หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สัมภาษณ์พิเศษ ‘ปณต อุดม’ : ถกผู้สร้าง เห็นหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช : เรียบเรียง
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.ค. 2555, 14:52 น.
เข้าชมแล้ว 6559 ครั้ง

สัมภาษณ์พิเศษ ‘ปณต อุดม’ : ถกผู้สร้าง เห็นหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’

 

ปณต อุดม ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์ “ขุนรองปลัดชู”

 

 

“เราไม่ได้ว่าสิ่งที่นำเสนอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เราเอาเรื่องของคนเล็กขยายประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ และเอาการถกเถียงว่าผู้สร้างเปิดรับทั้งสองด้าน จะบอกเราผิดก็ยอมรับ จะบอกว่าเราถูก เราก็มีหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติม  ดังนั้นผมว่าการพูดคุยกันมันทำให้เกิดความรู้ให้เห็น อย่างน้อยที่สุดมันก็เกิดภาพขึ้นมา ถึงแม้ว่าภาพนั้นจะใช่หรือไม่ใช่ แต่มันก็ทำให้คนได้เอาภาพมาถกเถียงกัน”

 

ภาพยนตร์เรื่อง ‘ขุนรองปลัดชู’ ออกฉายครั้งแรกในโรงภาพยนตร์สกาล่า โดยเปิดให้จองบัตรเข้าชมฟรีจำนวน ๕ รอบ ในระหว่างวันที่ ๗-๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และออกอากาศในรายการไทยเธียเตอร์ทางช่องไทยพีบีเอส  เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ หลังจากนั้นจึงเป็น ‘รายการถกหนังเห็นคน’  ที่ออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอสหลายสัปดาห์ติดต่อกัน แม้ว่าผู้ผลิตจะเลือกจังหวะการออกอากาศเป็นช่วงสูญญากาศทางการเมืองก็ตาม แต่ด้วยสภาวะความแตกแยกของบ้านเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องติดต่อมาเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้เนื้อหาและประเด็นของภาพยนตร์ชุดนี้เข้าไปแตะใจใครหลายๆ คนในยุคนี้ได้ไม่ยาก

 

หนังเรื่องนี้พูดถึงอะไร ทำไมจึงทำให้ใครหลายคนรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง และผู้สร้างต้องการสื่อสารบอกอะไรกับสังคมไทยกันแน่ ทีมจดหมายข่าวมูลนิธิเล็กฯ จึงชวน ‘ปณต อุดม’ โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้มาสนทนาเพื่อ ‘ถกผู้สร้าง ให้เห็นหนัง’ กันบ้าง เป็นอย่างไรขอเชิญท่านร่วมสนทนา...

 

การสร้างหนังเรื่อง ‘ขุนรองปลัดชู’ ตั้งใจจะสื่ออะไรต่อคนดู?

 

คือการใช้หนังเป็นคำถามว่าดูเสร็จแล้วได้อะไร จริงๆ แล้วจุดประสงค์ในการทำกับจุดที่คนดูหนังเสร็จแล้วได้อะไร อาจจะเป็นคนละเรื่องกันก็ได้

 

แต่เบื้องหลังจริงๆ คนที่ต้องการสร้างหนังเรื่องขุนรองปลัดชูคือคุณบุญชัย เบญจรงคกุล พอดีว่าเขาไปซื้อที่ดินที่ประจวบฯ เราคิดว่ามันเป็นกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าในการขายที่ดิน จึงสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา เพราะว่าที่ดินตั้งอยู่หน้าหาดสมเด็จพระนเรศวร เคยเป็นพื้นที่รบของขุนรองปลัดชู และมีการเอาเจ้าหน้าที่โบราณคดีจากสำ นักโบราณคดีที่ราชบุรีมาทำวิจัย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเส้นทางในการเดินทัพสมัยโบราณ คือ ทางที่จะเดินทางไปด่านสิงขรจะต้องเดินทางผ่านบริเวณนี้ เพราะด้วยภูมิประเทศแบบหุบเขามันบีบ ทำให้ต้องเดินทางเลียบชายฝั่ง

