"พระนคร๑๐๑" ครั้งที่ ๔
“สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ย่านถนนกรุงเกษม ถนนลูกหลวงถึงสี่แยกมหานาค” การเปลี่ยนแปลงพื้นที่จากวัง วัด และบ้านพระราชทานสู่ย่านตลาด และชุมชนแออัดที่มีการศึกษาแห่งแรกของประเทศฯ และชุมชนมุสลิมดั้งเดิมนอกพระนคร
ในวันเสาร์ที่ ๒๙ เมษายน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า (เชิงสะพานปิ่นเกล้า ถนนเจ้าฟ้า) ในภาคทฤษฎีทำความเข้าใจพื้นฐานของย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ที่ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้ทำการศึกษาวิจัย จากการตั้งคำถามว่า "เมืองกรุงเทพฯ นั้นมีประวัติศาสตร์ของผู้คนอยู่หรือไม่?" และได้พบว่า ที่จริงแล้วกรุงเทพฯ นั้นยังมีโครงสร้างของความเป็นชุมชน โดยมีศาสนสถานเป็นศูนย์กลาง มีพื้นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกัน นอกจากนั้นยังมีประวัติศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ได้ บรรยายโดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริ (นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์) ภายใต้ประเด็น "ประวัติศาสตร์สังคมคือประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต"
การศึกษาประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ โดยผ่านแผนที่ สามารถเห็นถึงสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตของผู้คนผ่านสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ใช้คำว่า “ภูมิวัฒนธรรม” มีความสำคัญคือการมองถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสำคัญสามสิ่งที่กล่าวมานี้คือความเป็นชุมชน และความเป็นชุมชนดังกล่าวนั้นสามารถพบได้ในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านบาตร คือตัวอย่างชุมชนที่มีรูปแบบโครงสร้างของความเป็นชุมชนแบบเก่าของกรุงเทพฯ พบการใช้บ่อน้ำและศาลากลางบ้านสำหรับประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆ ภายในชุมชน และยังสืบทอดมาได้ถึงปัจจุบัน
และได้พบว่าในกรุงเทพฯ นั้นมีการเข้ามาของกลุ่มคนกลุ่มต่างๆ หลากหลาย ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ลาว กลุ่มคนญวนทั้งเป็นญวนคริสต์ที่อยู่ทางชุมชนมิตรคามและญวนที่เป็นพุทธในบริเวณวันญวนสะพานขาว กลุ่มชาวมุสลิมทางภาคใต้ และกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมา แสดงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองแบบ “พหุลักษณ์” มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม
พระนครชวนชม
ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐ ภายใต้กิจกรรม “พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๔ เป็นการลงพื้นที่จริงเพื่อคำความเข้าใจเพิ่มเติมจากในภาคทฤษฎีเบื้องต้น สำหรับจุดนัดพบแรกคือบริเวณอนุสาวรีย์พลเรือเอกเจ้าฟ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบกับคุณวรรณชัย (ชาวชุมชนนางเลิ้ง) บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของชุมชนนางเลิ้งที่มีต่อพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และชมเรือนหมอพร ที่อยู่ภายใมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
เดินทางต่อไปยัง“ตรอกใต้” ชุมชนแออัดที่มีการศึกษาแห่งแรกของประเทศฯ และวัดวัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพานขาว ซึ่งเป็นวัดมหายานในสังกัดคณะสงฆ์อนัมนิกาย ได้พบกับ “พี่ใหญ่” หรือคุณคุณพณิฎา สกุลธนโสภณ ผู้นำชุมชนและเป็นโยมอุปฐากที่วัดญวนแห่งนี้ พี่ใหญ่บอกว่า “คนญวนก็ไม่มีแล้ว แต่ทางวัดญวนยังเหลืออาหารประจำถิ่นอยู่สองอย่างคือ ปอเปี๊ยะทอด กับมะเหง่ ที่บอกว่าใช้เส้นเหมือนขนมจีนไหหลำ”
