
ชาวแม่สายต่างนำดอกไม้ธูปเทียนมาร่วมพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช
อำเภอแม่สาย เป็นอำเภอเหนือสุดของจังหวัดเชียงราย และยังเป็นพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ตั้งอยู่ติดกับชายแดนรัฐฉาน สหภาพพม่า มีลำน้ำแม่สายไหลผ่านเป็นพรมแดนธรรมชาติอยู่ทางทิศเหนือของตัวอำเภอ ด้านทิศตะวันตกของอำเภอแม่สายมีเทือกเขาดอยนางนอนเป็นฉากหลัง ซึ่งประกอบด้วยดอยสามเส้าคือ ดอยจ้อง ดอยปู่เฒ่า และดอยตุง ตั้งติดต่อกันมองดูคล้ายกับคนนอนทอดตัวอยู่ โดยเปรียบดอยจ้องเป็นศีรษะ ดอยปู่เฒ่าเป็นอก และดอยตุงที่มีความสูงสุดเป็นสะโพก ทำให้ที่ตั้งของอำเภอแม่สายที่อยู่ติดกับแนวเขาดังกล่าวมีสภาพเป็นพื้นที่ราบลาดเทลงไปทางทิศตะวันออกจนถึงเขตอำเภอเชียงแสนจรดลำน้ำโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ อันเป็นบริเวณที่เต็มไปด้วยการทำนาปลูกข้าวด้วยระบบเหมืองฝาย
จากสภาพที่ตั้งดังกล่าวถือได้ว่าอำเภอแม่สายเป็นพื้นที่สำคัญทั้งในด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเป็นศูนย์การค้าด่านชายแดนที่ทำให้อำเภอแห่งนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ขณะเดียวกันในด้านสังคมวัฒนธรรม อำเภอแม่สายยังเป็นที่อาศัยของผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน เย้า อีก้อ อาข่า ฯลฯ
ย้อนอดีตแม่สายจากเวียงศรีทวง เวียงพานคำ ถึงพระเจ้าพรหมมหาราช
หากย้อนไปในอดีตที่ตั้งของอำเภอแม่สายเดิมเป็นที่ตั้งของเวียงศรีทวง ซึ่งในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑ ตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า เป็นเวียงที่พระเจ้าพังคราช กษัตริย์องค์ที่ ๔๒ แห่งเวียงโยนกนคร ได้มาสร้างขึ้นคราวถูกพระยาขอมดำรุกรานและขับไล่ให้ออกจากเวียงโยนกนคร ในปี พ.ศ. ๑๔๖๔ ณ เวียงศรีทวงแห่งนี้ มเหสีของพระองค์ได้มีประสูติการพระโอรสองค์ที่ ๒ คือ “พระเจ้าพรหม” ซึ่งต่อมาได้เป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้เวียงโยนกนครกลับมาถวายคืนแก่พระเจ้าพังคราช
เรื่องราวของพระเจ้าพรหมตามตำนานระบุว่า พระองค์มีอดีตชาติเป็นสามเณรชาวศรีทวงที่เคยถูกพระยาขอมดำซึ่งครองเวียงโยนกดูถูกดูแคลนจนเกิดความแค้นใจ จึงตั้งจิตอธิฐานให้ตนจุติมาเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพังคราชเพื่อจะได้ปราบพระยาขอมดำ ส่วนในด้านวีรกรรมของพระองค์นั้นทรงเป็นผู้มีความกล้าหาญและมีบุญญาธิการมาก สามารถคล้องช้างวิเศษ ๑ ใน ๓ เชือกที่ลอยมาในลำน้ำโขงได้ และให้ชื่อว่า “ช้างพานคำ” ตามพานคำหรือฆ้องทองที่ใช้ตีเชิญให้ช้างเชือกนั้นขึ้นมาจากแม่น้ำโขง
นอกจากนี้พระเจ้าพังคราชยังใช้ชื่อของช้างเชือกนี้เป็นนามใหม่ที่ใช้เรียกเวียงศรีทวงหลังจากพัฒนาเวียงให้มีคูน้ำคันดินเป็นที่มั่นอันแข็งแรงมั่นคงแล้วว่า “เวียงพานคำ” ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญก่อนที่พระเจ้าพรหมจะทำสงครามขับไล่พระยาขอมดำออกจากเวียงโยนกนครให้ถอยร่นลงไปจนถึงเขตลวรัฐหรือแคว้นละโว้ที่อยู่ทางใต้ได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. ๑๔๗๙ หลังมีชัยชนะพระองค์ได้ทรงยกไพร่พลลงไปสร้างเวียงไชยปราการซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเวียงโยนกนครใกล้ลำน้ำกกและครองเวียงนั้นสืบมา จนถึงสมัยพระเจ้าไชยศิริผู้เป็นพระราชโอรสได้ถูกพระสุธรรมวดีเจ้าเมืองสะเทิมรุกราน จนต้องอพยพลงไปทางใต้ตามเส้นทางที่พระเจ้าพรหมเคยขับไล่พระยาขอมดำลงไปถึงลวรัฐและตั้งเวียงอยู่ที่นั้นเรียกว่า เมืองกำแพงเพชร
