“ประชาคมเข้มแข็ง แต่ชุมชนอ่อนแอ ? ”
คำถามสำคัญจากวงเสนาสัญจรคนค่อนศตวรรษที่แม่กลอง
![]() |
วันอาทิตย์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมกับประชาคมคนรักแม่กลอง จัดงาน “เสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษ” ขึ้นที่อาคารศาลาเอนกประสงค์วัดเกตการาม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ช่วงบ่ายๆ จนถึงย่ำเย็น ซึ่งมูลนิธิฯ ตระเวณจัดเสวนาสัญจรฯ ที่แม่กลอง คราวนี้เป็นครั้งที่ ๓ แล้ว
ผู้ร่วมเสวนาหลักคือ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษาของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และ อาจารย์ มรว.อคิน รพีพัฒน์ส่วนอาจารย์เสน่ห์ จามริก ครั้งนี้ท่านป่วยจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอๆ ในกรุงเทพฯ จึงมาร่วมวงเสวนาที่แม่กลองไม่ได้
ผู้ร่วมวงพูดคุยจากเมืองแม่กลองคือสมาชิกวุฒิสภา คุณสุรจิต ชิรเวทย์ ผู้เพิ่งผ่านงานแซยิดมาหมาดๆ แม้จะเลยวัยกึ่งศตวรรษมาเพียงไม่กี่ปี แต่คุณวุฒิจากการทำงานเป็นตัวแทนคนแม่กลองที่ทำงานเรื่องของการพิจารณาออกกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะการเป็นกรรมาธิการวุฒิสภาและคณะกรรมการหลายชุดที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ก็ถือเป็นผู้รอบรู้ระบบน้ำแบบผสมผสานที่ปลายน้ำต่อทะเลอย่างหาตัวจับได้ยาก คุณสุรจิตพยายามเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กับสังคมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการผลักดันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาแบบไร้ทิศทางของรัฐ ในท้องถิ่นบ้านเกิดเมืองนอนเล็กๆ แบบที่เมืองแม่กลองนี้
โดยมี วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ทำหน้าที่ช่วยสอบถามชวนคุยบนเวที ใช้เวลาราวๆ ๓ ชั่วโมง จึงแยกย้ายจากกัน แต่ก็คาดหวังว่า ผู้ฟังจากเมืองแม่กลองและผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้ข้อคิด หรือคำบอกกล่าวจากท่านผู้ใหญ่ทั้งสามไปขบคิดและหาคำตอบด้วยเอง ถึงคำถามหลายเรื่องราวที่กำลังดำเนินไปในเมืองแม่กลองในขณะนี้ ซึ่งท่านผู้หนึ่งในกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลอง เป็นผู้ตั้งหัวข้อการเสวนาครั้งนี้ไว้ด้วยตนเองว่า
“แม่กลองวิวัฒน์” หรือ “ท้องถิ่นวิบัติ” !!
ไม่มีคำถามหรือคำตอบสำเร็จรูป
ก่อนหน้าวันเสวนาหนึ่งวัน อาจารย์ศรีศักรและอาจารย์อคิน เดินไปไปที่รีสอร์ทบ้านแสงจันทร์ ของอาจารย์ปรีชา เจี๊ยบหยู ที่อัมพวาก่อนหนึ่งคืน อาจารย์ปรีชานับเป็นผู้รอบรู้เรื่องสภาพแวดล้อมและมีฝีมือในการทำอาหารการกินแบบท้องถิ่นที่น่านับถือ อาหารอร่อยคืออย่างไร เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้เพราะน้อยคนจะรู้จักจริงๆ
ในขณะที่อาจารย์ศรีศักรลงเรือดูภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปกับชาวประชาคมคนรักแม่กลองหลายท่าน แต่อาจารย์ อคินท่านขอตัวนั่งรถที่มีคนนำทางระดับเยี่ยม ซึ่งเป็นคนรุ่นหนุ่มของแม่กลองที่ปวารณาตนเองทำงานในท้องถิ่นและกลุ่มประชาคมอย่างเต็มตัว
ทั้งสองท่านเห็นแม่กลองในมุมมองที่ต่างกันบ้าง แต่ก็มาพบบทสรุปที่คล้ายคลึงกัน เมื่ออาจารย์ศรีศักรนั่งเรือเข้าไปในคลองอัมพวาและเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเรือนที่กลายมาเป็นร้านค้าเพื่อการท่องเที่ยว จนมาถึง ตึกริมน้ำหลังมหึมาเมื่อเปรียบเทียบกับเรือนแถวไม้ข้างๆ “ชูชัยบุรี” ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ส่วนอาจารย์อคินก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงและทัศนะอุดจาด จากทางฝั่งวัดพระยาญาติตรงข้ามกับตึกใหญ่ดังกล่าว ที่ดูขัดแย้งกับบรรยากาศรอบข้างอย่างสิ้นเชิง อาจารย์ทั้งสองท่านตั้งคำถามกับเรื่องเหล่านี้อยู่เงียบๆ
