จากการเดินสำรวจชุมชนสามย่าน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง พบบ้านหลังหนึ่งบริเวณศาลจ้าวพ่อฮกเต็กซึ่งปิดอยู่แต่มีความน่าสนใจยิ่ง โดยมีป้ายเขียนว่า “พิพิธภัณฑ์เมืองแกลง” จึงเข้าใจกันไปเองว่าที่นี่น่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนที่มีมานาน ได้พบปะกับคุณตาที่กำลังนั่งอยู่กับเครื่องมือมากมายและงานไม้หลายสิบชิ้น
คุณตาประกอบ รัตนภรณ์ อายุ ๘๔ ปี เป็นเจ้าของบ้านและเจ้าของผลงานการแกะลวดลายไม้ต่างๆ ที่พบอยู่ต่อหน้านี้ จึงขอเรียกคุณตาว่า “ช่างฝีมือ” แต่คุณตาได้ออกตัวว่าตนหาใช่ช่างฝีมือแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ที่สนใจและมีความชอบในงานไม้
คุณตาเล่าว่าตนนั้นมีเชื้อสายจีนแซ่ภู่ ซึ่งบรรพบุรุษคือ “ก๋ง” อพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่ระยอง พ่อมาจากระยอง มีสกุลเดิมคือ ยมจินดา ย้ายมาอยู่กับอาซึ่งเป็นปลัดซ้ายของอำเภอในสมัยนั้น ภายหลังครอบครัวจึงเปลี่ยนนามสกุลเป็น “รัตนภรณ์”
พร้อมทั้งยังเล่าเรื่องราววัยเด็กให้ฟังว่าได้เรียนหนังสือที่วัดพลงช้างเผือกถึง ป.๔ จนอายุ ๑๖ ปี ไปช่วยงานโรงพิมพ์ของ “โยม” (หมายถึงการเรียกพ่อ) พิมพ์การ์ด ใบฎีกา โฆษณาทั่วไป เดิมโรงพิมพ์อยู่ฝั่งตลาดหน้าอำเภอเมืองแกลงเก่า สะพานฉลอง ๑๐๐ ปี จนเมื่ออายุได้ ๓๐ ปีได้ย้ายมาที่นี่ ซึ่งเป็นที่อยู่ปัจจุบัน และตั้งโรงพิมพ์ของตัวเองขึ้น ชื่อ “ประกอบการพิมพ์” ในขณะนั้นสามย่านมีโรงพิมพ์ด้วยกันสามโรง คือ ของโยม (พ่อของคุณตา) โรงพิมพ์ที่สองคือโรงพิมพ์ของคนที่มาจากปากน้ำประแส และโรงพิมพ์ประกอบการพิมพ์ของคุณตานั่นเอง
ในขณะที่ทำโรงพิมพ์นั้นก็มีงานอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย “ตอนอายุ ๓๐ ปี ทำลอดช่องขายจนยกบ้านได้ ทำตั้งแต่กิโลกรัมละหกสลึง เดี๋ยวนี้ขายกันสิบสามบาทสิบห้าบาทแล้ว ทำจนดังเหมือนกัน การทำลอดช่องถือเป็นกิจการที่ทำในครัวเรือน ทำต่อวันจำนวน ๑๐๐ กิโล โดยมีคนมารับ ไปส่งแถวตำบลเขาดิน ตอนหลังทำน้ำกะทิด้วย เพราะตามงานมีความต้องการเลยทำไปด้วย ในส่วนของโรงพิมพ์ภายหลังได้เลิกกิจการไปประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว เนื่องจากมีโรงพิมพ์ใหญ่มาตั้ง”
ส่วนงานแกะสลักนั้นได้ทำเป็นงานอดิเรกที่ชื่นชอบและความรู้ที่ได้ก็เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยการจำลวดลายต่างๆ จากการดูโขน ละคร คุณตาเล่าว่า “เมื่อก่อนหนังโรงอะไรแถบนี้ก็ไม่มีเหมือนสมัยนี้ ที่มีงานใหญ่ๆ ก็อย่างหนังตะลุงแก้บนของตากล้วย ตอนนี้ก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ตาไปดูแล้วก็ลองเอามาวาดบนกระดาษ แล้วลองฝึกแกะไปเรื่อยๆ แบบที่แกะก็ดูตามหนังสือ เช่น รูปของอินทรชิตแปลงเป็นพระอินทร์ พระลักษณ์เห็นก็แผลงศรลงมา รูปหนุมานหักคอช้างเอราวัณ รูปโป๊ยเซียนตามซองจดหมาย ทำตามแบบที่ลูกค้าสั่ง ราคาตั้งแต่แผ่นละหกร้อยถึงหนึ่งพันแปดร้อยบาท งานบางชิ้นก็ทำให้กับวิทยาลัยนาฎศิลป์จันทบุรีไป”
ส่วนคำว่าพิพิธภัณฑ์เมืองแกลงตามป้ายนั้น ตาบอกกับเราว่าเพิ่งจะเอาป้ายดังกล่าวขึ้นไปติดเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เอง ยังไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้แต่อย่างใด แต่ส่วนตัวในฐานะผู้ที่ทำการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองแกลงนั้นถือว่าการพบปะและการพูดคุยกับคุณตาครั้งนี้คือการชมพิพิธภัณฑ์และพบผู้รู้ที่เป็นคนในท้องถิ่น คือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่สะท้อนให้เห็นถึงเมืองแกลงในอดีต