หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"เรื่องเล่าชาวบางกอก" มิติที่ขาดหายในพิพิธภัณฑ์ของคนกรุง
บทความโดย ปกรณ์ คงสวัสดิ์
เรียบเรียงเมื่อ 5 มี.ค. 2561, 16:29 น.
เข้าชมแล้ว 664 ครั้ง

 

ชีวิตผู้คนชาววังเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตชาวบ้านในย่านต่างๆ แล้วให้ความสำคัญมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

หากกล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยและเปิดตัวไปไม่นานมานี้ โดยเป็นการซ่อมแซมตัวอาคารเก่าแก่ หัวถนนราชดำเนินกลางติดกับลานมหาเจษฎาบดินทร์ แล้วเสร็จและเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนในนาม “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์เอาไว้ในอาคารริมถนนสายประวัติศาสตร์ “ราชดำเนิน”

 

นิทรรศน์รัตนโกสินทร์นำเสนอเรื่องราวกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านห้องจัดแสดง ๗ ห้อง ซึ่งตั้งชื่อไว้อย่างคล้องจองกัน คือ รัตนโกสินทร์เรืองโรจน์ เป็นการย้อนอดีตไปสู่ครั้งเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เกียรติยศแผ่นดินสยาม ให้ภาพจำลองของพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามเรืองนามมหรสพศิลป์ บอกกล่าวถึงมหรสพและการละเล่นนานาชนิด อาทิ หนังใหญ่ โขน ละคร และหุ่น ที่พระมหากษัตริย์ทรงอุปถัมภ์และโปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดงในโอกาสต่างๆ 

 

ลือระบิลพระราชพิธี พระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ความหมายของการเสี่ยงทายผ้านุ่งและคำทำนายอาหารเลี้ยงพระโคทั้ง ๗ อย่าง เป็นต้น พร้อมทั้งชื่นชมเรือพระที่นั่งในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค

 

สง่าศรีสถาปัตยกรรม เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรม วัด วัง และบ้าน ซึ่งมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสมัยตามความเจริญที่เข้ามา การรับเอาศิลปวัฒนธรรมจากจีนและชาติตะวันตกมาปรับใช้ 

 

ดื่มด่ำย่านชุมชน เป็นการชมผลงานการสร้างสรรค์จากชุมชนต่างๆ จาก ๑๒ ชุมชน

 

เยี่ยมยลถิ่นกรุง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวบนเกาะรัตนโกสินทร์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยและชาวต่างประเทศ

 

ต้องยอมรับว่านิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นพิพิธภัณฑ์แบบใหม่ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้ไม่น้อย โดยเน้นเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์สื่อผสม ๔ มิติ ทั้งแสง สี เสียง และแบบจำลองต่างๆ โดยตัวบทจัดแสดงเน้นนำเสนอภาพกรุงรัตนโกสินทร์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์เป็นสำคัญ

 

แต่หลังจากได้เดินดูจนจบแล้วก็เกิดมีคำถามขึ้นมาว่า กรุงเทพฯ คือใคร ? เพราะสิ่งที่นำเสนอผ่านภาพ เสียง และคำบรรยายต่างๆ เน้นภาพวัด วัง เน้นศิลปวัฒนธรรมเป็นสำคัญ แต่สำหรับบ้านหรือย่านชุมชนถูกลดทอนเหลือเพียงเป็นแหล่งจับจ่ายอาหารอร่อยและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของแต่ละชุมชน จนมองไม่เห็นชีวิตวัฒนธรรมว่าพวกเขาเป็นใคร และย่านดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไรกับนครหลวงแห่งนี้ จึงน่าเสียดายยิ่งที่เรื่องราวแต่ละชุมชนไม่ถูกนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑ์ของคนกรุงเทพฯ

 

ส่วนของนิทรรศการบอกเล่าเรื่องต่างๆ ในกรุงเทพฯ 

 

จึงขอยกตัวอย่างย่านสำคัญและอยู่ไม่ไกลจากนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เท่าไรนัก  เช่น ย่านบางลำพู ที่ถือเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ จากหนังสือ ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯ ของ ส. พลายน้อย ได้กล่าวถึง บางลำพู ว่า เป็นย่านตลาดการค้าสำคัญ แต่ในสมัยก่อนยังเป็นทุ่งนาวัดชนะสงคราม ในสมัยเก่าก่อนบริเวณดังกล่าวมีชาวมอญอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากจึงได้สร้างวัดขึ้น คือ วัดตองปุ ต่อมารัชกาลที่ ๑ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดชนะสงคราม เหตุที่เรียก บางลำพู เป็นที่เข้าใจว่าน่าจะมีต้นลำพูมาก ดังเช่นหนังสือนิราศโบราณได้กล่าวถึงต้นลำพู แม้แต่วัดสังเวชวิศยารามก็มีชื่อเดิมว่าวัดบางลำพูมาก่อน แต่เดิมเขียน บางลำภู นั้นเขียนตามตำราภาษาไทยของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ในราว พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐ มีผู้แสดงความเห็นว่าควรแก้เป็น บางลำพู และสถานที่แห่งแรกที่แก้เป็นบางลำพูคือ ที่ทำการไปรษณีย์บางลำพู ถนนสิบสามห้าง

 

