หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ประเพณีราษฎร์ภาคใต้
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 6 มิ.ย. 2559, 15:35 น.
เข้าชมแล้ว 147522 ครั้ง

ประเพณีราษฎร์ภาคใต้

 

ประเพณีหลวงและประเพณีราษฎร์ต่างมีการเลียนแบบหยิบยืมวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ประเพณีหลวงได้แบบอย่างของประเพณีราษฏร์มาประสมประสานกับวัฒนธรรมต่างประเทศจนกลายเป็นประเพณีหลวงโดยสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็มีอิทธิพลส่งกลับไปสู่ประเพณีราษฎร์อีก ทำให้ประเพณีราษฎร์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามประเพณีหลวง 

 

เช่นพระราชพิธีที่กระทำในราชสำนักมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็คือสิ่งที่ได้เค้าโครงมาจากประเพณีราษฎร์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำมานานและเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินหรือการเกษตรอยู่หลายอย่าง  เช่น พิธีการแรกนา ของชาวบ้านเป็นการเซ่นไหว้ตาแฮกหรือผีนาหรือพระภูมินาให้คุ้มครองรักษาปกป้องข้าวในนาไม่ให้เกิดอันตราย เป็นการทำพิธีเป็นเคล็ดเพื่อให้หมดความกังวลใจก่อนจะลงมือไถนา การแรกนาในระยะแรกจึงเป็นประเพณีราษฎร์ ต่อมาจึงพัฒนากลายเป็นประเพณีหลวง คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัล แรกนาขวัญที่มีมาจากวัฒนธรรมอินเดียเพื่อทำให้เกิดการยอมรับ หรือแม้แต่การแข่งเรือของราษฎรตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงในเทศกาลที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาของชุมชนนั้นๆ มีการปรุงแต่งจากราชสำนักให้เป็นการแข่งเรือเพื่อเสี่ยงทาย เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าสถานการณ์เรื่องน้ำจะเป็นอย่างไร ซึ่งพระมหากษัตริย์จะเสด็จเพื่อเสี่ยงทาย ดังที่ปรากฏในกฎมณเฑียรบาล

 

เพราะฉะนั้น นอกจากการปฏิบัติประเพณีในรอบปีของราชสำนักแล้ว ประชาชนแต่ละท้องถิ่นก็มีงานประเพณีในรอบปีเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันไป ประเพณีที่เกิดขึ้นในรอบปี จึงไม่ได้มีเฉพาะประเพณีหลวงเท่านั้น แต่ยังมีประเพณีราษฎร์หรือประเพณีของแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย  ซึ่งประเพณีของท้องถิ่นนั้นจะแตกต่างกันตามลักษณะทางภูมิศาสตร์  ลักษณะทางกายภาพ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมทั้งประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น  ประเพณีในรอบปีของแต่ละภาคจึงมีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั้นๆ  อย่างไรก็ตาม ในประเพณีของท้องถิ่นก็มีอิทธิพลของศูนย์กลางอยู่ด้วย เนื่องจากระบบการเมืองการปกครองทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันของแต่ละภูมิภาค 

 

ในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น มีพัฒนาการทางการเมืองเกิดเป็นเมืองสำคัญของแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคเหนือมีหริภุญชัยและล้านนา ภาคอีสานมีศรีสัตนาคนหุต ภาคกลางมีสุโขทัยและอยุธยา ส่วนภาคใต้มีศรีวิชัยและตามพรลิงค์ เมืองเหล่านี้มีพัฒนาการและเติบโตเป็นเมืองศูนย์กลางของแต่ละท้องถิ่นและมีอิทธิพลต่อชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ท้องถิ่นเดียวกัน ทำให้วัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะที่เหมือนกันหรือมีแบบแผนที่คล้ายคลึงกัน ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างที่เกิดจากความหลากหลายของกลุ่มคนที่มาอยู่รวมกัน

 

