![]() |
สาระสำคัญ
ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษได้เรียนเชิญรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ไปเป็นวิทยากรในการอบรมประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้แก่ผู้ร่วมสัมมนา เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่าผู้ที่เข้าร่วมสัมมนานั้นเป็นบุคลากรสำคัญจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งพระเทพวรมุนีเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง มีวิสัยทัศน์ในการวิพากษ์วิจารณ์เปิดโอกาสให้ผู้ฟังคิดต่อ จนทำให้เห็นว่าวิชาประวัติศาสตร์เป็นอย่างไร และเป็นผู้เปิดประเด็นอย่างชัดเจน
บรรยากาศการพูดคุยเรียกได้ว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะครั้งนี้เป็นการรวบรวมผู้ค้นคว้า นักวิจัย ประวัติเมืองศรีสะเกษหลายท่าน เริ่มต้นด้วย ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ประวัติศรีสะเกษ โดย พระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
![]() |
ท่านเสนอว่า การเขียนประวัติเมืองศรีสะเกษนั้นควรศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและภาษาถิ่นมากๆ ไม่ควรเน้นเรื่องราวของประวัติศาสตร์โลกมากนัก เพราะเมื่อประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้ว มีการประชุมที่ศรีสะเกษแต่เป็นการศึกษาและมองแค่ประวัติศาสตร์โลก เท่านั้น เราจึงไม่เห็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พระเทพวรมุนียังให้ข้อสังเกตอีกว่า ภาษาที่ใช้ทางราชการ ปัจจุบันมีความหมายเพี้ยนไปจากภาษาถิ่นเดิมค่อนข้างมาก บางคำถูกตีความแบบไม่ถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักภาษาถิ่นก็ทำให้เขียนผิดและตีความหมายผิด การชำระประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องเสนอข้อบกพร่องทางประวัติศาสตร์ด้วย แล้วเราถึงจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นหลักสูตรของท้องถิ่นได้
ต่อมาจึงอภิปรายเรื่องข้อมูลประวัติศรีสะเกษ โดย อาลัย หงษ์ทอง , อรุณศักดิ์โอชารส , ราวี ชัยชาญ , ขรพรรษ ธรรมรส , และประดิษฐ ศิลาบุตร กล่าวถึงลำดับความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดีสำคัญ กลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง ๔ คือ พวกส่วย เขมร ลาว และเยอ การอพยพโยกย้ายของผู้คนที่เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแถบนี้ จนกระทั่งมีการตั้งเมืองขุขันธ์และศรีสะเกษ
![]() |
หนึ่งในผู้อภิปราย คือ คุณลุงราวี ชัยชาญ เดิมเป็นข้าราชการครู แต่ถูกกระแสการเมืองกระชากเข้าไปอยู่ในคุกถึง ๗ ปีเต็มได้พูดถึง " กระบวนการสันติภาพ " ในจังหวัดศรีสะเกษ โดยเล่าแบบถ่ายทอดประสบการณ์ตรง เมื่อครั้งถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำบางขวาง นอกจากนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะการเมืองการปกครองช่วงราว ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ และมหาวิทยาลัยในคุกอย่างน่าสนใจ ขรพรรษ ธรรมรส ศึกษากรณีพิพาทเขาพระวิหารกับผลกระทบต่อศรีสะเกษซึ่งเกิดจากปัญหาการปักกันเขตแดน ไทยจึงเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส กรณีพิพาทนี้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และผลกระทบทางด้านจิตใจของชาวศรีสะเกษ
หลังจากอภิปรายเสนอข้อมูลกันแล้ว อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้วิพากษ์ เสนอแนะ ให้ข้อมูล โดยมีสาระว่า เป็นการประชุมที่ดีที่สุดในรอบ ๑๐ ปี และดีใจอย่างยิ่งที่ผู้เข้าร่วมประชุมมีความหลากหลาย การรวบรวมข้อมูลทำได้ดีมาก และยังบอกอีกว่าจังหวัดศรีสะเกษแม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่น่าอยู่ เพราะมีพื้นที่สีเขียวเยอะ
ในการทำงานขั้นต่อไป อาจารย์เสนอให้ที่ประชุมทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ ๒ ประเด็น คือ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์สังคม
การศึกษาถึงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมนั้น เป็นการศึกษาในแง่มุมของอดีต ต้องทำความรู้จักและเข้าใจพื้นที่ทางวัฒนธรรมและกลุ่มคน พัฒนาการบ้านเมือง การใช้แผนที่จึงมีความสำคัญเพราะจะได้รู้จักท้องถิ่น พื้นที่ทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น การศึกษาสภาพทางภูมิศาสตร์เพื่อค้นหาร่องรอยชุมชนโบราณ และการศึกษาเรื่องการจัดการน้ำแบบบารายของเขมรเพราะในภาคอีสานมีระบบการกักเก็บน้ำที่ดี
ส่วนประวัติศาสตร์สังคมเป็นการสร้างตัวตนของคนภายในท้องถิ่นขึ้นมา โดยศึกษาจากกลุ่มคน โครงสร้างสังคม ผู้ศึกษาต้องเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมที่มีความต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบัน อันเป็นหัวใจของงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่มีชีวิตซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักตัวเอง รู้ที่จะรับ/เลือก สิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี แล้วนำมาปรับใช้ในสังคมท้องถิ่น ( Localization ) ถึงแม้ว่าศักยภาพในสังคมไทยยังมีไม่มากนัก แต่เราสามารถฟื้นประเพณีวัฒนธรรมสิ่งดีงามขึ้นมาได้ ขอให้ช่วยกันหาวิธีทางที่ทำให้เกิดกระบวนการท้องถิ่นวัฒนา ใช้ให้เกิดการพัฒนาและสร้างดุลยภาพ ดังนั้นเราจึงต้องเก็บความรู้ก่อน เพื่อให้คนท้องถิ่นเข้าใจ
ขณะนี้สังคมประกอบด้วยนิเวศน์วัฒนธรรม หมายถึงการปรับตัวของชุมชนให้เข้ากับวัฒนธรรมจนเกิดประเพณีความเชื่อมาช้านาน กับนิเวศน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นกระแสที่มาจากรัฐ เกิดนายทุนและการรุกล้ำดุลยภาพของท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนิเวศน์ทางการเมืองปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมมีการยอมรับความหลากหลายซึ่งเวลาพัฒนาประเทศนักบริหารควรให้ความสำคัญ
![]() |
อาจารย์ศรีศักรให้แง่คิดว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต้องนำมาซึ่งความเข้าใจเรื่อง ชุมชน โครงสร้างสังคม คน ระบบเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม หากเราไม่เข้าใจเรื่องวัฒนธรรม ความเป็นคนท้องถิ่นเดียวกันหรือการมีวัฒนธรรมร่วม การพัฒนาก็จะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเดิมเรามี "โครงสร้างสังคมชุมชนธรรมชาติ " ที่มีความเสมอภาค แต่ปัจจุบันกลายเป็น " โครงสร้างทางการบริหารและการปกครอง " ที่มักก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม