หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พระเจ้าพรหมมหาราช" จากวีรบุรุษในตำนานสู่อารักษ์เมืองแม่สาย
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ค. 2559, 08:41 น.
เข้าชมแล้ว 28623 ครั้ง

 

พระเจ้าพรหมมหาราช

 

‘แม่สาย’ เป็นท้องถิ่นเก่าแก่และสำคัญมาแต่เดิม ผูกพันกับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในเขตที่ราบลุ่มเชียงแสน-เชียงรายยุคแรกเริ่ม เมื่อครั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเคยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก แต่การเป็นช่องทางเดินทางผ่านเทือกเขาแดนลาวที่เรียกว่า ‘ฮ่องลึก’ ทำให้ที่นี่กลายเป็นด่านพรมแดนธรรมชาติ มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งอาศัยบนพื้นราบและภูเขาเขา ต่างอาศัยเดินทางผ่านและโยกย้ายกลุ่มไปมาตลอดช่วงเวลา ทำให้เกิดชุมชนบ้านเมืองเก่าแก่หรือเป็นเวียงโบราณที่เชิงเขาต่อกับทุ่งราบใกล้เมืองแม่สายในปัจจุบันที่เรียกว่า ‘เวียงพางคำ’ ซึ่งพบร่องรอยการขุดลำเหมืองเรียก ‘เหมืองแดง’ ที่ชักน้ำจากลำน้ำสายมาหล่อเลี้ยงบางส่วนของทุ่งราบเชียงแสน-แม่จันอันอุดมสมบูรณ์ และมีตำนานการสร้างบ้านเมืองที่เล่าสืบต่อกันมาอย่างหลากหลาย ภายหลังมีการเขียนขึ้นใหม่เป็นลายลักษณ์อักษรโดยพระภิกษุแห่งล้านนาในยุคที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาสู่ดินแดนนี้และตั้งมั่นรุ่งเรืองจนกลายเป็นโลกทัศน์ทางศาสนาที่ผสมผสานไปกับการดำเนินชีวิตอย่างแยกไม่ออก

 

ผู้คนจากแม่สายพื้นเพเดิมอพยพมาจากลำพูนเนื่องจากภาวะอดอยากแห้งแล้ง สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มคนยองที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองยองในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมืองโดยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งกวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองทางเหนือไปอยู่ที่เชียงใหม่และลำพูนสืบเนื่องมาจากศึกครั้งพม่าและกรุงเทพฯ เมื่อเกิดภาวะหาอยู่หากินยากหลังจากหมดยุคเจ้าเมือง และเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลในราวสมัยรัชกาลที่ ๕ มีคำเล่าลือถึงพื้นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์และเป็นทางผ่านที่จะเดินทางไปสู่ ‘เมืองไต’ ทั้งหลายทั้งทางฝั่งน้ำโขงและสาละวิน เสียงลือเหล่านั้นถึงกับว่ากันว่า “ต้นข้าวใหญ่ราวต้นตะไคร้” ปลูกอะไรก็งอกงามดี ทำให้คนที่ถูกกวาดต้อนส่วนหนึ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่แม่สาย แต่อีกส่วนย้อนกลับมาอยู่ที่เมืองยองเดิม

 

เมืองแม่สายผ่านสงครามโลกครั้งที่สองด้วยความเป็นเมืองด่านชายแดนเพราะเป็นปากประตูของทหารไทยที่เดินทัพไปยึดเชียงตุง ต่อมาการสร้างถนนพหลโยธินมาจนจรดทางด้านเหนือสุดของประเทศต่อกับฝั่งท่าขี้เหล็กของรัฐฉานทำให้ชุมชนชายแดนทั้งสองฝั่งกลายเป็นเมืองด่านสำคัญ มีผู้คนอพยพโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  มีการสร้างตลาดใหม่และมีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ย้ายมาอยู่จนกลายเป็นท้องถิ่นที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากภาษาศาสนาและความเชื่อ

 

เมื่อท่าขี้เหล็กเปลี่ยนแปลงเพราะถูกยึดโดยรัฐบาลทหารพม่าในภายหลัง การค้าทางฝั่งท่าขี้เหล็กที่เคยคึกคักและมีสินค้ามากมายกว่าทางฝั่งแม่สายก็กลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม การค้าทางฝั่งแม่สายกลับคึกคักขึ้น จากตลาดท้องถิ่นก็กลายเป็นตลาดขนาดภูมิภาคขนาดใหญ่ทั้งรับและส่งสินค้า ชาวบ้านที่ทำการเกษตรก็ปรับตัวจากการขายที่ดิน กลายเป็นคนค้าขายและประกอบอาชีพในเมืองที่เปลี่ยนแปลง ขยับขยายบ้านเรือน ส่วนโรงเรียนต่างๆก็หนาแน่นกลายเป็นเขตเทศบาลแม่สาย ภายหลังทางฝั่งท่าขี้เหล็กของพม่ากลับมามีการลงทุนมากขึ้น จากตลาดที่เคยซบเซาก็กลายเป็นอาคารร้านค้า คาสิโน และเส้นทางที่นำไปสู่เมืองเชียงตุงและเมืองในเขตมณฑลยูนนานในประเทศจีนด้วย ทั้งสองฝั่งน้ำแม่สายภายหลังการเปิดให้เป็นด่านชายแดนสากลจึงพบกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างมาก กลายเป็นเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาราวๆ ยี่สิบปี

 

ภูมิทัศน์เมืองท่าขี้เหล็กมองจากพระธาตุดอยเวา

 

