หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
รู้จักเวียดนามจากประวัติศาสตร์สองข้างทาง
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ต.ค. 2548, 16:12 น.
เข้าชมแล้ว 8862 ครั้ง

 

สองข้างทางของเวียดนามซึ่งเป็นการคมนาคมขนส่งหลักในปัจจุบัน

 

ถ้าพูดกันถึงเรื่องความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในภูมิภาคแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ข้าพเจ้าต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นว่า รู้ประวัติศาสตร์เวียดนามน้อยและล้าหลังกว่าบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นมาก

 

ทั้งนี้ก็เพราะบรรดาชื่อสถานที่ บุคคล และเรื่องราวอะไรต่างๆ นั้นเรียกยากออกสำเนียงก็ยาก ฟังผิดๆ ถูกๆ ไม่รู้สึกคุ้นหูเป็นบาลีสันสกฤตเท่ากับลาว เขมร และพม่า แต่ดูกระเดียดไปทางจีนมากกว่า

 

เมื่อเรียกยากอ่านยาก ก็เลยไม่อยากจำและนำไปคิด เพราะคนสมองช้าๆ เช่น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เวียดนามทีไรก็ยิ่งสับสนขึ้นทุกที  จนดูเหมือนมีเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เวียดนามที่เป็นเรื่องของพวกจามเท่านั้น ที่ข้าพเจ้าสนใจและเรียนรู้ได้ดีกว่าเรื่องของคนเวียด

 

ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องสนใจประวัติศาสตร์เวียดนามอย่างกระตือรือร้นก็คือเมื่อมีโอกาสไปเที่ยวตามท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสิ่งที่พบเห็นสองข้างทาง

 

แต่ก่อนการออกไปเที่ยวจำเป็นต้องดูแผนที่ เพื่อให้เห็นลักษณะภูมิประเทศที่สัมพันธ์กับสังคมท้องถิ่นเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าควรไปที่ไหน เขตใดก่อนแล้วคราวต่อไปควรไปที่ไหนอีกจะได้สะสมไว้เพื่อนำมาเชื่อมโยงให้เห็นภาพรวม

 

ในความรับรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของข้าพเจ้าแม้ว่าเวียดนามจะแบ่งเป็น ๓ ภาคใหญ่ๆ คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ จากลักษณะทางการเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ก็ตาม แต่ความซับซ้อนทางสังคมของแต่ละภาคก็ต่างกัน

 

ภาคกลางดูไม่มีความซับซ้อนเท่าภาคเหนือและภาคใต้ตามลักษณะภูมิศาสตร์ที่เห็นได้จากแม่น้ำที่ต่างกัน

 

ภาคเหนือมีแม่น้ำแดงเป็นแม่น้ำสายใหญ่และยาว ต้นน้ำมาจากเทือกเขาในเขตมณฑลยูนนานของจีนตอนใต้ ก่อนกลายเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านที่ราบลุ่มเวียดนามไปออกทะเลทางทิศตะวันออกของเมืองฮานอย มีลำน้ำ ลำห้วยหลายสายไหลลงจากที่สูงผ่านที่ราบลุ่มทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของคนหลายกลุ่มเหล่า ตั้งแต่บริเวณต้นน้ำลงมาจนถึงปลายน้ำ อีกทั้งมีพัฒนาการขึ้นเป็นรัฐมาตั้งแต่สมัยโบราณมีเมืองสำคัญอยู่ที่ฮานอย

 

ความเป็นเวียดนามเกิดขึ้นในภาคนี้ก่อน แต่ความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและผู้คนในภูมิภาคนี้ อาจแลเห็นได้ไม่เพียงแต่ระหว่างบริเวณต้นน้ำกับปลายน้ำเท่านั้น หากยังเห็นได้จากฝั่งเหนือหรือฝั่งใต้ของแม่น้ำแดงอีกด้วย

 

