
แนวเทือกเขาพระพุทธบาทที่สระบุรี
ชาติไทยตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยหลัง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา ขาดสำนึกทางจิตวิญญาณและการอบรมทางสุนทรียะจากธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม เพราะผู้นำประเทศและบรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่ทางราชการขาดความรู้ความเข้าใจในอารยธรรมของบ้านเมืองที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ผลที่ตามมา ทำให้เกิดการไม่เอาใจใส่และการทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ และสถานที่ทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของบ้านเมืองลงเสียแทบทุกท้องถิ่นและภูมิภาคของประเทศ
หนึ่งในบรรดาสถานที่และสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่กล่าวถึงนี้ คือเขาพระพุทธบาทที่เป็นกลุ่มเขาหินปูนและหินอ่อนที่มีรูปทรงสวยงามสลับซับซ้อน มีถ้ำ ลำห้วย โตรกผาและพันธุ์ไม้ในป่า ซึ่งรวมไปถึงบรรดานกและสัตว์ใหญ่สัตว์เล็กนานาชนิดด้วย
ความพินาศของเขากลุ่มนี้ในความรู้สึกของข้าพเจ้าเป็นสิ่งที่สุดจะสรรหาถ้อยคำหยาบคายที่สุดในโลกมาด่าทอให้สาสมได้ เพราะเป็นสถานที่ที่ถูกทำลายมาอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ
นับแต่ทางรัฐเห็นว่าเป็นแหล่งหินปูนที่จะนำมาทำปูนซีเมนต์เพื่อการก่อสร้างต่างๆ ได้ จึงให้สัมปทานเป็นการใหญ่ จนเกิดโรงงานระเบิดหินไปทั่วบริเวณด้านตะวันออกของภูเขาเกิดมลภาวะฝุ่นฟุ้งกระจายไปในอากาศเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายด้วยโรคทางเดินหายใจนานาชนิด
ปัจจุบัน แม้ว่าการระเบิดหินทำลายภูเขาจะน้อยลงไปแล้ว แต่สภาพแวดล้มของภูเขาพระพุทธบาทก็เต็มไปด้วยร่องรอยการถูกทำลายเป็นบาดแผลจนเหลือที่จะฟื้นฟูให้งดงามเช่นในอดีตที่เคยมีมาได้ แถมยังมีสิ่งก่อสร้าง แหล่งที่อยู่อาศัย และโรงงานเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งล้วนแล้วแต่บดบังและทำลายอดีตที่เคยรุ่งเรืองทั้งสิ้น
ในประวัติศาสตร์อยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ “เขาพระพุทธบาท” คือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แวดล้อมไปด้วยความงามของป่าเขา ห้วยธาร พันธุ์ไม้ และสัตว์ป่านานาชนิด เป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญของพระราชอาณาจักร เกิดศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรม นั่นคือการเสด็จพระราชดำเนินทั้งพยุหยาตราทางน้ำและทางบกจากพระนครศรีอยุธยามายังพระพุทธบาท
การเสด็จฯ พยุหยาตราทางน้ำทำให้เกิดขบวนเรือพระที่นั่งต่างๆ และเรือรูปสัตว์นานาชนิดที่งดงาม และเป็นมรดกตกทอดลงมาจนทุกวันนี้ ขบวนเรือจะเห่กล่อมกันมาตามลำน้ำป่าสักจากอยุธยา มาขึ้นบกที่อำเภอท่าเรือ จากนั้นก็เป็นขบวนช้าง ม้า รถ และคนเดินไปตามถนนที่ให้พวกฝรั่งมาส่องกล้องตัดให้ ผ่านป่าดงไปยังพระพุทธบาท เพื่อที่พระมหากษัตริย์และเจ้านายจะได้นมัสการพระพุทธบาท