หากลงลึกไปในรายละเอียด ความเป็นท้องถิ่นเก่าแก่ของที่นี่สัมพันธ์กับ ‘ตำนานสิงหนวัติกุมาร’ ที่กล่าวถึงวีรบุรุษทางวัฒนธรรมองค์ หนึ่งสืบต่อมาจนถึง ‘พระเจ้าพรหมกุมาร’ ตำนานเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นจากพระภิกษุในพุทธศาสนา ดังนั้น ห้วงเวลานั้นจึงเรื่องราวจึงกลายเป็นอุดมคติอันมีศักราชหลายแบบที่สร้างให้สัมพันธ์กับพุทธประวัติ  เวลาที่ปรากฏและเนื้อเรื่องจึงเป็นโลกทัศน์ที่เป็นผลมาจากคัมภีร์ต่างๆ ซึ่ง  เป็นชาดกทางศาสนาจนไม่อาจค้นหาความจริงจากช่วงเวลาจริงที่ปรากฏ อีกทั้งธรรมเนียมการเขียนตำนานบ้านเมืองยังเกี่ยวพันเฉพาะเจ้าผู้ปกครองมากกว่าจะพรรณนาถึงสภาพแวดล้อมทั่วไปของสังคมในยุคนั้น ทุกอย่างที่ปรากฏในเอกสารตำนานจึงกลายเป็นภาพสะท้อนที่ต้อง ‘ถอดรหัส’ และ ‘ตีความ’ จากสารที่ปรากฏ  ทั้งนี้ การเขียนประวัติศาสตร์ยุคแรกๆ ของประเทศไทยยังขาดการวิเคราะห์ตำนานในลักษณะการถอดรหัส แต่ล้วนเป็นการนำข้อมูลไปใช้โดยตรง ดังนั้น ‘พระเจ้าพรหมกุมาร’ จึงถูกนักประวัติศาสตร์ยุคหนึ่งตีความว่าเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ในราชวงศ์แห่งอยุธยา และความเชื่อเหล่านี้สืบทอดมาตั้งแต่สมัยปลายสมัยอยุธยาแล้ว

               

ทั้งนี้ การเขียนประวัติศาสตร์ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถือเป็นช่วงแรกๆของการสร้าง ‘ชาติไทย’ เกิดขึ้นในรอยระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังจากนั้น แต่ต่อมากลับกลายเป็นการผลิตงานประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมจำนวนมา มีการผลิตซ้ำและเผยแพร่รวมทั้งใช้เป็นแบบเรียน จึงทำให้พระเจ้าพรหมกลายเป็นมหาราชพระองค์แรกและเป็นปฐมกษัตริย์ของชาติไทยหลังจากที่ชาติไทยถอยร่นมาจากทางทิศเหนือ

 

ในหมู่นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเอง ข้าราชการ ครูบาอาจารย์และปราชญ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ ในเชียงรายและในพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งในแม่สายหรือเวียงพางคำซึ่งยังคงปรากฏคูน้ำคันดิน รวมทั้งสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในตำนานและการสร้างวัดที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งพระบิดาและตัวพระจ้าพรหมเองก็ถูกผนวกให้กลายเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ในตำนานของพระเจ้าพรหมมหาราชในภายหลัง

 

 

ชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จากบริเวณอำเภอแม่สายมาร่วมเดินขบวนเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าพรหมมหาราช

 

พิธีกรรมการบวงสรวงที่ปรากฏมาเกือบสิบปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นพิธีกรรมแบบรัฐ ที่ระดมกลุ่มชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์จากบริเวณอำเภอแม่สายทั้งที่สูงและพื้นราบมาร่วมเดินขบวนเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าพรหมฯ และสนับสนุนให้มีการจัดแสดงละครกลางแจ้งประกอบแสงสีในเวลาค่ำคืน ในเนื้อหาที่ดึงออกมาจากตำนานในทำนองเรื่องแต่งซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของพระเจ้าพรหมกุมารที่มีชัยเหนือฝ่ายตรงข้ามมากกว่าเรื่องอื่นๆ

 

พิธีนพเคราะห์และการทำบุญสืบชะตาเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

แต่ส่วนที่สำคัญและชาวบ้านชาวเมืองมีส่วนร่วมมากที่สุดคือการทำบุญสืบชะตาและทำพิธีนพเคราะห์ที่ถือเสมือนเป็นพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลของคนแม่สาย ซึ่งชาวบ้านจะแต่งชุดขาวมาอย่างล้นหลามโดยสมัครใจมากกว่าการแห่ขบวนบวงสรวงที่ดูว่าเป็นพิธีการที่ทางอำเภอขอความร่วมมือกับคนในท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมที่เพิ่งสร้างเหล่านี้ก็กำลังกลายเป็นพิธีกรรมเมืองในรูปแบบใหม่ผสมผสานกับรูปแบบการเลี้ยงเมืองหรือเลี้ยงผีบรรพบุรุษหรือผีเจ้านายของเมืองที่ปรากฏอยู่ทั่วไปตามเมืองต่างๆ ในท้องถิ่นภาคเหนือในปัจจุบัน และเริ่มมีผู้เข้าร่วมในงานอย่างเต็มใจมากขึ้นทุกปี

 

พิธีกรรมเมืองในรูปแบบใหม่นี้ กำลังกลายเป็นการยกวีรบุรุษในตำนานของท้องถิ่นมาผสมผสานกับตำนานจากประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบจารีต เป็นการฟื้นตัวตนของวีรบุรุษในตำนานให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ผ่านกระบวนการพิธีกรรมบวงสรวงแบบเป็นทางการผ่านอำนาจรัฐและแบบประเพณีท้องถิ่นในเชิงความเชื่อและศาสนา เป็นการแสดงอัตลักษณ์ของคนแม่สายที่มีความหลากหลายทางกลุ่มผู้คนคือในชาติพันธุ์ ความเชื่อ เศรษฐกิจและการเมืองให้มารวมภายใต้ความคุ้มครองของพระเจ้าพรหมมหาราชผู้ปกปักรักษาเมืองแม่สายมาตั้งแต่สมัยอดีตจนในทุกวันนี

 

แม่สายเมืองด่านชายแดน

 

แผนที่แสดงตำแหน่งเมืองแม่สาย

          

แม่สายเคยเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กแต่มีความสำคัญ เพราะเป็นปากทางสู่เส้นทางติดต่อกับเมืองเชียงตุงและเมืองต่างๆ ของชาวไต แห่งรัฐฉานก่อนที่พม่าจะเข้าครอบครองในปัจจุบัน นอกจากนี้ก็ยังเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับเมืองทางตะวันออกของแม่น้ำโขงที่อยู่เหนือขึ้นไป