ภาคกลางเป็นพื้นที่ขนานไปกับชายทะเลซึ่งอยู่ทางตะวันออกและเทือกเขาที่อยู่ทางตะวันตก เป็นพื้นที่ยาวจากเหนือลงใต้ มีลำน้ำสายสั้นๆ หลายสายไหลลงจากเทือกเขาไปออกทะเล ลำน้ำที่ใหญ่และยาวกว่าสายอื่นๆ คือลำน้ำหอมไหลผ่านเมืองเว้อันเป็นเมืองหลวงโบราณของเวียดนามไปออกทะเล บ้านเมืองจะเกิดขึ้นตามลำน้ำสั้นๆ เหล่านี้และตำแหน่งเมืองสำคัญมักพบในบริเวณใกล้ทะเล  ความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์อีกประการหนึ่งของภาคกลางก็คือ มีแนวสันทรายค่อนข้างสูงยาวขนานไปกับชายทะเล ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณชายหาดลาดลึกจนไม่เหมาะกับการออกไปว่ายน้ำในทะเลของนักท่องเที่ยว

 

ภาคกลางแต่เดิมไม่ใช่ถิ่นฐานของคนเวียด หากมีคนหลายเผ่าพันธุ์อยู่บนที่สูงในเขตภูเขาและบริเวณที่ราบลุ่ม เป็นบ้านเมืองของคนจาม ซึ่งแต่ก่อนก็คืออาณาจักรจามปา

 

ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ติดต่อกับภาคกลาง แต่อยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง อาจกล่าวได้ว่าเป็นเขตปากแม่น้ำโขงก็ว่าได้  แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่และยาว มีต้นน้ำอยู่ในเขตมณฑลยูนนานของจีนตอนใต้ ผ่านจีน พม่า ลาว ไทย และเขมร มายังเวียดนาม

 

ในเขตปากแม่น้ำโขงของเวียดนามใต้นี้ แม่น้ำโขงแตกออกเป็นลำน้ำย่อยๆ ถึงเก้าสาย แต่ละสายก็มีความกว้างใหญ่ในตัวเอง ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียดนามใต้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นฐานปลูกข้าวที่สำคัญ นับได้ว่าภาคนี้อุดมสมบูรณ์กว่าสองภาคแรกที่กล่าวมา

 

การตั้งถิ่นฐานของผู้คนมักอยู่ตามสองฝั่งลำน้ำสายต่างๆ มีทั้งผู้คนที่อยู่บนบกและในน้ำ ลำน้ำเหล่านี้ยังเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญด้วย เพราะการขนส่งและเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้นยังต้องอาศัยลำแม่น้ำอยู่

 

คนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคใต้มีหลายเผ่าพันธุ์ มีอาชีพทั้งเกษตรกรรมและค้าขาย นับเป็นสังคมพ่อค้ามากกว่าชาวนาบริเวณปากแม่น้ำโขงนี้ มีพัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมืองและรัฐเก่าแก่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญ คือเคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรฟูนันและเจนละน้ำ อันเป็นต้นเค้าของอาณาจักรเมืองพระนคร ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในเขตประเทศกัมพูชา

 

ในช่วงสิบสี่ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวเวียดนามอย่างกว้างๆ มาแล้วแทบทุกภูมิภาค ยังขาดอยู่ก็แต่เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณตอนเหนือสุด นับตั้งแต่ฝั่งเหนือของแม่น้ำแดงขึ้นไป การเห็นอะไรต่ออะไรตามสองข้างทางเวลาไปเที่ยวแต่ละคราวนั้น นับว่าจุดประกายความสนใจให้ต้องไปอ่านหาความรู้จากเอกสารและหนังสือเพิ่มเติมอยู่เสมอ แม้เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวอีกครั้งในเขตเดิม บริเวณเดิม ก็ได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกมาก เพราะสามารถเห็นอะไรได้ลึกซึ้งและเชื่อมโยงได้

 

แต่สิ่งที่สำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ก็คือแลเห็นความเปลี่ยนแปลงจากอดีตมาจนปัจจุบัน