![]() |
ช่วงเย็นคือการกลับมานั่งคุยกับชาวประชาคมคนรักแม่กลองที่ประกอบด้วยผู้สนใจในปัญหาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองในประเด็นต่างๆ จากท้องถิ่นหลากรูปแบบ ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลในป่าชายเลนที่ต้องทำอาชีพประมง คนทำนาเกลือ จนถึงอาชีพชาวสวน โดยมีคุณสุรจิต ชิรเวทย์กล่าวแนะนำความเป็นของกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลอง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นแม่กลองช่วงราวสิบกว่าปีหลังมานี้
คุณสุรจิตกล่าวถึงจุดเปลี่ยนของคนแม่กลองที่เคยอยู่แบบสงบๆ ผู้คนไม่มากนัก ขยันทำมาหากิน และมีลักษณะเป็นตัวเองสูงไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับปัญหาส่วนรวม เพราะฐานะที่สะสมมาจากการทำสวนหรือการประมง อยู่ในรูปแบบที่เป็นการทำอาชีพเชิงพาณิชย์ที่มีรากฐานการทำมาหากินเช่นนี้มานานมากแล้ว
แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่สร้างผลกระทบสูงต่อคนแม่กลองทั้งหมดก็คือ การสร้างเขื่อนถึง ๔ เขื่อน ตลอดลำน้ำ คือ เขื่อนเขาแหลม เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนวชิราลงกรณ์ การสร้างเขื่อนทั้งหมดส่งผลให้คนปลายน้ำที่อยู่กับเรือกสวนในสภาพน้ำแบบผสมผสาน มีน้ำขึ้นน้ำลงตามอิทธิพลของดวงจันทร์ ถึงกับต้องหมดตัวไปหลายราย และเริ่มมีการปรับตัวของชาวบ้านจำนวนมากต่อสิ่งที่เป็นผลจากโครงการพัฒนาของรัฐ ซึ่งมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นแม่กลอง จนทำให้คนแม่กลองที่เคยต่างคนต่างอยู่ต้องรวมตัวกันพูดคุยและเริ่มคิดถึงหนทางที่จะร่วมกันปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนไม่ให้ย่ำแย่มากไปกว่าที่เป็นอยู่
แต่คุณสุรจิตก็เห็นว่า แม้จะมีการร่วมกลุ่มพูดคุยและตั้งหลักกันได้พอสมควรแล้ว แต่จุดเปลี่ยนของแม่กลองในครั้งที่สองนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงและสร้างผลกระทบให้คนแม่กลองทุกสังคมและทุกครัวเรือนอย่างยิ่ง นั่นคือ “การท่องเที่ยว” ที่มาพร้อมกับนักท่องเที่ยวและคนต่างถิ่นจำนวนมหาศาล รวมทั้งผู้ประกอบการที่ไม่ใช่คนใน ไม่เข้าใจผู้คนหรือสภาพแวดล้อมท้องถิ่นที่ซับซ้อนแต่อย่างใด
การถาโถมเข้ามาในนามของการท่องเที่ยวแบบย้อนหาอดีต ที่แม่กลองเคยเก็บงำไว้ได้จนแตกต่างไปจากทางฝั่งธนฯ หรือเมืองนนท์ซึ่งคูคลองเรือกสวนหายไปในพริบตาแล้ว จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่คนแม่กลองกำลังรับกันอย่างหนักมือ ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงไม่แพ้ผลกระทบจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐทีเดียว
![]() |
อาจารย์ทั้งสองท่านร่วมฟังการพูดคุยในวงเสวนาวงเล็กของชาวประชาคมพร้อมๆ กับพวกเราชาวมูลนิธิฯ อย่างตั้งใจ
วันต่อมา เมื่อเริ่มวงเสวนาที่วัดเกตการามในราวๆ บ่ายโมง
อาจารย์อคินเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามที่ไม่มีผู้ใดถามถึงเมื่อเริ่มวง แต่เป็นสิ่งที่อาจารย์รู้สึกและอยากบอกกล่าวต่อผู้ที่มาร่วมรับฟังในวงใหญ่วันนั้น อาจารย์เริ่มต้นจากคำตอบที่น่าจะเป็นบทสรุปว่า วงเสวนาหรือวงประชาคมในการพูดคุยลักษณะนี้ หากมีใครสักคนตั้งคำถามอย่างคาดหวังว่า “จะได้อะไรจากการพูดคุยบ้าง”
อาจารย์อคินกลับตอบว่า ท่านได้อะไรมากมายจากการไปพบและพูดคุยกับผู้คนหลากหลายในช่วงวันที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ผู้ร่วมงานจะได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่านหรืออาจารย์ศรีศักร หรือผู้จัดงาน เพราะท่านไม่เคยรู้อะไรมากเท่ากับคนในพื้นที่ และการจะให้คำแนะนำสำเร็จรูปแก่คำถามทุกคำถามคงทำไม่ได้