เรื่องราวของพระเจ้าพรหมและการอพยพลงมาสร้างเมืองกำแพงเพชรของพระเจ้าไชยศิริในตำนานสิงหนวัติมีส่วนสำคัญต่อการเขียนพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต ซึ่ง วัน วลิต (Jeremias van Vliet) สันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของพระเจ้าอู่ทองผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยามีเชื้อสายมาจากพระเจ้าพรหม ทำให้ภายหลังมีนักวิชาการบางกลุ่มยกย่องพระเจ้าพรหมว่าทรงเป็น “มหาราช” และปฐมกษัตริย์พระองค์แรกของชาติ จนนำมาสู่การถกเถียงในวงวิชาการอยู่ระยะหนึ่ง

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ขณะร่วมเสวนาเรื่อง "เมืองเวียงพางคำและพระเจ้าพรหมมหาราช"
จากวีรบุรุษในตำนานสู่วีรบุรุษแห่งศรัทธาของชาวแม่สาย
แม้เรื่องราวของพระเจ้าพรหมจะไม่อาจหาข้อสรุปที่ชัดเจนในทางวิชาการได้ แต่ถึงอย่างไรพระเจ้าพรหมก็ถือเป็นวีรบุรุษในตำนานที่ชาวแม่สายเคารพและศรัทธา โดยเห็นได้จากการร่วมกันก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นับแต่นั้นมาในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนชาวอำเภอแม่สายร่วมกันประกอบพิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงสร้างเวียงพานคำซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอแม่สายในปัจจุบัน
กิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นในการบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราชมีทั้งพิธีทางพุทธศาสนาและพิธีกรรมตามความเชื่อในท้องถิ่น โดยจะเริ่มจากการทำพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์หรือพิธีสะเดาะเคราะห์ในช่วงค่ำก่อนทำพิธีบวงสรวงหนึ่งวัน ซึ่งพระภิกษุและชาวบ้านจะร่วมกันทำกระทงจากกาบกล้วยพับมุมให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม ด้านล่างทำเป็นฐานรองด้วยใบตองเรียกว่า "กบาล" หรือ "สะตวง" เพื่อใช้สำหรับใส่เครื่องบูชา อันได้แก่ ดอกไม้ธูปเทียน หมาก เมี่ยง บุหรี่ ขนม ตุงจ้อหรือธงสามชายที่ทำด้วยกระดาษสีต่าง ๆ รวมทั้งรูปเทวดากับสัตว์ประจำดาวนพเคราะห์ปักอยู่ริมขอบสะตวง
ในพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ ชาวแม่สายที่เข้าร่วมพิธีจะนุ่งขาวห่มขาวกันอย่างพร้อมเพียง หลังจากวางเครื่องบูชาในสะตวงประจำเทวดานพเคราะห์ของตนแล้ว ต่างพากันจับจองพื้นที่ว่างบริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมเพื่อนั่งฟังพระภิกษุทำพิธีสวดนพเคราะห์และเทศนาธรรม พร้อมทั้งจุดธูปเทียนบูชาขณะประกอบพิธีสงฆ์ด้วย
คุณสุนันทา ผุดผ่องพรรณ ชาวอำเภอแม่สายวัย ๗๓ ปี เล่าว่า มาร่วมพิธีนี้เพราะนับถือในองค์พระเจ้าพรหมผู้เป็นวีรบุรุษของชาวแม่สายในอดีต โดยได้ทำติดต่อกันมา ๗ ปีแล้ว นับจากการสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหม ในพิธีนพเคราะห์ปีนี้ ตนตั้งใจจะมาขอพรต่อพระองค์ พร้อมทั้งนำผลไม้ต่างๆ มาถวายเพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองและครอบครัว อย่างเช่นมะพร้าวหมายถึงความบริสุทธิ์ มะขามหมายถึงความน่าเกรงขาม สับปะรดหมายถึงการลดเคราะห์ เป็นต้น

