สังคมไทย กับความเป็นมนุษย์ที่เปลี่ยนไป

สังคมและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีพลวัต คือจะต้องมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจากความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้และสื่อสารด้วยระบบสัญลักษณ์ อันเป็นภาษาซึ่งแตกต่างไปจากบรรดาสัตว์สังคมอื่นๆ ในพื้นพิภพนี้
ความสามารถในการเรียนรู้และสร้างภาษาสัญลักษณ์ทำให้มนุษย์คิดอะไรใหม่ๆ ทางวัฒนธรรมได้เสมอ ผลที่ตามมาจึงทำให้วัฒนธรรมของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มเหล่าไม่หยุดนิ่ง หากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นจากความจำเป็น ความคิด และการค้นพบอะไรใหม่ๆ ของคนในกลุ่ม หรือแม้กระทั่งการติดต่อรับมาจากคนกลุ่มอื่นภายนอกก็ได้
แต่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์แต่ละกลุ่มหรือแต่ละหมู่เหล่าดังกล่าวนี้ก็มีทั้งผลดีและผลไม่ดี
ผลดีก็คือการที่ผู้คนในสังคมสามารถปรับตัวเองเข้ากับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นของใหม่ได้ โดยไม่มีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้น
ส่วนที่ไม่ดีก็คือการปรับตัวไม่ได้ จนเกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความล่มสลายทางศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ได้
สังคมไทยปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคแห่งการเสื่อมศีลธรรมและความล่มสลายในความเป็นมนุษย์ เพราะแลเห็นได้จากปรากฏการณ์และปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างค่อนข้างสม่ำเสมอในขณะนี้
ตัวอย่างที่โดดเด่นและเป็นข่าวตลอดเวลาก็คือ “พฤติกรรมการคอร์รัปชั่น” ของนักการเมืองที่เป็นนายทุน และบรรดาข้าราชการที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเรียกได้ว่าเป็นวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของชนกลุ่มนี้ก็ว่าได้
ตัวอย่างถัดมาก็คือ “พฤติกรรมทางเพศที่ผิดความเป็นมนุษย์” เช่น พ่อข่มขืนลูก และการสมสู่อย่างสำส่อนของเด็กวัยรุ่น จนเกิดผลตามมา เช่นการติดโรคเอดส์กันอย่างมากมาย
เรื่องนี้รวมไปถึงการซื้อขายยาบ้า ที่ทำให้เด็กและเยาวชนเกือบทั่วไปเสพติดกันอย่างงอมแงมจนสุดที่จะแก้ไขได้ ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากการคอร์รัปชั่น อันเป็นวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของกลุ่มชนชั้นปกครองนั่นเอง
ความสิ้นหวังในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นจากคำกล่าวของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ” พระเถระที่สำคัญรูปหนึ่งของบ้านเมืองที่ว่า จะไปแก้ไขได้อย่างไร เพราะคนที่เป็นใหญ่เป็นโตและมีอำนาจในแผ่นดินทำเสียเอง
การผลิตยาบ้า การซื้อขาย และการเสพยาบ้านี้นับเป็นกระบวนการฆ่าตัวตายทางวัฒนธรรมของคนในชาติโดยแท้ เพราะนอกจากจะทำลายความรู้สึกนึกคิดที่เป็นมนุษย์แล้ว ยังเป็นการทำลายลูกหลานเผ่าพันธุ์ของคนในชาติให้หมดสิ้นไปด้วย
แต่ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายถึงความล่มสลายของศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ได้อย่างสะใจเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ คือเรื่องการฆ่ากันตายและการเสียชีวิตของคนพม่า มอญ ที่ถูกนำเข้ามารับจ้างเป็นแรงงานให้กับบรรดานายทุนที่เป็นอมนุษย์ในประเทศไทย นั่นคือ ได้มีนายหน้าค้าแรงงานที่เป็นชาวพม่าขนคนพม่า มอญ ที่เป็นชาติพันธุ์เดียวกันกับตนอัดแน่นใส่รถมาเป็นจำนวนมาก แล้วเอาผ้าใบคลุมปิดเพื่อแอบเล็ดลอดเข้าเมืองมา ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความเจ็บปวดและขาดอากาศหายใจจนต้องล้มตายไปกว่าสิบคนระหว่างทาง
