“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๓
ความสำคัญของป้อมค่ายคูประตูเมือง และชุมชนชานพระนครจากป้อมมหากาฬ ประตูผี ถึงชุมชนชาวตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน ตรอกบวรรังษี และมัสยิดบ้านตึกดิน
วันเสาร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดกิจกรรม "พระนคร ๑๐๑ " ครั้งที่ ๓ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า เปิดกิจกรรมโดย คุณนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์เจ้าฟ้า
ภายในกิจกรรมได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานและการเรียนรู้ของผู้ร่วมกิจกรรม ที่มีความหลากหลายในด้านอาชีพ การทำงาน และความสนใจเกี่ยวกับเรื่องย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีความแตกต่างกัน ถือเป็นการเปิดทัศนคติในการเรียนรู้และทำความเข้าใจความเป็นย่านเมืองเก่าไปอีกหนึ่งรูปแบบ
วันแรกภาคทฤษฎีเบื้องต้นเป็นการการทำความเข้าใจความเป็นย่านเก่าของกรุงเทพฯ ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่ต่างๆ ด้วยแนวคิด "เมืองประวัติศาสตร์ต้องมีชุมชน" บรรยายโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ นักวิชาการมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ประวัติศาสตร์สังคมคืออะไร”
ในวันที่ ๒ กิจกรรม "พระนครชวนชม"
ในภาคเช้า ณ บริเวณสวนในป้อมมหากาฬ เป็นการตั้งวงคุยทำความเข้าใจกับความเป็นชุมชนชานพระนคร โดยวลัยลักษณ์ ทรงศิริพร้อมทั้งยังร่วมพูดคุยกับคุณธวัชชัย วรมหาคุณ หรือ “พี่กบ” ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ เกี่ยวกับชุมชนย่านเก่าในของกรุงเทพฯ และบริเวณโดยรอบป้อมมหากาฬ รวมถึงแนะนำกิจกรรมของทางชุมชนที่ได้จัดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้ในอดีตเช่น เครื่องมือของการผลิตเครื่องดนตรีไทยซึ่งบอกเล่าความสัมพันธ์ของบ้านดนตรีในยุครุ่งเรืองของพระนคร การชมบ้านเก่า ตรอกพระยาเพ็ชรปาณี และเรื่องราวของย่านมหรสพที่ได้รับความนิยม
เดินข้ามถนนมหาไชยไปยังฝั่งวัดเทพธิดาราม เข้าชมกุฏิของสุนทรภู่ ในครั้งมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดา ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่กลุ่มของ “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ ได้เป็นเจ้าแรกในการเยี่ยมชมหลังการบูรณะและทำเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ขึ้นเป็นครั้งแรก
จากนั้นป้าเอื้องได้นำพาคณะไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน ค่ายมวยที่โด่งดังในอดีตหลังวัดเทพธิดาราม บ้านเดิมของดาราหนังหลายท่าน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพราะการจัดการพื้นที่ของชุมชนนั้น ขึ้นอยู่กับวัด ที่ทางวัดให้ความเมตตา ช่วยเหลือ ทำให้เห็นถึงบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนยังคงอาศัย เกื้อกูลกันอยู่เป็นอย่างดี
ออกมาด้านหน้าวัดคือ สำราญราษฎร์ที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน คือ “ประตูผี” เป็นสถานที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในพระนคร เนื่องจากเป็นเส้นทางที่นำศพออกจากพื้นที่ ผ่านประตูผีไปยังวัดสระเกศ ส่วนชาวมุสลิมก็ผ่านออกไปยังกุโบร์ที่มัสยิดมหานาค ป้าเอื้องเล่าว่า “ชื่อสำราญราษฎร์ เป็นชื่อที่เปลี่ยนความน่ากลัวของประตูผี ในอดีตหากบอกว่ามาประตูผีจะรู้สึกถึงความกลัวจึงให้ชื่อใหม่ที่เรียกมาจนถึงปัจจุบัน” เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยมีตลาด แต่ปัจจุบันถูกรื้อถอนแล้ว เหลือเพียงร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ตามตึก