แต่ท่านมีประสบการณ์การทำงานจากที่อื่นๆ ก็อาจช่วยกันคิด หรือมองเห็นอะไรบ้างเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่น แต่จะให้พูดสิ่งที่เป็นคำตอบของชุมชน โดยผู้ฟังไม่ได้คิดอะไรเลยหรือไม่ได้คิดอะไรต่อยอดไปเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะชุมชนจะต้องคิดหาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง จะมีประโยชน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความคิดว่า เห็นว่าเป็นประโยชน์หรือเปล่า ขึ้นอยู่ที่ว่าจะเอาไปคิดปรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นไหม เพราะถ้าไม่คิดต่อเลยก็คงไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด
เมื่ออาจารย์อคินตอบคำถามเหล่านี้ แม้อาจยังไม่มีผู้ใดถามขึ้นในวงเสวนาวันนั้น แต่ก็แสดงถึงวัตถุประสงค์หลักๆ เดียวที่ปรึกษามูลนิธิฯ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แสดงไว้ว่า อยากถ่ายทอดประสบการณ์ ความนึกคิดที่สะท้อนจากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเวลานี้แก่ผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ อันอาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยจากผู้อาวุโสที่ผ่านกาลเวลาและประสบการณ์ที่ทำงานในทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองไทยมากว่าค่อนศตวรรษ
มูลนิธิฯ นั้นเห็นประโยชน์จากวิธีคิดเช่นนี้จึงขอเป็นตัวแทนจัดการประสานกับท้องถิ่นต่างๆ เพื่อสร้างความหมายและคำตอบต่อคำถามที่อื้ออลในทุกวันนี้ว่า บ้านเมืองเรากำลังจะเดินไปทางไหน พวกเราควรต้องฟังความจากผู้หลักผู้ใหญ่ของเราบ้างเพื่อสร้างกำลังใจและสติปัญญา
ดังนั้นบทสรุปในการเสวนาจึงอยู่ที่บทเริ่มต้นการพูดคุยในวันนั้นคือปัญหาทั้งชีวิตและท้องถิ่นของพวกเรา “ไม่มีคำตอบและคำถามที่สำเร็จรูป” แต่อย่างใดเลย
ชุมชนคืออะไร พวกเราเป็นชุมชนหรือไม่
อาจารย์อคินอธิบายต่อเนื่องไปถึงคำถามที่ว่า “ความเป็นชุมชนคืออะไร” และแตกต่างจาก “กลุ่มประชาคม” อย่างไร ซึ่งอาจารย์สรุปอย่างสั้นกระทัดรัดว่า
ในความเป็นชุมชน อย่างแรก ต้องเชื่อเสียก่อนว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน และมีผลประโยชน์ร่วมกัน มีปัญหาร่วมกันที่จะต้องแก้ไข มีสิ่งยึดเหนี่ยวร่วมกันที่เรารักและศรัทธา หากพวกเรามีสิ่งเหล่านี้จึงจะเป็นชุมชน เพราะถ้ามีคนจำนวนมากอยู่ร่วมกันโดยไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยก็คงไม่ใช่ชุมชน
ความสำคัญในการเป็นชุมชนก็คือ ความสัมพันธ์ที่ผู้คนมีร่วมกันเป็นกลไกที่ต้องช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน สิ่งเหล่านี้คือความเป็นชุมชน
ส่วน “กลุ่มประชาสังคม” นั้น หมายถึงคนในกลุ่มซึ่งอาจไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันจริง ๆ แต่ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเสียงที่จะทักท้วงการกระทำของรัฐหรือสิ่งต่างๆ ที่ทำอะไรผิดถูกต่าง ๆ นานา เป็นความสัมพันธ์ที่จัดว่าผูกพันกันอย่างหลวมๆ และมีลักษณะเฉพาะกิจ
ส่วนอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวถึงชุมชนว่าในสังคมทั่วไปของเราบางแห่งก็มีชุมชนและบางแห่งก็ไม่มี และส่วนใหญ่ผู้คนมักไม่รู้ว่าตนอยู่ในชุมชน เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดา จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่ตระหนัก เช่นที่อาจารย์อคินอธิบายไปว่าชุมชนสำคัญอยู่มีระบบความสัมพันธ์ แต่เมื่อการแบ่งพื้นที่ของราชการเปลี่ยนเป็นหมู่ต่างๆ ตำบล อำเภอเข้าไป มีการใช้อำนาจจากการเลือกตั้งเข้าไปอีก มีกำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. เทศบาลต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ชุมชนจริงๆ เข้ามาแทนที่ ผู้คนจึงสับสนว่ากำลังอยู่ในพื้นที่ทางสังคมลักษณะใดกันแน่ จนกระทั่งความสัมพันธ์ต่อกันเหือดหายไป เพราะมีการละเมิดกฎเกณฑ์ของชุมชนอยู่ตลอดเวลา และรัฐเป็นพาหะนำพาให้เกิดสิ่งเหล่านี้และลบความเป็นชุมชนที่เป็นความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมออกไปจนแทบหมด
ความสัมพันธ์ในชุมชนถูกละเมิดมากมาย ตัวอย่างเช่นตึกของชูชัยที่อัมพวา เป็นตัวอย่างอันดีที่ทำให้เห็นว่า คนที่อัมพวาเองแทบไม่เป็นชุมชนอีกต่อไปเพราะไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร แต่ประชาคมที่เป็นคนรักแม่กลองกลับต้องยื่นมือเข้ามาร่วมจัดการหรือเรียกร้องว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนโดยตรง เพราะคนที่เกิดและเติบโตอยู่ตรงนั้นพวกเขามีส่วนได้ส่วนเสีย ได้รับผลกระทบ เมื่อมีตึกไปค้ำไปแย่งพื้นที่ของพวกเขาโดยเอากฎหมายที่ยังคลุมเครือมาอ้างอิง เอาเงินมาลงทุนโดยให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างความเจริญ เป็นสิ่งที่รัฐยินยอมให้กระทำได้ ซึ่งไม่มีที่ใดในโลกยินยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้ซึ่งมีผลกระทบต่อคนทั้งหมดทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
![]() |
แต่ที่พบเห็นคือ การยินยอมให้ทุนต่างๆ เข้าไปหากินในพื้นที่แม่กลองจนเต็มไปหมดและขาดการควบคุม จึงต้องมาตั้งคำถามในวันนี้ว่ามันจะ “วิบัติ” หรือไม่ แต่อาจารย์ศรีศักรเห็นว่า “วันนี้เกิดความวิบัติไปแล้ว” เพราะทุนเข้ามาอย่างรุนแรง แต่เราจะผ่านไปสู่การฟื้นตัวโดยไม่วิบัติได้หรือไม่ สำนึกในการรับรู้ว่าควรทำอย่างไรกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง สร้างความเป็นกลุ่ม จนกระทั่งถึงความเป็น “ชุมชน” สร้างสำนึกขึ้นมาใหม่ได้ไหม ซึ่งอาจารย์ศรีศักรเห็นว่าถ้าไม่พบเจอสิ่งเหล่านี้ก็คงเป็นไปไม่ได้
แต่กลุ่มคนที่แม่กลองซึ่งมีการนำโดยคุณสุรจิตนั้นเป็น “กลุ่มประชาคม” เป็นเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งอาจารย์ศรีศักรเองท่านก็บอกว่าท่านเองก็เป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม แต่ในขณะนี้ที่ขาดไปก็คือองค์กรที่เป็นกลุ่มรับผิดชอบนั่นคือ “ชุมชน” เพราะมีแต่รูปแบบจัดตั้งแต่ขาดระบบความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่รู้สึกร้อนหนาวหรือแบ่งปันการร่วมทุกข์ร่วมสุขซึ่งกันและกัน เพราะสำนึกความเป็นชุมชนเหล่านี้ รัฐเข้าไปกดทับด้วยระบบบริหารเอาไว้
เพราะหากไม่กดทับเอาไว้ก็จะเกิดสำนึกความเป็นท้องถิ่นร่วมกันทันที จะเกิดการต่อรองที่รัฐบาลกลางยอมรับไม่ได้ เกิดการกระจายอำนาจที่เป็นธรรม รัฐจึงไม่ต้องการให้เกิดสำนึกหรือพลังของท้องถิ่นแต่อย่างใด
![]() |
![]() |
ดังนั้น ที่เรามารวมกลุ่มกันนี้คือ “เครือข่าย” ของภาคประชาสังคมเท่านั้น แต่คุณสุรจิตกับกลุ่มประชาคมเองก็ไม่สามารถไปปกป้องคนอัมพวาได้เพราะไม่ใช่พื้นที่ตัวเอง แต่ด้วยสำนึกของบ้านเกิดเมืองนอนที่ใหญ่กว่านั้น คือสำนึกของ “ความเป็นคนแม่กลอง” ที่มีจุดเด่นกว่าที่อื่นๆ เพราะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนารวมทั้งการอาชีพ จึงสามารถยืนสู้ได้ในปัจจุบันและพร้อมจะต่อรองกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาในท้องถิ่น
ดังนั้น ความเป็นชุมชนจึงต้องฟื้นขึ้นมาเพื่อต่อรองด้วยตนเอง หากแต่ไม่มีชุมชนก็ต้องยอมให้วิบัติไป เพราะความรู้ร้อนรู้หนาวร่วมกันคือความหมายที่สำคัญที่สุดของความเป็นชุมชน ดังที่อาจารย์อคินท่านกล่าวไว้