 

แต่ต่อมาตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์เกิดขึ้นมาได้เพราะเส้นทางรถไฟสมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นเส้นทางในการเดินเท้าโบราณจึงหายไป เพราะคนจะนิยมเดินมาทางเส้นทางรถไฟมากกว่า ตรงนี้ก็เป็นมูลเหตุว่าคุณบุญชัยทำไมถึงสนใจเรื่องขุนรองปลัดชูขึ้นมา ประกอบกับชาวบ้านและกองทัพอยากสร้างอนุสาวรีย์ที่เป็นฮีโร่แต่ไม่ใช่กษัตริย์ของชาวบ้านขึ้นมาด้วย

 

เมื่อก่อนได้ทำงานที่แมชชิ่ง สตูดิโอ แล้วมีโอกาสได้ทำสารคดีของ DTAC ชุด ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ คุณบุญชัยก็เป็นลูกค้าใหญ่กับทางเรามานาน คุณบุญชัยได้เกริ่นเรื่องนี้กับเราเมื่อ ๗ ปีที่แล้วว่าน่าจะทำอะไรเกี่ยวกับขุนรองปลัดชู แต่คิดแล้วว่าการทำหนังไทยเรื่องหนึ่งขึ้นมา มันน่าจะเป็นการเอาเงินไปละลายแม่น้ำ เพราะเหมือนกับเป็นการสร้างอะไรที่เป็นจากศูนย์ขึ้นมา ดังนั้นจึงทิ้งโปรเจ็กต์นี้ไป แต่คิดไว้ว่าน่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำนึกรักบ้านเกิด เพราะมันใกล้กับแนวคิดที่เราทำงานอยู่ก็โยงไว้แค่นั้น

 

จนกระทั่ง ๒ ปีที่ผ่านมา คุณบุญชัยยังพร่ำพูดถึงขุนรองปลัดชู เราจึงหันมามองกับผู้กำกับพี่แหม่ม (สุรัสวดี เชื้อชาติ) ที่ได้ทำสำนึกรักบ้านเกิด ก็เห็นว่าจะเลี่ยงไม่ได้แล้ว ดังนั้นจึงมานั่งดูประเด็นว่าเรื่องไหนน่าสนใจ เช่น ขุนรองฯ เป็นทหารอาสารบพม่า อาสามาทำไม แล้วทำไมมารบมาตายที่นี่ เรื่องคาถาอาคมที่ว่าฆ่าไม่ตายจนต้องเอาช้างมาเหยียบ ฯลฯ เลยเริ่มเช็กข้อมูลเหล่านี้ว่าเป็นจริงอย่างไร แล้วก็ทำงานวิจัยออกมา

 

ยังคุยกับพี่แหม่มว่า ถ้าทำแค่หนังไทยอาจจะไม่เกิดประโยชน์กับวงกว้าง แต่ถ้าทำเป็นรายการทีวีน่าจะเกิดประโยชน์กับคนในวงกว้างกว่า ดังนั้นในตอนแรกเราเสนอเป็นมินิซีรีส์ อยากทำ ๓๐ ตอน จากเรื่องที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์แค่สองบรรทัด ซึ่งต้องสร้างเรื่องรัก เรื่องผิดหวัง ต้องสร้างเรื่องขึ้นมาเยอะแยะมาก ทีมงานก็โห่ใส่ (หัวเราะ) จะทำอะไรตั้ง ๓๐ ตอน เพราะเรื่องแบบนี้ทำแค่ ๓-๔ ตอนก็จบแล้ว เราเลยมาลองแตกประเด็นดู เริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของขุนรองฯ ซึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือในยุคเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เรารู้สึกว่า เราเรียนด้วยการท่องจำและไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวในช่วงเวลานั้นเท่าไหร่ ที่ว่าแย่งชิงอำนาจกันเอง ที่ว่าขุนนางทะเลาะกัน มันเกิดอะไรขึ้นในบ้านในเมือง เราแค่ได้ยินว่าพระเจ้าเอกทัศน์ยิงปืนใหญ่และนางในตกใจก็เลยห้ามไม่ให้ยิง แต่ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่