การโดยเสด็จฯ ทางน้ำและทางบกนี้ เป็นการชมน้ำ ชมปลา ชมนก ชมไม้ ชมป่าเขาไปในตัวเอง เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ เขาพระพุทธบาท ก็มีการสร้างพระตำหนักหลายแห่งเพื่อการประทับพักอิริยาบถของพระมหากษัตริย์ เจ้านาย และข้าราชบริพาร นับเป็นเวลาหฤหรรษ์ที่ระคนไปกับการทำบุญแสวงบุญ จนเป็นเหตุให้เกิดพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์และบทกวีของกษัตริย์ เจ้านาย และขุนนางมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ อันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แม้แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็เกิดนิราศขึ้นหลายเรื่อง เช่น นิราศพระบาทของสุนทรภู่ เป็นต้น
เขาพระพุทธบาทคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนประชาชนทั่วไปพากันเดินทางมาทั้งทางรถ ทางเท้า เพื่อแสวงบุญ ในฤดูกาลจะแออัดไปด้วยผู้คนทุกชั้นทุกวัยและทุกหนแห่ง เพราะมีความเชื่อกันว่า ถ้าผู้ใดไปไหว้พระพุทธบาทถึงเจ็ดครั้งแล้วตายไปจะไม่ตกนรกขึ้นสวรรค์ได้เลย

จารึกอักษรปัลลวะที่ถ้ำนารายณ์

คำแปลจารึกที่ถ้ำนารายณ์
แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เสื่อมสลายไป เมื่อมีการระเบิดหินทำปูนซีเมนต์ และการพัฒนาบ้านเมือง สร้างถนนหนทางที่ทำลายสภาพแวดล้อมอันสัมพันธ์กับความเชื่อและความงดงามของธรรมชาติที่มีมาแต่อดีต
คนทั่วไปรับรู้เรื่องพระพุทธบาทจากหลักฐานทางพงศาวดารและตำนานเพียงแค่รัชกาลพระเจ้าทรงธรรมในปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ โดยมีการกล่าวว่าทางลังการบอกมาว่ามีรอยพระพุทธบาทที่เขาสุวรรณบรรพตในเมืองไทย ซึ่งมีการประกาศหา และในที่สุดก็มีพรานบุญเป็นผู้พบที่ภูเขาในเขตจังหวัดสระบุรี
พระมหากษัตริย์จึงเสด็จฯ ไปนมัสการ ทรงสร้างพระมณฑปครอบ และสถาปนาเป็นปูชนียสถานสำคัญของราชอาณาจักร เป็นสถานที่ที่พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลต้องเสด็จไปนมัสการ แต่หลักฐานทางโบราณคดีนั้น พบว่าใกล้ๆ กับเขาพระพุทธบาท มีเมืองโบราณที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีอยู่แล้ว ในตำนานเรียก “เมืองปรับตะปะ” หรือ “เมืองขีดขิน” เป็นเมืองที่มีหน้าที่รักษาพระพุทธบาท
เรื่องเมืองขีดขินนี้คงสร้างขึ้นและรับรู้กันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เพื่อให้เป็นเมืองลิงคู่กับเมืองนพบุรีหรือลพบุรีที่หนุมานสร้างในนิทานเรื่องรามเกียรติ์ แต่ถ้าเชื่อมโยงจากความคิดทางประวัติศาสตร์ก็เห็นชัดว่าเป็นเมืองที่สัมพันธ์กับเขาพระพุทธบาทตั้งแต่สมัยทวารวดีอย่างชัดเจน และถ้าคิดให้ลึกลงไปก็อาจแลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคำบอกของชาวลังกาในเรื่องการมีรอยพระพุทธบาท กับเมืองปรันตะปะหรือเมืองขีดขินนี้
ข้าพเจ้าตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้มานานและความกระจ่างก็เกิดขึ้น คือเมื่อประมาณเกือบ ๔๐ ปีที่ผ่านมาได้สำรวจพบถ้ำและจารึกที่ปากถ้ำแห่งหนึ่ง ที่ตำบลพุกร่างซึ่งเป็นบริเวณด้านใต้ของกลุ่มเขาพระพุทธบาท ข้าพเจ้าไปพบตามคำบอกเล่าของรองศาสตราจารย์เสนอ นิลเดช ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้านับถือ ท่านเป็นชาวสระบุรี รับทราบมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน
ตอนที่ข้าพเจ้าเดินทางไปสำรวจนั้น สภาพถ้ำและปากถ้ำยังรกร้าง ภายในถ้ำเต็มไปด้วยขี้ค้างคาว หลังจากพบแล้วก็แจ้งให้ทางกรมศิลปากรทราบ ต่อมาบิดาของข้าพเจ้า คืออาจารย์มานิต วัลลิโภดม ในขณะนั้นเป็นหัวหน้ากองโบราณคดี ได้ไปสำรวจและให้เจ้าหน้าที่ทำการคัดลอกจารึกไว้ ภายหลังมีผู้เชี่ยวชาญอักษรโบราณจากลังกาหรืออินเดียไม่ทราบแน่ ได้เข้ามาพบปะด้วย อาจารย์มานิตจึงนำหลักฐานจารึกไปหารือ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครอ่านได้ชัด ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นก็อ่านอย่างคร่าวๆ แต่พบจับใจความว่ามีคำว่า “อนุราธปุระ” อยู่