เนื่องจากการได้รับอิทธิพลของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นเมืองราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ทำให้ท้องถิ่นรับอิทธิพลจากศูนย์กลางในลักษณะที่เกื้อกูลและเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบกันจนกลายเป็นประเพณีในแต่ละท้องถิ่นอันเกิดจากการปรับเปลี่ยนประเพณีหลวงให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขทั้งทางกายภาพและสังคมของตนเอง รวมทั้งเงื่อนไขของความแตกต่างของสังคมใหญ่ การเมือง การปกครอง  ระบบเศรษฐกิจ สภาพสังคม  นั่นคือแต่ละท้องถิ่นจะไม่รับประเพณีหลวงมาทั้งหมดหรือปฏิเสธประเพณีหลวงทั้งหมด แต่ชาวบ้านหรือท้องถิ่นจะมีวิธีการ กลไก และกระบวนการที่จะปรับเปลี่ยนจนเกิดเป็นประเพณีของท้องถิ่นขึ้นมา

 

ชุมชนหมู่บ้านต่างๆ นั้นไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว จึงมีการแลกเปลี่ยนปัจจัยสี่หรืออาหารการกินที่จำเป็น เช่น ชาวนาก็จำเป็นต้องแลกเกลือหรือสินค้าอื่นๆ รวมทั้งความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่เกิดจากการแต่งงานหรือการเกี่ยวพันกันแบบอื่นๆ ทำให้มีประเพณีและพิธีกรรมของแต่ละชุมชน ผสมผสานกัน มีความคล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกันได้ เช่นเดียวกับในแต่ละภูมิภาคหรือท้องถิ่นไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน จะต้องมีการปฏิสังสรรค์เพื่อแลกเปลี่ยนกลุ่มสินค้าที่ต้องการในชีวิตประจำวัน ทำให้แต่ละท้องถิ่นมีการแพร่กระจายหรือหยิบยืมวัฒนธรรมของกันและกัน ไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง ดังนั้น การผสมผสานทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นทั้งในระดับชุมชน และระดับท้องถิ่น

 

ประเพณี ๑๒ เดือน ในสังคมไทยจึงเป็นผลผลิตจากส่วนกลางและท้องถิ่นหรือจากหลวงและราษฎร์ โดยมีวัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการส่งผ่านอิทธิพลของประเพณีหลวงหรือประเพณีราษฎร์ที่ได้รับการปรุงแต่งแล้วกลับไปยังชุมชน ประเพณี ๑๒ เดือน ซึ่งปฏิบัติกันจึงใช้วัดเป็นศูนย์กลางหรือเป็นสถานที่ในการทำพิธีกรรม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีกับท้องถิ่น

โดยเหตุที่การแบ่งเขตภูมิภาคของประเทศไทยใช้เขตการบริหารปกครองเป็นการแบ่งเขต จึงทำให้ควาเป็นภาคเหนือในทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมกลายเป็นภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งก็อาจแบ่งออกได้เป็นภาคเหนือตอนที่อยู่เหนือเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ขึ้นไปเป็นภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่างที่อยู่ต่ำเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ลงมาจนถึงจังหวัดนครสวรรค์เป็นภาคเหนือตอนล่าง เพราะภาคเหนือตอนล่างนั้นเคยเป็นรัฐสุโขทัยที่มีความเป็นมาทางการเมืองผู้คนและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากผู้คนในภาคเหนือตอนบน แต่ทว่ามีอะไรที่คล้ายไปทางภาคกลางในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนอาจกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมของภาคเหนือตอนล่างนั้นเป็นวัฒนธรรมภาคกลางก็ว่าได้ ในการศึกษาครั้งนี้ จึงใช้เขตทางวัฒนธรรมเป็นตัวแบ่งพื้นที่ ภาคเหนือคือเขตที่อยู่เหนือกว่าจังหวัดอุตรดิตถ์ขึ้นไป

 

ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ ทั้งลักษณะทางกายภาพและสภาพภูมิอากาศรวมทั้งประวัติศาสตร์ความเป็นมา ลักษณะของกลุ่มชาติพันธุ์และความสัมพันธ์ทางสังคม ทำให้ประเพณีแต่ละภาคของประเทศไทยไม่เหมือนกันไปทั้งหมด ความสำคัญของประเพณีแต่ละเดือนก็แตกต่างกัน เพราะความแตกต่างดังกล่าวข้างต้น ประเพณี ๑๒ เดือน ที่ปรากฏในสังคมไทยในแต่ละท้องถิ่นอาจมีลักษณะเฉพาะหรือลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน เช่น ประเพณีสงกรานต์ของภาคเหนือ ซึ่งเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมานานและรวมเรียกว่าวันขึ้นปีใหม่ ถือเป็นประเพณีที่มีความสำคัญ มีพิธีกรรมที่ปฏิบัติกัน ๓ วัน ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ของภาคเหนือ ถือเป็นวันเปลี่ยนปี มีการทำความสะอาดบ้านเรือน ทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ จากนั้นก็จะมีการเล่นสาดน้ำ แต่ประเพณีสงกรานต์ของแต่ละภาคในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยเหตุผลของการท่องเที่ยวหรือการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสังคม จึงอาจกล่าวได้ว่าลักษณะทางกายภาพมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดลักษณะทางสังคม ทำให้เกิดประเพณีเฉพาะของท้องถิ่นนั้นๆ 

 

ลักษณะภูมิอากาศที่แตกต่างกันของแต่ละภาคมีส่วนทำให้ประเพณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นมีระยะเวลาและความสำคัญที่แตกต่างกัน เช่น ภาคใต้มีเพียง ๒ ฤดูกาล คือฤดูฝนและฤดูร้อน ฤดูฝนมีระยะเวลายาวนานเพราะอยู่ในเขตมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างพฤษภาคมถึงกันยายน และมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ภาคใต้มีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ฝนตกตลอดปี ประเพณีขอฝนในภาคใต้จึงไม่เป็นประเพณีที่ชัดเจนและมีความสำคัญนัก แต่อาจแฝงอยู่ในประเพณีอื่นๆ เช่น ประเพณีชักพระในเทศกาลออกพรรษา ในขณะที่ภาคอีสานมีฝนตกประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และได้รับฝนจากการเกิดพายุหมุนในบริเวณทะเลจีนตอนใต้หรือมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง แต่เพราะลักษณะทางกายภาพของดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำ ทำให้ภาคอีสานเกิดความแห้งแล้งจึงมีประเพณีที่ยิ่งใหญ่สำคัญคือ ประเพณีบุญบั้งไฟหรืองานบุญเดือน ๖ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการบูชาเทวดา เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เป็นการรวมกลุ่มของผู้คนเพื่อความสนุกสนานก่อนการทำนา

 

ประเพณีของภาคต่างๆ ที่เห็นได้ชัด คือ ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและประเพณีที่เกี่ยวกับความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีบรรพบุรุษ ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันแต่ก็มีลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นปรากฏออกมาด้วย

 

ประเพณีท้องถิ่นบางอย่างมีลักษณะเฉพาะและได้นำเอาพิธีกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่น เป็นประเพณีประจำปีของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย เช่น บางท้องถิ่นได้นำพิธีกรรมเกี่ยวกับการรักษาเข้ามาเกี่ยวข้อง  หรือการผสมผสานของกลุ่มชาติพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่นได้นำเอาวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาสร้างอัตลักษณ์ เช่น ประเพณีแห่บั้งไฟแถนแถบอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นประเพณีของกลุ่มลาวพวน ที่ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลาว จนกลายเป็นประเพณีสำคัญของชุมชน  ประเพณีกำฟ้าของลาวพวนที่บ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

 

ลักษณะโดยทั่วไปของภาคใต้

ภาคใต้ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมลายูขนาบด้วยทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก เป็นพื้นที่ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเกือบทุกแบบ คือ มีทั้งที่เป็นที่ราบ ป่าไม้ ภูเขา หาดทราย ทะเลสาบ เกาะ มีทิวเขาตะนาวศรี ทิวเขานครศรีธรรมราช ทิวเขาบรรทัด และเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำที่สำคัญคือ แม่น้ำตาปี ปากพนัง ตะกั่วป่า ตานี ตรัง

 

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์กว่าภาคอื่นๆ และเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีเพียง ๒ ฤดู คือ ฤดูฝนกับฤดูแล้ง ประเพณีที่สำคัญของภาคใต้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟ้าฝน หรือดินฟ้าอากาศจึงไม่มีความสำคัญมากนัก โดยเฉพาะประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยว หรือการทำนา เพราะการเกษตรกรรมของภาคใต้นั้นมีทั้งการทำนา ทำสวน และทำประมง

 

