
เหตุการณ์จลาจลวุ่นวายในประเทศพม่าตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา อันเกิดจากการเรียกร้องของนักศึกษา ประชาชน พระภิกษุสงฆ์และกลุ่มต่างๆ ให้รัฐบาลสังคมนิยมมอบประชาธิปไตยแก่บ้านเมืองนั้น น่าจะเป็นอุทาหรณ์แก่เมืองไทยเราไม่มากก็น้อยว่า
ในปัจจุบันไม่มีสังคมใดประเทศใดที่อยู่โดดๆ โดยไม่มีการติดต่อเกี่ยวข้องกัน ถึงแม้ว่าประเทศนั้น ๆ จะใช้มาตรการที่เด็ดขาด พยายามปิดประเทศตนเองจากโลกภายนอกก็ดี ก็คงจะสำเร็จได้แต่เพียงการปิดกั้นทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านวัตถุเท่านั้น ไม่อาจขวางกั้นสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาหรืออุดมการณ์ที่แพร่หลายอยู่ในกลุ่มปัญญาชนโดยทั่วไปได้
จึงมักเกิดสภาพที่เรียกว่าก้าวหน้าและล้าหลังทางวัฒนธรรมขึ้นภายในสังคมในเวลาเดียวกัน นั่นก็คือบรรดาผู้คนที่มีการศึกษาและนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันทางการศึกษาต่างๆ ซึ่งรวมทั้งพระภิกษุสงฆ์อีกเป็นจำนวนมากด้วยคือผู้ที่มีความก้าวหน้า รับรู้ความเจริญ และการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก ส่วนผู้ที่อยู่ในสภาพล้าหลังคือชาวบ้านชาวไร่นาที่อยู่ในสังคมชนบท ที่มีวิถีชีวิตรวมทั้งแบบแผนประเพณีที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
พม่าเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยม เมื่อนายพลเนวินทำรับประหาร ยึดอำนาจได้จากรัฐบาลประชาธิปไตยของนายรัฐมนตรี อู นุ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งนับว่าเป็นเวลาถึง ๒๖ ปีทีเดียว เพิ่งมาเกิดจากจลาจลเรียกร้องประชาธิปไตยขนานใหญ่กันขึ้นในปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายพลเนวินประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องในเรื่องเสรีภาพของประชาชนจากบรรดานักศึกษา และกลุ่มปัญญาชนมาแล้วหลายครั้งก็ตาม แต่ทางรัฐบาลก็สามารถปราบปรามและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ตลอดมา การที่รัฐบาลสังคมนิยมมีอำนาจปกครองประเทศเรื่อยมานับเป็นสิบๆ ปี ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานพอสมควรทีเดียว
ถ้าหากมองกันด้วยใจเป็นธรรมแล้วก็ต้องเห็นว่าน่าจะมีความดีงามที่ทำให้สังคมอยู่มาอย่างราบรื่นได้ การจะไปตำหนิติเตียนโดยไม่แลเห็นความเป็นไปภายในสังคมของเขาอย่างถ่องแท้นั้น เป็นการใช้ค่านิยมในสังคมของตนเองไปตัดสิน ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้ได้คนในสังคมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามก็อาจติเตียน และตัดสินสังคมเราได้ด้วยแนวคิดและวิธีการอย่างเดียวกัน
แน่นอนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพม่าสมัยที่นายพลเนวินยึดอำนาจนั้น ย่อมมีผลมาจากความขัดแย้งและเดือดร้อน จนระบบทางการเมืองและการบริหารประเทศในขณะนั้น ไม่อาจทำให้เกิดความราบรื่นได้ ทั้งนี้ก็เพราะความเป็นมาและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของพม่าแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับทางสังคมไทย ผู้นำพม่าและกลุ่มชนชั้นปกครองมักเป็นผู้ที่มีความแข็งตัว ยึดมั่นถือมั่นในทัศนคติ ค่านิยม และโลกทัศน์ของตนเองจนเกินไป ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอกแล้วนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไม่สมดุลภายในสังคมของตนเอง