 

ตามเทือกแดนลาวจะมีช่องผ่านระหว่างไทยกับพม่าหลายแห่ง บริเวณท่าขี้เหล็กและแม่สายเรียกว่า “ฮ่องลึก” ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทางสำคัญติดต่อระหว่างที่ราบเชียงแสน-แม่จัน เชียงใหม่-ลำพูน ไปสู่บ้านเมืองทางตอนเหนือในแถบสิบสองปันนาและเมืองไตของรัฐฉาน บริเวณนี้จึงมีหลักฐานร่องรอยของเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบและมีตำนานหลายเรื่องที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มต่างๆ ที่หลากชาติพันธุ์ การสร้างชุมชนขนาดใหญ่ การรับพุทธศาสนาและคลี่คลายจนกลายเป็นเมืองต่างๆ ที่เป็นต้นเค้าของ ‘ราชวงศ์มังราย’ แห่งเมืองเชียงใหม่ในยุคล้านนาซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญและมีความสืบเนื่องที่ชัดเจนกว่าบ้านเมืองแห่งอื่นๆ

 

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงที่ตั้งของเมืองแม่สายและท่าขี้เหล็ก

 

บริเวณที่ราบลุ่มเชียงรายเป็นพื้นที่ราบกว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ เริ่มตั้งแต่แม่สาย เชียงแสนและแม่จัน มีเทือกเขาแดนลาวอยู่ทางฝั่งตะวันตก มีแม่น้ำโขงกั้นเป็นเส้นพรมแดนด้านเหนือและตะวันออก ส่วนด้านใต้เป็นแนวเขาของอำเภอแม่จันที่จรดอำเภอเชียงแสน ตัวอำเภอแม่สายนั้นอยู่ติดกับขอบเทือกเขาแดนลาว โดยมีพระธาตุดอยเวาที่แปลว่าดอยแมงป่องช้างและเกี่ยวพันกับตำนานเรื่องเล่าต่างๆ ในแม่สายมากมาย เป็นจุดชมทัศนียภาพได้ชัดเจนทั้งสองฝั่งน้ำแม่สายไทยและพม่า

 

พระธาตุดอยเวา

 

ดอยเวาในตำนานของชาวแม่สายหมายถึงดอยแมงป่องช้าง

 

บนยอดเขาส่วนที่ใกล้กับที่ราบและลำน้ำแม่สายเป็นพระธาตุของเมือง มีเมืองโบราณในสมัยล้านนาที่เรียกว่า “เวียงพางคำ” อยู่เชิงเขาต่อกับที่ราบและห่างจากลำแม่สายราวๆ ๔-๕ กิโลเมตร เป็นเมืองเก่าที่น่าจะมีความสำคัญร่วมสมัยกับเมืองเชียงแสนและเชียงรายที่เป็นเวียงสำคัญในเขตที่ราบลุ่มเชียงแสน-เชียงราย ปัจจุบันปรากฏหลักฐานเป็นซากกำแพงเมืองโบราณมีลักษณะเป็นกำแพงดิน

 

นอกจากนี้ ในเมืองแม่สายยังมีสถานที่สำคัญเช่นวัดต่างๆ ที่ตั้งชื่อเกี่ยวเนื่องกับตำนานพระเจ้าพรหมกุมาร เช่น วัดเวียงพาน วัดสี่ตวงคำ และวัดพรหมวิหาร เป็นต้น 

 

ลำน้ำแม่สาย มีต้นน้ำจากเทือกดอยในเมียนม่าร์ และเป็นเส้นกั้นแนวพรมแดนตั้งแต่ถ้ำผาจมไปสบน้ำรวกที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พื้นที่ราบลุ่มริมน้ำแม่สายมีการขุดเหมืองฝายชักน้ำจากลำน้ำแม่สายที่หน้าถ้ำผาจมแล้วไหลอ้อมมาทางด้านเหนือของดอยเวาแล้วเลี้ยวลงใต้ เข้าสู่พื้นที่ทำกินต่อเนื่องกับลำน้ำรวก เรียกว่า “เหมืองแดง”   ซึ่งเคยหล่อเลี้ยงพื้นที่ปลูกข้าวมาก่อนที่จะมีการสร้างชุมชนอย่างหนาแน่นในเวลาต่อมา การขุดลำเหมืองแดง เริ่มจากบ้านเหมืองแดง  ปากเหมืองแดงอยู่ที่หน้าถ้ำผาจม ถือเป็น “หัวฝาย” ของชาวนาฟากตะวันออกของถนนพหลโยธินทั้งหมด หลังแนวบ้านเรือนริมถนนพหลโยธินเป็นชุมชนเก่าของแม่สายมีกลุ่มชาวไตขืนและไตลื้อจากจากเชียงตุงและสิบสองปันนาเข้ามาอยู่อาศัยตามแนวถนนที่เชื่อมระหว่างตลาดแพร่กับ ‘ไม้ลุงขน’ อันเป็นชื่อต้นไม้ที่มีต้นกาฝากมาเกาะทำให้เหมือนมีขน 

 

ส่วนตลาดเก่าแก่ เรียกว่า “กาดน้อย”  ซึ่งเป็นตลาดเย็นมาก่อนที่นายบุญยืน ศรีสมุทร จะสร้างตลาดใหม่ที่เรียกว่า  ‘ตลาดบุญยืน’ อันอยู่บริเวณที่ดอนกว่าริมถนนสายหลักในปัจจุบัน  บริเวณนี้มีศาลเจ้าพ่อคำแดงซึ่งเป็นศาลเจ้าบ้านมาแต่เดิม โดยในราว พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๑๐ ได้นำศาลเจ้าพ่อคำแดงมาจากถ้ำหลวงเชียงดาว ถือเป็นผีใหญ่กว่าผีทั้งปวงในเขตท้องถิ่นภาคเหนือ จึงกลายเป็นการเลี้ยงเมืองเจ้าพ่อคำแดงไป ซึ่งอดีตนั้น เชื่อกันว่าพิธีเลี้ยงเมืองจะช่วยบันดาลให้ข้าวกล้าในไร่ในนาอุดมสมบูรณ์ และอยู่เย็นเป็นสุขซึ่งก็เช่นเดียวกับชุมชนชาวไตอื่นๆ ส่วนต้นไม้ลุงขนต้นเดิมที่มีอายุกว่า ๒๐๐ ปีนั้นล้มลงไปแล้วเพราะพายุลมแรงในราวพ.ศ.๒๕๔๒ ทำให้ชาวบ้านเสียกำลังใจมาก ปัจจุบันจึงปลูกขึ้นมาใหม่แทนที่ต้นไม้ลุงขนต้นเดิม

