จาก “โลกานุวัตร” ถึง “โลกาวิบัติ” ในสังคมไทย

ทุกวันนี้ ตามหน้าหนังสือพิมพ์และหนังสือวิชาการ รวมทั้งในวงวิชาการทางสังคมศาสตร์ ได้เกิดมีศัพท์ใหม่ๆ ขึ้นคำหนึ่ง คือคำว่า “โลกานุวัตร” ใครคือผู้บัญญัติขึ้นนั้นไม่สำคัญ แต่คำนี้มีที่มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Globalization” ซึ่งถ้าแปลกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือการทำให้เหมือนโลกนั่นเอง แต่ก็อาจฟังแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยเอาเป็นว่าการตามกระแสโลกหรือการเปลี่ยนแปลงของโลกนั่นเอง หรือว่าอย่างง่ายๆ ก็คืออย่าฝืนโลกอะไรทำนองนั้น
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสโลกที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในขณะนี้ ก็คืออำนาจทางเศรษฐกิจที่อยู่ในมือของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “บริษัทข้ามชาติ” ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรในโลกได้ไม่ยาก และเกือบไม่ต้องใช้กำลังอาวุธแต่อย่างใด ทำนองตรงข้าม จะใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ความก้าวหน้าของโลกในเรื่องการสื่อสารคมนาคมยิ่งมีเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์แก่บรรดาผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ทั้งสิ้น นับแต่เรื่องการสื่อสารด้วยดาวเทียม ทีวี วีดีโอ วิทยุ หนังสือพิมพ์และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่จะทำให้โลกที่เคยกว้างขวางและต่างคนต่างอยู่เปลี่ยนมาแคบลง และติดต่อถึงกันได้ด้วยเวลาอันสั้น ทำให้การโฆษณาที่เนื้อแท้คือสิ่งโกหกแพร่หลายจนกลายเป็นความเชื่อที่ผู้คนจำนวนมากยอมรับ เพราะการโกหกบ่อยๆ แบบย้ำแล้วย้ำอีกเช่นนี้ทำให้คนเชื่อได้ในที่สุด
ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือสิ่งที่จะบันดาลอะไรก็ได้ให้แก่มนุษย์ และผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่นพวกบริษัทข้ามชาติเหล่านี้เท่านั้นคือผู้ที่จะบันดาลให้เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น กลุ่มบริษัทข้ามชาติจึงกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลและอำนาจรัฐของหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะบรรดาประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ที่อาจกล่าวได้เลยว่าบรรดานักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านนั้น ถ้าไม่สัมพันธ์กับพวกบริษัทข้ามชาติในลักษณะที่เป็นสาวก ก็เป็นพวกแนวร่วมที่มีความชื่นชมที่จะได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งนั้นในบ้านเมืองด้วย เรื่องนี้มีผลสืบเนื่องไปถึงระบบราชการและข้าราชการที่เป็นกลไกสำคัญในการปกครองและบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความยุติธรรมและความราบรื่นในสังคม
นั่นก็คือระบบราชการและข้าราชการเลยกลายเป็นกลไกที่รับใช้พวกนักการเมืองที่เป็นนายทุนไป ทำให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริษัทข้ามชาติโดยปริยาย
การควบคุมและการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกของกลุ่มนายทุนข้ามชาตินั้น เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก ถ้าหาก “ภายใน” ไม่เอาด้วยก็ไม่อาจมีอิทธิพลแหลวกล้ำเข้าไปได้
สิ่งที่เรียกว่า “ภายใน” ก็คือรัฐและระบบราชการฝ่ายหนึ่ง กับผู้คนในสังคมอีกฝ่ายหนึ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว “ภายใน” มีความเข้มแข็ง คือรัฐบาลเองก็มีความรู้และสติปัญญาในการกลั่นกรองสิ่งต่างๆ ที่มาจากภายนอก ถ้าหากว่าสิ่งนั้นจะเป็นภัยแก่ผู้คนและบ้านเมือง ในขณะเดียวกัน ผู้คนในสังคมก็มีความรู้และสติปัญญา ตลอดจนความเข้าใจพอที่จะไม่ถูกทางรัฐบาลและอิทธิพลจากภายนอกเข้าครอบงำได้ง่ายๆ นั่นก็คือ “ภายใน” มีความเป็นตัวเองและเข้มแข็งพอ และถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก อันเป็นการกำหนดของพวกนายทุนที่เป็นบริษัทข้ามชาติก็ไม่อาจะเป็นจริงได้เสมอไป เรื่องโลกานุวัตรก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นความเชื่อที่เป็นนิยาย [Myth] อย่างหนึ่งเท่านั้น จะต่างกับนิยายความเชื่อในอดีตตรงที่ว่ามีพลังและเครือข่ายในการส่งข่าวสารข้อมูลได้เร็วกว่า หรืออีกนัยหนึ่งมอมเมาได้เร็วกว่าและกว้างขวางกว่าไปทั่วทั้งโลกก็ว่าได้
ประเทศไทยและสังคมไทยเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ถ้ามองอย่างเผินๆ ก็ดูประหนึ่งว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแลเห็นจากการมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง มีตึกรามบ้านช่อง ที่ทำการรัฐบาล และสถานที่ทางเศรษฐกิจใหญ่โตไม่แพ้ที่ใดๆ ในโลก รวมทั้งแสงเสียง และสีครบครัน และสิ่งที่จะยืนยันให้เห็นความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสำคัญก็คือการเป็นสังคมอุตสาหกรรม มีโรงงานอุตสาหกรรมผุดขึ้นอย่างรวดเร็วราวดอกเห็ด เพราะรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างตั้งเป้าให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ให้จงได้
การเติบโตรวดเร็วเนรมิตเช่นนี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “ด้อยพัฒนา” ในทางกลับกัน เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนในสังคมปรับตัวไม่ทัน เป็นเหตุให้เกิดการขัดแย้งขึ้นอย่างมากมายในการดำรงชีวิตคนบางกลุ่มที่มีฐานะและความรู้อาจปรับตัวได้ดีกว่าคนอีกหลายๆ กลุ่มที่ยากจนและด้อยโอกาสกว่า เป็นเหตุนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบกันจนเป็นการละเมิดศีลธรรมในที่สุด ทำให้เกิดเป็นปัญหาทางสังคมเป็นผลตามมา
เพราะฉะนั้น ความด้อยพัฒนาของสังคมไทยจึงเป็นเรื่องแปลกใหม่ในแบบของโลกานุวัตร ที่ไม่อาจมองตามแบเก่าจากความยากจนและรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชาติได้
เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วในที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกา และประเทศทางตะวันตกอื่นๆ ล้วนมีพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยที่ทางรัฐเองจะต้องดำเนินการอย่างใช้สติปัญญา ยอมรับการขัดแย้ง และหาทางแก้ไขด้วยวิถีทางแบบประชาธิปไตย
วิธีการอย่างนี้ ทางรัฐไทยเองก็พยายามเอาแบบอย่าง แต่คงไม่มีวันสำเร็จได้ ผู้ที่มีโอกาสได้ไปเห็นสภาพบ้านเมืองในยุโรปและอเมริกาที่ทางประเทศไทยพยายามเอาแบบอย่างอยู่นั้น ก็คงจะตระหนักแก่ใจว่า บรรดาตึกรามบ้านช่องรวมทั้งตึกระฟ้าในบ้านเมืองเหล่านั้นมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แออัดยัดเยียดอย่างเช่นในเมืองไทย ของเขาดูแล้วสวยงามสบายตา เพราะมีพื้นที่ว่างพอให้มีการปลูกต้นไม้ใบหญ้า และถนนหนทางให้รถและคนเดินอย่างไม่มีการติดขัดจนเป็นปัญหาจราจรระดับโลกอย่างเช่นกรุงเทพมหานครของไทย
ทำให้เมื่อหันมาดูเมืองใหญ่ๆ ของไทย เช่น กรุงเทพฯ และเมืองอื่นที่กำลังเกิดตามมาแล้ว มีความรู้สึกว่าเหมือนป่าและเขาคอนกรีตฉะนั้นมองข้างบนอาจเห็นยอดสูงๆ ระฟ้า เช่นเขา แต่ข้างล่างรุงรังและรกเหมือนพงหญ้า เพราะเต็มไปด้วยเรือนไม้เรือนอิฐนานาชนิดแวดล้อมจนสางไม่ออก สรุปแล้วก็คือความไม่เป็นระเบียบนั่นเอง และเหตุของการไม่มีระเบียบก็คือการไม่มีกฎหมายที่ดีและเป็นธรรม และการกระทำที่ละเมิดกฎหมายนั่นเอง
การพัฒนาบ้านเมืองของไทยในทุกวันนี้ เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบส่งออกเป็นสำคัญ ทำให้การมองอะไรต่ออะไรกลายเป็นมองดูแต่ข้างนอกหรือภายนอกเป็นใหญ่ หาได้ให้ความสนใจต่อปัญหาทางสังคมวัฒนธรรมซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานภายในไม่ จึงเท่ากับเป็นการขานรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือการเข้าไปอยู่ในทิศทางและอำนาจของกลุ่มบริษัทข้ามชาตินั่นเอง จึงเป็นเหตุให้พลังภายในที่จะต่อต้านโลกานุวัตรจากภายนอกไม่มี