การเสียบ้านเสียเมืองและเสียเอกราชให้แก่อังกฤษ ก็เพราะความแข็งตัวและไม่เปิดตาดูโลกภายนอกดังเช่นกล่าวนี้ ยิ่งสมัยเมื่อมีสภาพเป็นอาณานิคม พม่ามีความตกต่ำเป็นอย่างมาก อังกฤษผนวกพม่าเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย หรืออีกนัยหนึ่งให้มีสภาพอยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย บรรดาเจ้าหน้าที่และข้าราชการส่วนใหญ่ที่รับเข้ามาทำหน้าที่ในการปกครองและบริหารประเทศก็เป็นพวกคนต่างชาติหรือไม่ก็เป็นชนกลุ่มน้อยที่เคยถูกพม่าปกครองมาก่อน เช่น พวกกะเหรี่ยง มอญ เป็นต้น
ครั้นเมื่อตอนที่อังกฤษจะให้เอกราชแก่พม่านั้นก็ยังสัญญาที่จะให้บรรดากลุ่มชนชาติใหญ่ๆ ในประเทศพม่าเป็นรัฐอิสระด้วย เช่น พวกมอญ ไทยใหญ่ และกะเหรี่ยง เป็นต้น ก็เท่าเป็นการแบ่งแยกบริเวณที่เคยเป็นพม่าสมัยเป็นราชอาณาจักรให้กลายเป็นรัฐอิสระหลายกลุ่มเหล่า จึงเป็นสิ่งที่ชาวพม่าในส่วนรวมโดยเฉพาะบรรดาพวกผู้นำยอมไม่ได้
ในขณะเดียวกันระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยในสมัยนายกรัฐมนตรีอู นุ ซึ่งเน้นพระพุทธศาสนาเป็นแกนนำนั้นไม่อาจสร้างความเป็นปึกแผ่นท่ามกลางความขัดแย้งในเรื่องชนชาติที่อยู่ภายในประเทศเดียวกันได้ การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นโดยที่นายพลเนวินยึดอำนาจได้สำเร็จ
การขึ้นเถลิงอำนาจของนายพลเนวิน ตลอดจนแนวทางในการปกครองของรัฐบาลนี้ ก็มีลักษณะไม่แตกต่างไปจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพม่าที่มีมาแต่อดีต นายพลเนวินก็คล้ายๆ กันกับพระมหากษัตริย์พม่าที่มีความเข้มแข็ง เช่น บุเรงนอง และอลองพญา ที่ทำหน้าที่ปราบปรามและปกครองกลุ่มชนชาติภายในประเทศ เช่น มอญ ไทยใหญ่ และกะเหรี่ยงให้อยู่ภายใต้อำนาจพม่าอย่างเด็ดขาด จะแตกต่างกันแต่เพียงว่าไม่มีการกรีธาทัพไปรบพุ่งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแสดงแสนยานุภาพอย่างแต่ก่อนเท่านั้น

วิธีการแบบเผด็จการทางสังคมนิยมจึงนับว่าเป็นวิธีการและแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และเป็นสังคมนิยมแบบพม่าอย่างแท้จริง เพราะพม่าเป็นประเทศไม่แต่เพียงกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเท่านั้น ยังทำกับบรรดาประเทศที่เป็นสังคมนิยมอื่นๆ โดยเสมอภาคด้วย
การปิดประเทศดังกล่าวนี้ ทำให้พม่าประสบความสำเร็จในการปิดกั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ทันสมัย [Modernization] ที่อาจจะแพร่เข้ามาทั้งจากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและสังคมนิยมจากภายนอกได้ ผลที่ตามมาก็คือพม่ายังดำรงสภาพที่เป็นสังคมเกษตรกรรมแบบประเพณีที่มีมาแต่สมัยเป็นราชอาณาจักร ดังเห็นได้จากโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจ อันประกอบด้วยกลุ่มผู้นำหรือผู้ปกครองประเทศที่มีนายพลเนวินเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดราวจักรพรรดิกับราษฎรโดยทั่วไปอันเป็นผู้ถูกปกครอง บรรดาผู้ประกอบธุรกิจการค้า อันเป็นกลุ่มชนชั้นกลางดูเหมือนจะแฝงตัวปะปนอยู่ในทั้งสองกลุ่มแรกที่กล่าวมาคือ กลุ่มผู้นำและกลุ่มผู้ปกครองอันเป็นชนกลุ่มใหญ่
เพราะฉะนั้น ภาพพจน์บ้านเมืองที่เห็นในประเทศพม่าก็คือ การดำรงอยู่ของสังคมชนบทอยู่ทั่วไปในทุกส่วนของประเทศ อันประกอบด้วยหมู่บ้านและเมืองเล็กๆ ที่มีวัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของชุมชน แม้แต่เมืองใหญ่ไม่ว่าจะเป็นนครร่างกุ้งหรือมัณฑเลย์ ก็หาได้พบเห็นย่านศูนย์การค้าธุรกิจที่เต็มไปด้วยอาคารสมัยใหม่และตึกระฟ้าอย่างเช่นในประเทศอื่นๆ ไม่ ในทำนองตรงข้าม ศาสนสถานและวัด เช่น ที่นครร่างกุ้งซึ่งมีพระมหาธาตุชเวดากองเป็นประธานนั้น ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นศูนย์กลางของเมืองอย่างแต่ก่อน
