
เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ที่ผ่านมา มีโอกาสนำพระสงฆ์ แม่ชี และฆราวาสจากพม่า ไทย และเขมรไปเที่ยวชมนครวัด นครธม เมื่อชมปราสาทนครวัดแล้ว ออกมายืนบนถนนหน้าปราสาท ขณะนั้นเป็นเวลาเย็น เมื่อมองกลับไปดูความยิ่งใหญ่ของปราสาทอีกครั้งหนึ่ง ผู้อาวุโสชาวพม่าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ปรารภออกมาว่า อยากกลับมาอีกครั้ง เพื่อพาครอบครัวลูกเมียมาเที่ยวชม เลยถามว่า ทำไมคิดเช่นนั้น เพราะการมาเที่ยวนั้นดูแพงและสิ้นเปลือง ไม่ค่อยเคยเห็นพวกพม่ามาเที่ยวนอกประเทศกันเลย
ท่านตอบว่า การมาได้เห็นสิ่งที่ดีงามนั้นไม่เรียกว่าแพงและสิ้นเปลืองแต่อย่างใด ทำนองตรงข้าม กลับเป็นการสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ ทำให้มีสติปัญญา และมีความคิดในเรื่องจิตวิญญาณได้ดี เพราะมนุษย์ไม่เพียงดำรงชีวิตอยู่เพื่อวัตถุเท่านั้น ก็เลยถามว่า ทำไมไม่คิดบ้างว่านครวัดที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น ก่อสร้างด้วยแรงงานมนุษย์อย่างมหาศาล เป็นสิ่งที่นำความทุกข์ยากมาให้ผู้คนมิใช่น้อย จนมีผู้กล่าวว่าที่ว่าอาณาจักรเมืองพระนครต้องสลายไปนั้น เนื่องมาจากการก่อสร้างที่สิ้นเปลืองนี้เอง
ผู้อาวุโสท่านนั้นกลับตอบมาว่า “สถานที่นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

จากการเสวนาทำให้ต้องนำมาคิด แต่ก่อนเคยมองนครวัดตามแนวคิดของนักวิชาการที่ว่าเป็นการก่อสร้างที่แสดงอำนาจราชศักดิ์ของกษัตริย์ ทำให้สิ้นเปลืองชีวิตและแรงงานผู้คนโดยเปล่าประโยชน์ จึงเป็นเหตุให้บ้านเมืองพินาศ ความคิดเช่นนี้แสดงกันออกมาจนเป็นปรกติวิสัย จึงต้องทบทวนว่ามาจากไหน คนโบราณในตะวันออกส่วนใหญ่คิดกันเช่นนี้หรือไม่ น่าจะมีการศึกษากันดูบ้าง
ความคิดที่ว่าเป็นการสิ้นเปลืองและนำมาซึ่งความพินาศนี้ ย่อมไม่ได้มาจากคนตะวันออกแน่ หากมาจากคนตะวันตกที่เป็นนักวิชาการและคนไทยที่ไปเรียนมากจากคนตะวันตกก็มักคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่อธิบายความล่มสลายของอาณาจักรเมืองพระนครได้อย่างรวดเร็วแต่มักง่าย
แต่ที่เลวร้ายก็คือคนไทยที่ไปเที่ยวนครวัดนั้น ส่วนใหญ่สักแต่ไปชมว่าใหญ่โต เป็นที่มหัศจรรย์ แล้วมาคุยโอ่กันเท่านั้น หาได้ความคิดอะไรที่เป็นประโยชน์จากการมาชมนครวัดไม่
ในความคิดของข้าพเจ้า สิ่งที่คนตะวันตกสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์เท่าเทียมกับนครวัดก็มี แต่ไม่ใช่ตึกสูงระฟ้าร้อยหรือสองร้อยชั้นอะไรทำนองนั้น หากเป็นการยิงจรวดขึ้นไปยังโลกพระจันทร์ โลกพระอังคาร และอะไรอื่นๆ ที่รวมทั้งความพยายามที่จะหาโลกใหม่ให้คนอยู่เมื่อเวลาโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เสื่อมสลายลง
ตรงนี้แหละคือสิ่งที่แตกต่างกัน ที่คน (โดยเฉพาะคนไทยและนักวิชาการไทย) มักไม่ค่อยนำไปเปรียบเทียบ
ความมหัศจรรย์ของนครวัดคือตัวแทนของความคิดและค่านิยมของคนตะวันออก ที่มองจักรวาลเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ไม่อาจศึกษาให้รู้เห็นเป็นจริงได้ เป็นสิ่งมีพลังที่มนุษย์ต้องสยบและสื่อสารสัมพันธ์ด้วยระบบสัญลักษณ์ ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนพิธีกรรม สิ่งก่อสร้างทางศาสนาจึงเป็นระบบสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ที่มนุษย์จะสัมผัสกับความศักดิ์สิทธิ์และพลังทางจักรวาลได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นเรื่องในมิติทางจิตวิญญาณโดยแท้

นครวัดเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นกุศลแห่งพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ผู้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรเมืองพระนครในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในระบบความเชื่อของคนในสมัยนั้น พระมหากษัตริย์คืออวตารของเทพเจ้าที่ลงมาบำบัดทุกข์และบำรุงสุขของคนในมนุษย์โลก พระองค์จึงมีฐานะที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดาที่เป็นชนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ หรือเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งหากอยู่เหนือความเป็นมนุษย์ธรรมดา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นบุคคลของส่วนรวมนั่นเอง เพราะฉะนั้น สถานะและความเป็นอยู่จึงไม่เหมือนคนธรรมดา หากกลายเป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของคนทั้งหมด ทั้งในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความโอ่อ่ามั่งคั่ง

