หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
รัชมังคลาภิเษกนั้นสำคัญไฉน?
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2531, 11:38 น.
เข้าชมแล้ว 11432 ครั้ง

 

 ภาพการประดับซุ้มเฉลิมฉลองในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๕๐

 

ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ นี้ มีวันประวัติศาสตร์สำคัญอีกวันหนึ่งคือวันที่ ๒ กรกฎาคม  อันเป็นวันที่ทางรัฐบาลจัดให้มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ปกครองแผ่นดินไทยมายาวนาน กว่าสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าองค์อื่นๆ ที่มีมา

 

พระราชพิธีอันเป็นมงคลนี้ไม่ได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ หากมีมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช” อันเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน เพราะรัชสมัยของพระองค์นั้น มีหลักฐานแน่นอนว่ายาวนานกว่าบรรดาพระอดีตมหากษัตริย์ที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เนื่องในมงคลสมัยเช่นนี้เองที่บรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ พ่อค้า คหบดี รวมทั้งไพร่ฟ้าประชาชน ร่วมใจกันจัดพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเฉลิมฉลอง

 

ครั้งนั้นเจ้านายและขุนนางที่เป็นนักปราชญ์ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและพระยาโบราณราชธานินทร์ ข้าหลวงมหาดไทยและเทศาภิบาลและมณฑลอยุธยา ได้ทรงร่วมและร่วมกันสอบด้านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าบรรดาพระมหากษัตริย์ที่เคยปกครองบ้านเมืองในประเทศไทยมาเท่าที่พอได้หลักฐานนั้น มีพระองค์ใดบ้างที่ครองราชย์เป็นเวลานาน

 

การสอบค้นครั้งนั้นไม่ได้รวมพระมหากษัตริย์ที่เคยปกครองสุโขทัยและล้านนา เพราะเนื่องมาจากคนส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่สนใจหรือเข้าใจเกี่ยวกับแคว้นสุโขทัยและล้านนาก็ว่าได้ หรืออีกอย่างหนึ่งคือทราบแต่ก็คงไม่ยอมรับฐานะเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามของบรรดาพระมหากษัตริย์นั้นๆ

 

ในทำนองตรงข้าม กลับมองอยู่เพียงแค่กรุงศรีอยุธยาเสมือนกับว่าฐานะการเป็นราชอาณาจักรในประเทศสยามนั้นเพิ่งเริ่มที่กรุงศรีอยุธยาเป็นแห่งแรก เป็นพระราชอาณาจักรที่มีการจดบันทึกของพงศาวดารเรียงลำดับรัชกาลแต่ละรัชกาลตั้งแต่องค์แรกจนถึงองค์สุดท้าย

 

บรรดาสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงครองราชย์ยืนนานที่สุด คือครองอยู่ระหว่าง พ.ศ.๒๐๓๔ ถึง พ.ศ.๒๐๗๒  นับรวมเวลาที่อยู่ในราชสมบัติถึง ๓๘ ปี กระนั้นก็ดี ก็ยังไม่ยาวนานเท่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงองค์ปิยมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งก็ไม่ปรากฏมีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก หรืองานพระราชพิธีเฉลิมฉลองอันใดในทำนองเช่นนี้ ในรัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา

 

เพราะฉะนั้น พระราชพิธีอันเป็นมงคลนี้จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์โดยแท้

 

แต่กระนั้น ก็มิได้หมายความว่า ขุนนาง ข้าราชการและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน จะไม่มีความรู้สึกกตัญญูต่อองค์สมเด็จพระมหากษัตริย์เท่ากับคนในกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงศรีอยุธยา คือรากเหง้าแห่งกรุงเทพพระมหานคร เป็นที่มาของระบบการปกครอง แนวความคิดและอุดมคติของความเป็นพระมหากษัตริย์ในคติธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปกรรม

 

ซึ่งนับแต่การสร้างวัด สร้างพระบรมมหาราชวังและการสร้างพระนคร ชาวอยุธยาไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ขุนนางและไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน มีความเคารพและศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมือง การให้ความยุติธรรมและสร้างความร่มเย็นเป็นปึกแผ่นแก่พระศาสนาและความเป็นอยู่ของประชากร เพราะฉะนั้นในโอกาสใดที่มีการทำบุญ ทำกุศลกัน ก็จะมีคำกล่าวระลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์อยู่ด้วยเสมอ

 

ดังเห็นได้จากจารึกบนแผ่นลานทอง พ.ศ. ๑๙๕๑ พบที่วัดส่องคบ เมืองชัยนาทบุรีในเขตจังหวัดชัยนาท ที่กล่าวถึงการทำบุญสร้างพระธาตุเจดีย์ของเจ้าเมืองขุนเพชญสารและครอบครัว ซึ่งมีข้อความเริ่มต้นของจารึก กล่าวว่า

                                         

        นโมพุทธายะ ทศนัขคุณเทศ
พกาแก้วเกต สพมรกษัตริย์
ทัดดินต่างปิ่นเกล้า เป็นทองมกุฎ
สุดใจดินใจฟ้า......  