เมื่อรัฐบาล อันประกอบด้วยนักการเมืองที่เป็นพ่อค้าและนักธุรกิจเป็นฝ่ายที่มีอำนาจและมีระบบราชการและข้าราชการเป็นมือเป็นตีนรองรับอยู่เช่นนี้ ผู้คนที่เป็นไพร่บ้านพลเมืองจะมีน้ำยาอะไร ก็มีแต่ยอมรับและรับการมอมเมาจากภายนอกที่สนับสนุนโดยรัฐตลอดเวลา
การที่ไม่มีการต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงกระแสโลกทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้สังคมไทยมีสภาพเป็น “โลกาวิบัติ” อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
สภาพโลกาวิบัติในสังคมไทยขณะนี้และที่กำลังจะวิบัติต่อๆ ไปอยู่เรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้งก็คือ ความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานในสังคมไทยถูกทำลาย นั่นก็คือสถาบันครอบครัวและชุมชนกำลังพินาศทั้งในชนบทและในเมือง ในเมืองนั้นก็พอทำเนาอยู่ว่าไม่มีความเป็นชุมชนมาแต่เดิม เพราะเป็นที่ซึ่งต่างคนต่างอยู่แบนตัวใครตัวมันมาช้านานแล้ว จะมีก็แต่เพียงครอบครัวและญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงไม่กี่คนที่พึ่งพิงและพึ่งพากันได้แต่ในชนบทนั้นที่สำคัญ เพราะผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในชนบทที่มีทั้งครอบครัวและชุมชน การดำรงชีวิตของคนชนบทนั้นถ้าหากขาดสถาบันทั้งสองอย่างนี้แล้วก็หมายถึงการล่มสลายในความเป็นมนุษย์ทีเดียว ความล่มสลายของคนชนบทนี้แลเห็นได้ทุกเมื่อเชื่อวัน
อย่างแรก คือการเคลื่อนย้ายแรงงานจากอดีตที่เป็นการทำนาปลูกข้าวในท้องถิ่นที่เป็นภูมิลำเนา ไปเป็นแรงงานเกษตรอุตสาหกรรม หรือไม่ก็เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในเมือง แรงงานที่ย้ายออกนอกท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นชายหญิงในวัยแต่งงานหรือแต่งงานแล้ว การแยกจากครอบครัว ออกมาหางานทำนั้น ทำให้ความเป็นอยู่ของคนที่อยู่ข้างหลังไม่มีสภาพความเป็นครอบครัวเหลืออยู่ หากเป็นสภาพครอบครัวที่แตกแยกเพราะผัวไปทางเมียไปทางทำให้ลูกที่อยู่ทางบ้านขาดความอบอุ่นกลายมามีปัญหา ยิ่งกว่านั้นการที่ผัวเมียแยกกันอยู่ก็ทำให้เกิดการมีเมียใหม่หรือการมีชู้ ที่เป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะหึงหวงจนถึงการฆ่าฟันกันก็มีอยู่บ่อย ถ้าหากครอบครัวไม่แยกกันก็จะพากันโยกย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ในถิ่นที่ทำงานในเมือง เป็นเหตุให้เกิดความแออัดเป็นแหล่งสลัมในเมือง ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเป็นเงาตามตัวอยู่เนืองๆ ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดประชาชนที่ไม่มีคุณภาพขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างที่สอง คือการเกิดนายทุนซื้อที่สร้างโรงงานอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟ สถานที่ท่องเที่ยวบริการและบ้านจัดสรร ทั้งหมดเหล่านี้เท่ากับเป็นการทำลายชุมชนเดิมให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ดังเช่นการซื้อที่ของชาวบ้านที่เป็นชาวนาชาวสวนแต่เดิมมาทำโงงานนั้น เท่ากับเป็นการเอาที่ทำกินไปจากชุมชนโดยตรง มีผลทำให้ชาวบ้านต้องเลิกล้มอาชีพเดิม โยกย้ายไปหาที่อยู่และที่ทำกินใหม่ที่ไม่มีอะไรแน่นอนว่าจะอยู่ในสภาพของการมีครอบครัวและชุมชนเหมือนเดิมหรือเปล่า หรือถ้าหากไม่ย้ายออกไปก็ต้องผันตัวเองเข้าทำงานเป็นกรรมกรในโรงงานไป นับเป็นการเปลี่ยนทั้งจากการเคยเป็นคนมีที่ดินมาเป็นคนไร้ที่ดิน และการเลิกอาชีพการทำนาทำสวนที่เคยเป็นอิสระ มาเป็นกรรมกรรับจ้างที่ต้องขึ้นอยู่กับความเมตตาของพวกนายทุนไป
การเกิดสนามกอล์ฟ สถานที่ท่องเที่ยว และบริการนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงในที่นี้ เพราะเป็นกระบวนการทำลายสภาพแวดล้อมและแอ่งพื้นที่ทำกินของชาวสวนโดยตรง
ส่วนบ้านจัดสรรนั้นคือการสร้างที่อยู่อาศัยแบบใหม่ที่ไม่ใช่ชุมชน แต่กลับมีผลให้เกิดการทำลายชุมชนที่มีมาแต่เดิม เพราะการสร้างบ้านจัดสรรนั้นการออกแบบและฝังที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องการวางแผนและการคิดคำนึงเพื่อขาดทุนกำไรของผู้ลงทุนโดยตรง