แต่โดยเหตุที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเล ระหว่างอินเดียทางตะวันตกและจีนทางตะวันออกมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล จึงทำให้มีประวัติศาสตร์พัฒนาการของบ้านเมืองหลายแห่งเป็นเมืองท่าที่มีการติดต่อเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ลังกา จีน มอญ ชวา และเขมร และมีพัฒนาการของบ้านเมืองและวัฒนธรรมเป็นรัฐและเมืองสำคัญ ที่มีพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากภาคอื่น จนกระทั่งสมัยอยุธยาเป็นต้นมา บ้านเมืองและผู้คนทางภาคใต้ก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมของอยุธยา และต่อมาก็เป็นกรุงเทพฯ ทำให้มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับทางส่วนกลางและภาคอื่นๆ ที่สืบมาจนปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานและผู้คนแล้ว ภาคใต้ยังมีพื้นที่ซึ่งค่อนข้างมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ถึง ๓ บริเวณต่อกัน คือ บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่นับเนื่องจากชุมพรลงมาจนถึงสงขลา พัทลุง บริเวณหนึ่งเป็นบริเวณของบ้านเมืองดั้งเดิมที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก กับบริเวณจากสงขลากับไปถึงปัตตานีและนราธิวาส นับเนื่องเป็นเขตผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลาม และบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันตกที่มีการตั้งถิ่นฐานโดยพวกคนจีนในสมัยกรุงเทพฯนี้เอง เป็นบริเวณที่มีประเพณีพิธีกรรมเช่น การทำบุญไหว้เจ้าแตกต่างไปจากบ้านเมืองทางฝั่งตะวันออก 

 

1. ขบวนแห่ในงานชิงเปรตที่พัทลุง

2. งานสารทเดือนสิบที่นครศรีธรรมราช

3. ประเพณีชิงเปรตก็อยู่ในคราวเดียวกัน คือการทำบุญให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

4. งานแห่ผ้าขึ้นธาตุ พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

5. งานชักพระทางน้ำที่จังหวัดตรัง

6. งานชักพระทางบกที่สงขลา

7. งานโนราโรงครู พิธีกรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ฝั่งสทิงพระ สงขลา 


 

ประเพณีสิบสองเดือนของภาคใต้ในอดีต

เดือน ๕ เทศกาลสงกรานต์ชาวไทยภาคใต้เรียกว่า วันว่างเพราะเป็นวันที่ชาวบ้านจะไม่ทำอะไรเลย ทั้งงานออกแรง การประกอบอาชีพ เช่น หาปลา ทอผ้า ทำไร่ หรืองานเก็บเกี่ยวทุกชนิด  ระหว่างวันว่างทั้ง ๓ วัน จะอยู่แต่บ้าน ไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร  ในงานจะมีการทำข้าวแช่ จัดเป็นสำรับ ไปทำบุญเลี้ยงพระและมีการสรงน้ำพระพุทธรูป เมื่อเสร็จจาการทำบุญแล้ว ก็จะมีการไปรดน้ำคนแก่ในตระกูลของตน มีการจัดอาหารและของใช้เป็นพิเศษเพื่อเป็นของขวัญไปแสดงความเคารพด้วย มีประเพณีในช่วงเทศกาลสงกรานต์คือ     

 

ประเพณีสรงน้ำคนแก่เพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่และผู้มีพระคุณ โดยส่วนมากทำกันในวันที่ ๑๓ เมษายน ในเทศกาลสงกรานต์

 

ประเพณีวันว่าง  ในช่วงสงกรานต์ ซึ่งชาวบ้านในภาคใต้จะหยุดทำงานต่าง ๆ มีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม อาบน้ำคนแก่ มีการทำขนมต่าง ๆ เช่น ขนมกวน ขนมทอด เพื่อถวายพระและรับประทานกัน             ตอนกลางคืนจะมีการเล่นเพลงบอกหรือทอกเพลงบอกไปตามบ้านผู้ใหญ่หรือบ้านผู้ที่ตนเคารพนับถือ บ้านที่ถูกพวกเล่นเพลงบอกไปหาก็จะเตรียมจัดการต้อนรับให้ของขวัญตามสมควร กล่าวกันว่าเพลงบอกในเทศกาลสงกรานต์ จุดมุ่งหมายเดิมเพื่อแจ้งให้ชาวบ้านรู้กำหนดวันสงกรานต์ บอกเกณฑ์น้ำฝน นาคให้น้ำ และให้พรแก่เจ้าของบ้านด้วย