 

ดังนั้น ประวัติศาสตร์สองข้างทางของข้าพเจ้าจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา [Living history] ไปแล้วอยากไปอีก เพราะสิ่งที่พบเห็นมักเปลี่ยนไปจากครั้งก่อนๆ ที่แล้วมาตลอดเวลา โดยเฉพาะเวียดนามในยุคฟื้นฟูและพัฒนานี้ อัตราการเปลี่ยนแปลงแทบทุกท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาคนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทุกวันก็ว่าได้ 

 

 

                                                       ปราสาทจามที่โปกลงกาไร

 

แต่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของเวียดนามนั้นต่างกับไทยโดยสิ้นเชิง เพราะล้วนมาจากข้างล่าง หรือภายในของแต่ละท้องถิ่นก่อน ส่วนของไทยมักเน้นการเปลี่ยนแปลงจากข้างบน จากส่วนกลางเป็นสำคัญ ผลของการเปลี่ยนแปลงจึงแตกต่างกันคือเวียดนามยังสามารถรักษาความแตกต่างและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นไว้ได้ เพราะเอาทั้งของที่มีอยู่แล้วภายในแต่เดิมมาผสมผสานกับสิ่งใหม่ๆ ที่มาจากภายนอกอย่างเหมาะสมและมีดุลยภาพ

 

ในขณะที่ของไทยเน้นการเอาของที่มาจากภายนอก ไม่ว่าจะต่างถิ่น ต่างด้าว และต่างดาว ผ่านส่วนกลางลงมาครอบงำท้องถิ่น จนทำให้ของภายในแต่เดิมที่ยังมีความหมายความสำคัญหมดสิ้นไป

 

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงแบบไทยๆ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำอะไรต่ออะไรให้เหมือนกันทั่วประเทศ จนแลไม่เห็นความหลากหลายของท้องถิ่น ในที่สุดเรื่องนี้ก็เลยลามปามไปถึงการเอาชื่อของชาติพันธุ์ไทมาเป็นเชื้อชาติไทย เพื่อทำให้คนที่มีอยู่หลากหลายชาติพันธุ์ [Ethnicity] ต้องกลายเป็นคนเชื้อชาติไทย [Thai race] จนหมดสิ้นทั้งชื่อประเทศและชื่อเรียกผู้คน

 

ประวัติศาสตร์สองข้างทางที่เวียดนามที่ข้าพเจ้าเพิ่งไปเที่ยวมาเมื่อไม่นานนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่นในเวียดนามตอนกลาง อันเป็นเขตชายทะเลที่มีทั้งทุ่งนา และแนวเขาขนานไปกับชายฝั่งทะเลจากใต้ขึ้นเหนือ โดยข้าพเจ้าขอกำหนดเอาจากสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตั้งแต่เมืองฟานเที๊ยดขึ้นไปจนถึงเมืองดานังเป็นสำคัญ

 

ข้าพเจ้าเดินทางจากนครโฮจิมินห์ในทางตอนใต้ที่เป็นเขตเดลต้า หรือดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงผ่านเข้าสู่พื้นที่แห้งแล้งตามถนนสายที่ ๑ ซึ่งยาวตลอดไปจนถึงกรุงฮานอยในเวียดนามเหนือ

 

พอเข้าเขตเมืองฟานเที๊ยด ก็แลเห็นลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแบบเดียวกันของพื้นที่เวียดนามตอนกลางไปตลอดสองฝั่งถนน คือที่เป็นทุ่งโล่งทุ่งนา ระหว่างเขาและชายทะเลที่เว้าแหว่งเป็นอ่าวเล็กๆ ตลอดทาง โดยเฉพาะตามชายฝั่งทะเลแลเห็นแนวสันทรายสูง ดูเสมือนกำแพงยาวกั้นระหว่างชายหาดริมทะเลกับบริเวณทุ่งโล่งและทุ่งนา แต่ก็มีช่องว่างตามสันทรายตรงจุดที่ลำน้ำไหลจากที่สูงไปออกทะเล ซึ่งในทางภูมิศาสตร์เรียกว่า“ลากูน” [Lagoon] ทำให้บริเวณปากน้ำเหล่านี้ดูเหมือนเป็นพื้นน้ำใหญ่ภายใน เรือค้าขายตามชายฝั่งตั้งแต่สมัยโบราณสามารถแล่นเข้ามาจอดได้อย่างปลอดภัยจากคลื่นลม

