หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จับกระแสพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรสร้างเพื่อใคร?
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 มี.ค. 2556, 13:59 น.
เข้าชมแล้ว 4428 ครั้ง


ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ภูพานตั้งอยู่ติดกับหนองหารหลังโรงเรียนอนุบาลสกลนคร


 

ในราวต้นทศวรรษ ๒๕๓๐ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยยังคงเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ผู้คนยังไม่คุ้นเคย แต่เริ่มมีการเสวนาพูดคุยกันถึงการรวบอำนาจการจัดการพิพิธภัณฑ์ของรัฐไทยที่ผูกขาดเรื่องราวของประวัติศาสตร์แห่งชาติเอาไว้ที่ตนเองฝ่ายเดียว กระแสการจัดการความรู้ในอดีตของชาติเช่นนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านในแวดวงคนทำงานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีจำนวนหนึ่ง
 

ในขณะนั้นเองก็มีการกล่าวถึงวิธีการจัดแสดงและนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในต่างประเทศ ที่ไม่จำเป็นจะต้องมีเพียงโบราณวัตถุหรือวัตถุอื่นใดเป็นข้อกำหนดในการศึกษาที่ตายตัวและหยุดนิ่งเท่านั้น
 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นองค์กรหลักแรกๆ ในการสนับสนุนการทำงานเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นผู้นำในการเผยแพร่แนวคิดตามสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และตามท้องถิ่นที่มีการจัดโดยองค์กรของชาวบ้าน มูลนิธิฯ จัดสัมมนาขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งจัดทำพิพิธภัณฑ์เป็นตัวอย่างเพื่อนำร่องขึ้นหลายแห่ง ซึ่งในช่วงทศวรรษนี้ถือเป็นการเริ่มต้นและตื่นตัวอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษต่อมา ๒๕๔๐ และกระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเลื่อนไหลไปตามจังหวะของบริบทในแต่ละพื้นที่และสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น
 

จากการเฝ้าดูการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์กลายเป็นพื้นที่ความรู้ที่ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยรัฐส่วนกลางเท่านั้นอีกต่อไปแล้ว แต่แตกกอต่อยอดไปอีกมากมาย ทั้งที่ได้รับอิทธิพลหรือแรงกระเพื่อมจากการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยุคแรกๆ ที่เน้นการสร้างความรู้ที่เป็นของคนท้องถิ่นเพื่อสร้างพลังในการรู้จักตนเองและเท่าทันสังคมระดับชาติและระดับประเทศ หรือบางแห่งที่ไม่ได้ทราบแนวคิดดังกล่าว แต่ทำเพราะเป็นกระแสความนิยม จนมีหน่วยงานราชการและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ เห็นเป็นช่องทางในการใช้งบประมาณอีกทางหนึ่ง จึงเกิดบริษัทรับเหมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ตามท้องถิ่นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จนกลายเป็นธุรกิจเชิงวิชาการที่ทำรายได้ให้กลุ่มคนจำนวนมากเช่นกัน
 

การจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งหากไม่ใช่หน่วยราชการก็ยังคงพบความยากลำบาก เพราะใช้งบประมาณจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยที่ชุมชนเล็กๆ จะมีเงินทองมาใช้จ่ายในกรณีเช่นนี้ได้ แต่ก็พบว่ามีหลายแห่งที่จัดสร้างโดยทุนท้องถิ่น บริหารด้วยคนท้องถิ่น และสร้างกิจกรรมทั้งให้ความรู้และการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้อย่างประสบผลสำเร็จ โดยไม่มีคนของรัฐหรือเงินของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก

 

 



การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ภูพาน

 

ทุกวันนี้มีองค์กรท้องถิ่นที่สามารถนำงบประมาณจำนวนมากมาใช้เพื่อการจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์” ประจำเมืองหรือประจำจังหวัดหลายแห่ง ก็นับว่าเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของการศึกษานอกระบบสำหรับประเทศนี้มิใช่หรือ?  เพราะมีงบประมาณมากพอและศักยภาพของหน่วยงานและจำนวนบุคลากรรองรับไม่ใช่น้อย
 