 

ลำน้ำแม่สายในอดีต (ภาพจาก http://lovemaesai.com)

 

 

ลำน้ำแม่สายในปัจจุบัน

 

แม่สายมีฐานะเป็นกิ่งอำเภอที่แยกออกมาจากอำเภอแม่จันหรือเชียงแสนหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามโลก ครั้งที่ ๒ แม่สายได้รับผลกระทบจากการเดินทัพของทหารไทยไปยึดเมืองเชียงตุงจากอังกฤษโดยสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสาย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และสร้างถนนไปเชียงตุงยาว ๑๖๐ กม. เพื่อสถาปนาเป็นสหรัฐไทยเดิม แต่ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ สะพานเหล็กพังลงเพราะระเบิดฝ่ายสัมพันธมิตร และในที่สุดเชียงตุงก็กลับไปเป็นของอังกฤษตามเดิม

 

ภาพตลาดแม่สายในอดีต (ถ่ายจากภาพงานกิจกรรมบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช ปี ๒๕๕๒)

 

หลังสงครามโลก มีผู้อพยพมาจากที่อื่นมาตั้งรกรากมากขึ้น นายบุญยืน ศรีสมุทร คหบดีคนสำคัญของอำเภอแม่สาย เปิดตลาดขึ้นใหม่ จึงปรากฏว่ามีชุมชนหนาแน่นเพิ่มขึ้นตามลำดับ ก่อนถึงปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เมืองแม่สายถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ติดต่อกันสองครั้ง จากเรือนไม้เก่าก็ถูกแทนที่ด้วยอาคารพาณิชย์ทั้งสองฝั่งถนนพหลโยธิน แม่สายก็ขยายตัวกลายเป็นตลาดการค้าคึกมาเป็นลำดับ เหตุการณ์สำคัญอีกประการหนึ่งที่กลายภาพที่ถูกใช้เพื่อระลึกถึงวันสำคัญนั้นคือ การเสด็จพระราชดำเนินประพาสแม่สาย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๐๑

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแม่สาย

เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๑ ผู้ถ่าย : นายเวทย์  ขจรฤทธิ์

 

ทุกวันนี้ แม่สายเติบโตกลายเป็น “เมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน” แต่ไม่มีมาตรการช่วยเหลืออื่นใด มีเพียงการให้ความสำคัญแก่ท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งในอดีตการประชุมคณะกรรมการชายแดนไม่ให้ท้องถิ่นเข้าร่วม แต่ภายหลังสามารถให้มีผู้สังเกตการณ์ เพราะรัฐบาลกลางของไทยเห็นว่าท้องถิ่นเป็นผู้มีอิทธิพล แต่ก็เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละรัฐบาล อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า รัฐส่วนกลางเริ่มให้ความสำคัญแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น 

 

ภาพตลาดแม่สายในปัจจุบัน

 

ปัจจุบันแม่สายคือเมืองสำคัญ เป็นด่านสากล มีสถานที่ท่องเที่ยว และเป็นพื้นที่เสี่ยงไปในขณะเดียวกัน มีการทำผิดกฎหมายจากการขนของสินค้าหนีภาษีต่างๆ และกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจที่ผู้คนหลากหลายต่างเข้ามาแสวงหาเงินทองกันอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยท่ามกลางความเป็นเมืองชายแดนที่อยู่เหนือสุดยอดในสยามแห่งนี้..

 

ชุมนุมกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลาย

แม่สายเป็นชุมชนชายแดนจึงเป็นศูนย์รวมกลุ่มชาติพันธุ์ไปโดยปริยาย มีผู้รวบรวมว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่นี่มีมากกว่า  ๙  กลุ่ม คือ ไตลื้อ ส่วนใหญ่อยู่บ้านไม้ลุงขน  ไตใหญ่ อยู่บ้านเวียงพาน ไตเขิน ที่บ้านก่อทราย ทั้งสามกลุ่มชาติพันธุ์หนีสงครามที่เกิดขึ้นในสิบสองพันนาและ สงครามในพม่า คนเมือง บ้านป่ายาง บ้านเหมืองแดง มีรากเหง้ามาจากลำพูนรวมทั้งคนที่มาจากลำปาง พะเยา แพร่

 

จีนฮ่อ เป็นทหารกองพล ๙๓ ซึ่งแพ้สงครามกับคอมมิวนิสต์ในจีน แตกหนีเข้าพม่าและถูกพม่าผลักดันถอยร่นมาทางชายแดนด้านตะวันตกของอำเภอแม่สายเมื่อราว พ.ศ.๒๔๙๑ มีทั้งที่นับถือศาสนาอิสลามและอื่นๆ โดยรัฐบาลไทยอนุญาตให้อยู่ที่บ้านถ้ำ ตลาดใหม่ บ้านป่ายาง หน้าอำเภอแม่สาย บ้านห้วยไคร้ และที่ดอยแม่สะลอง จีนฮ่อเหล่านี้ได้สัญชาติไทย ซึ่งครั้งแรกให้เฉพาะระดับผู้นำตามโควต้าการแปลงสัญชาติเป็นไทยปีละ ๒๐๐ คน ปัจจุบันจีนฮ่อรุ่นหลัง ๆ มีหน้าที่การงานดี ฐานะมั่นคงแตกต่างจากรุ่นแรกๆ มีสมาคมหยูนหนานซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่และเป็นที่พบปะสังสรรค์ของชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สาย