 

บรรดาชุมชนเมืองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนปัจจุบันพัฒนาขึ้น ณ บริเวณปากน้ำเหล่านี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริเวณแนวสันทรายที่อยู่ใกล้ทะเลเหล่านี้ ปัจจุบันพบแหล่งโบราณคดีที่เป็นชุมชนและแหล่งฝังศพของคนยุคเหล็ก สมัยวัฒนธรรมซาหวิ่งห์ ซึ่งบรรดานักโบราณคดีเวียดนามเชื่อว่าเป็นบรรพชนของคนชนชาติจามที่เคยสร้างรัฐและอาณาจักรในพื้นที่เวียดนามตอนกลาง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓

 

ร่องรอยของอารยธรรมจามที่เป็นฮินดู-พุทธมหายานยังเหลือให้เห็นจากบรรดาปราสาทจามที่ก่อด้วยอิฐ สร้างอยู่บนเนินเขาของแทบทุกเมือง นับแต่เมืองฟานเที๊ยดขึ้นไปจนถึงดานัง ซึ่งเป็นลักษณะที่บ่งบอกให้เห็นว่า บรรดาเมืองสำคัญของพวกจามอยู่บริเวณเนินเขาใกล้ปากแม่น้ำลำน้ำนี้เอง

 

อย่างเช่นเมืองฟานเที๊ยดนั้น แลเห็นปราสาทจามบนเนินเขาได้แต่ไกล คนเวียดนามปัจจุบันใช้พื้นที่เนินเขาเหล่านี้เป็นที่ฝังศพของผู้คนในเมืองเพราะฉะนั้นจึงแลเห็นความแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ของคนตายและคนเป็นที่อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสัดส่วน

 

ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเป็นทุ่งนา หรือที่เพาะปลูก มีไร่แก้วมังกรและองุ่นสลับกันไป เป็นเรื่องของคนเป็น แต่บนที่สูงเนินเขาและสันทรายก็คือที่อยู่ของคนตาย  การดำรงอยู่ของแหล่งฝังศพเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรับอิทธิพลประเพณีนับถือบรรพบุรุษ [Ancestor worship] จากคนจีน ซึ่งก็ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างเวียดนามกับชาติเพื่อนบ้าน เช่น ไทย เขมร ลาว และพม่า ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากทางอินเดีย

 

จากเมืองฟานเที๊ยด ก็มาถึงเมืองฟานรางผ่านหมู่บ้านจามที่นอกจากเพาะปลูกทำประมงแล้วก็ยังเลี้ยงวัวเป็นฝูงๆ ด้วย บริเวณนี้ยังคงพบปราสาทจามตามสองข้างทางและบนที่สูงเป็นแห่งๆ ไป จนมาถึงเมืองญาจางเมืองชายทะเลที่นับได้ว่าสวยงามที่สุดของประเทศในขณะนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองสำคัญของจามมาก่อน ซึ่งนอกจากแลเห็นปากน้ำใหญ่โตที่เรือนานาชนิดสามารถเข้ามาจอดได้แล้วยังมีปราสาทโปนาคาเทวสถานที่สำคัญที่สุดของรัฐจามฝ่ายใต้ตั้งอยู่

 

ปราสาทโปนาคาเป็นกลุ่มปราสาทที่สวยงาม และยังเป็นศาสนสถานที่คนทั้งประเทศพากันมากราบไหว้ เพราะยังเคารพเทพสตรีที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนจามฝ่ายใต้อยู่

 