แต่หลายปีที่ผ่านมานั้น มูลนิธิฯ กลับพบเห็นว่าเป็นไปในสิ่งที่ตรงกันข้าม การจัดการสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยงบประมาณมหาศาลแทบจะทั้งหมดนี้ขาดมิติของเรื่องราวจากท้องถิ่น กลายเป็นความบกพร่องของเนื้อหาการจัดแสดงที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมไปอย่างสิ้นเชิง เพราะใช้วิธีคัดลอก ตัดแปะข้อมูลที่น่าจะเกิดจากการทำงานศึกษาอย่างจริงจังเพื่อนำเสนอแง่มุมและรายละเอียดของเรื่องเล่าภายในที่คนท้องถิ่นเป็นเจ้าของ และสมควรที่จะภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตัวตนของพวกเขาอย่างเต็มที่ กลับต้องมาสูญหายไประหว่างทางในการจัดแสดงอย่างน่าเสียดาย
 

ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีโอกาสและเงินทองยังคงมีอยู่อย่างมากมาย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงเบี่ยงแนวทางจากการมุ่งศึกษาค้นคว้าและสนับสนุนการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมาเป็นการสนับสนุนให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ เป็นพี่เลี้ยงและร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อศึกษาท้องถิ่นของตนเอง
 

และผลที่ได้นั้นนอกจากจะได้นักศึกษาที่เป็นชาวบ้านที่มีประสิทธิภาพในการตั้งคำถามแล้ว ยังได้ข้อมูลท้องถิ่นมากมายหลากหลายที่อาศัยทำโดยชาวบ้านเอง และสามารถนำไปใช้เพื่อกิจกรรมในชุมชนโดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งพาการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว นำไปใช้ทั้งการสร้างหลักสูตรสำหรับเด็กๆ ในโรงเรียน การจัดกิจกรรมเสริมเพื่อทำความเข้าใจท้องถิ่น การสร้างยุวมัคคุเทศน์ การทำหนังสือเผยแพร่ การจัดนิทรรศการกลางแจ้ง การท่องเที่ยว หรือการสร้างเครือข่ายพลังประชาคมท้องถิ่นเพื่อรักษาดูแลท้องถิ่นของตนเอง

 

ที่สกลนครก็มีการจัดสร้าง  “พิพิธภัณฑ์ภูพาน” ใช้งบประมาณรัฐไปหลายสิบล้านบาท ตั้งอยู่ริมหนองหารด้านหนึ่งของตัวเมืองสกลนครบริเวณหลังโรงเรียนอนุบาลสกลนคร พิพิธภัณฑ์ภูพานเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๕  และได้ทดลองเปิดพิพิธภัณฑ์ภูพานอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว
 

เอกสารจากข่าวต่างๆ อ้างอิงข้อมูลที่ตัวแทนจากจังหวัดซึ่งเป็นฝ่ายหรือองค์กรรับผิดชอบโครงการมาแต่แรกเริ่ม ชี้แจงวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ภูพาน วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่รองรับ “การท่องเที่ยว” ในกลุ่มจังหวัดที่เรียกกันว่า “สนุก” และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยรวม เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสกลนครที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากเส้นทางกลุ่มจังหวัด “สนุก” (สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์) ให้แวะเข้ามาเที่ยวชมเพื่อรับทราบข้อมูลการท่องเที่ยวผ่านนิทรรศการที่นำเสนอผ่านสื่อแบบ Interactive  ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ และเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นจากการขายสินค้า การให้บริการด้านต่างๆ
 