ความยิ่งใหญ่ของนครวัด คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นเทวราชาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ และความยิ่งใหญ่มั่งคั่งของเมืองพระนคร ตลอดจนการมีฐานะของคนในเมืองพระนครในรัชสมัยของพระองค์ เพราะสังคมเมืองพระนครในยุคนั้น ความเป็นปัจเจกบุคคลหามีตัวตนไม่จริงอยู่ ที่เป็นสังคมมีชนชั้น แต่ทว่าเบื้องหน้าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพระศาสนาและพระมหากษัตริย์ ทุกคนไม่ว่าไพร่ ผู้ดี ขุนนาง และข้าทาสจะเท่าเทียมกันหมด
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากศาสนา โดยผ่านพระมหากษัตริย์ ก็คือสิ่งที่จรรโลงศีลธรรมและจริยธรรมที่นำไปสู่การมีชีวิตอยู่รวมกันอย่างพอมีพอกินตามอัตภาพของชนแต่ละชั้น
การมองดูนครวัดและการตีความลักษณะสภาพของสังคมในเมืองพระนครว่ากษัตริย์ ขุนนางและชนชั้นสูงมีความมั่งคั่ง ในขณะที่พวกไพร่บ้านพลเมืองและข้าทาสเป็นกลุ่มชนที่ยากจนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการมองข้ามวัฒนธรรมจากภายนอก โดยคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เข้าใจระบบวัฒนธรรมของบ้านเมืองนั้นดีพอ จึงเอาสิ่งที่เป็นค่านิยมของตนเองไปตัดสิน

โดยเฉพาะการมองของคนตะวันตกในยุคประชาธิปไตยในปัจจุบัน ที่คนไทยก็นำเอามาเป็นตัวอย่างอ้างอิง ทั้งสังคมตะวันตกและสังคมไทยปัจจุบันเน้นความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ขาดสำนึกในด้านศาสนาและจักรวาล ทำนองตรงข้ามกลับเน้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะควบคุมจักรวาล ซึ่งเป็นเรื่องทางวัตถุธรรม เป็นเรื่องตรงข้ามกับความคิดของคนโบราณในด้านจิตวิญญาณอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์ก็คือ โลกมนุษย์เสื่อมทราม เต็มไปด้วยปัจเจกบุคคลที่อหังการท้าทายเย้ยหยันจักรวาล
การยิงจรวดไปโลกพระจันทร์ โลกพระอังคารก็ดี รวมทั้งการทดลองเดินทางไปในห้วงอวกาศนั้น เนื้อแท้ก็คือความสิ้นเปลืองทรัพยากรของโลกเสียยิ่งกว่าขอมโบราณสร้างนครวัดหรือคนอียิปต์โบราณสร้างปิรามิดมากมายหลายเท่านัก
แต่น่าประหลาดที่อำนาจและศิลปะ (ที่ชั่วร้าย) ในการโฆษณาชวนเชื่อกลับเป็นสิ่งที่ทำให้คนในโลกเป็นจำนวนมาก (โดยเฉพาะคนไทย) ชื่นชม วันสัมผัสพื้นผิวของพระจันทร์และพระอังคารก็ดี นับเป็นวันที่คนไทยตื่นเต้น และจดจำเป็นวันประวัติศาสตร์โลก โดยหาสังเกตไม่ว่าเป็นการชื่นชมภายใต้ร่มเงาธงชาติอเมริกัน เพราะบนพื้นผิวของพระจันทร์ และพระอังคารนั้นมีธงชาติอเมริกันปักหราอยู่
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้เอง อเมริกันก็สร้างภาพยนตร์ชื่อ วันอิสรภาพ [Independent Day] ที่แสดงการปกป้องโลกจากการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว คนไทยก็หลงชื่นชมกัน หารู้ไม่ว่าอเมริกันมุ่งแสดงความยิ่งใหญ่ที่จะครองโลกและมอมเมาโลก
คนตะวันตกสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็นมาใช้ทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติมากมาย จนเกิดมลภาวะและการแย่งทรัพยากรเพื่อการดำรงชีวิตกันไปทั่วโลก แต่แล้ววันดีคืนดี คนตะวันตก (โดยเฉพาะอเมริกัน) นั่นเองแหละ ก็มาประกาศปาวๆ ถึงการอนุรักษ์และรณรงค์ในเรื่องสภาพแวดล้อม แล้วมุ่งมาที่บรรดาประเทศที่ตนอ้างว่าเป็นประเทศโลกที่สาม เช่น ประเทศไทย เวียดนาม เขมร ฯลฯ ที่มีการทำลายสภาพแวดล้อมกันมาก
ระบบการศึกษาที่เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีที่คนตะวันตกคิดขึ้นมาครอบงำโลกขณะนี้ คือสิ่งที่เสริมสร้างความเป็นวัตถุนิยมและปัจเจกบุคคลนิยม ซึ่งทำให้คนเอารัดเอาเปรียบกันทั้งสิ้น
ผลที่เห็นเป็นประจักษ์ในปัจจุบันก็คือ ความเสื่อมของโลกธรรมชาติ และความเสื่อมทรามในความเป็นมนุษย์ของชาวโลก
บทบรรณาธิการ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๕ ฉ. ๔ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๔๒)