 

ประเพณีก่อพระเจดีย์ทรายหรือขนทรายเข้าวัด เพื่อให้ประชาชนได้บุญ เมื่อขนทรายเข้าวัดได้คนละหนึ่งกองแล้ว เจ้าของทรายจะตกแต่งทรายแล้วนำดอกไม้ธูปเทียนมาประดับไว้บนกองทราย จากนั้นก็มีการฉลองทราย

 

เดือน ๖

จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันขึ้น ๖ ค่ำ โบราณจะมีพิธีแรกนาขวัญ ในบริเวณนาที่เรียกว่า ดอนนาแรก ในวันพิธีจะมีมหรสพอย่างคึกครื้น มีชนไก่ ชนวัว เล่นเพลงบอก มโนราห์

 

งานสลากภัต  ซึ่งเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาในตอนบ่ายก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนไปถวายพระ เรียกว่า ใส่บาตรดอกไม้ธูปเทียน เพื่อให้พระนำไปใช้เวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ  ในวันนี้จะมีพระสงฆ์และชาวบ้านจากที่ไกลๆ มาชุมนุมกัน มีการออกร้าน มหรสพต่างๆ สนุกสนาน  คนที่มาก็จะมาเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุ

 

เดือน ๘

เข้าพรรษา  ชาวบ้านจะไปเวียนเทียนที่วัด  เสถียรโกเศศ กล่าวถึงเทศกาลเข้าพรรษาที่จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ชาวบ้านจะแห่เทียนไปวัด มีการทำบุญ ฟังเทศน์ที่ระเบียงรอบองค์พระธาตุ ชาวบ้านที่มาจะมานั่งชุมนุมกัน และคนที่สามารถอ่านหนังสือได้คล่อง จะเลือกหนังสือประเภทชาดกที่เป็นคำกลอนหรือเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ต่างๆ มานั่งอ่านให้คนอื่นฟังเป็นทำนอง เรียกว่า สวดพระด้านหรือสวดโอ้เอ้วิหารรายซึ่งเป็นการสวดเพื่อฆ่าเวลาขณะรอฟังเทศน์และจะมีสวดทุกๆ วันพระ ในช่วงเข้าพรรษานี้ พวกผู้ใหญ่ส่วนมากจะไปฟังเทศน์ตอนค่ำ และมีการถกปัญหาธรรมกันบ้างในบางวัน

 

เดือน ๙

ประเพณีทำขวัญข้าวเป็นการบวงสรวงแม่โพสพ โดยเชื่อว่าถ้าข้าวมีขวัญสิงอยู่ประจำ ต้นข้าวก็จะงอกงามสมบูรณ์ให้ผลสูง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนหรือเฉาตาย ในจังหวัดพัทลุงบางตำบล จะมีการรวมกันทำขวัญข้าวที่วัดเรียกว่า ทำขวัญข้าวใหญ่โดยวัดจัดให้มีการกองข้าวเลียงขึ้น เมื่อชาวบ้านนำข้าวเลียงมาบริจาควัด ทางวัดจะเก็บรวบรวมไว้ แล้วกำหนดวันทำขวัญข้าวใหญ่ขึ้น เมื่อถึงวันนั้นชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะนำข้าวไปวัดอีกคนละ ๑ เลียงและเขียนชื่อกำกับไว้ ผู้จัดพิธีจะนำข้าวเลียงของทุกคนรวมไว้ด้วยกัน และทำพิธีเหมือนกับการทำขวัญข้าวของครัวเรือน  คือการนำอุปกรณ์ไปเซ่นไหว้ สวดบูชาพระรัตนตรัยและแหล่บททำขวัญ ของคุณแม่โพสพ และเชิญขวัญข้าว เสร็จแล้วแต่ละครัวเรือนจะนำข้าวเลียงของตนกลับไปเก็บไว้บนยุ้งเป็นข้าวขวัญ

 