 

เราเลยมองเรื่องขุนรองฯ อันหนึ่ง และเอาเรื่องประวัติศาสตร์เสียกรุงครั้งที่ ๒ เอามานั่งเขียนวางแผนโยงกัน ดูว่ามันจะสอดคล้องกันอย่างไรได้บ้าง จากที่เราเจอพงศาวดารมีแค่ ๒ บรรทัด และนวนิยายอาจารย์คึกเดช (คึกเดช กันตามระ) ที่เขียนมาสองเล่ม และเจอการ์ตูนที่เขียนเรื่องขุนรองปลัดชูที่ได้รางวัลจากญี่ปุ่น เราก็ใช้อ้างอิงเป็นสตอรี่บอร์ด เอางานวิจัยประวัติศาสตร์มาเรียงลำดับเห็นการเคลื่อนไหวในสมัยเสียกรุงครั้งที่ ๒ แล้วใส่จินตนาการเข้ามาว่าถ้าขุนรองฯ เป็นคนเก่งอยู่ในยุคนั้น น่าจะประสบกับเหตุการณ์นั้นเหมือนกัน

 

ดังนั้นเราจึงตีความขึ้นมาว่า คนที่อาสาไปรบจะต้องมีบุคลิกอย่างไร เช่น ต้องเป็นครูดาบ มีคาถาอาคม แล้วทำไมเขาถึงอาสา ถ้าขุนรองฯ เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติเกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนแผ่นดิน หลังพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อขุนรองฯ รับเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้เขาจะรู้สึกอย่างไร จริงๆ ส่วนหนึ่งเขียนขึ้นมาใหม่ แต่อยู่บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ แล้วเอาความรู้สึกของขุนรองฯ ไปจับ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถ้าเอามาผูกเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้คนดูหนังจบแล้วพูดถึงประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคแต่ละช่วง ก็น่าจะเพิ่มพูนความรู้ของคนได้มากขึ้น

 

เราไม่ได้ว่าสิ่งที่นำเสนอเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เราเอาเรื่องของคนเล็กขยายประวัติศาสตร์ภาพใหญ่ และเอาการถกเถียงว่าผู้สร้างเปิดรับทั้งสองด้าน จะบอกเราผิดก็ยอมรับ จะบอกว่าเราถูก เราก็มีหลักฐานมาสนับสนุนเพิ่มเติม ดังนั้นผมว่าการพูดคุยกันมันทำให้เกิดความรู้ให้เห็น อย่างน้อยที่สุดมันก็เกิดภาพขึ้นมา ถึงแม้ว่าภาพนั้นจะใช่หรือไม่ใช่ แต่มันก็ทำให้คนได้เอาภาพมาถกเถียงกัน

 

เวลาถกกันในโทรทัศน์เห็นมีหลายประเด็น ฟังแล้วมีรู้สึกขาดประเด็นไปจนอยากจะกลับไปแก้ไหม?

เราไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะเราไม่ได้ทำประวัติศาสตร์ แต่เราสร้างประวัติศาสตร์โดยเอาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นตัวหลัก เอาชีวิตขุนรองฯ เข้าไปเสียบ ให้คนเห็นภาพที่ขุนรองฯ เห็นภาพประวัติศาสตร์เหล่านั้นนำเสนอออกมา สิ่งที่ขุนรองฯ เห็นเป็นความรู้สึกของขุนรองฯ ทั้งนั้น ถ้าดูลักษณะใช้กล้องจะเห็นได้ว่ากล้องตามติดตัวขุนรองฯ ตลอดเวลา เพื่อให้เห็นความรู้สึกนึกคิดของขุนรองฯ ที่มีต่อประวัติศาสตร์ช่วงนั้น

 