หัวใจในการฟื้นความเป็นชุมชนนั้นอยู่ “วัด” เพราะวัดเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ทางสังคม แต่ปัจจุบันพระสงฆ์ที่อยู่ตามวัดเอาที่ดินของวัดไปสร้างผลประโยชน์ พื้นที่วัดเป็นพื้นที่ของชุมชน เป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ปัจจุบันนำเอากฏหมายของสงฆ์เข้าไปจัดการจนการเป็นศาสนสมบัติไปหมด หลายแห่งไล่รื้อทั้งชุมชนหรือขับไล่คนให้ออกไปจากพื้นที่เหล่านี้ก็มีอยู่มาก จนกลายเป็นวัดใหญ่แต่ไม่มีชุมชน วัดจึงไม่ได้เป็นศูนย์กลางของชุมชนอีกต่อไป
นอกจากนี้ในความสัมพันธ์เหล่านี้ยังมี “ผู้อาวุโส” และ “ครู” รวมทั้ง “ผู้นำตามธรรมชาติ” ที่เคยคัดเลือกกันเอง การสร้างคนในเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในระบบความสัมพันธ์ของชุมชน ซึ่งแตกต่างจากทุกวันนี้ที่แทบทั้งหมดไม่ได้เป็นคนในชุมชนแต่อย่างใด
แนวคิดเหล่านี้ อาจารย์ศรีศักรกล่าวว่า ตนเองถูกมองว่าเป็นพวกหลงยุคและถอยหลังเข้าคลอง แต่เมื่อพิจารณาในมิติของ “ความเป็นมนุษย์” ความเป็นสัตว์สังคม มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกัน แต่ทุกวันนี้มีการอบรมให้กลายเป็นปัจเจก อยู่อาศัยกันแบบโดดๆ ขาดความเชื่อหรือมิติทางจิตวิญญาณ เพราะมนุษย์ต้องอาศัยสิ่งเหนือธรรมชาติมาช่วย พระหรือผีในทางความเชื่อเป็นสิ่งที่ช่วยควบคุมมนุษย์ให้อยู่ในศีลธรรมและจริยธรรม แต่การพัฒนา แม้แต่ที่สภาพัฒนฯ ทำมา ๕๐ กว่าปี ไม่มีการพัฒนาในมิติทางจิตวิญญาณเลย ในที่สุดบ้านเมืองก็ถึงคราวฉิบหาย เพราะขาดการควบคุมทางศีลธรรม ความวิบัติจึงเข้ามาเยือน
อาจารย์ศรีศักรเล่าว่า มีคนถามว่าสู้ไปทำไม แต่อาจารย์ตั้งคำถามกลับ “แล้วเมื่อความวิบัติผ่านไป เราจะฟื้นฟูสังคมกันอย่างไร” และเล่าเรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองว่าแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ พวกที่เตรียมตัวจะเป็นจ้าวโลก กับพวกที่เห็นว่าจะเกิดความพินาศกับสังคมญี่ปุ่นแน่ๆ และถ้าแพ้ไปแล้วพวกเขาจะทำอย่างไรกัน จึงเกิดการเตรียมตัวมากพอสมควร และบ้านเมืองเราก็กำลังอยู่ในลักษณะเช่นเดียวกัน
รัฐบาลนี่เองที่เป็นตัวนำโลกาภิวัตน์เข้ามาสู่ชุมชนและท้องถิ่นต่างๆ คนที่อยู่ข้างล่าง ถูกกดทับและปรับตัวไม่ได้นี่ก็จะตายลูกเดียว และถ้าถูกมอมเมาโดยไม่เห็นทางออกก็จะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย ดังนั้น อาจารย์ศรีศักรคิดว่า “เราต้องฟื้นความเป็นมนุษย์” “ฟื้นความเป็นชุมชน” อยู่กันเป็นครอบครัว อยู่กับชุมชน พี่น้องดูแลกันเอง คนแก่คนเฒ่าดูแลกันเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งสวัสดิการจากรัฐก็ยังทำได้ และไม่ใช่เรื่องถอยหลังเข้าคลอง แต่ต้องรับปรุงให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องทำความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา สามารถต้านทานและต่อรองได้
อาจารย์ตั้งคำถามกลับไปที่ชุมชนชาวแม่กลองชัดๆ ว่า เมื่อบ้านเมืองกำลังวิบัติไปแน่แล้ว พวกเราจะทำอย่างไร กรณีการมีตึกชูชัยเกิดขึ้น การต้องรื้อศาลอาม่าที่อยู่ในสวนอัมพวา ซึ่งเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของชุมชน แต่เมื่อโฉนดที่ดินตกไปอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลแล้วจะต้องรื้อถอนเพื่อย้ายออกแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือทำได้อย่างไรกับสิ่งที่ทำลายจิตวิญญาณที่คนจีนถือกันมากอย่างนี้
การทำลายโพงพางของกรมประมงที่อยู่ในวิถีชีวิตของเรา เป็นสมบัติในพื้นที่สาธารณะที่มีการจัดการกันเองมาแต่เดิม แต่รัฐบอกว่า ไม่ได้ต้องทำลายทิ้งให้หมด ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องระยำกันถึงขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะอยู่ในยุคเผด็จการแค่ไหน สิ่งเหล่านี้รุกล้ำเข้าไปในท้องถิ่นทั่วราชอาณาจักร ชาวเลถูกบดขยี้มากกว่านี้อีกหลายเท่า จึงต้องสู้ มีข้อมูลหมดว่าใครพวกไหน นักการเมืองคนใดเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการสู้โดยคนทั้งชุมชน พวกคุณอย่าสู้คนเดียว แม้แต่ให้คุณสุรจิตนำหน้าทุกเรื่องก็ไม่ได้ต้องระวังอันตรายและปกป้องด้วยการสู้กันเป็นชุมชนและเป็นกลุ่มขนาดใหญ่