นอกจากนั้นประชากรก็ไม่มีความหนาแน่น เพราะไม่มีอะไรที่จะดึงดูดให้เข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินกันในเมือง ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว พม่ายังล้าหลังในด้านความเจริญทางวัตถุกว่าประเทศไทยไม่น้อยกว่า ๔๐-๕๐ ปีทีเดียว
ถ้าจะกล่าวโดยย่อก็คือในประเทศพม่าตลอดเวลาที่นายพลเนวินมีอำนาจปกครองในระบบสังคมนิยมนั้น เกือบจะไม่ได้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด จึงนับว่าผิดแผกไปจากบรรดาประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งต่างก็เน้นความก้าวหน้าของประเทศด้อยพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างซ้ำๆ ซากๆ

เมื่อไม่มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกันแบบประเทศอื่นๆ โดยทั่วไปนั้น พม่าอยู่มาได้อย่างไรเป็นเวลากว่า ๒๖ ปี สิ่งนี้เป็นคำถามสำคัญที่จะต้องหาคำตอบ ข้าพเจ้าไม่เคยไปประเทศพม่ามาก่อน ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพม่าในปัจจุบันจึงมาจากข้อเขียนของบุคคลที่อยู่ในสังคมทุนนิยมเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งผู้เขียนเป็นจำนวนมากก็คือผู้ที่เป็นพวกตะวันตกนิยมทั้งในด้านการศึกษาและทัศนคติ ภาพพจน์ของสังคมพม่าในการรับรู้ของข้าพเจ้าจึงถูกหักเหไปตามข้อมูลที่ได้รับรู้มาเหล่านั้น
จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่แล้วมานี้ก็ได้มีโอกาสไปร่วมประชุมสัมมนาเรื่องการสงวนรักษาเมืองประวัติศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองพุกาม โดยการดำเนินการของมหาวิทยาลัยโซเฟีย ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับองค์การยูเนสโก ได้ไปทั้งเมืองร่างกุ้ง เมืองมัณฑเลย์ และพุกาม มีโอกาสแลเห็นและสังเกตการณ์สภาพของสังคมเมืองและสังคมชนบทพอสมควร แม้ว่าจะเป็นการแลเห็นอย่างผิวเผินด้วยระยะเวลาอันสั้นก็ตาม ก็พอที่จะทำความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมพม่าได้พอสมควร
ข้าพเจ้าคิดว่าการที่ลัทธินิยมแบบพม่าภายใต้การนำของนายพลเนวินที่ดำรงอยู่ได้เป็นเวลานานจนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดในเรื่องพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างบรรดาประเทศอื่นๆ ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาสำคัญในการที่จะต้องพัฒนาประเทศพม่า
พม่าแม้ว่าจะมีประชาชนมากเหมือนกับประเทศไทยแต่ก็มีพื้นที่อุดมการณ์ในการเพาะปลูกทั้งปลูกข้าวและบรรดาพืชไร่ต่างๆ มากพอที่จะให้ประชาชนทำมาหากินอย่างสบาย ดูแล้วไม่เดือดร้อนในเรื่องความอดอยากในด้านอาหารการกิน ซึ่งก็รวมไปถึงเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัยด้วย ถ้าจะว่ากันในเรื่องอาหารที่ได้จากธรรมชาติหรือผลิตด้วยวิธีง่ายๆ แล้ว ดูเหมือนจะมีอุดมสมบูรณ์กว่าเมืองไทยเสียอีก สิ่งที่จะเดือดร้อนก็เป็นแต่เพียงยารักษาโรคและการรักษาพยาบาลเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอันใด สรุปแล้วพม่าไม่ได้เดือดร้อนในด้านเศรษฐกิจนั่นเอง