แต่ถ้าจะตอบคำถามด้านวัตถุประสงค์คือ ๑) เราอยากให้เห็นภาพชีวิตของขุนรองฯ ผ่านภาพประวัติศาสตร์เสียกรุงครั้งที่ ๒ ชัดเจนขึ้น ๒) สิ่งที่ได้หลังการถ่ายทำคือ ขุนรองฯ ไม่ได้บอกว่ารักชาติ แต่บอกให้ปกป้องตัวเอง และถ้าแผ่นดินแม่เดือดร้อนก็เข้าไปช่วย สมัยนั้นคงไม่มีคำว่าประเทศ ในหนังเรื่องนี้คำที่พอใช้แทนได้น่าจะเป็นคำว่า ‘จิตอาสา’ ดังนั้นเราจึงพูดถึงคำว่าจิตอาสาในหนังเรื่องนี้ได้เต็มที่ และการสนทนาจึงไม่ใช่แค่ให้เห็นภาพประวัติศาสตร์อย่างเดียว แต่มันยังเอาประวัติศาสตร์มาสะท้อนในปัจจุบัน

 

ภาพยนตร์ ‘ขุนรองปลัดชู’ 

 

 

ผลสะท้อนกลับมาเป็นอย่างไรบ้าง?

ในเรื่องข้อมูลอารมณ์ความรู้สึกก็มีภาพประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงอยู่ว่าเป็นอย่างไร แต่จากการวัดผลโดยรวมถือว่าเป็นบวก เพราะทำให้คนรักชาติ ดูแล้วทำให้รู้สึกว่าคำพูดบางคำพูดทำให้รู้สึกถึงจุดนั้นขึ้นมาได้

 

กระบวนการผลิตงานที่สะท้อนภาวะทางเศรษฐกิจและการเมือง เป็นวัตถุประสงค์หนึ่งเลยหรือไม่ ดูจะบังเอิญตรงกับจังหวะเวลาพอดี มันจึงค่อนข้างจับใจคนดู?

มันเป็นความตั้งใจอีกอย่างหนึ่ง เพราะเรารู้สึกว่าประวัติศาสตร์มันย้อนรอยใน ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา มันย้อนรอยกลับมาถึงตอนนี้ที่บ้านเมืองแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า อย่างตอนนั้นพูดถึงอำนาจ ต้องพูดถึงพระราชอำนาจ แต่ในยุคนี้อำนาจมีความหมายได้หลายอย่าง เราจึงอย่าเอนเอาประวัติศาสตร์มาสะท้อนในสังคมปัจจุบัน เพราะเราก็คิดว่ามันมีสิ่งใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่ามันใช่ และเป็นเหตุการณ์ที่ใกล้ตัวเหมือนกัน

 

ถ้ามองจากการเป็นผู้ดูผู้ชมมันเป็นประเด็นทางการเมืองที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนมาก จังหวะของหนัง การพูดผ่านตัวละคร และเรื่องจิตอาสา ออกไปในแนวของปัจจุบันที่มีปัญหา มองไปที่ผลตอบรับของคนถามว่า ถ้ามันไม่แตะใจคนมันก็คงจะไม่ดังได้ขนาดนี้?

ต้องยอมรับว่าจังหวะการออกอากาศเป็นช่วงที่เราคำนึง เพราะการนำเสนอช่วงต้นกรกฎาคมปีที่แล้ว จากปัญหาที่เราเจอหลังสงกรานต์ ช่วงพฤษภาคม เรามีสีสองสีแบ่งฝ่ายกันชัดเจน แล้วไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะไปทางไหนดี ตรงนั้นเป็นจังหวะที่เราอยากนำเสนออยู่แล้ว เพราะสิ่งที่เรารู้สึก เมื่อ ๒๐๐ กว่าปีก่อนมันก็มีคนรู้สึกอย่างนี้เช่นกัน เราจึงอยากเอาประวัติศาสตร์มาสอนเรา

 