ในวันรุ่งขึ้นชาวอำเภอแม่สายจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้จัดขบวนแห่เครื่องสักการะไปยังลานอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเพื่อทำพิธีบวงสรวง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธี หลังจากอ่านโองการบวงสรวงจะเป็นพิธีสืบดวงชะตาหลวงซึ่งดำเนินต่อเนื่องกันไป โดยพิธีนี้ชาวแม่สายเชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุของผู้คนและบ้านเมืองให้ยืนยาว ทั้งยังก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตอีกด้วย
ส่วนในภาคกลางคืนมีการแสดงแสง สี เสียง เกี่ยวกับประวัติพระเจ้าพรหมมหาราช ซึ่งเป็นการนำเรื่องราวของพระเจ้าพรหมที่ถูกกล่าวถึงในตำนานมาถ่ายทอดให้ชาวแม่สายและนักท่องเที่ยวรับรู้ได้ง่ายขึ้น การแสดงชุดนี้เป็นฝีมือของคนในท้องถิ่นอำเภอแม่สายซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก

พระเจ้าพรหม ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
นอกจากจะมีพิธีกรรมและการแสดงเกี่ยวกับประวัติพระเจ้าพรหมแล้ว ในงานบวงสรวงพระเจ้าพรหมในครั้งนี้ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง “เมืองเวียงพางคำและพระเจ้าพรหมมหาราช” ในการเสวนา อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพรวมของกิจกรรมการบวงสรวงอนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราชระหว่างวันที่ ๒๓-๒๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เห็นได้ว่าชาวแม่สายต่างเคารพและศรัทธาในองค์พระเจ้าพรหมเสมือนเป็นผีมเหศักดิ์หรือผีประจำเมืองผู้ปกปองคุ้มครองเมืองแม่สายและชาวเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข เนื่องจากวีรกรรมในตำนานของพระองค์ที่มีส่วนในการสร้างเวียงพานคำและสามารถทำสงครามขับไล่พระยาขอมดำจนถอยร่นลงไปถึงเขตลวรัฐได้ ซึ่งตำนานดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงสำนึกร่วมของชาวแม่สายที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากหลายชาติพันธุ์ให้เชื่อมั่นในพลังศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าพรหมมหาราช ซึ่งพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์และสืบชะตาหลวงที่ถูกจัดขึ้นในช่วงดังกล่าวน่าจะสะท้อนภาพความศรัทธาของชาวแม่สายได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นนอกจากแม่สายจะเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่บนที่ราบใกล้แนวเขานางนอนที่ประกอบด้วย ดอยจ้อง ดอยปู่เฒ่า และดอยตุงโอบด้านทิศตะวันตกของเมือง ส่วนทางทิศเหนือเป็นลำน้ำสายที่กั้นระหว่างพรมแดนไทยและพม่าแล้ว บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่อยู่ของคนหลากหลายชาติพันธุ์ นับเป็นความสัมพันธ์ในทางภูมิวัฒนธรรมที่เกิดจากคนกับคน คนกับธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องพระเจ้าพรหมอาจเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งความสัมพันธ์ทั้งสามรูปแบบนี้ถือเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้สังคมแม่สายซึ่งมีความเป็นพหุลักษณ์ดำรงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้
บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๓ (มีนาคม-เมษายน ๒๕๕๓)
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง :-
![]() |
DVD พอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด ตอนที่ ๓๙ : https://www.youtube.com/playlist?list=PLjKdW0KVRxePpXLcWGA6Ovo5gUJ4y80v2 |
![]() |
หนังสือชุดพอเพียงเพื่อแผ่นดินเกิด เรื่อง "ผู้นำทางวัฒนธรรม" : http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5183 |