ในขณะที่การเกิดของชุมชนเป็นเรื่องโครงสร้างสังคมที่เกิดจากการสังสรรค์ทางสังคมของผู้ที่อยู่รวมกันมาเป็นเวลานาน จนเกิดมีสำนึกเป็นพวกเดียวกัน หาใช่สิ่งที่ใครจะมากำหนดให้เกิดขึ้นภายในวันสองวันไม่
ส่วนทางสังคมเมืองนั้น แม้ว่าจะไม่มีความเป็นชุมชนเท่ากับสังคมในชนบทก็ตาม แต่ก็เคยมีความเป็นอยู่ที่ราบรื่นเรื่อยมา คือผู้คนมักอยู่กันเป็นย่านๆ ซึ่งประกอบด้วยตรอกและซอยเป็นที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย เรียงรายตามสองฝั่งถนนที่ผ่านกลาง ที่เรียกว่า “ตรอก” ก็เพราะมีถนนแคบๆ ผ่ากลางมักเป็นถนนที่ให้คนเดิน และสำหรับรถจักรยานหรือรถเข็นลากผ่านเท่านั้นเหมาะกับฐานะของคน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนและคนมีฐานะปานกลางที่ไม่ขี่รถยนต์ ในขณะที่ “ซอย” มีถนนใหญ่กว่าผ่านกลาง รถยนต์แล่นผ่านได้ เป็นที่อยู่ของคนที่มีฐานะ มีบ้านใหญ่โตและมีบริเวณ
คนรวยคนใหญ่คนโตมักอยู่กันในซอย และซอยก็เป็นพัฒนาการที่เกิดทีหลังตรอกนอกจากตรอกและซอยแล้วในแต่ละย่านหนึ่งก็จะมีวัด เป็นที่ซึ่งคนในย่านนั้นมาทำบุญ
แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือตลาด เป็นแหล่งที่พวกพ่อค้าและนักธุรกิจอยู่อาศัยประกอบด้วยตึกแถวห้างร้านที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและขายของ มักเป็นบริเวณสามแยกหรือสี่แยกถนน นับว่าเป็นชุมทางคมนาคมไปด้วยในเวลาเดียวกัน สิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตประจำวันของทั้งคนในตรอกซอยและตลาดก็คือตลาดสด อันเป็นที่ขายของสดของคาวที่จะนำไปปรุงแต่งเป็นอาหาร ในบริเวณตลาดนี้มักมีการตั้งศาลเจ้าไว้สักการะ เพราะคนในแหล่งตลาดส่วนมากเป็นคนจีน หรือไม่ก็เป็นลูกหลานคนจีน
โดยเหตุนี้ เมื่อมองดูความเป็นชุมชนกันแล้วก็จะเห็นว่าผู้คนที่อยู่ในตลาดมีความเป็นอยู่ที่เป็นชุมชนกว่าพวกคนในตรอกในซอย ซึ่งอย่างดีก็เพียงแค่รู้จักกันเท่านั้น ความขัดแย้งในแต่ละย่านนั้นก็มีแต่มักเป็นเพียงเรื่องไม่ไว้วางใจกันเป็นสำคัญ คือผู้คนในตรอกและซอยมักไม่ชอบพวกที่อยู่ในตลาด เห็นว่าเป็นคนต่างชาติบ้าง พ่อค้าแม่ค้าที่ชอบเอารัดเอาเปรียบบ้าง มีการนินทาว่าร้ายต่อกัน แต่แล้วก็ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ทั้งหลายแหล่นี้คือลักษณะของสังคมเมืองที่เคยมีมา
ราว ๓๐ ปีที่ผ่านมา สังคมเมืองก็เปลี่ยนไป อันเป็นผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มีมาแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนชนบทหลั่งไหลกันเข้ามาในเมืองเพื่อศึกษาเล่าเรียนและหางานทำ รวมทั้งพวกที่เข้ามาลงทุนประกอบกิจกรรมทางการค้าธุรกิจด้วยผลที่ตามมาทำให้เมืองมีคนมากขึ้น เป็นการเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าเป็นการเพิ่มที่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมแต่อย่างใด เพราะคนที่เข้ามาเหล่านั้นไม่รู้จักกัน และส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางและกรรมกร การตั้งถิ่นฐานของคนเหล่านี้ทำให้มีทั้งการขยายเขตเมืองออกไปอย่างกว้างขวางและการอยู่ซับซ้อนกับผู้คนที่อยู่มาก่อนในบริเวณเดิมด้วย
สิ่งที่เป็นเหตุทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองที่มีมาแต่เดิมต้องหมดไปก็คือการสร้างบ้านจัดสรรขึ้นทำให้เกิดย่านที่อยู่อาศัยกระจายไปทั่วมีมากหลายแบบ บางแห่งก็ดูสวยดีแต่ไม่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบรรดาผู้อยู่อาศัยในลักษณะเป็นชุมชน เพราะต่างคนต่างอยู่ต่างซุกหัวนอน การรู้จักมักคุ้นกันนั้นจำกัดอยู่เพียงครอบครัวและหมู่มิตรสหายเท่านั้นหาได้กว้างขวางออกไปไม่ แต่สิ่งที่เป็นผลตามมาก็คือการเติบโตของเมืองอย่างไม่มีระเบียบแบบแผนดังได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงวิบัติของสังคมเมืองและสังคมชนบทก็ยิ่งเกิดขึ้นอย่างทวีคูณแต่สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและเกษตรอุตสาหกรรม ทำให้มีการกว้านซื้อที่ดินและการปั่นราคาที่ดินจนที่ดินแพงทั่วราชอาณาจักร