เพราะฉะนั้นสภาพสังคมในชนบท ซึ่งเป็นสังคมส่วนใหญ่ของประเทศ จึงไม่อยู่ในสภาพที่อดอยากและเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัย ในทำนองตรงข้ามประชาชนที่อยู่ในชนบทกลับอยู่อย่างสงบ เท่าที่แลเห็นบรรดาบ้านเรือนมีขนาดไล่เลี่ยกัน อีกทั้งส่วนใหญ่สร้างเป็นเรือนฝาขัดแตะเหมือนกันหมด ดูแล้วไม่มีใครใหญ่โตหรือยิ่งใหญ่กว่ากันในฐานะความเป็นอยู่
แต่สิ่งที่โดดเด่นใหญ่โตเห็นจะเป็นวัดที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง มีพระสถูปเจดีย์และวิหารที่ได้รับการเอาใจใส่ทำให้สะอาด มีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่างสวยงาม รวมทั้งเป็นประดิษฐานรูปเคารพและที่สะสมวัตถุที่มีค่าทางศาสนา ทำให้แลเห็นได้ชัดเจนว่า ความมั่งคั่งของประชาชนนั้นไปอยู่ที่วัดเป็นของส่วนรวม ชุมชนใดหมู่บ้านใดจะร่ำรวยกว่ากันนั้นอยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่ที่ปัจเจกบุคคล ลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกันกับสังคมไทยสมัย ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งบ้านเรือนราษฎรมีขนาดและรูปแบบคล้ายคลึงกัน อีกทั้งสภาพความเป็นอยู่ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน แต่ต่างก็แข็งขันกันในการสร้างวัดวาอารามของชุมชนให้ใหญ่โตเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งของตนเองและชุมชนที่ตนอยู่ เพราะฉะนั้นสังคมหมู่บ้านทั้งของไทยและพม่า จึงมีลักษณะเป็นสังคมนิยมเหมือนกันมาแต่ดั้งเดิม
ยิ่งกว่านั้นยังมีลักษณะที่สมาชิกทุกคนในชุมชนยังต้องร่วมแรงร่วมใจกันทะนุบำรุงรักษาสิ่งที่เป็นสมบัติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม ถนนหนทาง บ่อน้ำ สระน้ำ และอื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนในชุมชนต้องมาร่วมกันจัดทำและบำรุงรักษาทั้งสิ้น ผลที่ตามมาก็คือบรรดาสิ่งของหรือสถานที่ทั้งหลายที่สมาชิกในชุมชนร่วมมือกันทำให้มีขึ้นมานั้นได้สร้างความภาคภูมิ
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและความสุขทางจิตใจให้แก่บรรดาสมาชิกในชุมชนได้ทั่วถึงกัน วัดในชุมชนของพม่าที่ได้เห็นมานั้นมีความสงบ สะอาด และใหญ่โตเป็นที่ที่ผู้คนทุกชั้นทุกวัยผลัดกันมาทำบุญกราบไหว้และเข้าสมาธิเพื่อความสงบทางจิตใจ นับเป็นสถานที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจและทางสังคมแก่ผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้นโดยขนาดของชุมชนหมู่บ้านหรือเมืองแล้ว ทางพม่ามีขนาดใหญ่กว่าทางไทยเป็นอันมาก ในเมืองไทยผู้คนชอบตั้งหลักแหล่งในลักษณะกระจายกันอยู่เป็นชุมชนเล็กๆ แต่ของทางพม่าชอบรวมกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่ต้องมีการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อดำรงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่พึ่งที่อื่นๆ
สภาพของสังคมชนบทที่มีลักษณะความเสมอภาค ไม่มีชนชั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันในด้านกิจกรรมต่างๆ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางที่จะให้ความมั่นคงทางจิตใจอย่างเช่นพม่านี้ ดูเหมือนเสื่อมหายไปจากสังคมไทยทุกเมื่อเชื่อวัน จนกล่าวได้ว่าสังคมหมู่บ้านไทยขณะนี้พึ่งตนเองไม่ได้ ต้องคอยพึ่งทางส่วนกลาง เกิดระบบชนชั้นในหมู่บ้านที่ปัจเจกบุคคลคอยเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งวัดวาอารามส่วนใหญ่ก็ลดบทบาทลงเป็นแค่สถานที่เพื่อประกอบประเพณีพิธีกรรมเพื่อกิจการทางสังคมบางอย่างเท่านั้น ขาดความสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ประชาชน ยิ่งกว่านั้นยังกลายเป็นที่เกี่ยวข้องกับความสนุกสนานรื่นเริงและแสดงฐานะของชนชั้นต่างๆ ในสังคมไป