และเพื่อเป็นการอำพราง จึงนำศพเหล่านั้นไปทิ้งไว้เหมือนทิ้งขยะ
นี่คือกรณีเดียวที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา แต่แท้จริงแล้วความเจ็บป่วยและล้มตายมีมากกว่านี้ และมีมานานแล้วด้วย แต่เผอิญไม่เป็นข่าวเท่านั้นเอง

ข้าพเจ้ารับทราบพฤติกรรมเช่นนี้มานานพอสมควร อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา เมื่อไปที่ชายแดนพม่าในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ก็มีผู้เล่าให้ฟังถึงวิธีการผลักดันแรงงานต่างด้าวที่เป็นพม่ามอญออกไปจากเขตแดนไทย ด้วยการที่ผู้ดำเนินงานใช้วิธีบรรทุกแรงงานดังกล่าวนี้ไปบนรถดัมพ์อย่างแออัด พอถึงที่หมายก็ยกกระบะเทลงเหมือนกับการเทดินทรายลงบนพื้นถนน เกิดอาการเจ็บปวดและบาดเจ็บกันมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดเวทนาช่วยเหลือ ปล่อยให้แยกย้ายกันไปตามยถากรรม
บางคนไปไหนไม่ได้ ก็เล็ดลอดกลับเข้ามาในเขตไทยอีก
การค้าแรงงานและการลักลอบขนแรงงานอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งการผลักดันออกไปด้วยวิธีการโหดร้ายตามที่กล่าวมานี้ ก็คือการค้าทาสอย่างหนึ่งนั่นเอง
ความชั่วร้ายของกระบวนการนี้ก็คือการแลเห็นคนเป็นทาส หรือเป็นสัตว์ ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็น “อมนุษย์” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ครั้นเมื่อมีการสื่อออกไปคนไทยมักจะเอาความเป็นอมนุษย์ของตนไปยัดเยียดให้กับคนชาติอื่น เช่น ไปโทษคนพม่าที่เป็นนายหน้าขนแรงงานเข้ามา ว่าเป็นเหตุให้เกิดการตายหมู่เช่นนี้ขึ้น
เราไม่เคยคิดดูว่า แท้จริงแล้วคนไทยที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนายทุนที่รับแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาทำงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้ผลักดันขนแรงงานไปเททิ้งอย่างโหดร้ายที่ชายแดนนั่นแหละ คืออมนุษย์ตัวฉกาจ
ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือความรู้สึกที่แลเห็นคนเป็นทาสเป็นสัตว์เช่นนี้ดูจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนไทยทั่วไปแล้วในเวลานี้
ผลที่ตามมาก็คือความเปลี่ยนแปลงในความเป็นมนุษย์ในสังคมไทย ซึ่งจะต้องนำมาคิดและทบทวนเป็นอย่างมาก ว่าแต่ก่อนเราไม่เคยมีในสิ่งเช่นนี้ ถ้าจะมีก็มักเป็นเพียงการซุบซิบนินทา หรือประณามกันในสังคม อีกทั้งยังมีการยกและอ้างความมีศีลธรรมและหลักธรรมทางพระศาสนามาว่ากล่าวตักเตือน
แต่เวลานี้ ความเป็นเมืองพุทธศาสนาและความเป็นคนไทยที่โอบอ้อมอารีและใจบุญสุนทาน ดูเหมือนมลายไปสิ้น ดีแต่จะโอ่สิ่งเหล่านี้เพื่อโฆษณาการท่องเที่ยวให้มีรายได้เข้ารัฐเท่านั้น
ปัญหาจึงมีอยู่ว่า อะไรเล่าที่ทำให้นิสัยใจคอของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป
แน่นอน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่มาจากภายนอก ที่หลายคนอาจพูดแบบกำปั้นทุบดินว่ามาจากวัฒนธรรมตะวันตก แต่วัฒนธรรมตะวันตกนั้นก็เป็นวัฒนธรรมของมนุษยชาติเหมือนกัน ดังนั้นก็คงต้องมีอะไรดีๆ ที่ทำให้ดำรงอยู่เรื่อยมาจนมีอิทธิพลเหนือวัฒนธรรมตะวันออกบ้างเป็นแน่