![]() |
ทุกวันนี้อาจารย์ศรีศักรคิดทบทวนสิ่งเหล่านี้จนสรุปได้ว่า “ก่อนที่จะวิบัติต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน” รวมตัวเป็นกลุ่มย่อยๆ เหมือนคราวเสียกรุงฯ ที่บ้านเมืองเกิดกลุ่มก๊กย่อยๆ เต็มไปหมด แต่ละกลุ่มต่างช่วยเหลือพากันเอาตัวรอดในยามวิบัติ และเสียเมืองในคราวกรุงเทพฯ ยุคนี้ก็ไม่ต่างกัน
หากถามว่าคนแม่กลองจะเอาตัวรอดได้ไหมในภาวะเช่นนี้ อาจารย์ศรีศักรเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะอาจารย์เห็นว่า ยังเป็นบ้านเมืองที่ยังไม่ถูกรุกใหญ่และเป็นเมืองที่ผู้คนมีสติปัญญา และอาจารย์กล่าวว่า “แม่กลองเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในภาคกลาง” ยังมีความเป็นสังคมชาวสวนและธำรงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอยู่มากมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นชุมชนที่มีอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่เพียงต้องทำความเข้าใจว่า อะไรคือ เครือข่ายประชาสังคม และอะไรคือความเป็นชุมชน
คนแม่กลอง บุคลิกของคนทำมาหากินเฉพาะตน “ในจุดแข็งคือจุดอ่อน”
คุณสุรจิต ชิรเวทย์ ผู้คุ้นเคยกับ “ความเป็นคนแม่กลอง” กล่าวว่า งานภาคประชาชนที่แม่กลองทำค่อนข้างยาก โดยอธิบายถึงบุคลิกลักษณะคนแม่กลองที่คุ้นเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบบ้านสวนกึ่งทะเล จึงกลายเป็นกลุ่มเล็กๆ กระจายกันเป็นบ้านห่างๆ และมีภูมิปัญญาในการทำมาหากินที่ต้องอยู่กับการงานเฉพาะของตนเองโดยใช้เวลาดูแลราวกับเลี้ยงดูลูกอ่อน จนทำให้ผู้คนไม่ค่อยอยากออกมาพบปะสังสรรค์หรือเรียนรู้ซึ่งกันและกันเท่าใดนัก แต่ในขณะเดียวกัน หากมีปัญหา พวกเราก็พยายามสร้างความเป็นคนแม่กลอง ที่ร่วมสายน้ำเดียวกัน เป็นเสมือนพี่เสมือนน้องกัน
คุณสุรจิตกล่าวว่า “นี่คือจุดแข็งในจุดอ่อน” ของคนแม่กลอง
เรื่องที่ทุนจากภายนอกเข้ามามากในระยะหลังๆ นี้ เพราะแม่กลองอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ใกล้เมือง การเป็นพื้นที่สวนก็มีความพยายามเปลี่ยนให้รองรับอุตสาหกรรม เช่นในยุทธศาสตร์จังหวัดซึ่งมีที่ปรึกษาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกลับไปลอกเอายุทธศาสตร์จังหวัดระยองมาเสนอ และเขียนข้อหนึ่งว่า จะสร้างแม่กลองให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของคนแม่กลองและเป็นไปไม่ได้เลยที่อุตสาหกรรมจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
คุณสุรจิตกล่าวถึงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญที่ถูกรับรองครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ไม่เคยบัญญัติกฎหมายลูกออกมารองรับ แต่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ สิทธิชุมชนตามมาตรา ๖๖ มีรายละเอียดคือ “บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ท่านเห็นไหมกฎหมายใช้คำสามระดับ บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนเฉย ๆ ชุมชนท้องถิ่น และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ความหมายไม่เหมือนกันนะ ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือ ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน”
![]() |