เดือน ๑๐

งานเทศกาลเดือนสิบหรือสารทเดือนสิบเป็นงานที่สำคัญที่สุด  มี พิธีรับตายายเป็นการทำบุญในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ เพราะถือว่าปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้วที่ยังไม่ไปผุดไปเกิด และตกอยู่ในอบายภูมินั้น พญายมได้ปล่อยให้ออกมาจากนรก เพื่อที่ได้ไปเยี่ยมลูกหลานเป็นเวลา ๑๕ วัน นับจากวันแรม ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะซื้อขนมต่างๆ ไปทำบุญ ในวันแรม ๑๔ ค่ำ มีการจัดหมรับ เดิมนิยมใช้กระบุงทรงเตี้ยๆ สานด้วยตอกไม้ไผ่ขนาดเล็กใหญ่ตามความต้องการ แต่ระยะหลังใช้ภาชนะตามความสะดวก ของที่จักมี ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล ปลาเค็ม ผลไม้ต่างๆ ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำ น้ำมัน ไม้ขีดไฟ หม้อ ชาม เข็ม ด้าย ยา และต้องมีขนม ๕ อย่างที่มีความหมายคือ

 

            ขนมพอง แทนแพ สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติทางพุทธศาสนา

            ขนมลา แทนแพรพรรณ เครื่องนุ่งห่ม 

            ขนมกง แทนเครื่องประดับ

            ขนมดีซำ แทนเงินเบี้ยสำหรับจ่าย

            ขนมบ้า แทนสะบ้า สำหรับใช้เล่นในวันสงกรานต์

 

ในวันแรม ๑๕ ค่ำ ก็จะมี พิธีส่งตายาย มีการเตรียมอาหาร หมากพลู ผลไม้ ข้าวสาร หอม กระเทียม เกลือ พริก ขิง ฟัก ตะไคร้ เสื้อผ้าเก่าๆ โดยเฉพาะพวกอาหารแห้งไปกองไว้ตามโคนต้นไม้หรือกอหญ้า ปักธงพร้อมวางสายสิญจน์ เพื่อให้ญาติทั้งหลายนำไปเป็นเสบียงในเมืองนรก

 

ประเพณีตั้งเปรตหรือชิงเปรตซึ่งเป็นประเพณีที่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผีเร่ร่อนที่ไม่มีลูกหลานและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับที่จะได้รับการปล่อยตัวจากพญายมให้มากิน ถ้าตั้งเสร็จจะมีคนไปแย่งชิงกันเก็บของเจ้าภาพก็จะดีใจมาก บางครั้งก็จะนำเอาเงินไปวางบนยอดเสาที่เป็นไม้ไผ่หรือต้นหมากแล้วขูดให้ลื่นและทาน้ำมัน ก็จะมีคนพยายามปีนขึ้นไปเอา

 

เดือน ๑๑

เทศกาลออกพรรษา  มี ประเพณีชักพระหลังวันออกพรรษา ๑ วัน ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถือเป็นประเพณีที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นประเพณีที่ทั้งสถาบันศาสนาและสถาบันกษัตริย์ถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยปกติแล้วในเทศกาลออกพรรษานี้ ท้องถิ่นต่างๆ จะมีประเพณีตักบาตรเทโว เป็นประเพณีที่สำคัญ แต่เนื่องจากในภาคใต้นั้น มีคตินิยมดั้งเดิมเป็นพื้นฐานประกอบกับเดือน ๑๑ เป็นช่วงที่ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน ประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ล้วนต้องการให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล งานบุญลากพระจึงมุ่งขอฝนเพื่อการเกษตรจนเกิดเป็นคติความเชื่อว่าการลากพระทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และเมื่อเชื่อว่าการลากพระทำให้ฝนตก ก็เกิดการผสมกับคติความเชื่อที่ว่านาคเป็นผู้ให้น้ำ ด้วยเหตุนี้การตกแต่งรถ เรือหรือล้อเลื่อนที่ใช้สำหรับลากพระจึงนิยมทำให้เป็นรูปพญานาค ชาวบ้านจะเตรียมของไปใส่บาตร ซึ่งได้แก่ ปัด คือข้าวเหนียวใส่กะทิห่อด้วยใบมะพร้าวแล้วนึ่งให้สุกเป็นของพิเศษ  เวลาชักพระทั้งทางบกและทางน้ำจะเป็นความสนุกสนาน มีการตีกลองเร่งจังหวะ ถ้าเป็นทางน้ำจะมีการสาดน้ำระหว่างหนุ่มสาว เล่นสนุกรื่นเริงจนกระทั่งค่ำจึงชักพระกลับ

