หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"ถึงวันสิ้นสุดย่านการค้าเก่าคู่เมือง...เวิ้งนครเกษม"
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ (เรื่อง) ,สุรชาญ อุ่มลำยอง (ภาพ)
เรียบเรียงเมื่อ 29 ส.ค. 2560
เข้าชมแล้ว 15708 ครั้ง

                 "ถึงวันสิ้นสุดย่านการค้าเก่าคู่เมือง..เวิ้งนครเกษม"

 

หากจะกล่าวถึงย่านการค้าที่เก่าแก่ในกรุงเทพฯ หลายคนคงจะนึกถึง “เวิ้งนาครเขษม หรือนครเขษม” ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ในครัวเรือน เครื่องมือจักรกล เครื่องมือช่าง กระทั่งเครื่องดนตรีที่มีหลากหลายโดยเฉพาะเครื่องดนตรีสากลที่มีตั้งแต่ราคาระดับพอใช้ไปจนถึงเครื่องดนตรีนำเข้าที่ใช้สำหรับมืออาชีพซึ่งมีราคาสูงมาก ความพิเศษของย่านนี้คือมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายแตกต่างกันออกไปตามประเภทสิ่งของที่ต้องการบริโภค กลุ่มคนที่มาเดินในย่านนี้มีทั้งคนแก่ วัยกลางคน และวัยรุ่นกลุ่มนักดนตรีที่จะมีร้านประจำในการซื้อหาเครื่องดนตรีตามความสนใจ

 

ย้อนไปนึกถึงอดีตตามความทรงจำของคนในย่านนี้ จะนึกถึงความครึกครื้นของผู้คนที่สัญจรไปมาตั้งแต่สมัยที่มีรถราง ด้วยความที่มีเส้นทางการคมนาคมที่สะดวกย่านนี้จึงมีพ่อค้าแม่ค้าที่จับจอง เช่าที่ดินแถวนี้เพื่อทำการค้า โดยมากคนในเวิ้งฯ เป็นกลุ่มคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ นอกจากนั้นก็มีเชื้อสายอื่นๆ อยู่เป็นประปราย บ้างก็ค้าขายเป็นเจ้าของกิจการห้างร้านต่างๆ บ้างก็ขายอาหาร จึงทำให้ย่านนี้เป็นศูนย์รวมผู้คนในเวลานั้น จากคำบอกเล่าของกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในย่านนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเวิ้งฯ มีความเจริญในด้านการค้ามากที่สุดแห่งหนึ่ง ตามทางเดินจะพบการขายของที่เรียงรายอยู่ข้างทาง คนแถวนี้จะเรียกกันว่า “ขายของแบกับดิน” ซึ่งจะขายของจำพวกอุปกรณ์ เครื่องมือช่าง และทำกุญแจ โดยจะนั่งทำกันกับพื้นถนน

 

เมื่อเดินเข้าไปข้างในจะพบตลาดชื่อ “ตลาดปีระกา” เป็นตลาดที่เปิดขายทั้งวัน จะมีอาหารและของสด หลังจากที่ตลาดปิดตัวลงจึงทำให้เวิ้งฯ ซบเซาลงมาเรื่อยๆ เพราะไม่มีตลาดให้คนเดินจับจ่ายใช้สอยเหมือนเมื่อก่อน ตลาดปีระกาได้ถูกรื้อไปประมาณ ๔-๕ ปี ทางเจ้าของที่ดินจ่ายเป็นเงินให้สำหรับบ้านไม้ราคา ๘ แสนบาท ตึกด้านนอกราคา ๑.๕ ล้านบาท โดยแจ้งว่าเป็นค่า “ให้ชีวิตใหม่” เพราะทางเจ้าของที่ดินไม่มีนโยบายจ่ายเงินสำหรับค่าขนย้าย ชาวชุมชนที่อยู่ในตลาดจึงกระจายตัวออกไปหาที่อยู่และที่ทำกินใหม่ คนแถวนี้จึงต้องไปตลาดใกล้เคียงเช่นตลาดตรอกหม้อ หรือตลาดวรจักร นอกจากนั้นยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจะเดินทางมากินเพื่อพบปะพูดคุยคือร้าน “เซี้ย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ”

 

อาณาบริเวณของเวิ้งฯ เดิมเป็นที่ดินในกรรมสิทธิ์ของราชสกุลบริพัตร มีห้องแถวกว่า ๔๐๐ ห้อง มีพื้นที่ ๑๔ ไร่  ร้านค้าต่างๆ เช่าที่ดินตั้งแต่ในราคาที่ถูกจนแพงขึ้นเรื่อยๆ มาถึง ๔-๕ ปีหลังที่เปลี่ยนมือของเจ้าของที่ดินเป็นเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่เข้ามาพร้อมกับการหมดสัญญาเช่าที่ของชาวเวิ้งฯ ไม่เกินเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๙ ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ จำเป็นต้องโยกย้ายถ่ายเทกระจายตัวกันไปอยู่คนละทิศละทาง ทำให้บรรยากาศแหล่งศูนย์รวมของย่านการค้าเครื่องดนตรี และเครื่องมือช่าง ที่เคยเจริญมาเป็นเวลากว่าร้อยปีต้องปิดตัวลง

 

จากการบอกเล่าของกลุ่มลูกจ้างที่อยู่ตามร้านค้า กล่าวว่าหากจะย้ายคงต้องปรับตัวมากพอสมควรเพราะอยู่ที่นี่มานานกว่า ๒๐ ปี ผู้คนแถบนี้มีความสนิทสนมกันดีอย่างญาติพี่น้อง ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน บางร้านอยู่มาเป็นร้อยๆ ปี เปลี่ยนการบริหารมา ๓-๔ รุ่นมาแล้ว จริงที่ว่าย่านนี้ผู้ประกอบการมีรายได้ที่ดี สามารถซื้อที่ใหม่สำหรับรองรับการโยกย้าย แต่ความเป็นสังคม ความเป็นชุมชนที่คุ้นชินกับพื้นที่ในลักษณะนี้คงไม่มี

 

ความผูกพันของคนในเวิ้งฯ ที่เติบโตมาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองมากเมื่อครั้งอดีต จนมาถึงวันนี้ต้องปิดตำนานย่านการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ไป ความสัมพันธ์ของผู้คนที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษที่เริ่มก่อร่างสร้างตนมาพร้อมๆ กัน ถึงคราวที่ต้องแยกย้ายกันไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง แยกย้ายไปตามทำเลที่ตั้งใหม่ที่เหมาะสม เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เหลือเพียงตำนาน “เวิ้ง” ที่เล่าสู่กันฟัง

 

บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.