 

อาหารของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่นำมาออกร้านขาย

 

คนจีน อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ทางทะเล แต่ในช่วงสงครามโลกรัฐบาลประกาศไม่ให้อยู่ตามชายแดนจึงอพยพโยกย้ายออกไปและกลับมาเพียงครอบครัวเดียว ทว่า ในปัจจุบันมีคนจีนรุ่นใหม่อยู่ในตลาดแม่สายราว ๒๐๐ ครอบครัว เป็นกลุ่มแคระ และแต้จิ๋ว

 

อีก้อ อาข่า อยู่ตามบนดอยย้ายมาจากจีนสู่พม่าและไทยตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีคน พม่า ที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่ปี อพยพเข้ามาเพราะความอดอยาก โดยเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างแต่ยังมีบ้านเรือนอยู่ฝั่งพม่า กลางวันก็มาทำงานที่แม่สาย ถ้ามีที่อยู่ก็อยู่ที่แม่สาย แต่ในอดีตทางพม่าเศรษฐกิจดีกว่าฝั่งแม่สาย เพราะท่าขี้เหล็กคือศูนย์รวมของผู้คนและสินค้าต่างๆ จนเมื่อรัฐบาลทหารพม่าเข้ายึดครองก็เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ คน บังกลาเทศ มีจำนวนน้อย โดยเริ่มแรกจากการขายโรตี

 

ในช่วงภายหลัง โดยการผลักดันของนักการเมืองเชื้อสายไตลื้อแห่งพะเยา รัฐจึงอนุญาตให้มีการสำรวจขึ้นทะเบียนคนไตลื้อ ไตใหญ่และไทเขิน แต่มีบางส่วนเท่านั้นที่ไปขึ้นทะเบียนเพราะบางส่วนคิดว่าสงครามสงบเมื่อใดก็จะกลับบ้านตน  ต่อมาจึงกลายเป็นคนเถื่อน ลูกหลานที่เกิดมาก็มีหลายรุ่น ได้บัตรบ้างไม่ได้บัตรบ้าง ตอนหลังกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้สัญชาติแก่คนไร้สัญชาติ และองค์กร  พัฒนาเอกชน (NGOs) บางส่วนได้ผลักดันให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้สัญชาติ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาได้เกิดปัญหาการใช้มาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมและเป็นช่องทางการรับรองที่ไม่ถูกต้อง เพราะความคิดเดิมในการพิสูจน์สัญชาติ รัฐต้องหารให้มีการตรวจดีเอ็นเอแต่ค่าใช้จ่ายสูง จึงให้ผู้เชื่อถือได้เซ็นรับรองเท่านั้น  ทำให้มีผู้คิดหาประโยชน์คือรับเงินก่อนจึงจะเซ็นให้ หลายคนสามารถวิ่งเต้นให้ญาติพี่น้องของตนหรือคนสัญชาติอื่นๆที่ต้องการทำบัตรไว้ใช้เพื่อการอื่นๆขอรับบัตรได้ แต่คนที่เกิดในเมืองไทยอีกหลายกลุ่มกลับไม่ได้ให้ใบเกิด ไม่ได้รับสัญชาติ กลายคนจนแต่อยู่มานานก็ยังไม่มีบัตรหรือได้สัญชาติอยู่ดี

 

ตัวแทนฝ่ายหญิงที่แต่งกายตามกลุ่มชาติพันธุ์แบบประยุกต์ในปัจจุบัน

 

ต่อมากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้ เริ่มรวมกลุ่มจัดเป็นกลุ่มแสดงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น  บ้านไม้ลุงขนซึ่งมีกลุ่มไตขืนและไตลื้อก็เกิด กลุ่มเยาวชนไทเขินบ้านแม่สาย  จัดแสดง รำนก รำโต สอนและฝึกหัดเครื่องดนตรีพื้นเมือง ส่วนคนไตลื้อที่ไม่ค่อยแสดงตัวมากนัก หลัง พ.ศ. ๒๕๓๕ ก็เริ่มแสดงตัวมากขึ้นหลังจากเริ่มได้บัตรประจำตัวประชาชน เพราะเสียง สำเนียงการพูดเริ่มหายไปคือทั้งพูดไม่เป็นหรือไม่กล้าพูดจึงพูดกันแต่คำเมือง ต่อมาอีกสองสามปีก็ตั้งกลุ่ม  "กลุ่มไทลื้อสามัคคีบ้านปิยะพร" สร้างอาคารศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อ ๓ ไร่ แบ่งให้สมาชิกโครงการจับจองสร้างบ้านจำนวน ๑๓๕ แปลง สร้างเป็นหมู่บ้าน ศูนย์วัฒนธรรมไทลื้อโดยได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน จากคณะกรรมการสมาคมไทลื้อเชียงคำ-ภูซาง

 

ตำนาน ‘พระเจ้าพรหม’ ที่เหนือสุดยอดแดนสยาม

พื้นที่ของเวียงโบราณที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกว่า ‘เวียงพางคำ’ อันเป็นเมืองที่มีกล่าวถึงในตำนานสิงหนวัติว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ในตระกูลสิงหนวัติทรงปกครองต่อมาจนถึงพระเจ้าพรหมมหาราช โดยย่อก็คือเชื่อว่าเป็นเมืองของพระมหากษัตริย์ไทยที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยรุ่นเก่ายกย่องว่าทรงเป็นมหาราชพระองค์หนึ่ง

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม วิเคราะห์เนื้อหาจากตำนานที่ปรากฏในแถบแม่สาย-เชียงแสนว่า ตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชเป็นตำนานที่เกี่ยวกับพัฒนาการของชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในที่สูงของแอ่งเชียงรายมาก่อน มีพัฒนาการเคลื่อนลงจากที่สูงมาสู่ที่ราบลุ่มในการสร้างบ้าน แปงเมือง ผสมผสานกับคนพื้นราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอก จนเป็นที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เรียกว่าไทยลื้อในทุกวันนี้