ดังนั้นจังหวะการเลือกออกอากาศ ผลการเลือกตั้งจะต้องไม่มีผลต่อหนังเรื่องนี้ เรามีจังหวะที่ออกอากาศเร็ว แต่ก็ไม่เลือก เพราะเราเลือกนำเสนอในช่วงที่เป็นสูญญากาศทางการเมือง เพราะเราไม่คิดว่าเบื้องหลังเราอยู่ข้างใคร เราเป็นความรู้สึกของคนส่วนหนึ่งที่มองเห็นประวัติศาสตร์บ้านเมืองของเราที่กำลังย้อนรอยกลับมา เผอิญช่วงนั้นไทยพีบีเอสเสนอให้เราออกอากาศช่วงนั้นได้ แต่จริงๆ ก็มีช่องฟรีทีวีเสนอให้ออกอากาศ แต่เขาขอเป็นช่วงเดือนตุลาคม ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นช่วงที่สายเกินไป เราเลยเลือกช่วงกรกฎาคม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ผลประโยชน์ตอบกลับมาถ้าออกอากาศช่องไทยพีบีเอส ส่วนคุณบุญชัยแนะว่าถ้าไม่ได้ออกอากาศช่วงนี้จะแย่ เพราะอาจจะต้องโดนตัดอะไรอีกเยอะแยะ

 

เราสามารถจับความคิดว่า ๒๐๐ กว่าปี ขุนรองฯ จะมีความคิดแบบนี้ได้หรือ?

เราตีความจากคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนและต้องไปรบอีกที่หนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปรบเพื่ออะไร ดังนั้นคนที่อาสาในประวัติศาสตร์ที่เราอ้างอิง มันมีคำว่า ‘อาสา’ เกิดขึ้น คนที่อาสาไม่ใช่โดนเกณฑ์ แต่คนที่อาสาไปจะต้องมีใจอีกแบบหนึ่ง เพราะเรารู้หลักว่าการเกณฑ์ทหารเหมือนในยุคนี้ มันอาจจะมีคนที่ไม่สมัครใจ แต่กองนี้คือกองอาสาอาทมาต แม้ว่าจะมีแค่ ๔๐๐ คน แต่เรารู้ว่าเขาไปจะต้องไปด้วยใจอีกแบบหนึ่ง ที่เขาตั้งใจจะทำอะไรอีกอย่างหนึ่ง พวกเขายอมที่จะตายหมด ซึ่งเราไม่ได้มาคิดเอง เพราะจากการลงพื้นที่ ทำวิจัย ทุกอย่างทุกจุดที่เราทำมันมีสิ่งแวดล้อมสนับสนุนเยอะ เช่น จุดยุทธศาสตร์ เราก็มานั่งวิเคราะห์กัน เอานักการทหารมาวิเคราะห์กัน มานั่งดูกันเลยว่า ทำไมขุนรองฯ ถึงเลือกที่จุดนี้ ซึ่งมองทั้งจุดได้โอกาสและเสียโอกาส ถ้ามองด้านการได้โอกาส มันสามารถได้เปรียบได้ถ้าได้รับกองหนุน ซึ่งเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ก็ไม่ได้มาช่วย มันก็แสดงว่าเขามีความคิดอย่างไร ซึ่งมันก็สามารถตีความได้หลายแบบ

 

หนังเกิดในช่วงพระเจ้าอลองพญา แต่ตอนนั้นยังไม่ทันเสียกรุงฯ หลังจากครั้งนี้กรุงศรีอยุธยาน่าจะมีโอกาสเตรียมตัวเอง ช่วยวิเคราะห์หน่อยว่าทำไมถึงเสียกรุงฯ?

