบว่ามีปราสาทมากถึง ๒๘๐ แห่ง ปราสาทส่วนใหญ่คงเหลือเพียงรากฐาน ที่พบและสามารถเที่ยวชมได้มีอยู่เพียง ๖๔ แห่ง ในรัศมีราวๆ ๒-๓ กิโลเมตร

 

ส่วนอาศรมฤาษี เป็นอาคารขนาดเล็กที่สันนิษฐานว่าใช้สำหรับปฏิบัติสมาธิฌานของนักบวชที่ดูแลปราสาทหลัก เพราะตั้งอยู่ด้านหน้า มีการแกะสลักรูปบุคคลที่ดูเป็นฤาษีจากนอกภูมิภาคลักษณะเหมือนนักบวชฮินดูจากอนุทวีปอินเดีย ฐานเสาเป็นที่รองรับแผ่นหินขนาดใหญ่ อาคารเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน ขนาดไม่ใหญ่โตนัก อาคารอาศรมเหล่านี้กำลังทรุดโทรมและยังไม่มีการบูรณะแต่อย่างใด นอกจากการค้ำยันที่ทำไว้ชั่วคาว

 

กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงธม ทางฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเขมร  ในระหว่างกึ่งทาง พนมเปญ-เสียมเรียบ ราวๆ ๑๒๐ กิโลเมตร บนทางหลวงหมายเลข ๖ และมีถนนแยกจากตัวจังหวัดกำปงธม ไปอีกราว ๓๕ กิโลเมตร บนถนนสายฝุ่น และเส้นทางสายนี้รัฐบาลกัมพูชาปัจจุบันต้องพยายามเร่งรีบสร้างถนนเพื่อกรุยทางสู่พระวิหาร จึงกลายเป็นเส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวสายใหม่ 

 

กลุ่มปราสาทสมโบร์ไพรกุกมีการทำงานของกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่รอบๆ เช่น องค์กรอาหารโลก ในปี ค.ศ.๑๙๙๘ มหาวิทยาลัยวาเซดะเริ่มโครงการอนุรักษ์ตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๐ และเมื่อปี ๒๐๐๔ ก็ได้รับการอนุมัติจากรัฐท้องถิ่นทำ workshop เพื่อพัฒนาการบริการเพื่อการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้แก่ชาวบ้านรอบๆ โดยองค์กรความร่วมมือทางเทคนิคเยอรมัน [GTZ] เป้าหมายก็เพื่อสร้างรายได้ลดปัญหาความยากจน จนชาวบ้านสามารถก่อตั้งกลุ่ม “อิสานปุระ” [Isanborei] ซึ่งเป็นกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ จัดการการท่องเที่ยว เช่น ไกด์นำชม โฮมสเตย์ อาหาร ศิลปหัตถกรรม การหัดร่ายรำ ชีวิตในท้องถิ่น เป็นต้น โดยมีหมู่บ้านในบริเวณนี้ ๗ แห่งเข้าร่วมโครงการ

 

แต่มาในช่วงปี ๒๐๐๘ ถึง ๒๐๐๙ จำนวนนักท่องเที่ยวในกัมพูชาลดลงมีผลกระทบโดยตรงแก่ชาวบ้าน ซึ่งยังคงไม่สามารถได้ประโยชน์โดยตรงจากการท่องเที่ยวนี้ได้ เพราะแม้ค่าเข้าชมโบราณสถานแห่งนี้ที่ยังไม่ได้บูรณะแต่อย่างใดมีราคาแพงมากสำหรับนักท่องเที่ยว แต่การบริหารจัดการนั้น เป็นผลมาจากการให้สัมปทานดูแล นัยว่าเจ้าของสัมปทานคือญาตินักการเมืองใหญ่ในรัฐบาล โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐนั่งเก็บเงินเพียงอย่างเดียว แต่การดูแลโบราณสถานไม่ให้ถูกทำลายนั้น เป็นหน้าที่ของชาวบ้านอาสาที่ทำงานเรื่องการท่องเที่ยว และรายได้จากการเป็นไกด์โดยอาชีพนั้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมและความรู้ที่ได้

 

ดังนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวนั้นจึงไม่ถึงมือของชาวบ้านนัก และชาวกัมพูชายังคงประสบกับความยากจนต่อไป ดังเห็นเด็กๆ จำนวนมาก รอขอเงินจากนักท่องเที่ยวมากกว่าไปโรงเรียน เพราะเชื่อว่าเป็นการหารายได้ ร้านค้าต่างๆ ของชาวบ้านก็เงียบเหงา เนื่องจากการท่องเที่ยวที่ลดลงจากเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ทั่วโลกนั่นเอง

 

ไกด์ท้องถิ่นส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาครั้งเสด็จเยือนกัมพูชาเป็นการส่วนพระองค์ พระราชทานสร้างโรงเรียนมัธยมกัมปงเชอเตียล ในอำเภอสมโบร์ไพรกุกนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ ถือเป็นโรงเรียนที่ชาวบ้านในละแวกนี้ได้เรียนในระบบและคุณภาพชีวิตดีขึ้นไม่ใช่น้อย

 

วลัยลักษณ์  ทรงศิริ : เรื่องและภาพ

 

 

บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.