 

ส่วนตำนานสิงหนวัตินั้นเป็นเรื่องราวของคนที่ราบที่เคลื่อนย้ายมาจากภายนอก จากลุ่ม  น้ำอิระวดี – สาละวิน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เข้ามาทางลำน้ำกกและลำน้ำสาย เป็นตำนาน ของคนไทมาวและไทใหญ่ หรือไทหลวง ที่เคยมีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน

 

ตำนานทั้งสองเรื่องนี้ เมื่อถูกสร้างให้เป็นพงศาวดาร เป็นประวัติศาสตร์นิพนธ์ระดับชาติแล้ว ก็กลายเป็นพงศาวดารโยนก ที่มี  บทบาทในการบูรณาการทางวัฒนธรรม เกิดตระกูลกษัตริย์หลายราชวงศ์ที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างศาสนสถานและเขตแคว้นของนครรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งการทำความเข้าใจในความหมายความสำคัญเชิงลึกของตำนานทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องนำเอาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และภูมิวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

สภาพแวดล้อมทางภูมิวัฒนธรรมที่เมืองแม่สายหรือเวียงพางคำ ทำให้เห็นพื้นที่ทับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราช เป็นพื้นที่ซึ่งมีเทือกเขาดอยนางนอนอยู่ทางตะวันตก มีทั้งที่ลาดและที่ลุ่มอยู่กลางและมีลำแม่น้ำโขงอยู่ทางตะวันออก เป็นพื้นที่ซึ่งมีลำน้ำสาย - รวก และลำน้ำหล่อเลี้ยงด้วยระบบเหมืองฝาย โดยมีร่องรอยของเมืองโบราณ ชุมชนโบราณ และปัจจุบัน กระจายอยู่ริมลำน้ำ ลำห้วย ลำเหมืองจนทุกวันนี้

 

ในลุ่มน้ำสาย - รวก ก็มีเวียงพางคำที่อำเภอแม่สาย เวียงแก้ว และเวียงสบรวก ตรงปากน้ำรวกที่ไปสบกับแม่น้ำโขงที่เรียกว่าสามเหลี่ยมทองคำในปัจจุบัน ส่วนในลุ่มน้ำอัน - ดำ ก็มีเมืองเชียงแสน เมืองเวียงปรึกษา เวียงมโนราห์ และอื่นๆ

 

จุดทับซ้อนของตำนานสิงหนวัติและตำนานลาวจกอยู่ที่ลุ่มน้ำสาย - รวก มีดอยตุงเป็นดอยสำคัญของเทือกเขานางนอนถือเป็นภูศักดิ์สิทธิ์ ดอยตุงเป็นหนึ่งในสามดอยที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิประเทศเป็นรูปนางนอน โดยมีดอยจ้องเป็นส่วนหัว ดอยปู่เฒ่าเป็นหน้าอก และดอยตุงเป็นสะโพกส่วนล่าง ลำน้ำลำห้วยจากดอยทั้งสามนี้ไหลผ่านถ้ำหินปูนและเขาหินปูนลงสู่ที่ลาดและที่ลุ่มที่มีระบบเหมืองฝายรองรับในการกระจายน้ำ ทั้งเพื่ออุปโภคบริโภคและชลประทานในการเพาะปลูก โดยที่ลำน้ำลำห้วยที่ลงจากเขานั้นจะไปเชื่อมโยงกับลำน้ำมะกอกหวานที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำสายที่ไหลลงมาจากรัฐฉานในประเทศพม่ามายังบริเวณตีนดอยเวาซึ่งเป็นส่วนปลายของเทือกเขานางนอน

 

ตำนานปู่เจ้าลาวจกและตำนานสิงหนวัติทับซ้อนกันในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย - รวกนี้ โดยตำนานปู่เจ้าลาวจกกล่าวว่า ลาวจกคือผู้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งอยู่บนดอยตุงซึ่งน่าจะมีการทำไร่หมุนเวียนในการเพาะปลูก เพราะกล่าวถึงการใช้เสียมตุ่น เป็นเครื่องมือ (เครื่องมือหินขัด) ในขณะที่เรื่องลวจักราชพูดถึงลวจักราชเป็นเทพจากดอยตุง จุติมาเกิดเป็นกษัตริย์ ลงบันไดเงินมาสร้างเมืองนครเงินยางที่ตีนดอยตุง ซึ่งเมืองนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเวียงพางคำ

 

ในขณะที่ชื่อเวียงพางคำนั้นปรากฏในตำนานสิงหนวัติว่าเป็นเมืองที่กษัตริย์ใน ตระกูลสิงหนวัติย้ายมาจากเวียงหนองล่ม มาสร้างขึ้นเป็นเมืองสำคัญ ที่ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราชทรงเป็นกษัตริย์ และแผ่พระเดชานุภาพไปยังบ้านเมืองต่างๆ ความสำคัญของเวียงพางคำที่ปรากฏในตำนานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่พระเจ้าพรหมมหาราชจับนาคที่ว่ายมาตามลำน้ำสายแล้วกลายเป็นช้างพานคำอันเป็นช้างคู่บุญบารมี กับอีกตอนหนึ่งที่กษัตริย์นครพานคำที่สืบมาจากพระเจ้าพรหมโปรดให้ขุดเหมืองแดงขึ้นเพื่อการเพาะปลูกของประชาชน ซึ่งเป็นเหมืองเก่าแก่ที่ยังคงสืบมาจนทุกวันนี้

 

เหมืองแดงเป็นเหมืองประวัติศาสตร์ที่มีการอ้างอิงและกล่าวถึงในประวัติศาสตร์การชลประทานกันอยู่เนืองๆ แสดงถึงการเอาใจใส่ของผู้ปกครองบ้านเมืองในอดีต  ปัจจุบันนี้ การรับรู้เรื่องตำนานปู่เจ้าลาวจกและลวจักราชมีน้อยมากในบรรดาผู้รู้ของ อำเภอแม่สาย เหตุนี้ เวียงเงินยางจึงหายไปและเคลื่อนไปอยู่ทางอำเภอเชียงแสน แต่เวียงพางคำและเรื่องของพระเจ้าพรหมยังสืบเนื่องตลอดเวลา แม้พระเจ้าพรหมมหาราชจะค่อยเลือนไปจากประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็ตาม แต่ในบริบทของสังคมท้องถิ่นเช่นเมืองแม่สายก็ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นในฐานะที่เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่เป็นทั้งอัตลักษณ์และสัญลักษณ์ของท้องถิ่น