 

จากจารึกที่อ้างมานี้ก็คงพอสะท้อนให้เห็นว่า ในความรู้สึกนึกคิดของชาวกรุงศรีอยุธยานั้น “พระเจ้าแผ่นดิน” คือผู้ที่ต้องทรงตรากตรำลำบากในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่บรรดาไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน

 

 

การบวงสรวงบูรพกษัตริย์ที่ พลับพลาตรีมุข พระราชวังเดิม พระนครศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ ๕

 

อีกทรงเป็นพระผู้ “ทัดดินต่างปิ่นเกล้า” ควรแก่การสักการบูชาและบำเพ็ญกุศลถวายให้ทรงมีพระชนม์ยืนนานเพื่อเป็นที่พึ่งแก่อาณาประชาราษฎร์ทั่วไป

 

คนในสมัยกรุงศรีอยุธยาคงจะนิยมในการเฉลิมฉลองและสร้างกุศลถวายพระมหากษัตริย์ด้วยการสร้างวัดวาอาราม จึงน่าจะเป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้อยุธยาเต็มไปด้วยวัดใหญ่น้อยมากมายหลายร้อยแห่ง เพราะการสร้างวัดแต่ละแห่งนั้น ย่อมมีทั้งการเฉลิมฉลองการละเล่นบันเทิงไปด้วยกับการทำบุญ ทำกุศล

 

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกครั้งรัชกาลที่ ๕ ที่จัดให้มีขึ้นนั้น ไม่ปรากฏมีการสร้างวัดเพราะวัดมีคนสร้างอยู่มากมายแล้ว หากเป็นการสร้างสถานที่สำคัญที่เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมของกาลเวลาขึ้นแทน นั่นก็คือ การสร้าง “พระที่นั่งอนันตสมาคม” ซึ่งปัจจุบันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐสภาของประเทศ สร้าง “สะพาน” สำคัญในกรุงเทพพระมหานคร บรรดาสะพานต่างๆ ที่ขึ้นต้นด้วยคำเรียกชื่อว่า “เฉลิม” นั้น คือสะพานที่สร้างขึ้นเนื่องในพระราชพิธีนี้ทั้งสิ้น

 

สิ่งก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญในวาระอันเป็นมงคลสมัยนี้ก็คือ “พระบรมรูปทรงม้า” อันเป็นพระบรมรูปของสมเด็จพระปิยะมหาราช ทรงเครื่องแบบอย่างตะวันตก ได้มีพระราชพิธีเปิดอนุสาวรีย์พระบรมรูปนี้ต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ดำรงพระยศเป็นสยามมงกุฎราชกุมารในขณะนั้น ทรงอ่านรายงานและกราบบังคมทูลให้ทรงเปิดอนุสาวรีย์พระบรมรูป

 

นอกจากนี้ยังมีงานเฉลิมฉลองประดับไฟ จุดดอกไม้ไฟกัน ทุกหัวเมืองในพระราชอาณาจักร แต่สิ่งที่สะดุดตาในสมัยนั้น ก็คือการจัดขบวนแห่รถยนต์ ซึ่งบรรดาเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ และพ่อค้า คหบดีร่วมกันตกแต่งถวาย  รถยนต์ในสมัยนั้นคือของใหม่และแปลกสำหรับเมืองไทย จึงเป็นที่สนใจกันโดยทั่ว นอกจากนั้น ก็มีขบวนทหารแต่งเครื่องแบบอย่างตะวันตก เดินแถวคล้ายๆ กับสวนสนามถวายพระเกียรติ

 

เมื่อดูโดยตลอดแล้วไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างสถานที่สำคัญการจัดขบวนแห่รถยนต์ และการสวนสนามของทหารและอะไรต่ออะไรอีกมากมาย ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากสมัยที่มีแต่ก่อนๆ มาเป็นการรับอิทธิพลวัฒนธรรมทางตะวันตก ซึ่งเป็นการแสดงความก้าวหน้าและทันสมัยของประเทศชาติในยุคนั้น

 

อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในครั้งนั้น ก็หาได้ละเลยขนบประเพณีเก่าๆ ของไทยแต่เดิมไม่ ยังคงสร้างความสัมพันธ์กับอดีตอย่างครบครัน นั่นก็คือ ก่อนที่จะมีการเฉลิมฉลองกันอย่างมโหฬารในกรุงเทพพระมหานคร ทางราชการก็ได้จัดให้มีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระอดีตมหาราชแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรีขึ้น ณ พระราชวังโบราณที่พระนครศรีอยุธยา