ในพื้นที่ใกล้เคียงก็มีวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ เดิมเป็นวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันบริเวณวังกรมพระสมมตฯ นี้เป็นชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยโดยรอบ อยู่ในการดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จากนั้นได้พบกับคุณพิเชษฐ ปัทมินทร หรือ น้าเชษฐ พาเข้าชมวัดราชนัดดาฯ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทานให้กับพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีและทรงสร้างเพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมและเผยแพร่ศาสนาเพื่อต้านทานอำนาจของตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาในไทย บนพื้นที่ที่เคยเป็นสวนผลไม้
พร้อมทั้งพาเดินเข้าไปในชุมชน ชมบ้านของพระศรีสาคร ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่ความสวยงามและยังมีทายาทอยู่อาศัยถึงปัจจุบัน บริเวณด้านหน้าบ้านเดิมเป็นคลองที่สามารถใช้สัญจรและเป็นคูน้ำของตึกดิน ซึ่งยังมีทางน้ำต่อลงคลองให้เห็นอยู่ ลักษณะคลองเล็กแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่มาตามตรอกซอกซอยของชุมชนในย่านเก่า
หลังจากออกจากชุมชนวัดราชนัดดาฯ หรือ ชุมชนหลังศาลาว่าการ กทม. แล้ว ข้ามฝั่งไปยังตรอกศิลป์ ตรอกตึกดิน เข้ากราบนมัสการหลวงพระร่วงทองคำประดิษฐานอยู่ในวิหารของวัดมหรรณพารามวรวิหารซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์คู่ชุมชนมีความเชื่อว่า "หากนำตระกร้อมาถวาย สิ่งที่ขอจะสมหวังดั่งใจปรารถนา"
ก่อนที่จะข้ามถนนราชดำเนินไปยังตึกดินอีกแห่งที่เป็นชุมชนมุสลิมที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งในพระนคร หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีชุมชนมุสลิมที่เข้มแข็งอยู่ใจกลางของเมืองอย่างมัสยิดบ้านตึกดินที่มีความสำคัญในการเป็นช่างทอง ช่างแกะเหล็ก รวมไปถึงเหรียญพระดังต่างๆ
พบกับคุณทำนุ เหล็งขยัน ประธานชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน เดิมตึกดินกินพื้นที่สองฝั่งของถนนราชดำเนิน ก่อนจะตัดถนนและสร้างโรงเรียนสตรีวิทยา ตึกดินในสมัยก่อนคือที่สำหรับเก็บดินปืนมีระยะห่างจากวังพอสมควรในยุคสมัยรัชกาลที่๕ ได้ตัดถนนราชดำเนิน ตัดผ่านชุมชนตึกดิน ปัจจุบันจึงแยกออกเป็นสองข้างทางถนนราชดำเนินในฝั่งของโรงเรียนสตรีวิทยาแห่งหนึ่งและฝังตรอกตึกดินอีกแห่งหนึ่งซึ่งคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนตึกดินสมัยก่อนจะเป็นกลุ่มของข้าราชบริพารที่รับราชการในวัง
เข้าไปยังชุมชนหลังวัดบวรรังษี ซึ่งเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่มีคนหลายกลุ่มทั้งชาวมุสลิม ชาวพุทธ ชาวมอญ ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี พบกับคุณยายอุษา อดีตครูที่อาศัยในพื้นที่มาตั้งแต่อายุ ๑๒ บอกเล่าถึงบรรยากาศของชุมชนที่มีความเรียบง่าย มีบ้านเหล่าขุนนางข้าราชการหลายท่านในชุมชนนี้ บางบ้านก็ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพราะพื้นที่ถูกเวนคืนและบางบ้านยังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่นบ้านของพระญาณเวท ซึ่งเป็นโหรหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๖
พักรับประทานอาหารกลางวันซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินนั้นถือเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและสามัคคีจากประวัติศาสตร์บอกเล่าของชุมชนที่มีการถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ แต่ชุมชนยังคงสามารถอยู่ได้มาถึงปัจจุบัน และมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด ทั้งในชุมชนมุสลิมเองและชุมชนชาวพุทธที่อยู่หลังวัดบวรฯ ผู้คนในชุมชนสมัยก่อนมีอาชีพเป็นช่างแกะเหล็ก ทำเหรียญ เพราะสืบเชื้อสายการเป็นช่างจากการเป็นเจ้าหน้าที่ที่โรงกษาปณ์ ถึงแม้ปัจจุบันอาชีพเหล่านี้มีน้อยลงแต่รุ่นลูกหลานยังคงอนุรักษ์เครื่องมือ เครื่องใช้ไว้ได้เป็นอย่างดี