ในความคิดของข้าพเจ้า เห็นว่ามีสิ่งสำคัญสองอย่างที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกนึกคิดของคนไทย
อย่างแรก “ค่านิยมและการมองโลก” คนตะวันตกนั้นมองโลกและจักรวาลในลักษณะที่เป็นระบบธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้และควบคุมได้ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใคร่เห็นความสำคัญของมิติที่เป็นสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ จนทำให้ความคิดในเรื่องทางศาสนากลายเป็นสิ่งท้าทาย ถกเถียง และพิสูจน์กันได้ ความเชื่อในเรื่องโลกหน้าก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไป ปัจจุบันหลายคนเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เมื่อตายแล้วก็สิ้นสุด ไม่อาจพิสูจน์ได้ในเรื่องจิตวิญญาณ ความคิดเช่นนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกและการปฏิบัติตนที่เป็นปัจเจกนิยม หรือกระทั่งวัตถุนิยมได้
อย่างที่สอง อันเป็นผลพวงของความคิดทั้งปัจเจกและวัตถุนิยม ก็คือการมองการดำรงอยู่ของมนุษย์จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะมีความเป็นรูปธรรมกว่ามิติทางด้านอื่นๆ เป็นเหตุให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีขึ้นมามีอิทธิพลควบคู่ไปกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมที่เป็นผลผลิตของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกิดเป็นกระบวนการทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแบบนี้แพร่เข้ามาสู่ตะวันออกและภูมิภาคอื่นๆ ของโลกด้วยการล่าอาณานิคม ที่ในระยะแรกๆ ก็ดูเหมือนเป็นการบังคับให้ผู้คนในภูมิภาคอื่นๆ ต้องยอมรับและเชื่อตาม แต่ว่าเมื่อยุคล่าอาณานิคมผ่านพ้นไปแล้ว ความคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแบบนี้ก็กลับกลายเป็นมรดกตกทอดมายังผู้คนในรุ่นหลังๆ ของบ้านเมืองทางตะวันออกไป
แม้ว่าในประวัติศาสตร์ สังคมไทยจะไม่เคยตกเป็นอาณานิคมทางการเมืองมาก่อนก็ตาม แต่ก็ได้ตกเป็นอาณานิคมทางปัญญา จนต่อเนื่องมาเป็น “ทาสปัญญา” ในทุกวันนี้ เห็นได้ตั้งแต่ครั้งเกิดเหตุความขัดแย้งเรื่องระบบเศรษฐกิจและการเมืองในยุคสงครามเย็น ทำให้โลกแบ่งออกเป็นสองขั้ว คือขั้วทางฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยซึ่งเป็นของแท้แต่ดั้งเดิมของคนตะวันตก กับขั้วทางฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นกระแสต้านทานระบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องความเป็นปัจเจกของมนุษย์ โดยหันมาเน้นเรื่องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นสังคมของมนุษย์เป็นสำคัญ

แต่ที่ผ่านมา สังคมไทยก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยมาโดยตลอด
เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย เมืองไทยและสังคมไทยก็เบ่งบานด้วยพัฒนาการทางเศรษฐกิจทุนนิยมที่เน้นความเป็นปัจเจกอย่างสุดๆ สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือการเติบโตของสังคมอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ ที่ทำลายทั้งสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และในที่สุดก็ลามไปถึงระบบวัฒนธรรมและความเป็นมนุษย์ที่เคยมีมานับหลายร้อยหลายพันปี