ตรงนี้เป็นประวัติศาสตร์ที่เราศึกษาแต่ประวัติศาสตร์ไทย แต่เมื่อเราทำหนังเรื่องนี้ เรามีโอกาสได้ศึกษาประวัติศาสตร์พม่า ต้องเข้าใจว่ามังระไม่ใช่คนธรรมดา เรามองแต่ตัวเรา แต่มังระเป็นหนึ่งในมหาราชในยุคนี้ นอกจากพ่อเขาที่เป็นมหาราชแล้ว เขาก็เป็นมหาราชด้วย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตรงนี้ เราจึงต้องต่อสู้กับคู่แข่งที่ไม่ธรรมดา เพราะฉะนั้นนี่เป็นในมุมมองที่เรามองประวัติศาสตร์ของเรา โดยไม่มองประวัติศาสตร์เพื่อนบ้าน เราก็เลยมองว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ ในขณะเดียวกันเขาเจริญงอกงามเต็มที่ในการที่จะแผ่ขยายอำนาจ และเมื่อพม่าถึงจุดสูงสุดในสมัยมังระ และไทยอยู่ในจุดที่ต่ำสุด จึงเกิดการปะทะกันตรงนี้ ยังไงก็มองว่ากรุงต้องแตก แต่จะแตกแบบเผาหรือแบบไม่เผามันอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยพีคของประวัติศาสตร์มันเป็นจุดต่ำสุดและสูงสุดอย่างที่เห็น

 

รู้สึกอย่างไรกับผลตอบรับที่บางกลุ่มมองว่าเป็นพวกคลั่งชาติ ?

ถ้าเรามีผลประโยชน์จากตรงนี้ สมมติว่าเราเป็นหน่วยงานของทหาร ถ้ามองอย่างนี้มันจะไม่ผิดเลย แต่เราเป็นหน่วยงานเอกชนเล็กๆ ธรรมดา แต่เราสนใจในความรู้สึกของคนมากกว่า มันไม่ผิดหรอกที่ภาพมันออกมาเป็นอย่างนั้น แต่ในความรู้สึกที่ว่าคนที่กล้าจะปิดทองหลังพระ คนที่ไม่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ คนเหล่านั้นมีบทบาทอย่างไรกับชาติบ้านเมือง เราจึงไม่สนใจกับคำตรงนี้ ถึงแม้เราจะไปปรึกษานักวิชาการบางคน เขาว่า “คำว่าชาติมันไม่มีหรอก คำว่าชาติมันมีสมัย ร.๔” ทางเราไม่ได้สนใจตรงนี้

 

แต่จริงๆ ความรู้สึกของใจคนในการผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันมีมานานแล้วแน่ๆ เราถึงบอกว่า ‘เราถกหนังเพื่อให้เห็นคน’ เพื่อเห็นความรู้สึกคน เราถึงบอกว่าหนังเรื่องนี้แทนความรู้สึกของขุนรองฯ ตลอดเวลา ดังนั้นความรู้สึกของขุนรองฯ ไม่มีถูกมีผิดแน่ๆ แต่มันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เอาไปขยายความสังคมใหญ่ เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้จะหลีกเลี่ยงคำว่า “ชาติ” แต่ใช้ “บ้านเมือง” คือตั้งแต่เขียนบท เราถกเถียงกันแล้วว่าไม่ควรมีคำว่าชาติ ถึงได้บอกว่าขุนรองฯ ถ้าได้คิดตระหนักจริงๆ เราจะสู้เพื่อวิเศษชัยชาญอย่างเดียวโดดๆ ไม่ได้ เพราะว่าวิเศษชัยชาญไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย เพราะถ้ากรุงศรีอยุธยาล่มสลาย วิเศษชัยชาญก็ต้องล่มสลาย

 

ช่วยมองนักประวัติศาสตร์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้ทำงานด้วยกัน แตกต่างกันไหม?