คนชนบทขายที่ดินมีเงินมีทองอย่างรวดเร็ว แต่ไม่จีรังเพราะเงินที่ได้มานั้นได้ถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องฟุ่มเฟือยจนหมดไปอย่างรวดเร็ว เลยต้องผันตัวเองเป็นกรรมกรตามโรงงานและแหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งบางทีก็อยู่ใกล้กับถิ่นเดิมของตน แต่บางทีก็ต้องโยกย้ายไปทำงานในที่อื่นที่ห่างบ้านเรือนและครอบครัว แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือการอพยพจากชนบทเข้ามาทำงานรับจ้าง งานก่อสร้างและงานบริการในเมือง เป็นเหตุให้เกิดความแออัดขึ้นในเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคคอนโดฯ อย่างรวดเร็ว มีงานก่อสร้างตึกรามบ้านช่องถนนหนทาง ทางด่วน ทางยกระดับ สะพานลอย ศูนย์การค้า และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ต้องการแรงงานกรรมกรเป็นอันมาก เลยดึงดูดแรงงานจากชนบทเข้ามาอย่างรวดเร็วกว่าเมืองอื่นๆ ยิ่งทางชนบทประสบความล้มเหลวในด้านการเกษตร เช่นเกิดเพลี้ยกระโดดที่ทำลายพืชพันธุ์จนไม่ได้ผลิตผล ก็ยิ่งอพยพเข้ามาหางานทำกันในกรุงเทพฯ มากขึ้น
นอกจากชนชั้นกรรมกรที่เป็นพวกชาวไร่ชาวนาอพยพมาจากต่างจังหวัดแล้ว ก็ยังมีชนชั้นกลางจากต่างจังหวัดอีกเป็นจำนวนมากที่อพยพเข้ามาในกรุงเทพฯ บางพวกก็เข้ามาเรียนต่อและหางานทำ แต่บางพวกก็เข้ามาตั้งหลักแหล่งทำการค้าขาย เพราะการเกิดบรรดาศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้านั้นเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจการค้าของบรรดาห้างร้านต่างๆ บรรดามีในกรุงเทพฯ มาแต่เดิม เปิดโอกาสให้คนกลุ่มใหม่เข้ามาแทนที่กลุ่มเก่าๆ อีกมากมาย
ผลิตผลของคนกลุ่มใหม่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในยุคนี้ก็คือ การเกิดเศรษฐีใหม่หรือคนรวยใหม่ขึ้นในบรรดาคนชั้นกรรมกรและชาวนา กับชนชั้นกลางที่เป็นพวกพ่อค้านักธุรกิจและข้าราชการบางกลุ่ม อย่างเช่นรวยจากการขายที่ เป็นนายหน้าขายที่ ปั่นราคาที่ดิน ตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรที่เป็นของส่วนรวมของแผ่นดิน (รวมไปถึงการมีรายได้จากกิจกรรมอื่นที่ไม่มีความชอบธรรมด้วย)
บรรดาเศรษฐีใหม่เหล่านี้มักมีรสนิยมที่แปลกๆ ชอบทำอะไรใหม่และอยากได้อะไรใหม่ที่ดูแล้วเด่นกว่าคนอื่น จนชอบที่จะรับอะไรต่ออะไรจากภายนอกเข้ามาโดยไม่คิดคำนึงว่าเหมาะสมหรือเข้ากันได้ดีกับของที่มีอยู่แล้วหรือไม่ เลยเกิดความไม่เป็นระเบียบแบบแผนขึ้นในบ้านเมือง จนยากที่จะควบคุมได้ด้วยกฎหมาย เพราะคนเหล่านี้มีนิสัยไม่เคารพกฎหมายและละเมิดกฎหมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบ้านจึงไม่เป็นบ้านและเมืองก็ไม่เป็นเมืองอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่นอกจากมีสภาพเป็นป่าและเขาคอนกรีตเสริมเหล็กแล้ว ยังเกิดความแออัดเนื่องมาจากการจราจรติดขัดมากกว่าที่ไหนๆ ในโลก
การแห่เข้ามาอยู่ในกรุงกันอย่างไม่เป็นชุมชนนั้น นอกจากทำให้เกิดประชาชนล้นเมืองแล้ว ยังเป็นการทำลายความเป็นครอบครัวของตนเองด้วยในที่สุด เพราะเวลาที่เสียไปในการเดินทางไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หรือกิจการอื่นๆ นั้นแล้วเอาเวลาที่ครอบครัวจะใช้อยู่ร่วมกันอย่างที่มนุษย์พึงมีต่อกันไปจนหมด ดังเห็นได้จากทุกวันนี้ที่เกือบทุกคนในกรุงเทพฯ ต้องตื่นนอนแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อออกจากบ้านพร้อมกัน ลูกไปโรงเรียนทางหนึ่ง แม่ไปทำงานอีกที่หนึ่ง และพ่อซึ่งเป็นผู้รับส่งไปทำงานอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสรุปแล้ว ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามถึงสี่ชั่วโมงในการเดินทางรับส่ง เมื่อบวกกับเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานราวหกชั่วโมงต่อวันแล้ว ก็เหลืออีกเพียงประมาณสองสามชั่วโมง ซึ่งก็ต้องใช้ไปในเรื่องอาบน้ำแต่งตัวรับประทานอาหารและทำกิจส่วนตัวก่อนเข้านอน ความเป็นอยู่อย่างครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันจึงไม่เป็นไปอย่างปรกติวิสัยเช่นที่มนุษย์จะพึงมี
