หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และอำนาจสาธารณ์ในสังคมท้องถิ่น
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2542, 14:29 น.
เข้าชมแล้ว 10396 ครั้ง

 

 

“มนุษย์คือสัตว์สังคม” เพราะต้องอยู่รวมกันจึงจะมีชีวิตรอด แต่การอยู่รวมกันนั้น ไม่ใช่เพียงแต่ต่างคนต่างอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันเท่านั้น หากต้องมีความสัมพันธ์กันในทางสังคมและเศรษฐกิจจึงจะอยู่ได้ เพราะความสัมพันธ์ทั้งสองอย่างนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตรอด หากยังเกี่ยวเนื่องไปถึงการสืบเนื่องในเผ่าพันธุ์ของมนุษย์อีกด้วย

 

เพราะฉะนั้น ความเป็นสังคมของมนุษย์ก็คือการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจและสังคมนั่นเอง

 

แต่เพียงเท่านี้ก็ยังไม่พอ เพราะการที่จะทำให้มนุษย์อยู่รวมกันและมีความสัมพันธ์ต่อกันนั้น จำเป็นต้องอาศัยอำนาจที่โน้มนำให้มนุษย์สัมพันธ์กันและร่วมมือกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความขัดแย้งที่จะทำให้การอยู่รวมกันนั้นล่มสลายหรือแตกแยกด้วย

 

อำนาจที่ว่านี้มีอยู่สองชนิด คือ “อำนาจศักดิ์สิทธิ์” และ “อำนาจสาธารณ์”

 

อำนาจทั้งสองเป็นของคู่กันและถ้าหากสังคมของมนุษย์จะดำรงอยู่อย่างราบรื่น การมีอยู่ของอำนาจทั้งสองนี้ต้องได้ดุลแก่กัน เมื่อใดก็ตาม ที่เกิดภาวการณ์ขาดดุลของอำนาจทั้งสองอย่างนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมนุษย์ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การได้ดุลอีก

 

“อำนาจศักดิ์สิทธิ์” เป็นอำนาจที่มาจากความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์เชื่อและสมมุตขึ้นมา รวมทั้งสยบโดยดุษณี สถาบันทางสังคมที่ธำรงอำนาจนี้ก็คือศาสนา ซึ่งนับเป็นสถาบันสากลของมนุษยชาติ หน้าที่สำคัญของสถาบันนี้ก็คือการจรรโลงศีลธรรม

 

ส่วนอำนาจสาธารณ์ นั้นคืออำนาจที่มาจากตำแหน่งหน้าที่การงานและเงินตราของมนุษย์ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการอยู่รวมกันของมนุษย์ในทางเศรษฐกิจและสังคม อำนาจดังกล่าวนี้คือสิ่งที่รัฐกระจายไปให้แก่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ และข้าราชการ กับการใช้จ่ายเงินตราของพวกพ่อค้านายทุน ที่แสวงหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและการเมือง

 

สังคมท้องถิ่นของไทยแต่เดิมดำรงอยู่ได้ด้วยดุลยภาพของอำนาจทั้งสองนี้ ดังเห็นได้จากทุกหน่วยทางสังคมไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน หมู่บ้าน และท้องถิ่น จะมีความสัมพันธ์กับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ เช่น ผีเรือน ผีบ้าน ผีเมือง เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ และหลวงพ่อ หลวงปู่ อะไรต่ออะไรอีกมากมาย

 

ความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวนี้ แลเห็นจากการชุมนุมของคนในการประกอบพิธีกรรมร่วมกัน การยอมรับจารีตและขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนกฎข้อห้ามเดียวกัน และที่สำคัญ มีการสร้างสำนึกในท้องถิ่นเดียวกัน ซึ่งก็เห็นได้จากตำนาน [Myth] ที่บอกความเป็นมาของท้องถิ่น สถานที่ และผู้คน อันเป็นเรื่องทีผู้นำทางปัญญาของท้องถิ่นสร้างขึ้น และคนในชุมชนท้องถิ่นยอมรับ

 

ตำนานดังกล่าวนี้แหละ คือสิ่งที่ยืนยันและเชื่อมโยงอำนาจศักดิ์สิทธิ์เข้ากับพิธีกรรม การรับรู้ และความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่น

 

ตำนานดังกล่าวนี้อีกเช่นกัน ที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะเป็นอดีตที่ชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันสร้างขึ้นมา

 

ความต่างกันระหว่างอำนาจศักดิ์สิทธิ์และอำนาจสาธารณ์ในท้องถิ่นนั้น อย่างแรก คืออำนาจศักดิ์สิทธิ์จะมีศูนย์รวมอยู่ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ศาลผี ต้นไม้ใหญ่ ภูเขา วังวนในแม่น้ำ หรือพระสถูปเจดีย์ รวมไปถึงพื้นที่ซึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรมด้วย ในขณะที่อย่างหลัง คือำนาจสาธารณ์นั้นอยู่ที่ตัวบุคคลที่มีสถานภาพและตำแหน่งในสังคม

 