ย่านบางลำพูเริ่มเจริญขึ้นเมื่อตัดถนนจักรพงษ์ต่อมาจากถนนเจ้าฟ้าขึ้นไปถึงสะพานนรรัตนสถาน และตัดถนนต่อไปถึงสามเสนขึ้นไปถึงถนนนครชัยศรี ทำให้เกิดมีบ้านเรือนสองฝั่งถนน และเมื่อมีผู้คนมากเข้าก็มีตลาดเกิดขึ้นตามมามีชื่อว่า ตลาดบางลำพู หรือ ตลาดยอด ในหนังสือนิราศพระราชวังสวนดุสิตได้กล่าวถึงตลาดนี้ไว้เช่นกัน  ต่อมาบางลำพูได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากเกิดไฟไหม้

 

สำหรับตลาดบางลำพูถือเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของที่ได้รับความนิยมมาก โดยในสมัยนั้นแหล่งค้าขายที่รู้จักกันดีคือ เยาวราช พาหุรัด และบางลำพู และร้าน “นพรัตน์” ร้านขายเสื้อเชิ้ตแห่งแรกของเมืองไทยก็เป็นหนึ่งในร้านค้าที่สำคัญของย่านนี้ด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนี้ย่านบางลำพูยังถือเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรม เพราะในย่านนี้เป็นที่ตั้งของสำนักนาฏศิลป์และดนตรีไทยหลายสำนัก ทั้งโรงละครร้อง วิกลิเก และโรงหนังพากย์ ฯลฯ อีกทั้งด้วยบรรยากาศของบ้านขุนนางเก่าแก่บนถนนพระอาทิตย์ ทำให้เมื่อเวลามีการจัดงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม หรืองานศิลปะต่างๆ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้จัดเสมอ

 

มิใช่แค่เพียงเรื่องราวในอดีตที่แสดงถึงความเก่าแก่ของย่านดังกล่าวเท่านั้น แต่เรื่องราวของชุมชนยังมีพลวัตของตนเองไปตามกาลเวลา คือ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ อาจารย์สมปอง ดวงไสว อาจารย์ประจำโรงเรียนวัดสังเวช ได้เขียนบทความ “ลำพูต้นสุดท้ายที่บางลำพู” เพื่อยืนยันที่มาของชื่อ “บางลำพู” ซึ่งอาจารย์สมปองและชาวชุมชนบางลำพูได้ออกค้นหาจนพบต้นลำพูต้นสุดท้ายตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยาบริเวณสวนสันติชัยปราการ ซึ่งปัจจุบันลำพูต้นนี้แตกลูกแตกหลานออกมาอีกจำนวนหลายต้น

 

อีกสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นชุมชนของชุมชนบางลำพูที่รวมตัวกันเป็น “ประชาคมบางลำพู” จุดเริ่มต้นของประชาคมเริ่มมาจากการจัดงานถนนคนเดินบนถนนพระอาทิตย์ครั้งแรก คนในชุมชนได้มีการร่วมประชุมกันหลายครั้งจนงานเสร็จ มีความสนิทสนมกันจึงพูดคุยกันว่าน่าจะรวมตัวกันเป็นประชาคมขึ้น โดยงานของประชาคมก็คือการส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และผลงานหนึ่งที่มาจากความร่วมมือของชาวประชาคมบางลำพูก็คือ เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๕๔๒ ได้มีการรวมตัวกันต่อต้านการรื้อโรงพิมพ์คุรุสภา ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่อยู่ข้างป้อมพระสุเมรุ ตามอายุก็สมควรแก่การอนุรักษ์ อีกทั้งยังเป็นโรงเรียนสอนพิมพ์แห่งแรก  ผลจากการเคลื่อนไหวของประชาคมฯ ช่วยให้อาคารเก่าแก่หลังหนึ่งยังคงอยู่ต่อไปเคียงคู่ย่านบางลำพู

 

ภาพจากประวัติชุมชนย่านบางลำพูเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเป็นกรุงเทพฯ ซึ่ง “นิทรรศน์รัตนโกสินทร์” ควรเป็นพื้นที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนที่สร้างบ้านเรือน รวมตัวเป็นชุมชน ย่านต่างๆ ผู้คนซึ่งสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ควรมีตัวตนและร่องรอยมากกว่าที่เป็นอยู่

 

สิ่งสำคัญคือ การบอกเล่าอันเทียมเท่าพิพิธภัณฑ์เมืองหรือพิพิธภัณฑ์ของนครหลวงแห่งนี้ ไม่ควรเน้นเพียงความทันสมัยของการจัดแสดง แต่ควรมีพื้นที่สำหรับผู้คนอันหลากหลายกลุ่มเหล่าและชาติพันธุ์ที่รวมตัวกันขึ้นมาเป็นคนกรุงเทพฯ แม้ในย่านเก่าแก่ของเมืองก็เต็มไปด้วยชีวิตของคนที่อยู่อาศัยในเมืองประวัติศาสตร์อันสำคัญของชาติไทยที่ยังมีตัวตนและลมหายใจ แต่ถูกผลักดันให้กลายเป็นย่านเก่าใช้เพื่อการท่องเที่ยวและแสวงหาอาหารอร่อยเสียเท่านั้น

 

จับกระแสพิพิธภัณฑ์ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๕ (ก.ค.-ส.ค.๒๕๕๓)

 

อัพเดทล่าสุด 5 มี.ค. 2561, 16:29 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.