 

การสร้างประเพณีพิธีบูชาพระเจ้าพรหมมหาราช

 

 

ประเพณีบวงสรวงบูชาพระเจ้าพรหมมหาราช จัดโดยอำเภอแม่สายปีนี้เป็นปีที่ ๙ แล้ว คนท้องถิ่นแม่สายมีความภูมิใจทั้งเวียงและกษัตริย์ มีการสร้างพระบรมรูปของพระเจ้าพรหมมหาราชไว้หน้าที่ทำการอำเภอ และเป็นอนุสาวรีย์ประธานของลานหน้าอำเภอ

 

ก่อนหน้านั้น ชาวบ้านผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นก็ทำพิธีบวงสรวงกันเองในกลุ่มผู้สนใจและนับถือพระเจ้าพรหม  เช่น  การทำพิธีที่วัดสี่  ตวงคำด้านหลังตลาดซึ่งเป็นพระบิดาพระเจ้าพรหมกุมารในตำนาน  ต่อมามีพิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราชอันมีลักษณะทางการจัดขึ้น ครั้งแรกเมื่อราว ๙ ปีก่อนด้วยการริเริ่มจากนายสำเริง อยู่ประกอบ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในเดือนพฤศจิกายน ที่ศาลหลักเมืองแม่สาย พร้อมกับได้ขออนุญาตไปทางกรมศิลปากรเพื่อปั้นอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชประดิษฐานบริเวณลานหน้าอำเภอแม่สาย ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนหาฤกษ์ยามการจัดงานมาเป็นทุกวันที่ ๒๓ - ๒๔ กุมภาพันธ์ของทุกปีท้องถิ่น และอำเภอก็สืบสานต่อมา และประชาชนทั่วไปก็เริ่มรับรู้ว่างานบวงสรวงนี้เพื่อพระเจ้าพรหม ผู้เป็นองค์สร้างเมืองแม่สายและปกปักรักษาให้ชาวบ้านชาวเมืองได้อยู่อย่างสงบร่มเย็น

 

 

 

งานบวงสรวงที่ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช หน้าที่ว่าการอำเภอแม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ ๒๓ จะมีพิธีขึ้นต้าวทั้งสี่ พิธีนพเคราะห์ ส่วนวันที่ ๒๔ จะจัดให้มีขบวนแห่เครื่องสักการะพระเจ้าพรหมมหาราช จากนั้นก็เป็นพิธีสืบชะตาหลวงซึ่งมีชาวบ้านจำนวนมากเข้าร่วมและเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเป็นสิ่งที่ทำแล้วทำให้เกิดความมั่นคงมั่นใจและรู้สึกเป็นมงคลต่อชีวิตมากกว่าพิธีกรรมจากทางราชการที่เป็นขบวนแห่จากหมู่บ้านต่างๆ ในอำเภอแม่สายที่นำอัตลักษณ์ของตนเองมาแสดง

 

 

พิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราชในช่วงกลางคืน

 

พิธีสวดนพเคราะห์ ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานบวงสรวงนี้ ชาวบ้านจะแต่งกายชุดขาวตั้งแต่วันที่ ๒๓ ก่อนที่จะมีการสืบชะตาหลวงในวันต่อมา ซึ่งจะมีผู้คนมาร่วมกันอย่างหลากหลาย โดยทางอำเภอจะประกาศเสียงตามสาย เพื่อย้ำความจำ คนที่เข้ามาร่วมส่วนมากเป็นคนแม่สาย ส่วนคนที่อื่นก็เป็นลูกหลานที่ไปทำงานนอกพื้นที่ การบวงสรวงนี้มีส่วนทำให้ลูกหลานได้กลับมารวมตัวกันด้วย

 

อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมดังกล่าวเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้ทุนทรัพย์มาก จึงต้องมีการขอรับงบประมาณจากเทศบาล  องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และห้างร้านค้าต่างๆ ในอำเภอแม่สาย ทางฝ่ายรัฐทั้งส่วนกลางที่เป็นฝ่ายเริ่มต้นและท้องถิ่นแม้จะยังไม่ได้ตอบสนองสนับสนุนจนพร้อมสรรพแต่ก็มีการเข้าร่วมให้ความสำคัญกับกิจกรรมของเมืองเช่นนี้สม่ำเสมอทุกปี

 

สำหรับการจัดการด้านพิธีกรรม คุณสุเมธ พรหมใจสา ปราชญ์ท้องถิ่น เป็นผู้ดูแลมาโดยตลอด ซึ่งได้พยายามกระตุ้นทุกฝ่ายในท้องถิ่นสอบถามและผลักดันให้มีการเตรียมงานต่างๆ  นอกเหนือไปจากการทำพิธีนพเคราะห์และสืบชะตาเมือง มีการเดินขบวนเฉลิมฉลองมาตั้งแต่หน้าเทศบาลแม่สายไปถึงหน้าอำเภอ ถวายเครื่องสักการะ เปลี่ยนผ้า กราบไหว้เสร็จก็ทำพิธีสืบชะตาให้เมืองแม่สายอยู่ร่มเย็นเป็นสุขแล้ว ฝ่ายอำเภอก็อยากต่อยอดให้มีการจัดแสดงละครอิงประวัติศาสตร์ประกอบแสงสีเสียงในบางปี

 

ส่วนเรื่องแรงกระตุ้นทางการท่องเที่ยว พิธีกรรมการบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราชนี้ยังคงเป็นพิธีกรรมของคนท้องถิ่นมากกว่าจัดเพื่อนักท่องเที่ยวหรือมีการแสดงออกร้านต่างๆ ทำให้พิธีกรรมนี้ตอบสนองการเลี้ยงเมืองตามแนวคิดแบบโบราณอย่างเห็นได้ชัด 