ในช่วงสุดท้ายเป็นการตั้งวงเสวนาสรุปกิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” ครั้งที่ ๓ ที่มัสยิดบ้านตึกดิน ต้อนรับอย่างอบอุ่นโดยท่านโต๊ะอิหม่ามกฤษฎา ศรีผล และชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน ภายในวงเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงความเข้าใจและนำเสนอปัญหาของการเที่ยวชุมชนที่กำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจในขณะนี้ที่ทางกลุ่มของการประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยวพบโจทย์ที่ชาวต่างชาติต้องการเที่ยวชุมชนแบบที่ต้องการเห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คน ไม่ใช่เพียงการชมวัด ชมวัง อย่างที่เราเข้าใจกันอีกต่อไป แต่หลายส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการท่องเที่ยวแบบชุมชน เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านไปอย่างมาก ควรที่จะต้องศึกษาและเข้าใจคนในพื้นที่
พระนคร๑๐๑ ครั้งที่ ๓ ได้พบประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ที่พูดถึงประเด็นของการท่องเที่ยว คือปัญหาด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน คุณครูหลายท่านที่เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างกล่าวปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเพราะเรียนรู้เรื่องที่ไกลตัว ควรจะให้เด็กศึกษาประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตนเองก่อน และส่วนปัญหาการศึกษาประวิศาสตร์ท้องถิ่นคือ ปัจจุบันรูปแบบของโรงเรียนไม่เหมือนอดีตที่มีโรงเรียนใกล้บ้าน การที่โรงเรียนกับบ้านอยู่ห่างไกลกัน ทำให้ไม่เข้าถึงเนื้อหา เนื่องจากเด็กไม่มีสำนึกความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้นๆ
กิจกรรม “พระนคร ๑๐๑” เป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความเข้าใจของพื้นที่ชุมชนต่างๆ ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เพราะในปัจจุบัน หลายภาคส่วนให้ความหมายของ “เมืองเก่า” แตกต่างกันออกไป การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ที่สำคัญในตอนนี้ แต่จุดขายที่มีเพียง วัด พิพิธภัณฑ์ หากแต่มองข้ามวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่มีเสน่ห์ และควรดูมองโครงสร้างว่าคนในชุมชนพร้อมหรือไม่ ที่จะรองรับการท่องเที่ยว เพราะอาจจะส่งผลทำให้หลายพื้น หลายอาชีพที่ต้องเปลี่ยนสภาพไป
เส้นทางพระนครชวนชม
๑.จุดนัดพบ ณ บริเวณลานชุมชนป้อมมหากาฬ
๒.ชมภายในชุมชนและบริเวณป้อมมหากาฬ
๓.เยี่ยมชุมชนชานพระนครตรอกพระยาเพชรฯ
๔.เดินทางข้ามฝั่งไปยังวัดเทพธิดารามเพื่อเข้าชมกุฏิสุนทรภู่
๕.ออกมายังย่านประตูผีและวังกรมพระสมมติอมรพันธ์
๖.เข้ามายังบริเวณวัดราชนัดดาฯ เพื่อชมโลหะปราสาท
๗.เดินตรอกหลังวัดราชนัดดาฯ ชมบ้านของพระศรีสาคร ข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ ๖ บริเวณรอบนอก
๘.เดินชมชุมชนบริเวณตรอกศิลป์และตรอกตึกดิน
๙.เข้าไปกราบพระประธานภายในวัดมหรรณพาราม
๑๐.ข้ามฝั่งของถนนราชดำเนินมายังชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน
๑๑.รับประทานอาหารท้องถิ่นของชาวชุมชนมัสยิดบ้านตึกดิน
๑๒.เดินตรอกชุมชนมัสยิดบ้านตึกดินและชุมชนวัดบวร
๑๓.สรุปกิจกรรมภายในมัสยิดบ้านตึกดิน

เส้นทางพระนคร๑๐๑ ครั้งที่ ๓
ขอขอบคุณ
ท่านโต๊ะอิหม่ามกฤษฎา ศรีผล,คุณธวัชชัย วรมหาคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ, ศิวาพร บุณยปรัตยุต,คุณพิเชษฐ ปัทมินทร,คุณทำนุ เหล็งขยัน,คุณยายอุษา และคุณสมนึก หมัดมอญ