ความต้องการในทางวัตถุที่เป็นของฟุ่มเฟือยเกินสิ่งที่เป็นปัจจัยสี่ ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ครอบงำคนในชนบทในสังคมหมู่บ้าน ในลักษณะที่เพิ่มพูนทำให้เกิดปมด้อยปมเด่นและความรู้สึกเหลื่อมล้ำที่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้นทุกขณะ จนอาจจะกล่าวได้ว่าปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นไม่ใช่มาจากปัจจัยสี่เป็นพื้นฐาน หากเกิดจากความต้องการสิ่งที่ฟุ่มเฟือยเพื่อแสดงฐานะและหน้าตามากกว่า ซึ่งในที่สุดก็มีผลนำไปสู่ปัญหาทางสังคมและวัฒนธรรมในด้านการขาดศีลธรรม การคอร์รัปชั่น การเห็นแก่ตัว การเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการอยู่รอดหรือการต้องอยู่ร่วมกันของส่วนรวม
เท่าที่แลเห็นข้าพเจ้าเชื่อว่า สังคมในชนบทของพม่ามีความเป็นปึกแผ่นและมั่นคงมากกว่าของไทย ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติไว้ได้มากกว่า เพราะเหนือระดับความจำเป็นในด้านพื้นฐานคือปัจจัยสี่ และการผลิตผลทางด้านเกษตรกรรมเพื่อการดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจที่จำเป็นแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม โดยการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้จนเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติไป
เมื่อนั่งเครื่องบินผ่านจากเมืองหนึ่งไปเมืองหนึ่งและมองลงมายังพื้นดินก็อดสะท้อนใจไม่ได้ที่แลเห็นความอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งในทรัพยากรทางธรรมชาติของพม่า พื้นที่ซึ่งเป็นป่าเขาส่วนใหญ่มองดูเป็นสีเขียวคล้ำที่แสดงถึงการทีป่าไม้ใหญ่ๆ ปกคลุมสลับไปด้วยพื้นที่เขียวอ่อนที่เป็นไร่นา ไม่ใคร่ปรากฏพบแหล่งที่ทำเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนแหล่งที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่พ่นสิ่งปฏิกูลอันเป็นมลภาวะออกมาเป็นพิษภัยแก่มนุษย์ แม้แต่บริเวณที่จัดเป็นเขตแห้งแล้ง ก็ดูไม่แห้งแล้งจนน่ากลัว ยังมีชุมชนหมู่บ้ากระจายกันอยู่ มีการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับภูมิประเทศและท้องที่ เพราะไม่ถูกทำลายโดยการชี้แนะให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน อย่างเช่นการปลูกมันสำปะหลัง หรือยูคาลิปตัสอย่างเมืองไทย ผิดกับเมืองไทยที่เคยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ถูกเปลี่ยนแปลงจากสีเขียวคล้ำให้เป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลอันเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำมากมายเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้ารับใช้สังคมอุตสาหกรรมจนเกินความจำเป็น
เห็นจะไม่ต้องพูดว่าการที่เราคุยโอ่ว่ามีความรุ่งเรือทางเศรษฐกิจดีกว่าพม่า หรือเป็นเศรษฐีกว่าพม่าในขณะนี้ก็เพราะเราได้นำทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อตอบสนองความอยาก ความสุรุ่ยสุร่ายของกลุ่มคนมักง่ายที่เดินตามชาวตะวันตกอยู่ตลอดเวลา เพราะดูเหมือนจะกลายเป็นค่านิยมของคนไทยเกือบทั้งชาติแล้วกระมังที่ลุ่มหลงตัวเองในการอยากเป็นแต่เพียงเศรษฐีในวันนี้ โดยที่ไม่คำนึงว่าลูกหลานและชนรุ่นหลังๆ ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