 

เดือน ๑๒

ลอยกระทงเสฐียรโกเศศ กล่าวถึงพิธีลอยกระทงของภาคใต้ว่า ไม่มีกำหนดว่าเป็นกลางเดือน ๑๒ หรือ เดือน ๑๑ แต่จะลอยเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นทำนองเดียวกับพิธีอาพาธพินาศและเรื่องเสียกบาล เรียกว่า ลอยแพ โดยการนำหยวกกล้วยมาทำเป็นแพ บรรจุเครื่องอาหารแล้วลอยไป ภายหลังจึงกลายมาเป็นพิธีประจำปี

 

เดือนอ้ายหรือเดือน ๑

ทำบุญให้ทานไฟเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง หมายถึง การถวายความอบอุ่นแก่พระสงฆ์ด้วยไฟในฤดูหนาว จะจัดในช่วงเดือนอ้ายของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศหนาว หลังจากเสร็จการทำไร่ทำนาเสร็จแล้ว โดยเฉพาะในวันที่หนาวจัด ก็จะมีการนัดประชุมเพื่อทำพิธีให้ทานไฟ จะจัดตอนใกล้รุ่ง จะมีการจัดสถานที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสถานที่  มีการก่อกองไฟเพื่อความอบอุ่น นิมนต์พระสงฆ์มาผิงไฟ และมีการทำขนมต่าง ๆ เพื่อถวายพระสงฆ์ ถือเป็นการบริจาคทานอย่างหนึ่ง  และมักจะจัดขึ้นในแถบนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นไป

 

เดือนยี่หรือเดือน ๒

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งมีอิทธิพลศาสนาพราหมณ์อยู่มาก จะมีการแห่พระอิศวรพระนารายณ์ และพิธีตรียัมปวายซึ่งพราหมณ์จะเป็นผู้จัด ประชาชนทั่วไปจะเป็นเพียงผู้ดูเท่านั้น

 

เดือน ๓

มีวันสำคัญทางศาสนาคือ วันมาฆบูชาวันนี้จะมีประชาชนจำนวนมากจากหลายจังหวัด มาเวียนเทียนกันที่บริเวณวัดพระมหาธาตุ  นำผ้าขาว แดง เหลือง มากมายมาหุ้มองค์พระธาตุ

 

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ บางจังหวัดทางภาคใต้ เช่น สุราษฎรธานี นครศรีธรรมราช ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันวิสาขบูชา เพื่อทำบุญ โดยชาวบ้านจะนำผ้ามาเย็บต่อกันเป็นผืนยาว แห่ไปห่มรอบองค์พระธาตุ ส่วนชาวบ้านโดยทั่วไปจะเวียนเทียน โดยเอาดอกไม้ธูปเทียนไปแห่เทียนรอบโบสถ์ในเวลาใกล้ค่ำ ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุที่รู้จักกันมากที่สุดในภาคใต้ คือ ที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีตำนานเล่าในตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชว่า กษัตริย์  เมืองนครศรีธรรมราช คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช กำลังจะสมโภชพระบรมธาตุ คลื่นได้ซัดผ้าแถบใหญ่ยาวชิ้นหนึ่งมาขึ้นที่ชายหาดปากพนัง ผ้าชิ้นนี้มีภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติ ที่เรียกว่า ผ้าพระบฎ ชาวปากพนังเก็บผ้าไปถวาย จึงประกาศหาเจ้าของ ทราบว่าชาวเมืองอินทปัตถ์จะเดินางไปลังกาเพื่อนำผ้าพระบฎไปบูชาพระเขี้ยวแก้ว แต่เรือโดนพายุที่ชายฝั่งเมืองนคร พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจึงเห็นว่า ควรนำผ้าพระบฎนั้นไปห่มพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชแทนในวันมาฆบูชา เพ็ญเดือน ๓ และทำเป็นประเพณีจากนั้นเป็นต้นมา

 