ดังนั้น ตามที่กล่าวมาแล้วก็จะเห็นว่าศักยภาพในความเป็นมนุษย์ของคนไทย ที่จะดำรงครอบครัวตัวเองและสังคมนั้น ในขณะนี้แทบไม่มีความสำนึกและความเข้าใจแต่อย่างใด เกือบทุกคนมองแต่ข้างนอกเป็นสรณะ เพื่อการได้มาซึ่งวัตถุที่ตอบสนองความต้องการทางโลกเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น จะมีสักกี่คนที่มีอำนาจกุมบังเหียนเศรษฐกิจและการเมืองขณะนี้ที่จะมองไปข้างหน้า และคิดที่จะทำอะไรเตรียมอะไรให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นลูกหลานบ้าง เกือบกล่าวได้ว่าสังคมไทยทุกวันนี้เป็นสังคมเพื่อขาย ขายแผ่นดิน ขายทรัพยากร ขายลูกขายเมีย และขายตัวเองในที่สุด เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อดรันทดใจไม่ได้ว่า เวลามีความขัดแย้งระหว่างคนที่รักแผ่นดินกับคนกินแผ่นดินที่ใดในอดีต ก็มักมีคนบางคนออกมาร้องเพลง “หนักแผ่นดิน” บ้าง เพลง “เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว” บ้าง มาปลุกระดมให้เกิดการฆ่ากันเองอย่างสนุกสนาน ปัจจุบันนี้จะรู้หรือยังว่าเพลงเหล่านี้ได้กลายเป็นหมันไปหมดแล้ว เพราะคนที่เรียกว่าคนไทยในขณะนี้คือทาสติดแผ่นดิน คนที่มาเป็นเจ้าของแผ่นดินแทนนั้นก็คือบรรดานักธุรกิจ นายทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น
ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนามาเป็นสังคมอุตสาหกรรมใหม่ โดยพลังผลักดันของโลกานุวัตรแบบทุนนิยมเสรีนั้นทำให้คนไทยไม่ต้องถอยหนีจนตกทะเลแต่อย่าง และไม่ต้องรวมกำลังเป็นกองทัพที่จะต่อสู้อริราชศัตรูจากที่ไหน เพราะผืนดินที่อยู่ทุกวันนี้ได้เป็นสมบัติของนายทุนข้ามชาติเรียบร้อยแล้ว นับว่าโชคดีทีเดียว ที่คนเหล่านั้นไม่ต้องใช้กำลังออกแรงด้วยการรบพุ่งให้เสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด เพียงใช้เงินและการโฆษณาชวนเชื่ออย่างชาญฉลาด ก็โต้ทั้งแผ่นดิน ทรัพยากร พร้อมด้วยทาสติดที่ดินด้วยในเวลาเดียวกัน
เมื่อมาถึงตรงนี้ก็คงไม่ต้องบอกว่าที่เรียกว่า “โลกาวิบัติ” นั้นคืออะไรและเป็นอย่างใด เพราะความวิบัติได้เกิดขึ้นแล้วในทุกวันนี้ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่รู้สึกเท่านั้น เพราะถูกครอบงำและมอมเมาจากภายนอก จนมองไม่เห็นตัวเองและไม่รู้จักตัวเอง ยอมให้ทุกอย่างถูกกำหนดจากภายนอกในกระแสโลกานุวัตรที่อุปโลกขึ้นมาโดยนักธุรกิจข้ามชาติ ถ้าหากยังคงให้กระแสแงความวิบัติครอบงำอยู่เช่นนี้เรื่อยๆ ความเป็นมนุษย์และมนุษยธรรมก็คงสิ้นสุดและเหือดหายไปจากสังคมไทยในที่สุด
เมื่อความเป็นมนุษย์สิ้นสุดลงก็คงจะไม่ต้องบอกดอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นทำให้นึกไม่ถึงเรื่องกลียุคที่มีอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนาได้ การเกิดกลียุคก็คือการสิ้นสุดของโลก และโลกก็จะถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์ เกือบทุกศาสนาที่เป็นศาสนาสากล มักกล่าวถึงการสิ้นสุดของโลกในทำนองนี้ แต่ศาสนาฮินดูดูเหมือนให้ภาพที่น่าเร้าใจกว่า คือเป็นภาพของการร่ายรำทำลายโลกของพระอิศวรหรือพระศิวะ อย่างที่เห็นในรูปปั้นของพวกโจฬะและภาพสลักบนหน้าบันปราสาทขอม เช่นที่พนมรุ้ง เป็นต้น
การร่ายรำของพระศิวะดังกล่าวนี้เรียกว่าปางศิวะนาฎราช มักปรากฏเฉพาะหน้าบันทางด้านหน้าของปราสาทเป็นด้านสำคัญเท่านั้น พระศิวะคือเทพเจ้าสูงสุด เป็นทั้งพระผู้สร้างและผู้ทำลาย เพราะฉะนั้นเมื่อทำลายคนชั่วและความชั่วหมดไปแล้วก็ต้องมีการสร้างโลกกันใหม่ จึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับภาพสลักบนหน้าบันที่อยู่ข้างใต้ที่ปรากฏเป็นภาพของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตรงพระนาภีของพระนารายณ์หรือพระวิษณุจะมีลายบัวผุดออกมา และมีพระพรหมเกิดขึ้นตรงกลางดอกบัวนั้น ก็นับได้ว่าเป็นการมองโลกที่ได้ดุลยภาพกันทั้งในแง่ร้ายและแง่ดี การสร้างโลกใหม่นั้นคือความหวังในศาสนาฮินดู แต่ถ้าในทางพระพุทธศาสนาแล้วก็คือการรอคอยศาสนาของพระศรีอาริยเมตรัย ที่สี่มุมเมืองจะมีต้นกัลปพฤกษ์ขึ้นอยู่ ใครอยากได้อะไรก็ไปอธิษฐานขอเอา