แต่สิ่งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายในท้องถิ่นของสังคมเวียดนามก็คือ ชุมชนบ้านและเมืองที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ชุมชนบ้านเห็นได้จากบรรดาบ้านเรียงรายขนานไปทั้งสองฝั่งถนน รูปแบบคล้ายคลึงกันโดยเริ่มตั้งแต่บ้านติดดินขนาดสามหรือสองห้อง ตั้งอยู่ภายในเนื้อที่พอปลูกต้นไม้และพืชผักได้ตามสมควร

 

บ้านชาวนามักมีพื้นที่หน้าบ้านให้ตากข้าวและฝัดข้าวได้บ้าง แต่ถ้ายังไม่พอก็อาจอาศัยที่สาธารณะริมถนนตากข้าวร่วมกันได้ ชุมชนบ้านแต่ละแห่งมักมีวัดพุทธมหายาน หรือโบสถ์คริสต์ศาสนาเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งมีพื้นที่ใกล้บ้านหรือในท้องทุ่งเป็นที่ฝังศพของคนในครอบครัวและชุมชน

 

ในขณะที่ชุมชนเมืองสังเกตได้จากบ้านและอาคารห้องแถวเรียงรายสองฟากถนน สลับกับร้านค้าย่านตลาดสด สถานที่ทำการรัฐบาล โรงเรียนที่กลายเป็นโครงสร้างที่โดดเด่นกว่าสถานที่ใดๆ แทบทุกเมืองจะมีอนุสรณ์สถานฝังศพวีรชน มีหลุมศพที่จารึกชื่อไว้อย่างเป็นระบบ

 

ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่พัฒนาจากข้างในนั้น เห็นได้จากบ้านและร้านค้าที่เริ่มเปลี่ยนจากบ้านดินหรือบ้านอิฐที่มีสองหรือสามห้องมาเป็นสี่ห้อง และขยายพื้นที่อยู่อาศัยให้ยาวไปทางด้านหลัง ครอบครัวไหนที่ร่ำรวยขึ้นก็สร้างต่อให้เป็นอาคารสองหรือสามชั้นในพื้นที่เดิม ในเมืองก็เช่นเดียวกันมีการต่อเติมอาคารเดิมให้มีหลายชั้น แล้วแข่งกันทาสีสันฉูดฉาดต่างๆ นานา ความเปลี่ยนแปลงที่แลเห็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ามีคนจนและคนรวยเกิดขึ้น แต่ยังไม่ปรากฏสิ่งใดที่ส่อแสดงให้เห็นความเป็นชนชั้น [Class] อย่างเช่นในประเทศไทย

 

แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่แลเห็นการเข้ามาเกี่ยวข้องของบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมีเนียม หรือการรุกล้ำพื้นที่เกษตรแบบเดิมๆ โดยคนต่างถิ่นและต่างด้าวจากภายนอกแม้แต่น้อย  ตลอดเส้นทางสองฝั่งถนน ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และแลเห็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัยอารยธรรมจามมาถึงอารยธรรมเวียด จนกระทั่งสงครามกับอเมริกา  ในด้านประวัติศาสตร์จามนั้น แลเห็นภูมิประเทศและบ้านเมืองสำคัญ เช่น ฟานเที๊ยด ฟานรางญาจางตามที่กล่าวมาแล้ว

 

การบูชาเทพีทุรคาของชาวจามเวียดนามที่ปราสาทโปนาคา

 

จากเมืองญาจาง ก็แลเห็นเมืองสำคัญของจามถี่ขึ้น เช่นที่ตุยหว่าและกุยเญิน ทั้งสองเมืองนี้มีภูมิประเทศทุ่งนาป่าเขา สันทรายและชายทะเลที่มีอ่าวสวยงาม แลเห็นความมีระเบียบเรียบร้อยของบ้านเรือนแบบประเพณีมาแต่เดิม แลเห็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพวกจามและปราสาทสำคัญอีกหลายแห่ง

 