อาจารย์ศรีศักรที่เมืองปรันตะปะหรือเมืองขีดขิน ที่จังหวัดสระบุรี
เพียงคำว่า “อนุราธปุระ” ข้าพเจ้าก็ดีใจ เพราะเป็นชื่อเมืองสำคัญทางพระพุทธศาสนาของศรีลังกา ที่ร่วมสมัยทวารวดีกับเมืองสำคัญในเมืองไทยที่นับถือพุทธศาสนาเถรวาทเหมือนกัน จึงน่าจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเมืองปรันตะปะ และคำบอกเล่าของคนลังกาที่ปรากฏในพงศาวดารครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะตำแหน่งของเมืองปรันตะปะหรือเมืองชีดชินนั้น อยู่ที่ตำบลบางโขมดไม่ห่างไกลจากถ้ำที่พบจารึกเท่าใด
ถ้ำนี้ ข้าพเจ้าและอาจารย์มานิตได้เคยเข้าไปสำรวจ พบว่าเป็นถ้ำกว้าง ลึก แต่เต็มไปด้วยขี้ค้างคาว สอบถามจากคนในท้องถิ่นได้ว่าเคยมีคนร้ายเข้าไปลักโบราณวัตถุ โดยเฉพาะเคยมีพระพุทธรูปหินแบบทวารวดีอยู่ แต่ถูกลักไปเป็นสมบัติของเอกชนที่เป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ได้ติดตามอะไร แต่มีผู้เชี่ยวชาญอ่านจารึกได้อ่านมาแล้วได้ความชัดเจนว่า
“กุนทรชน ผู้ตั้งอาณาจักรอนุราธปุระ ได้มอบให้พ่อลุงสินายธะ เป็นตัวแทนร่วมกับชาวเมือง (อนุราธปุระ) ร่วมกันจัดพิธีขับร้องฟ้อนรำ (เพื่อการเฉลิมฉลองปูชนียวัตถุ) ที่ประดิษฐานไว้แล้วในสถานที่นี้”

จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้านำคณะท่องเที่ยวของกลุ่มเพื่อมาตุภูมิไปไหว้พระพุทธบาทตามเส้นทางเสด็จฯ โบราณ ได้แวะเข้าไปดูถ้ำและจารึก ที่ปัจจุบันเรียกว่า “ถ้ำนารายณ์” อยู่ในวัดและสำนักวิปัสสนาที่ใหญ่โต แตกต่างไปจากสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านอย่างสิ้นเชิง ทางวัดรักษารอยจารึกไว้อย่างดี มีคำอธิบาย คำอ่าน และตกแต่งหน้าถ้ำและพื้นถ้ำอย่างโอฬาร แต่สิ่งสำคัญก็คือได้ขจัดความรกร้างของถ้ำที่แต่เดิมเต็มไปด้วยขี้ค้างคาวออก จนกลายเป็นถ้ำที่เป็นศาสนสถานกว้างขวางดังเดิม ทำให้ข้าพเจ้าแลเห็นความสำคัญของถ้ำที่สัมพันธ์กับจารึกขึ้นมาทันใด
ถ้ำนี้เป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้ นอกจากการเป็นถ้ำวิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองในบริเวณนี้ที่สัมพันธ์กับกลุ่มชนที่เรียกว่ากุนทรีชนและเมืองอนุราธปุระ ซึ่งก็แน่นอนว่าคงเกี่ยวข้องกับเมืองปรันตะปะหรือขีดขินอย่างชัดเจน
ดังนั้น เมื่อดูตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำศาสนสถานนี้ กับสภาพแวดล้อมที่เคยเป็นลานผาหน้าถ้ำและภูเขาที่สวยงาม (โดยพยายามจินตนาการลบภาพอัปลักษณ์ของโรงปูนและร่องรอยการทำลายเขาออกไป) แล้วก็แลเห็นได้ชัดว่า ในสมัยเมืองปรันตะปะยังรุ่งเรืองนั้น บริเวณด้านใต้ของเขาพระพุทธบาทคือแหล่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญของบ้านเมืองตั้งอยู่ด้านตรงข้ามกับบริเวณมณฑปพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นด้านเหนือในสมัยอยุธยา
ยิ่งเห็น ยิ่งจินตนาการแล้ว ก็ยิ่งเจ็บปวด จนอยากสาปแช่งคนที่มีส่วนในการทำลายเขาพระพุทธบาทให้ลงนรกนรกานต์
บทบรรณาธิการ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๙ ฉ. ๔ (ต.ค.-ธ.ค. ๒๕๔๖)