และเมื่อบัญญัติไว้เช่นนี้ ชุมชนจึงมีสิทธิอนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี บำรุงรักษาใช้ประโยชน์จากทรัพยากร เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นแม่ พระราชบัญญัติเป็นลูก กฎกระทรวงเป็นหลาน ประกาศกระทรวงเป็นเหลน ลำดับทางกฎหมายเป็นอย่างนี้ชัดเจน แล้วจะบอกว่าโพงพางเป็นสิ่งผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญคือกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าประกาศกระทรวง
และยังมีการตราในมาตรา ๖๗ ว่าชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครองส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของตน ดังนั้น สิทธิในการปกป้องรักษาโพงพางหรืออะไรอื่นๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบนี้ ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นกรณีชูชัยบุรีจึงผิดกฎหมายหลายประเภท ไม่ต้องไปกล่าวถึงการละเมิดสิทธิชุมชนเลย แต่ทำออกมาได้เพราะการละเมิดกฏหมายและเป็นสิ่งที่เทศบาลอนุญาตให้ทำได้โดยบอกว่าไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด
การท่องเที่ยวที่อัมพวามีปัญหาซึ่งเครือข่ายคนรักแม่กลองส่งเสียงเรียกร้องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘ แล้ว ว่าควรออกข้อบัญญัติองค์กรส่วนท้องถิ่นมารองรับ แต่ชุมชนไม่ออกมาพูดอะไรแล้วในวันนี้ เพราะไม่มีคนในชุมชนเดิมเหลือมากพอ วันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้นที่อัมพวาจะมีผู้คน พอเปิดเสร็จกอบโกยเสร็จก็กลับบ้านใครบ้านมันเพราะเป็นคนต่างถิ่นทั้งนั้น คนท้องถิ่นแทบไม่มีพื้นที่อยู่เลย เป็นการทำลายพื้นที่ของคนในท้องถิ่นและกระบวนการสนับสนุนโดยฝ่ายปกครองเสร็จสรรพ
![]() |
ชุมชนต้องสร้างความรู้ของตนเอง
อาจารย์ศรีศักร กล่าวว่า เวลามีการเรียกร้องสิทธิชุมชน เรื่องราวจะต้องถึงโรงถึงศาล สิ่งที่คนในท้องถิ่นทำได้คือ สร้างข้อมูลที่ชัดเจนให้ศาลพิจารณา เพราะเวลาที่ขึ้นศาลกันส่วนใหญ่นั้น ชุมชนไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้เกี่ยวกับความเป็นชุมชน ไม่รู้ว่าสิทธิของพวกเขาคืออะไร
ดังนั้น ชุมชนต้องสร้างความรู้ของตนเอง สร้างความเข้าใจในความเป็นชุมชน ต้องเน้นในการสร้างความรู้เรื่องชุมชน เช่น ในท้องถิ่นมีกี่กลุ่มกี่ตระกูล มีความเป็นมาอย่างไร ต้องรู้ที่มาของชื่อบ้านนามเมืองในท้องถิ่นต่างๆ และหัวใจก็คือ “ความรู้สึกและจิตใจที่กล้าต่อสู้” หรือร่วมใจกัน เดือดร้อนแทนกันได้ ดังนั้น การที่มีภาคประชาสังคมอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องสร้างความเป็นชุมชนขึ้นมาด้วย และต้องสร้างความรู้เรื่องชุมชนของตนเองให้ชัดเจนและสามารถนำไปอ้างอิงได้
รัฐบาลออกแบบผังเมืองจากภายนอก ไม่เคยใช้ข้อมูลจากภายใน แต่เดิมเป็นสิ่งที่คนในจัดการกันเอง ดังนั้น การจัดการผังเมืองที่กำลังเกิดขึ้น หรือทำแล้วเป็นปัญหาไม่เคยมีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการที่ใดเลย เราควรจะมีอำนาจในการต่อรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ชุมชนไม่เคยมี การกำหนดเขตพื้นที่ต่างๆ โดยการขีดเส้นเอาเองจากคนที่ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาวเช่นคนภายใน ทำให้เกิดปัญหาไปทั่ว ทั้งการไล่รื้อ หรือสร้างบ้านจัดสรรใหม่ทับลงบนพื้นที่ดั้งเดิม หรือแม้แต่การจัดพื้นที่เพื่อทำนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแม่กลองประสบมาแล้วนั่นเอง
เมื่อเครือข่ายประชาคมเข้มแข็ง ชุมชนต้องไม่อ่อนแอ
อาจารย์อคินตั้งคำถามที่สำคัญต่อคนแม่กลองต่อไปอีกว่า ชุมชนที่เข้มแข็งจึงจะสามารถรวมพลังต่อสู้กับปัญหาในท้องถิ่นประเด็นต่างๆ ได้ อาจารย์จึงสงสัยว่า กรณีเรื่องตึกชูชัย ทำไมคนอัมพวาถึงไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเห็นเขาเริ่มทำ เพราะหากความจริงเดินทางมาถึงตรงจุดนี้แล้ว ต้องมีความร่วมมือกันแก้ไข หรือเพราะเรามีชุมชนที่อ่อนอยู่จึงไม่รู้สึกอะไร