ภายในอาคารและด้านนอกจัดแสดง ๙ โซน ได้แก่ ห้องโหมโรง ห้องแสดงนิทรรศการ “มหัศจรรย์ภูพาน” ห้องป่าบุ่ง ป่าทาม ป่าพรุอีสาน ห้องหนองหารกับการตั้งเมืองสกลนคร ห้องคนสกลนคร ห้องอาศิรวาทองค์ราชัน องค์ราชินี ห้องนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ห้องดินแดนแห่งธรรมและการแสดงประติมากรรมลานกลางแจ้งแสดงวิถีชีวิต วัฒนธรรม อัตลักษณ์ สะท้อนความเป็นสกลนคร ในนิยามเมืองแห่ง ๔ ธรรม ประกอบด้วย ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และอารยธรรม และเปิดให้เข้าชมฟรีจนถึงปัจจุบัน ทั้งเด็กนักเรียน ครู และผู้ใหญ่เข้าชมกันมากมายล้นหลาม แสดงถึงความขาดแคลนสถานที่ให้ความรู้ในเชิงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน
 

โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดดูแลในเบื้องต้นพร้อมเจ้าหน้าที่เกือบสิบท่าน แต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่ควรจะวางแผนล่วงหน้าก่อนการเปิดมานานแล้วว่า การจัดการพิพิธภัณฑ์ซึ่งถือได้ว่า “เป็นงานบริการชุมชนที่จัดการให้ประสบความสำเร็จได้ยากที่สุดในโลก” งานหนึ่งจะเดินต่อไปอย่างไร ฝ่ายใดจะมีหน้าที่บริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ให้เปิดบริการได้ต่อไป และควรมีกิจกรรมเสริมเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ผู้คนในสกลนครและจังหวัดอื่นๆ ใช้ได้อย่างต่อเนื่องไปได้อย่างไร
 

กล่าวกันว่าพิพิธภัณฑ์ภูพานแห่งนี้ใช้เวลาจัดสร้างนานมาก และพบอุปสรรคปัญหาหลายประการ และเมื่อเข้าไปชมนิทรรศการจริงก็พบว่าปัญหาและอุปสรรคใหญ่เหล่านั้นก็ยังไม่เท่ากับการสื่อสารของพิพิธภัณฑ์ที่น่าจะพูดได้ว่า แม้จะใช้เทคโนโลยีการจัดแสดงแบบมัลติมีเดียหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดใจให้สนุก ดูไม่น่าเบื่อ แต่เนื้อหาที่จัดแสดงนั้นถึงขั้นย่ำแย่หรือไม่สามารถสื่อข้อเท็จจริงทั้งของเทือกเขาภูพานและความเป็นเมืองสกลนครได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง หรือน่าสนใจค้นหาความรู้อย่างต่อเนื่องแต่อย่างใดซึ่งถือเป็นความล้มเหลวในการสื่อสารสำหรับพิพิธภัณฑ์ที่ลงทุนลงแรงมหาศาลสถานที่หนึ่งทีเดียว

 

การประชุมร่วมกับผู้ใหญ่ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครเป็นเจ้าภาพในประเด็นเรื่อง “การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ภูพาน”

 

จากเทศบาลนครสกลนครผู้ดูแลเบื้องต้นเพราะเป็นพื้นที่สถานที่ตั้ง ปรับมาให้อยู่ในการดูแลขององค์กรบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จนเป็นที่มาของการประชุมเมื่อไม่นานมานี้ ที่มูลนิธิฯ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมให้ความเห็น โดยมีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม  ที่ปรึกษามูลนิธิฯ  และนักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและโบราณคดี อาจารย์เสรี พงศ์พิศ นักพัฒนาจากบ้านท่าแร่ สกลนคร วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ร่วมกับผู้อาวุโสและนักวิชาการในเมืองสกลนคร รวมทั้งเครือข่ายจากท้องถิ่นสกลนคร เช่น องค์กรที่ต้องเข้ามาทำงานร่วมกัน หอการค้า กลุ่มเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล รวมทั้งองค์กรการศึกษาที่สนใจในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์จำนวนหนึ่ง

 