 

จาก ‘จินตนาการ’ สู่ ‘บูรณาการ       

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลานคนเมืองหน้าที่ทำการอำเภอต่อหน้ารูปปั้นของพระเจ้าพรหมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนกราบ ไหว้บวง สรวงขอพรและพลัง การจัดงานพิธีบวงสรวงนี้กลายเป็นประเพณีพิธีกรรมในรอบปีที่มีบทบาทในการอบรมทางวัฒนธรรมให้แก่เยาวชน

 

การรับรู้ประวัติความสำคัญของพระเจ้าพรหมมหาราชจากประวัติศาสตร์เชิงจินตนาการของคนรุ่นเก่ามาสู่การรับรู้ใหม่ผ่าน ทั้งการเล่า ขานตำนานเมือง การแสดงการร่ายรำของเด็กนักเรียน การแสดงสิ่งของเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สังคมของคนแม่สายในช่วงเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หลักฐานเหล่านี้มีผู้รู้ผู้สนใจเป็นคนแม่สายเอง มีการรวบรวม วิเคราะห์ ตีความอย่างมีเหตุผลและข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  โดยคนท้องถิ่น เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยสติปัญญาของคนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองต่อไป

 

การแสดงและการแต่งกายที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นหลักที่เห็นชัดคือกลุ่มคนไตหรือคนไตใหญ่ นอกจากนี้ก็มี กลุ่มคนไตลื้อ ไตขืน และกลุ่มอื่นๆ  สิ่งเหล่านี้คือการสร้างพิธีกรรมเลี้ยงเมืองในธรรมเนียมเดิม ตอกย้ำความหมายและความสำคัญของ วีรบุรุษทางวัฒนธรรมผู้ถูกยึดถือว่าเป็นผู้ผกผักรักษาเมืองแม่สายและจะคุ้มครองให้ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมศาสนา ความเชื่อและหลายชาติพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเจริญเติบโต ภายใต้การนับถือผู้นำในอดีตอันไกลโพ้นองค์เดียวกันคือ ‘พระเจ้าพรหมมหาราชแห่งแม่สาย’

 

 

ทิ้งท้าย...พระเจ้าพรหมแห่งแม่สาย

เรื่องของพระเจ้าพรหมมหาราชในประวัติศาสตร์ชาติไทยยุคหนึ่ง คือการรับรู้ผ่านการท่องจำว่าเป็นมหาราชองค์แรกของประเทศไทย แต่ทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์แบบรวมศูนย์และการท่องจำจะไม่ใช่แนวทางในการศึกษาประวัติศาสตร์อีกต่อไป เพราะประวัติศาสตร์คือ ‘การตั้งคำ ถาม’ ที่ไม่สิ้นสุด จึงทำให้เราต้องสงสัยกันต่อไปว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าพรหมมหาราชเป็นใคร อยู่ที่ใด และมีความสำคัญอย่างไร

           

ที่อำเภอแม่สายเป็นเมืองด่านชายแดนและเป็นช่องทางที่ชุมชนหลากชาติพันธุ์เดินทางผ่านและเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ เป็นพื้นที่ที่มีมีเวียงโบราณเก่าแก่ตรงเชิงเขาของเทือกดอยตุง เป็นจุดที่มีลำน้ำหลายสายมาสบกันและอุดมสมบูรณ์

           

ตำนานท้องถิ่นกล่าวถึง ‘พรหมกุมาร’ ที่สัมพันธ์กับ ‘ตำนานสิงหนวัติกุมาร’ อันเป็นต้นกำเนิดของบ้านเมืองในเขตที่ราบเชียงราย-เชียงแสน มีชื่อสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับตำนานเรื่องเล่าของพรหมกุมารซึ่งเป็นผู้ปกครองที่นี่และกลายเป็นความเชื่อถึงผีเมืองผู้คุ้มครองและปกปักรักษาเมืองแม่สายมาจนทุกวันนี้

           

การสร้างพิธีกรรมเลี้ยงเมืองตามธรรมเนียมเดิมก็คือ การตอกย้ำความหมายและความสำคัญในการเป็นผู้รักษาท้องถิ่นมากกว่าการเป็นพระมหากษัตริย์ของชาติไทย พระเจ้าพรหมมหาราช สำหรับคนแม่สายอันหลากหลายความเชื่อและชาติพันธุ์ ก็คือผู้นำทางจิตวิญญาณและความศรัทธา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองและทำให้คนแม่สายเป็นหนึ่งเดียวผ่านการนับถือบูชาร่วมกันเป็นเอกภาพ

          

บ้านเมืองตั้งแต่ในอดีตจนถึงทุกวันนี้ล้วนต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในการดำรงชีวิตของชาว บ้านชาวเมืองไงเล่าครับ” คำทิ้งท้ายจากคนแม่สายแสดงถึงศรัทธาอันเปี่ยมล้นต่อบรรพบุรุษทางจิตวิญญาณของพวกเขาที่ทำให้พวกเราได้รับรู้และมองเห็นพลังบางอย่างคงไม่สามารถอธิบายได้อยู่ในนั้น

ข้อมูลสัมภาษณ์/

ไศลยนต์  ศรีสมุทร นายกเทศมนตรีแม่สาย,

อาณัติ วิทยานุกูล นายอำเภอแม่สาย,

อุ่นคำ สุยา, เล็ก นครเชียงราย

เรื่อง/ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ภาพ/ ศรีศักร วัลลิโภดม, วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียง/ ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง :-

 

DVD พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด ตอนที่ ๓๙ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLjKdW0KVRxePpXLcWGA6Ovo5gUJ4y80v2
หนังสือชุดพอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด เรื่อง "ผู้นำทางวัฒนธรรม" : http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5183
บทความจากจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ. ๘๓ : http://lek-prapai.org/home/view.php?id=565

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 16 พ.ค. 2561, 08:41 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.