ผมว่านักประวัติศาสตร์สมัยใหม่น่าสนใจ โดยเฉพาะพวกที่มาจากไกด์ คิดว่าเขาศึกษาอย่างจริงจัง และจะมีการตีความการวิเคราะห์อีกแนวหนึ่งซึ่งไม่ติดกับกรอบวิชาการ ไม่ติดกับสำนักไหน เขาอ่าน เขาคิด เขาสงสัย และเขาค้นหา อย่างเราได้คำถามดีๆ คำตอบดีๆ จากแฟนพันธุ์แท้ (กรุงศรีอยุธยา) ที่มาออกรายการ กลุ่มนี้แสวงหามุมมองประวัติศาสตร์ และเอามาวิเคราะห์ตีความแบบเป็นตัวของตัวเองได้สูง

 

ส่วนนักวิชาการ คิดว่ารุ่นใหม่ๆ เริ่มจะเลือกข้างว่าจะไปข้างไหน จะคิดแบบแนวคิดของใคร มันก็จะถอดมาจากบทความของอาจารย์ที่เขานับถือ เรียกได้ว่าเขาพูดแทนอาจารย์ได้ แต่ในแง่ของการเลือกแสดงความเห็นในงาน เราจะเลือกอาจารย์มามากกว่า ส่วนพวกแนวคิดแบบโพสต์โมเดิร์นก็มองว่าอะไร เราจะต้องไปขัดแย้งกับเขาด้วยหรือ นักรัฐศาสตร์ที่สนใจประวัติศาสตร์ก็น่าสนใจ เพราะมีการตีความโดยการเอากระบวนการทางรัฐศาสตร์มาใช้ ดังนั้นมันก็จะมีมุมมองใหม่ๆ มีคำถามใหม่ๆ เกิดขึ้นมา

 

คนวิเศษชัยชาญเมื่อดูหนังเรื่องนี้แล้ว เขาว่าอย่างไรบ้าง?

จริงๆ ความเชื่อในตัวของขุนรองฯ ที่วิเศษชัยชาญมันมีอยู่แล้ว เมื่อ ๒ ปีก่อนมีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้น เผอิญเรายังไม่ได้ตามเก็บเรื่องเหล่านี้ แต่มีเรื่องนี้ที่ี้วัดสี่ร้อย ทำให้วิเศษชัยชาญกลายเป็นสถานที่น่าท่องเที่ยว กระแสเรื่องนี้ยิ่งทำให้มีคนไปกราบไหว้ขุนรองปลัดชูเป็นจำนวนมาก

 

กลัวไหมว่า สุดท้ายแล้วคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้ต้องการสร้างวีรบุรุษ?

แนวคิดตอนแรกของเราคือต้องการหา Unsung hero หรือวีรบุรุษที่ถูกลืม เป็นการทำให้ Unsung hero เป็นเรื่องที่น่าค้นหา แต่จากการพยายามสรุปก็พบว่าไม่มีคนใดคนหนึ่งที่เป็นฮีโร่ แต่ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเชื้อพระวงศ์หรือต้องกล้าหาญ ตัวอย่างของขุนรองฯ เราสร้างภาพความคิดของขุนรองฯ ให้ชัดเจนขึ้น ถามว่าทำไมเอาเขาไปอยู่ในเหตุการณ์กบฏ มันทำให้เขารับไม่ได้กับการมาฆ่าแกงกันเองเลยตัดสินใจเป็นเอกเทศ และสุดท้ายก็กลายมาเป็นอาสา ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นมาเองโดยที่ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่า แต่เราดูที่ความเป็นเหตุเป็นผล มันเลยมาตอบโจทย์ความรู้สึกที่ขุนรองฯ จะมีได้ มันเป็นความตั้งใจที่ช่วงเวลานี้ทำให้คนติดกับ มีอารมณ์ร่วม ซึ่งฉากที่ทำให้ขุนรองฯ หันไปเจอทะเลว่างเปล่าก็คือมันหมดแล้ว ซึ่งความว่างเปล่านี้หมายถึงการตกเหว สุดท้ายการที่เขาไว้ใจใครมากเกินไปมันเป็นพิษภัยต่อตนเอง รู้สึกเหมือนถูกหลอก ทั้งที่ตัวเองเทหมดใจให้กับคนบางคนไปแล้ว

 

 

 

กองบรรณาธิการจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๕ : สัมภาษณ์

ใหม่มณี รักษาพรมราช:เรียบเรียง

 

 

 

ดูโขนดูหนัง :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๕ (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๕)

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น >แนวคิด วิธีการ และปฏิบัติการ

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:52 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.