อดีตคือความเป็นมนุษย์อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นทุกหนทุกแห่งจะมีอดีต สภาพการมีอดีตสร้างจิตสำนึกและฐานความรู้ร่วมกันแก่มนุษย์ได้
การทำความเข้าใจเรื่องราวของอดีตอย่างถูกวิธีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกระบวนการท้องถิ่นพัฒนา [Localization] ในอันที่จะเลือกรับและปรุงแต่งวัฒนธรรมใหม่จากภายนอกให้เข้ากันได้กับพื้นฐานวัฒนธรรมชุมชนเดิมของตน ซึ่งจะเป็นตัวคานหรือถ่วงดุลกับกระแสโลกานุวัตร [Globalization] คือการดำเนินไปตามกระแสโลกหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจของโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวนั่นเอง
แต่ทว่ากระบวนการที่รัฐกำลังทำอยู่โดยอ้างว่าเพื่ออนุรักษ์อดีตกลับเป็นไปเพื่อการทำลายสำนึกทางวัฒนธรรมและตัดรากเหง้าของคนและชุมชนโดยแท้ แม้กระทั่งกิจกรรมในปีรณรงค์และสืบสานวัฒนธรรมไทยในปีที่ผ่านมาและปีนี้นั้นก็เป็นไปอย่างมอมเมา ไม่มีความเข้าใจแก่นของวัฒนธรรมว่าเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวมีชีวิต เปลี่ยนแปลงไปได้ตามบริบทของสังคมนั้น หาใช่สิ่งซึ่งตายซากไปจากชีวิตประจำวันและนำมาโหมโฆษณากันอย่างเฟื่องฟูในรูปแบบของการแต่งกาย ละเม็งละคร หรือขับร้องฟ้อนรำอันเป็นแต่เพียงภาพพจน์ภายนอกไม่ที่สำคัญการเข้าไปดำเนินการใดๆ ในท้องถิ่นขณะนี้ไม่มีความเคารพต่อคนหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นแม้แต่น้อย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการพัฒนาทางกายภาพของแหล่งโบราณสถานวัตถุและการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยหน่วยงานของรัฐคือกรมศิลปากรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

โบส์ที่วัดกุฎิ บ้านบางเค็ม จังหวัดเพชรบุรี
เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมาข้าพเจ้ามีโอกาสไปสำรวจเก็บข้อมูลและถ่ายภาพในจังหวัดเพชรบุรี ได้ไปที่วัดกุฏิบางเค็ม ในเขตอำเภอเขาย้อย วัดนี้มีโบสถ์ไม้สักแกะสลักบานประตูแลผนังด้านนอกทั้งหลังด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น นับว่าเป็นของสำคัญมากทีเดียวแต่ทราบจากอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว แห่งวิทยาลัยครูเพชรบุรีว่า กรมศิลปากรได้มาทำการปฏิสังขรณ์ด้วยวิธีการประมูลรับเหมา และบริษัทที่ได้รับเลือกในการประมูลนั้นแทนที่จะใช้ช่างชาวเพชรบุรีซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และล้วนเป็นที่รู้จักกันดีในด้านฝีไม้ลายมือ ก็กลับไปใช้ช่างจากทางภาคเหนือแทน ซึ่งมีเทคนิคการทำงานต่างจากทางเพชรบุรี
ซึ่งปรากฏว่าพอทำแล้วเกิดความบกพร่องในเรื่องการไม่ใช้เทคนิคการเข้าไม้แบบของช่างเพชรบุรีแต่โบราณ ทำให้งานออกมาไม่ได้คุณภาพ ทั้งที่ใช้งบประมาณสูงถึงกว่า ๔ ล้านบาท เรื่องนี้เป็นที่โกรธเคืองไม่พอใจของบรรดาช่างและผู้รู้ของเมืองเพชรบุรีเป็นอย่างมาก
ตัวอย่างทำนองเดียวกันกับที่วัดกุฏิกำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพราะที่ผ่านมา รัฐรวบอำนาจการตัดสินใจและดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดมาไว้ที่ส่วนกลางคือกรมศิลปากร ให้หน่วยราชการไปสั่งการชาวบ้าน นับเป็นหนทางที่ไม่ได้สร้างความงอกงามให้แก่กระบวนการท้องถิ่นพัฒนาเลยแม้แต่น้อย เพราะจำนวนโบราณสถานวัตถุของประเทศมีมากมายนับพันแห่ง
ในทำนองตรงข้ามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในด้านการอนุรักษ์ของกรมศิลปากรกลับมีน้อยแทบนับตัวได้ เมื่อมีงบประมาณมากเข้าก็แก้ปัญหาพอให้ผ่านไปโดยว่าจ้างบริษัทรับเหมาให้เข้ามาดำเนินการแทน ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันดีว่าบริษัทรับเหมาในเมืองไทยนั้นถนัดแต่ในการสร้างอาคารสมัยใหม่ หามีความเชี่ยวชาญในการทำงานอนุรักษ์โบราณสถานเชิงวิชาการที่ต้องใช้บุคลากรและระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอไม่
สถานการณ์ในเมืองไทยขณะนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีความขัดสนในเรื่องงบประมาณหรือเทคโนโลยี หากแต่มีปัญหาในเรื่องขาดแคลนบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นการที่มีข่าวว่ากรมศิลปากรจะขอเงินงบประมาณจำนวนกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาทจากรัฐบาลมาบูรณะโบราณสถานเพื่อเน้นให้คนมาท่องเที่ยวเป็นหลักนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นนโยบายอย่างตื้นเขินของประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งจะไม่มีผลในทางก้าวหน้าใดๆ นอกจากโน้มนำให้เกิดการคอรัปชั่นขนานใหญ่และนำพาความวิบัติอย่างโหญ่หลวงมาสู่แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้มีผลอย่างยิ่งในการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพของโบราณสถาน องค์ประกอบโดยรวมของตัวอาคารโบราณสถานถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง นับเป็นการทำลายคุณค่าโดยแท้ ข้าพเจ้าคิดว่า ภายในเวลา ๑๐ ปีข้างหน้าเป็นอย่างมาก จะไม่มีอะไรเหลือให้ดูอีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่ถูกหลักวิชาการทั้งสิ้น โดยที่คนรุ่นต่อไปจะไม่มีความรู้ความเข้าใจเลยว่าจริงๆ แล้ว ความสำคัญและความหมายของโบราณสถานวัตถุของชาติคืออะไรกันแน่


การแกะไม้บนผนังโบสถ์ที่วัดกุฎิ บางเค็ม
ยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึงหนทางแก้ไข ประการแรกข้าพเจ้าคิดว่าประชาชนทั่วไป สื่อมวลชน รวมทั้งกรมศิลปากรเองด้วยจะต้องสลัดความคิดที่ว่ากรมศิลปากรทำอะไรแล้วถูกต้องทั้งหมดออกไปเสียก่อน เลิกคิดว่างานตีตรากรมศิลปากรคือ “แบบอย่าง” ที่ถูกต้องที่สุด ปัญหาสำคัญเวลานี้ก็คือเรายังขาดกลไกในการประเมิน เพราะกรมศิลปากรผูกขาดงานไว้ทั้งหมด แต่ไม่เปิดโอกาสให้มีการประเมินงานที่ทำออกมา
ในหน่วยงานอื่นๆ ทุกแห่งเขาจะมีการประเมินทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่นเมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงานจัดทำโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำสงคราม เมื่อมีการทำแผนสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จแล้วก็มีการประเมินทันที โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกสถาบันมาร่วมให้ข้อคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ จนกระทั่งในส่วนของผลการสำรวจผลกระทบด้านโบราณคดีและมานุษยวิทยานั้นมีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอ จำเป็นต้องทำการสำรวจเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอีก เป็นต้น
จะเห็นว่างานด้านสิ่งแวดล้อมมีการประเมินทุกโครงการ แต่งานด้านวัฒนธรรมไม่เคยมีการประเมินเลย
ประการต่อไป จะต้องกระจายกำลังคนที่พัฒนาแล้วไปยังท้องถิ่น เพิ่มหลักสูตรอบรมต่างๆ แก่ท้องถิ่น เพื่อให้สามารถดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมได้ด้วยตนเอง มาตรการนี้ในอีกทางหนึ่งจะเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาฝีมือช่างในท้องถิ่นให้เติบโตและมีการสืบทอดต่อไปอีกด้วย ข้าพเจ้าคิดว่าถ้ามีการกระตุ้นให้คนเข้าใจ เขาก็มีความสามารถที่จะทำงานอนุรักษ์ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นทางส่วนกลางก็ควรจะได้กระจายงบประมาณออกไปให้คนและสถาบันเหล่านี้ทำกันเองได้