แม้ว่าปัจจุบันบ้านเมืองและสังคมกำลังตกอยู่ในภาวะวิบัติและหายนะ อันเนื่องมาจากความล่มสลายของเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีแบบฟองสบู่ แต่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ก็มองไม่เห็นว่าอะไรที่เป็นเหตุแห่งความหายนะ ยังคงยึดมั่นอยู่ในความคิดเก่าๆ ภาพเก่าๆ อย่างเคยมีมา เห็นได้จากพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นที่เห็นแก่ตัว และเพื่อกลุ่มผลประโยชน์ โดยไม่มีทางเข้าใจการอยู่รอดร่วมกันในสังคมเลย
มิใยที่ทั่วโลกมีการเคลื่อนไหวในเรื่องเศรษฐกิจแบบยั่งยืน การพัฒนาแบบยังยืน การนำเอาเรื่องของวัฒนธรรมที่หมายถึงวิถีชีวิต เพื่อเน้นการดำรงอยู่รวมกันในกลุ่มเหล่าและสังคมมาเป็นหลักการ และการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ หรือมิใยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนะให้เคลื่อนไหวในเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียง อันเป็นหนทางแก้ไขความหายนะที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนี้ แต่ทั้งรัฐบาล นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและไม่ค้าน ตลอดจนคนส่วนใหญ่ในสังคมก็หาสำเหนียกไม่ ยังบ้าเห่ออยู่กับความคิดที่เป็นปัจเจกและระบบเศรษฐกิจแบบส่งออกที่เป็นผลผลิตของสังคมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง
เรื่องเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าระลึกถึงคำกล่าวที่เรียกได้ว่าเป็น “สัจธรรม” ของพวกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่ว่า ในลัทธิทุนนิยมเสรีนั้นมี “เมล็ดพันธุ์แห่งการทำลาย” [Seed of destruction] แฝงฝังอยู่ เพราะมุ่งเน้นไปในเรื่องความเป็นปัจเจกจนขาดความเป็นมนุษย์ และความละโมบไม่รู้จักพอเพียง อันนำไปสู่การแย่งชิง เอารัดเอาเปรียบ และการทำลายล้างทรัพยากร ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วยกระบวนการอุตสาหกรรมนั่นเอง
ในทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุที่พวกคอมมิวนิสต์แก้ไขอะไรไม่สำเร็จนั้น อาจเป็นเพราะมองความเป็นมนุษย์จำกัดอยู่ในมิติทางวัตถุนิยมเช่นเดียวกันกับพวกทุนนิยมเสรีนั่นเอง จึงทำให้ระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องการบีบบังคับเสรีภาพในรูปการปกครองที่โหดร้ายและเผด็จการไป
แต่ถ้าหวนกลับไปดูความเป็นมาทางสังคมของคนตะวันออกที่มีมาช้านานกว่าพันปี เราก็จะแลเห็นความสัมพันธ์ของความเป็นมนุษย์กับระบบความเชื่อทางศาสนา ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
ศาสนาคือสถาบันหลักที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีความกรุณา เมตตาธรรม และศีลธรรม แต่สถาบันนี้ไม่อาจจรรโลงความเป็นมนุษย์ของคนไทยได้ในปัจจุบัน จึงเกิดความวิบัติอย่างที่แลเห็น
อีกสถาบันหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ไม่มี ก็คือ “สถาบันการแต่งงาน” นับเป็นสถาบันสากล เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสมสู่เป็นคู่กันทางเพศของมนุษย์นั้น คือกระบวนการทางวัฒนธรรมที่จะจรรโลงความมั่นคงทางสังคม โดยเริ่มตั้งแต่คู่บ่าวสาวไปจนถึงลูกหลานที่เกิดมา
ทุกวันนี้ คนเป็นจำนวนมากไม่คิดถึงเรื่องการแต่งงาน แต่ชอบสมสู่และสำส่อนกันเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน จึงเกิดโรคภัยร้ายแรง เช่นเอดส์ ที่อาจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติลงได้ในที่สุด
ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๑, มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๕)