 

ครั้งนั้นได้มีการตกแต่งกำแพงพระนครขึ้นใหม่ มีการปรับปรุงและตกแต่งพระมหาปราสาทสำคัญของกรุงศรีอยุธยา คือพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท พระที่นั่งวิหารสมเด็จ และพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ เพื่อเป็นสถานที่ในการประกอบพระราชพิธี

 

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาประทับ ณ พระนครศรีอยุธยา ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีบวงสรวงพระอดีตมหาราช และเสด็จออกให้ประชาชนได้เฝ้าถวายพระพร ณ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท มีการเฉลิมฉลองจุดดอกไม้เพลิงและการละเล่นนานาชนิด หลังจากพระราชพิธีที่กรุงศรีอยุธยาแล้วก็มีการประกอบพระราชพิธีถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอดีตมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งพระราชพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษกของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงด้วย

 

พระราชพิธีต่างๆ ตามขั้นตอนเหล่านี้ก็คือการสานต่อของสิ่งต่างๆ ที่ดีงามมาแต่อดีตในสังคมไทยทั้งสิ้น

 

ครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระปิยมหาราช เมืองไทยก้าวหน้าดำรงเอกราชและมีศักดิ์ศรีทัดเทียมนานาอารยประเทศบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามาผสมผสานให้เป็นพื้นฐานแก่บ้านเมืองในสมัยปัจจุบัน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเนื่องในพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ที่พลับพลาตรีมุข พระนครศรีอยุธยา ๒๕๓๑

 

ถ้าจะมองดูความเก่าแก่ของบ้านเมืองเท่าที่เหลืออยู่ขณะนี้ ก็อาจกล่าวได้ว่า บรรดาตึกรามบ้านช่องสถานที่ทำการของรัฐบาล พ่อค้าและเอกชน ตลอดจนถนนหนทางในกรุงเทพพระมหานครและเมืองอื่นๆ ในพระราชอาณาจักรนั้น ส่วนใหญ่เป็นของที่สร้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ทั้งสิ้น ถ้ามองย้อนหลังกันอย่างเผินๆ เราเห็นเมืองไทยเพียงแค่หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง นั่นก็คือรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงทรงเป็นพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าที่อยู่ในความทรงจำของ ประชาชนทุกยุคทุกสมัย

 

ดังพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ที่กล่าวว่า

                                           

       “สยามมินทร์ปิ่นธเรศเจ้า จุลจอม จักรเอย
นึกพระนามความหอม ห่อหุ้ม
อวลอบกระหลบออม ใจอิ่ม
เพราะพระองค์ทรงอุ้ม โอบเอื้อเหลือหลาย”

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน คือพระผู้ทรงเป็นรัชทายาทในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของแผ่นดินและแสวงหาความก้าวหน้าทางวิทยาการที่เหมาะสมและทันสมัยให้แก่ประเทศชาติของสมเด็จพระอัยกาธิราชอย่างแท้จริง

 

เพราะนอกจากจะทรงปฏิบัติพระภาระกิจในฐานะองค์พระประมุขของประเทศอย่างครบครันและสม่ำเสมอแล้ว ยังตรากตรำพระวรกายในเวลาที่ควรจะได้ทรงพักผ่อน ออกไปเยี่ยมเยียนราษฎรทรงดูแลทุกข์สุขและแนะวิชาชีพ ตลอดจนทรงอำนวยการสร้างและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนที่เดือดร้อน ได้มีอาชีพและรายได้โดยทั่วถึงกัน

 

แต่กระนั้นก็มิได้หมายความว่า พระองค์ทรงมองแต่เพียงข้างหน้าอย่างลืมอดีต ยังทรงเป็นองค์อุปถัมภกในกิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรมและขนบประเพณีที่ดีงามของประเทศอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องกิจกรรมด้านอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของบ้านเมือง อันเป็นกิจกรรมทางภูมิปัญญาที่จะต้องธำรงไว้เพื่อเกียรติภูมิของประเทศ ก็โปรดให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ผู้ทรงเป็นปิยราชกุมารีของปวงชน ทรงเป็นประธานและองค์อุปถัมภ์มิได้ขาด

 

จึงนับว่าเป็นการมงคลและกุศลสมัยอย่างยิ่งในการที่ทางรัฐบาลได้จัดให้มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองถวายแด่สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรง “ทัดดินต่างปิ่นเกล้า” พระองค์นี้

 

ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๓, กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๓๑)

อัพเดทล่าสุด 31 ต.ค. 2560, 11:38 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.