พม่านี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้มีอันจะกินในอนาคต แต่คนไทยคงเปลี่ยนฐานะจากเศรษฐีเป็นยาจกก็ได้ เพราะแม้แต่ในขณะนี้ก็ยังแลเห็นแล้วว่า ถึงจะมีพื้นแผ่นดินที่ตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัยและทำกันมากมายกว่าจำนวนประชากรที่มีอยู่ ประชาชนส่วนใหญ่ก็หาได้มีโอกาสที่จะใช้ที่ดินเหล่านั้นในการตั้งถิ่นฐานและทำกินตามธรรมชาติอย่างที่เคยเป็นมาในอดีตไม่ เพราะพื้นดินเหล่านั้นกลายเป็นของเอกชนที่เป็นนายทุน และคนต่างชาติหลายกลุ่มเหล่าที่แฝงตัวเข้ามาเป็นคนไทย
ข้าพเจ้าเห็นว่าพม่าไม่ได้เป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์หรือแบบอื่นๆ ตามที่ประเทศอื่นเป็นกัน จนมีคนต่างชาติเข้ามาครอบงำประเทศ แต่ทว่าจุดอ่อนหรือความบกพร่องของผู้นำพม่าในขณะนี้ จนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งจลาจลวุ่นวาย จนกระทั่งมีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมขนานใหญ่ต่อไปก็คือ ผู้นำพม่ามักมองอะไรแบบหยุดนิ่ง มองแต่ภายในไม่ดูการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เมื่อใดที่พม่ามีผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด ก็มักจะเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพที่ควบคุมได้โดยวิธีการรุนแรงที่เคยปฏิบัติมาแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันการลาออกของนายพลเนวินและเปิดโอกาสให้ผู้นำคนใหม่เข้ามาแทนนั้น ได้เปิดช่องให้ความขัดแย้ง ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นจากบรรดาผู้ที่เป็นปัญญาชนปะทุขึ้นมาอย่างมีพลังเช่นเดียวกันกับความวุ่นวายที่เคยมีในอดีตนั่นเอง
แน่นอนภาวะที่เป็นไปในสังคมพม่าในยุคนายพลเนวินนั้น อยู่ในลักษณะที่สุดโต่งและหยุดอยู่กับที่จนเกินไป ควรมีการเปลี่ยนแปลงให้ทันกับสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่อยู่ภายนอกบ้าง อย่างน้อยก็ควรลดความตึงเครียดในการเป็นสังคมนิยมลงบ้าง สนับสนุนให้ผู้คนมีสิทธิมีเสียงมีเสรีภาพและมีระบบเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมบ้างตามความเหมาะสม เพราะธรรมชาติของการปกครองนั้นมีลักษณะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาตามสภาวะเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ไม่มีลัทธิการปกครองใดหรือรูปแบบในการปกครองใดที่จะดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพในลักษณะที่เป็นอุดมคติได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเหมาะสมกับสังคมนั้นๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นในกาลต่อไปรูปแบบการปกครองสังคมนิยมแบบพม่านั้น อาจเปลี่ยนแปลงมาเป็นระบบทุนนิยมแบบพม่า หรือประชาธิปไตยแบบพม่าอีกก็ได้
อย่างไรก็ตามเมื่อมองดูพม่าแล้วก็ควรหันมาดูสังคมไทยเราบ้าง ก็คงมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น้อยหน้าทางพม่าเหมือนกัน เพราะในช่วงเวลาเกือบ ๓๐ ปี ที่ผ่านมา สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบทุนนิยมตามแนวคิดทางตะวันตกอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะกล่าวได้ว่าเป็นภาวะสุดโต่งทางด้านตรงข้ามกับสังคมพม่าที่หยุดนิ่งทีเดียว