โดยเฉพาะเขาลิงคบรรพตที่อยู่ใกล้ทะเลที่เป็นภูมิทัศน์ [Landmark] ให้แก่นักเดินเรือทางทะเลมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมจาม ณ เมืองกุยเญิน ข้าพเจ้าแลเห็นบ้านเมืองและความอุดมสมบูรณ์ในสมัยจามปา เพราะเป็นที่ตั้งของกรุงวิชัยในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ครั้งนั้น จามมีอำนาจสามารถตีเมืองพระนครของพวกขอมได้ เมืองวิชัยจึงเป็นเมืองร่วมสมัยกับนครธมของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  และเป็นเมืองที่นักวิชาการภาพถ่ายดาวเทียมไร้เดียงสาทั้งไทยและเทศหลายคนเชื่อว่ามีถนนจากเมืองพระนครตัดตรงมายังกรุงวิชัยในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

 

แต่เหนืออื่นใด ชุมชนบ้านและเมืองที่เมืองกุยเยินนี้ยังคงเป็นสังคมชาวนา [Peasant society] ที่แลเห็นการสืบทอดย้อนไปถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว เมืองกุยเญินคือบริเวณที่เกิดการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของชาวนาเวียดนาม ที่คนไทยรู้จักกันในนามว่า กบฏไกเซิน(เต็ยเซอน)เพราะเจ้านายเวียดนามองค์หนึ่งคือองค์เชียงสือได้หนีมาพึ่งไทย แล้วตอนหลังกลับไปปราบดาภิเษกเป็นพระจักรพรรดิเยียลองของเวียดนาม แต่ความรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของคนภายใน คือ คนเวียดนาม โดยเฉพาะพวกปัญญาชนนั้นเต็ยเซอนไม่ใช่กบฏอย่างที่คนไทยเข้าใจ หากเป็นการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของชาวนาที่ถูกรัฐบาลและผู้มีอำนาจกดขี่

 

ครั้งนั้น เวียดนามแบ่งออกเป็นสองส่วน คือเหนือและใต้ภายใต้ราชวงศ์จิ่ญและราชวงศ์เหงวียน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในสองราชวงศ์นี้ ชาวนาได้รับผลเต็มๆ คือถูกกดขี่และคุกคาม

 

ผู้นำชาวนาที่เป็นหัวหน้ากบฏเต็ยเซอนคือเหงวียนเหวะหรือกวางจุงม์เขารวบรวมกำลังชาวนาต่อสู้กับชนชั้นปกครองของทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้จนได้ชัยชนะ สามารถรวมเวียดนามให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นับเป็นวีรบุรุษผู้รวมชาติโดยแท้ กวางจุงม์สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิ  ตลอดพระชนมายุของพระองค์เต็มไปด้วยการต่อสู้และได้รับชัยชนะเรื่อยมา เมื่อสิ้นรัชกาลกวางจุงม์  องค์เชียงสือจึงปฏิวัติได้สำเร็จ

 

กว่างจรุง วีรบุรุษผู้รวมชาติของเวียดนาม

 

ความยิ่งใหญ่ของกวางจุงม์ถูกตราไว้ด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์กวางจุงม์ขึ้น ณ บ้านของกวางจุงม์เมื่อครั้งยังเป็นผู้นำชาวนา ดังนั้นผู้สนใจประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนามจึงไม่ควรพลาดโอกาสเมื่อไปเที่ยวเมืองกุยเญิน คนเวียดนามนั้นชื่นชมและเคารพวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อยู่สองท่าน ท่านแรกคือกวางจุงม์ และท่านที่สองคือโฮจิมินห์หรือ“ลุงโฮ”  ทั้งสองท่านล้วนทำให้เวียดนามเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีเหนือหรือใต้อย่างที่อเมริกาไปจัดการกับเวียดนาม และประเทศทางตะวันออกอื่นๆ 

 

บทบรรณาธิการ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๑ ฉ.๔ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๔๘)

 

อัพเดทล่าสุด 5 เม.ย. 2561, 16:12 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.