แต่เดิมอำนาจทั้งสองอย่างเกื้อกูลกันและกัน อันมีผลทำให้เกิดความราบรื่นและปลอดภัยกับการอยู่ร่วมกันของผู้คนในท้องถิ่น ยกตัวอย่างเช่น ต่อหน้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ในทางพระพุทธศาสนา หรือศาลผี ศาลเจ้า ต้นไม้ใหญ่ อันเป็นที่สถิตของรุกขเทวดา บุคคลที่มีสถานภาพและอำนาจทางสังคมและคนอื่นๆ ที่เป็นคนธรรมดาจะมีฐานะเท่าเทียมกันหมด และมีการปฏิบัติต่อกันอย่างมีภราดรภาพ คนที่มีอำนาจทางสังคมและเศรษฐกิจ ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไปก็ต้องประพฤติอยู่ในกรอบของขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนคุณธรรมที่ควบคุมโดยอำนาจศักดิ์สิทธิ์

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำให้ใช้อำนาจทางสังคมหรืออำนาจสาธารณ์เป็นไปในทางที่ถูกที่ควร และเป็นประโยชน์ต่อคนในสังคมท้องถิ่น ที่เห็นได้ชัด ก็คือเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะ

 

 

ในท้องถิ่นหนึ่งๆ ซึ่งมีชุมชนใหญ่น้อยอยู่รวมกันนั้น ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบ้านหรือเมือง ก็จะมีพื้นที่ซึ่งไม่เป็นของใครหลายๆ อย่าง อาทิเช่น พื้นที่ซึ่งเป็นแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ทุ่ง ป่า และเขา เป็นต้น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่น วัด เจดีย์ ศาลเจ้า ศาลผี ป่าช้าต่างๆ ก็รวมอยู่ในพื้นที่ประเภทนี้ด้วย เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจนอกเหนือธรรมชาติดูแลอยู่

 

ในขณะเดียวกัน พื้นที่เหล่านี้ก็เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ที่คนทุกคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะคนด้อยโอกาสและยากไร้ที่ไม่มีทำกิน ได้อาศัยพึ่งพาเก็บพืชพันธุ์และตกปลาล่าสัตว์ตามฤดูกาลมายังชีพ ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

ผู้มีอำนาจทางสังคมก็คือบุคคลที่จะต้องดูแลพื้นที่เหล่านี้ให้คงสภาพธรรมชาติ และเป็นประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น

 

ทว่าในยุคสงครามเย็น ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นต้นมา อันเป็นเวลาที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองไปตามแนวทางของตะวันตก ค่านิยมในเรื่องการข่มและควบคุมจักรวาลและธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีกับความโลภโมโทสันของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ได้ทำให้ดุลยภาพของอำนาจศักดิ์สิทธิ์และอำนาจสาธารณ์เปลี่ยนแปลงไป จนอาจกล่าวได้ว่าเกิดการเสียดุลก็ว่าได้

 

รัฐคือตัวการสำคัญที่ทำให้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เคยจรรโลงศีลธรรม การอยู่ร่วมกันฉันภราดรภาพ และการรักษาพื้นที่สาธารณะเพื่อการกินอยู่ของคนที่ยากไร้ด้อยโอกาสเสื่อมสูญไป เพราะว่าเห็นดีเห็นงามกับความคิดของคนตะวันตก ยิ่งกว่านั้น ผู้นำของบ้านเมืองในคณะรัฐบาลและข้าราชการ ต่างก็เป็นบุคคลที่เน้นทางวัตถุนิยมทั้งสิ้น มุ่งที่จะเอาประโยชน์ส่วนตัวและหมู่คณะของตนเป็นสำคัญ

 

สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ กาออกเอกสารสิทธิ์ให้พวกนายทุนเข้ายึดครองพื้นที่สาธารณะ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนตามท้องถิ่นอย่างไร้คุณธรรม ไม่เพียงแต่ป่าเขา ต้นไม้ใหญ่  และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะถูกทำลายเท่านั้น บรรดาพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของคนยากไร้ก็ถูกยึดครอง ทำให้เกิดความเดือดร้อนกันทั่วไป นับเป็นการใช้อำนาจสาธารณ์อย่างมากมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาวะของการขาดศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรมก็บังเกิดขึ้น

 

ดังเห็นได้จากความขัดแย้งในสังคมที่ปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์ การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมไปถึงการกระทำที่ผิดมนุษย์อีกหลายๆ ด้าน ใน “พาราสาวัตถี ไม่มีใครปรานีใคร” แต่ที่น่าเศร้าใจก็คือ นักการเมืองหลายคนเมื่อแก้ตัวในความชั่วร้ายของตนต่อสาธารณะชนไม่ได้ ก็มักอ้างการสาบานต่อ “พระแก้วมรกต” อันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศ หรือไม่ก็มีอีกเป็นจำนวนมาก ที่ทำความชั่วแล้วหันไปหาการสะเดาะเคราะห์ ด้วยการใช้เงินที่ได้มากจากความชั่วไปซื้อบุญ หรือไม่ก็ทำพิธีลบล้างด้วยไสยศาสตร์ โดยที่มีพวกมิจฉาชีพในคราบของนักบุญจัดการให้

                

ศรีศักร วัลลิโภดม (บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๕ ฉ.๓ กรกฏาคม-กันยายน ๒๕๔๒)

อัพเดทล่าสุด 15 ธ.ค. 2560, 14:29 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.