เพื่อพิจารณาหารือร่วมกันระหว่างองค์กรทางวิชาการจากภายนอกและเครือข่ายภาคีภายในท้องถิ่นสกลนคร และหาแนวทางในการปรับปรุงการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ปรับปรุงโครงสร้างการจัดการพิพิธภัณฑ์เพื่อท้องถิ่น ตลอดจนวางแผนการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อสร้างและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแอ่งวัฒนธรรมอีสานเหนือและเมืองสกลนครแก่เยาวชนและคนในท้องถิ่นให้ได้ประสิทธิภาพที่มากขึ้น
 

อาจจะเป็นไปได้ที่การเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ภูพานนี้เป็นผลมาจากการรวมตัวของคนท้องถิ่นไทสกลที่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะดอนสวรรค์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรวมตัวและปลุกวิญญาณของความเป็นคนท้องถิ่นที่ต้องการเห็นบ้านเมืองปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปในทิศทางที่ข้าราชการทั้งประจำและฝ่ายการเมืองคงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับฟังความคิดเห็นของคนท้องถิ่นให้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นเช่นการกระทำอย่างที่เคยผ่านมา ซึ่งไม่ได้ร่วมปรึกษาหารือกับใคร และใช้งบประมาณสร้างในสิ่งที่ไม่สามารถนำไปใช้ให้คุ้มค่าได้เช่นนี้
 

การปรึกษาหารือรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายต่างๆ ที่เป็นคนภายในสกลนครผสมผสานกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองให้ข้อคิดเห็นมากมาย สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดการต่อต้านจากคนภายในก็ได้ เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นพูดคุย แต่บรรยากาศที่มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลายและร่วมกันขบคิดเพื่อกิจกรรมสาธารณะเช่นนี้ในเมืองสกลนครที่เริ่มจะมองเห็นความหวังในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างแล้ว ก็น่าติดตามว่าในอนาคตพิพิธภัณฑ์ภูพานที่ชาวบ้านชาวเมืองขอให้ปรับมาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนและผู้คนทั่วไปมากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่เพื่อรองรับกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้นจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร
 

สถานที่เพื่อการศึกษานอกระบบเช่นนี้จะสามารถกลายมาเป็นพื้นที่ให้ความรู้สาธารณะที่มีคุณภาพได้หรือไม่ ทั้งมูลนิธิฯ และไทสกลนครทั้งมวลกำลังสังเกตการณ์อยู่เช่นกันเพราะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรสร้างเพื่อคนท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมือง หรือพ่อค้าผู้รับเหมาบางกลุ่มบางคนการศึกษาท้องถิ่นอันมีการจัดสร้างกระบวนการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นเป้าหมาย ยังมีความสำคัญต่อสังคมไทยในอนาคตอย่างมาก ก็เพื่อเรียนรู้สังคมอื่น เพื่อการรู้จักสังคมของตนเองอย่างถ่องแท้ และเข้าใจในโลกและสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ตกเป็นเหยื่ออำนาจของฝ่ายใดแม้เวลาจะผ่านไปกว่ายี่สิบปี สิ่งเหล่านี้กลับเคลื่อนที่ไปได้อย่างช้าๆ บางครั้งก็เหมือนจะถอยหลังกลับอย่างน่าฉงนจนเหน็ดเหนื่อยหัวใจ
 

ถ้าพิพิธภัณฑ์ที่สกลนครปรับเปลี่ยนได้ ความหวังในใจของคนมูลนิธิฯ ที่มีต่อกิจการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งช่วยกันเริ่มต้นและร่วมใจกันทำงานมาอย่างยาวนานไม่น้อยก็อาจพองฟูขึ้นมาบ้างก็ได้


จับกระแสพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น > ประวัติศาสตร์และพิพิทธภัณฑ์ท้องถิ่น > ในความเคลื่อนไหว > จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๙๗ (ม.ค. - มี.ค. ๒๕๕๖)

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 13:59 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.