พักรับประทานอาหารกลางวันคือ "มะเหง่" ของดีของชาวชุมชนวัดญวนสะพานขาวเป็นอาหารที่ประยุกต์ระหว่างอาหารไทยกับเวียดนาม มีจุดเด่นคือน้ำพริกมะม่วง ที่มีส่วนผสมได้แก่ น้ำตาลปี๊บ มะนาว กระเทียม พริกขี้หนูและมะม่วงดิบซอย ราดได้ทั้งมะเหง่แห้งและน้ำ ส่วนเส้นมีส่วนผสมชนิดเดียวกับขนมจีนเพียงแต่มีเส้นที่ใหญ่กว่ามาก มีรสชาติคล้ายๆ ยำมะม่วงที่มีเส้นประกอบเข้าด้วย มีความหวานของน้ำตาล ความกลมกล่อมของน้ำปลา และมีรสเปรี้ยวจากมะม่วงมาตัด และชนิดน้ำจะมีเสน่ห์ที่น้ำซุปซึ่งมีรสชาติเข้มข้นและเคี่ยวจนกลมกล่อม ใส่เนื้อสัตว์สองแบบคือหมูและปลา ซึ่งปลานั้นต้องเป็นปลาช่อนจึงจะได้รสชาติที่อร่อยและดั้งเดิม
และได้พบกับคุณถนอมนวล องค์ศิริกุล หรือพี่นุช ผู้สืบทอดวิชาการทำกงเต็กญวนจากช่างเล็ก หิรัญชัย (เล็ก ช่างกระดาษสะพานขาว) ผู้เป็นสามี ซึ่งในปัจจุบันยังรับทำกงเต็กทั้งที่เป็นงานหลวงและงานทั่วไป
พื้นที่สุดท้ายคือชุมชนมัสยิดมหานาค ชุมชนมุสลิมดั้งเดิมนอกพระนคร ได้พบกับวิทยากรในพื้นที่คือคุณลุงหริน คุณลุงได้พาชาวคณะเดินชมรอบๆ ดูความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมในชุมชน บ้านเก่า รวมไปถึงบ้านข้าราชการที่เคยอยู่ในชุมชน ซึ่งน่าเสียดายที่ชาวคณะไม่ได้ชมความงดงามของมัสยิด เนื่องจากปิดปรับปรุงซ่อมแซม แต่บริเวณด้านในสามารถเข้าไปเพื่อทำกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้บางส่วนจากนั้นเดินข้างฝั่งคลองเข้ามายังวังสะพานขาว “พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๔ ถือเป็นโอกาสดีที่ทางกลุ่ม “พระนคร๑๐๑” เป็นกลุ่มคนภายนอกกลุ่มแรกได้เข้าเยี่ยมชมวังสะพานขาว ในปัจจุบันคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จากนั้นเดินทางเข้าชม เข้าศึกษาในพื้นที่ “กุโบร์” คนมุสลิมในเมืองทั้งจากมัสยิดบ้านตึกดินและมัสยิดจักรพงษ์ก็ต้องนำศพไปฝังที่กูโบร์มหานาค ซึ่งถือว่าเป็นกุโบร์ขนาดใหญ่ที่อยู่กลางเมืองก็ว่าได้ และกุโบร์มหานาคแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ฝั่งศพของพี่ชายตนกูอับดุลเราห์มานผู้นำการเรียกร้องเอกราชและเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย
บรรยากาศด้านในกุโบร์ค่อนข้างสงบหากเทียบกับพื้นที่ด้านนอกที่ผ่านมา มีผู้คนในชุมชนใช้พื้นที่สำหรับการนั่งเล่น พูดคุย ที่นอกเหนือจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากมีคุณลุงหะรินที่ได้ให้ความรู้ในฐานะการเป็นเจ้าบ้านแล้ว เรายังได้ร่วมพูดคุยกับผู้ร่วมกิจกรรมที่เป็นมุสลิมจากต่างพื้นที่ บอกเล่าเรื่องราวที่หลายๆ ท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมอาจจะยังไม่ทราบ และปิดท้ายด้วยการสรุปกิจกรรมโดยผู้ร่วมกิจกรรมและวิทยากร สำหรับการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เส้นทางพระนครชวนชม
๑.จุดนัดพบแรกคือบริเวณอนุสาวรีย์พลเรือเอกเจ้าฟ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
๒.เข้ามายังเรือนหมอพรภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
๓.เดินทางเข้าสู่“ตรอกใต้” ชุมชนแออัดที่มีการศึกษาแห่งแรกของประเทศฯ
๔.มายังภายในวัดสมณานัมบริหารหรือวัดญวนสะพานขาว
๕.รับประทานอาหารกลางวันบริเวณวัดสมณานัมบริหาร
๖.เดินทางข้ามคลองผดุงกรุงเกษมเข้าสู่วังสะพานขาว ภายในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
๗.เดินทางต่อไปยังมัสยิดมหานาค
๘.ชมภายในชุมชนมัสยิดมหานาค
๙.เข้าไปยังพื้นที่กุโบร์มัสยิดมหานาค
๑๐.สรุปกิจกรรมภายในมัสยิดมหานาค

| เส้นทางพระนคร ๑๐๑ ครั้งที่ ๔ |
ขอขอบคุณ
คุณวรรณชัย วราศิริกุล,คุณพณิฎา สกุลธนโสภณ,คุณหะริน สิริคาดีญา,คุณถนอมนวล องค์ศิริกุล และคุณวันนิวัติ โกสิทธิ์