แท้ที่จริงการเปลี่ยนแปลงได้ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองและระบบเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานมาจากทางด้านเศรษฐกิจเลย เพราะในด้านปัจจัยสี่เราก็มีอย่างเพียบพร้อมเช่นเดียวกันกับทางพม่าเหมือนกัน หากเป็นเรื่องของผู้นำที่ถูกครอบงำโดยทางตะวันตก มองตะวันตกและลอกเลียนตะวันตกโดยไม่เคยทำความรู้จัก ความเข้าใจกับสภาพสังคมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของบ้านเมืองตนเอง เหตุนี้ระบบทุนนิยมและการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าตามแนวคิดของทางตะวันตกจึงเกิดขึ้น พัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้งจนเป็นผลให้บรรดาทรัพยากรทางธรรมชาติร่อยหรอไปจนเกือบหมดสิ้น เกิดคนจนและคนรวยขึ้นอย่างมีช่องว่าง นั่นก็คือคนจนก็มีแนวโน้มที่ยากจน จนไม่มีอะไรกิน ส่วนคนรวยก็รวยจนล้นฟ้า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ดูเกินขีดชั้นของการเป็นมนุษย์ไป
ความเดือดร้อนและความขัดแย้งได้ฉายแสงขึ้นบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการปฏิวัติ รัฐประหารหรือการเปิดแย้งกันในบรรดานักการเมือง จนถึงกับมีการยุบสภาบ่อยๆ รวมทั้งการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐกับสังคมในกรณีสร้างเขื่อนน้ำใจคน และการสร้างแหล่งอุตสาหกรรมในภาคใต้ โดยเฉพาะความขัดแย้งอันเกิดจากการเผชิญหน้าระหว่างรัฐกับสังคมนั้น มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะทั้งผู้นำและคณะบุคคลที่อยู่ในรัฐบาลส่วนใหญ่ที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาบ้านเมืองให้เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “NICS” ในขณะที่คนในสังคมส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาชนรุ่นใหม่ๆ ไม่เห็นด้วย เพราะดูแล้วไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลกระทบไปถึงการทำลายสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น การให้เหตุผลในการสร้างเขื่อนพลังงานไฟฟ้า เขื่อนน้ำโจนในภูมิภาคทางตะวันตกของประเทศ ที่ว่าเป็นสิ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะสังคมต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี การสร้างเขื่อนน้ำพลังน้ำนี้จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว
ในทำนองตรงข้าม ปัญญาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กลับมีความเห็นว่า พลังงานที่มีอยู่นี้ดูพอเพียงกับความต้องการของสังคมแล้ว ส่วนที่จะเพิ่มขึ้นนั้นเป็นการตอบสนองของชั้นนายทุนที่มีจำนวนไม่เท่าใด เท่ากับเป็นการเสริมความร่ำรวยให้กับบุคคลเหล่านั้นไม่หยุดยั้ง ในขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมก็ถูกทำลาย คนส่วนใหญ่ยากจนลงจนเกิดช่องว่างที่ไม่อาจเชื่อมประสานได้ในที่สุด ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรัฐกับสังคมนั้น มักก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันบ่อยๆ ในรูปของการเดินขบวนต่อต้าน และจลาจลจนกระทั่งต้องมีการใช้กำลังกัน
การใช้กำลังของรัฐในการปราบปรามประชาชนจะไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐนั้นเป็นทรราช ดังเช่นเป็นอยู่ในประเทศพม่าขณะนี้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายและทุกคนในสังคม จะได้มีการทบทวนว่าเราอยู่ในภาวะสุดโต่งอย่างไหน อย่างสังคมนิยมหรือทุนนิยมที่อาจมีผลร้ายเกิดขึ้นได้ในอนาคต บางทีการเลือกทางสายกลางอย่างคติธรรมในพระพุทธศาสนา ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีได้กระมัง
บทบรรณาธิการ : วารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๓๑