ต่อจากกรณีชูชัยในเรื่องของการท่องเที่ยว โรงงานก็กำลังเข้ามา อาจารย์เคยได้ยินมาว่าคนแม่กลองกังวลเรื่องเด็กวัยรุ่นไปทำงานที่โรงงานในมหาชัย และทำงานล่วงเวลาหนักมาก เคยมีปัญหาเกิดอุบัติเหตุ แล้วทำไมวัยรุ่นของเราจึงไปทำงานแบบนั้น ทั้งที่คนที่นี่โดยเฉลี่ยก็มีฐานะพอสมควร ทำไมจึงอยากขายที่ดิน เป็นเรื่องน่าแปลกใจ
อาจารย์อคินสรุปว่า “ความเป็นชุมชนสามารถปกป้องท้องถิ่นได้” เพราะเป็นการป้องกันตราบใดที่ยังไม่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง ความเป็นชุมชนที่ดูแลซึ่งกันและกันจะปกป้องลูกหลานและพื้นที่ชีวิตของผู้คนให้คงอยู่ ป้องการการขูดรีดทรัพยากรจากคนนอกท้องถิ่นได้
ประสบการณ์ของอาจารย์อคินจากการทำงานร่วมกับหลายๆ แห่ง ทำให้เห็นว่า ในระยะแรกๆ เมื่อชาวบ้านไปขอพึ่งคนอื่นๆ ไม่มีความสำเร็จเลย แต่เมื่อเขาพึ่งพาตนเองเป็นเบื้องต้น แม้จะใช้เวลาอย่างยาวนาน แต่พวกเขาสามารถสู้ได้ นี่คือพลังของความเป็นชุมชน อาจารย์อคินสรุปอย่างชัดเจน
อาจารย์อคินยังเสนออีกว่า ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน สามารถใช้วิธีประท้วงในกรอบที่กฎหมายกำหนด และต้องมีนักกฎหมายเป็นที่ปรึกษา หาทนายที่ดีเพื่อต่อสู้กับระบบและราชการต่างๆ ซึ่งอาจารย์คิดว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเอื้อให้ชุมชนปกป้องตนเองได้และเป็นเกราะคุ้มครองชาวบ้านหรือชุมชนโดยพื้นฐาน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “เมื่อประชาสังคมแข็งแรงแล้ว ต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็งให้ได้ด้วย”
![]() |
![]() |
![]() |
บทสรุปโดยคนแม่กลอง
ชาวแม่กลองบางท่านแสดงความเห็นว่า คนแม่กลองมีลักษณะใช้ชีวิตเพื่อการทำมาหากิน อยู่กับความอดทนและลำบากตรากตรำ ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักสู้และห่วงเรื่องการทำกิน แต่เมื่อถึงเวลาที่บ้านเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนจึงคิดว่าจะไม่ยอม แต่การเดินไปข้างหน้าควรทำอย่างไร
แต่คุณเดช พุ่มคชา กล่าวว่า หากคนแม่กลองคิดว่าไม่อยากยุ่ง จนถึงไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือความเห็นแก่ตัว คนแม่กลองต้องตื่นตัวจัดเวทีพูดคุยให้เป็นเรื่องสาธารณะและทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรเข้าใจเห็นใจในปัญหาที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม ต้องพร้อมที่จะทำงานแบบปิดทองหลังพระและลุกขึ้นมาสู้ด้วยตนเอง
คุณสุรจิต ชิรเวทย์ ในฐานะผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลอง กล่าวว่า พวกเราคนแม่กลองยังไม่รู้สึกว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน มีความรู้สึกสุขทุกข์ไปในทางเดียวกัน เราอาจเดินทางมาแบบผิดวิธีและเราอาจมองปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเราผิดวิธี เราควรมีการสร้างเครือข่ายที่รู้สึกทุกข์ร้อนไปด้วยกัน เวลาต่อสู้ในสิทธิของชุมชนหรือสิทธิท้องถิ่น เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์ของพวกเรา เราต้องรู้สึกเจ็บปวดกับอำนาจภายนอกที่มาบีบบังคับให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อคนแม่กลอง
“สิ่งที่อ่อนแอที่สุดในจังหวัดของเรา ก็คือพี่น้องของเราเอง”
คุณสุรจิตกล่าวสรุปว่า เราควรต่อสู้ในแนวทางของสันติวิธีและใช้สติปัญญาแก้ปัญหา ช่วยกันรักษาแม่กลองที่มีสวนดั้งเดิมและภูมิปัญญาที่ลึกซึ้ง มีฝีไม้ลายมือที่ไม่เป็นรองผู้คนในท้องถิ่นใด พวกเราผู้มีรสนิยมในการกินและมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ จงรักษาไว้อย่างสุดความสามารถ
เพราะ “ที่นี่คือสวรรค์บนดินของพวกเรา” คุณสุรจิตจบการเสวนาวันนั้นด้วยประโยคนี้