ปัญหาของสังคมไทยขณะนี้ก็คือท่ามกลางกระแสโลกานุวัตรที่คุกคามจากภายนอกอยู่นี้ คนไทยจะยังรอคอยให้พระศิวะเสด็จมาร่ายรำกระทืบโลกให้พังเพื่อทำลายคนชั่วที่เป็นผู้คนส่วนใหญ่ของโลกหรือ? หรือว่าจะรอคอยจนถึงศาสนาพระศรีอาริย์กัน ทางออกทางแก้และความหวังยังคงมีอยู่ แม้ว่าในขณะนี้ออกจะสายไปหน่อยก็ตามแน่นอน ภาวะโลกาวิบัติได้เกิดขึ้นแล้วและกำลังนำสังคมไปสู่การขัดแย้งที่มีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่ก็ยังไม่อยู่ในสภาพที่สิ้นหวังถึงกับต้องรอคอยพระศรีอาริย์
ทางออกที่สำคัญในขณะนี้เป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำยาก ก็คือการนำความเป็นมนุษย์กลับคืนมาสู่สังคมดังเดิมนั่นเอง เป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้อย่างรวดเร็วด้วยการใช้กำลังห้ำหั่นกันในลักษณะปฏิวัติหรือรัฐประหารอะไรทำนองนั้น เพราะรังแต่จะเป็นเรื่องของความรุนแรงที่ยังความพินาศมาให้ถ่ายเดียว
ทำนองตรงข้าม จะเป็นเรื่องที่เริ่มจากการแก้ไขตัวเองของแต่ละบุคคลก่อน จำเป็นต้องฆ่าค่านิยมบางอย่าง ที่ทำให้ไม่รู้จักตัวเองเสีย อาทิเช่น ความนิยมในความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเห็นแก่ตัวและมองอะไรเพื่อตัวเอง และความหลงใหลได้ปลื้มกับเรื่องของวัตถุหันมาฟื้นฟูความเป็นครอบครัวและชุมชนขึ้นใหม่
ทั้งหมดนี้เป็นการเคลื่อนไหวจากข้างล่าง จากครอบครัวไปหาชุมชนในท้องถิ่น สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันในท้องถิ่นเดียวกันให้เกิดขึ้น
ผลที่ตามมาก็จะทำให้เกิดรูปแบบในการดำรงชีวิตเป็นแบบเดียวกัน อันเนื่องมาจากการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นเดียวกัน รูปแบบในการดำรงชีวิตดังกล่าวนี้ก็คือวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างไปจากของท้องถิ่นอื่น อันเนื่องมาจากการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน และรูปแบบที่แตกต่างกันดังกล่าวนี้ก็คือเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง
กระบวนการที่เกิดสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่า “ท้องถิ่นวัฒนา” [Localization] เป็นสิ่งที่แสดงถึงลักษณะความแตกต่างกันในทางวัฒนธรรมของมนุษย์ อันเป็นลักษณะตรงข้ามกับความเหมือนกันของมนุษย์ในฐานะที่มีความเป็นมนุษยชาติเหมือนกัน
โลกานุวัตรนั้นแท้จริงก็คือกระบวนการที่สร้างความเหมือนกันหรือความคล้ายคลึงกันให้กับมนุษย์ ซึ่งถ้าหากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติที่จะต้องมีปฏิกิริยากับกระบวนการท้องถิ่นพัฒนาเพื่อให้เกิดดุลยภาพในความเป็นมนุษย์แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมยังเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ แต่ทว่ากระบวนการโลกานุวัตรที่เกิดจากพลังและอำนาจทางเศรษฐกิจที่กล่าวมานั้น หาใช่กระบวนการทางธรรมชาติไม่ หากเป็นกระบวนการทางธรรมชาติไม่ หากเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนมนุษย์ส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน หรืออีกนัยหนึ่งไม่ได้ดุลย์กับกระบวนการท้องถิ่นพัฒนานั่นเอง จึงเกิดการขัดแย้งที่ไม่อาจควบคุมได้ และผลที่ตามมาก็คือความวิบัติ เหตุที่วิบัติก็เพราะกระบวนการท้องถิ่นพัฒนาอ่อนแอ ไม่มีพลังและปัญญาที่จะกลั่นกรองและปรับเปลี่ยนสิ่งที่มาจากภายนอกให้เหมาะสมกับของที่มีมาแต่เดิมได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการท้องถิ่นพัฒนานั้นแท้ที่จริงหาใช่สิ่งที่ทวนกระแสโลกไม่ และก็ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่ว่ามีความเคลื่อนไหวโดยการนำทั้งข้างนอกและข้างในมาผสมผสานกันนั่นเอง
สำหรับความวิบัติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้งรัฐและสังคมเองอยู่ในสภาพเจ็บป่วย แต่ถ้าหากไม่มีความพยายามอันใดก็ตามที่จะยับยั้งภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วดังกล่าวนี้ และนำความเป็นมนุษย์กลับคืนมาด้วยการสร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัวและชุมชนแล้ว ความวิบัติที่มีความรุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยมีในประวัติศาสตร์ก็จะอุบัติขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย และเมื่อถึงเวลานั้นก็คงจะไม่มีใครมาสนุกสนานด้วยการร้องเพลง “หนักแผ่นดิน” หรือ “เราถอยไปไม่ได้อีกแล้ว”
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้สังคมจำต้องหันมาทบทวนระบบการศึกษากันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

Effects of Globalization on Thai Society
The term “globalization” is used frequently these days in academic circles and the mass media. The basic concept of “globalization” refers to world trends which are in fact dominated by large international business or multi-national corporations. Making clever use of communication technology and other media enables these multi-national corporations (MNC) to control world economics and politics, with their considerable influence over governments around the world. Most politicians are involved in MNC operations to some extent so subsequently the bureaucratic system is becoming a tool for MNC growth.
Over the past thirty years. Thai Society has experienced a lot of changes. Superficially, the country appears to be a developed country or a newly industrialized country (NIC). But this rapid economic growth has also led to social distortion and conflicts due to problems assimilating the new, privileged lifestyle. The wealthy, higher educated members of society tend to be more adaptable and learn how to make of the most the changes and how to take advantage, leaving little for the poor.
Such “development”, initiated and executed, by the MNC’s in cooperation with the government, has quickly dehumanized Thai society, destroying families and communities. Farmers and village people have been marginalized to work in big city factories by economic pressures and the hunt for land by local and foreign capitalists. The economic benefits of city life cannot compensate for the lack of meaningful social relationships. It is indeed “concrete jungle.”
Thai society has been called “a selling society” as the people will sell anything; their land, natural resources, their children, wives and themselves.
The author believes that Thailand’s effective development in this age of globalization requires strong, independent government and which is not easily dominated by external powers. However Thai society is certainly not immune to the world pressures and trends inherent in globalization. Most importantly, we must focus on human development within society. The state cannot be relied upon to uphold this priority as it is too involved with MNC loyalties. We have to start at the roots; or the family and local community, and foster social relationships which create a sense of belonging. This “localization” promotes individual security and development of identity. It is not anti world currents or a static condition; It is a dynamic process, combining the best aspects of “internal” and “external” progress. Failure to “humanize” our development will certainly have negative effects on future Thai society.
ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๑, มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๗