ประเพณีกวนข้าวยาโคเชื่อกันว่าเป็นข้าวที่นางสุชาดานำมาถวายพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้หลังจากเสวยข้าวมธุปายาส โดยชาวบ้านจะเก็บรวงข้าวที่ยังไม่สุกมาตำ คั้นเอาน้ำข้าว นำมากวนกับมะพร้าว น้ำตาล ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า งาดำ งาแดง งาขาว งาตั๊กแตนและชะเอม และเครื่องอื่นๆ โดยให้สาวพรหมจารีย์ทำพิธีกวนก่อน ต่อจากนั้นก็ให้ชาวบ้านช่วยกันกวน จนกระทั่งเหนียวได้ที่ นำมาตัดเป็นชิ้นๆ ถวายพระและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน

 

เดือน ๔

ประเพณีทำขวัญข้าวเชื่อกันว่าเมื่อได้ทำพิธีนี้แล้ว ปีหน้าการทำไร่ทำนาก็จะอุดมสมบูรณ์  ประเพณีทำเพื่อเชิญแม่โพสพขึ้นเพิง ไม่ให้ตกอยู่ตามทุ่งนา เพื่อให้ข้าวที่ตกอยู่นั้น ขึ้นฉางขึ้นเพิงให้หมด

 

ประเพณีสิบสองเดือนในภาคใต้ที่ปรากฏในปัจจุบัน

ส่วนใหญ่ยังเห็นประเพณีดั้งเดิมอยู่มาก เช่น ประเพณีที่เกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นประเพณีในระดับชุมชน ส่วนประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการผลิต หรือความอุดมสมบูรณ์ของการผลิต ก็เป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติกันอยู่บ้างในชุมชนท้องถิ่นเล็กๆ และเป็นลักษณะของการประกอบพิธีกรรมเล็กๆ ในครอบครัวหรือในกลุ่มเครือญาติ เช่น ประเพณีการทำบุญกลางบ้าน ของ อำเภอบ้านลาด จังหวัด เพชรบุรี หรือประเพณีไหว้ครูโนราห์ของท้องถิ่นต่างๆ ใน จังหวัดสงขลา เป็นต้น

 

อิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีบทบาทและหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมของภาคใต้นั้น ทำให้ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนากลายเป็นประเพณีที่สำคัญและจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เช่น ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจัดในวันเพ็ญ เดือน ๓ และเดือน ๖ ของทุกปี นอกจากนี้ภาคใต้ยังมีอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่มีบทบาทในการปฏิบัติของคน ดังนั้นวิถีชีวิตของคนในภาคใต้จึงมีความหลากหลาย  ส่วนประเพณีที่ปฏิบัติกันในปัจจุบันอย่างยิ่งใหญ่ และเป็นประเพณีของสังคมภาคใต้ จะมีงานบุญประจำปี ดังนี้

 

เดือน ๖งานตายายย่านเป็นประเพณีเฉพาะท้องถิ่นของชาวบ้านท่าคุระ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา  ในวันพุธแรกของข้างแรม เดือน ๖ ในงานจะมีพิธีไหว้ครูหรือการรำโนราลงครู เพื่อแสดงความกตัญญูต่อเจ้าแม่อยู่หัว และเพื่อให้ลูกหลานได้กลับมาชุมนุมพร้อมกันและร่วมอุทิศกุศลให้แก่บรรพบุรุษของตน

 

ประเพณีตายายย่านนี้ สำหรับผู้ที่เกิดในหมู่บ้าน ถ้าเป็นลูกชายคนหัวปีของครอบครัวและที่มีอายุเกิน ๑๔-๑๕ ปีแล้วจะต้องทำขนมโค ถ้าเป็นบุตรหญิงคนหัวปีและมีอายุเกิน ๑๔-๑๕ ปี ให้ทำขนมพองหรือขนมลา มาถวายวัดและเพื่อเลี้ยงดูคณาญาติ มิฉะนั้นเชื่อกันว่า เจ้าแม่อยู่หัวจะให้โทษถึงเป็นบ้า ง่อยเปลี้ย หรือประสบเคราะห์กรรมอื่น ๆ  และเนื่องมาจากเชื่อกันว่าเจ้าแม่อยู่หัวโปรดโนรา หลังจากนำเจ้าแม่อยู่หัวสรงน้ำ สวดสมโภชน์และแก้บนเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการรำโนราโรงครู  ซึ่งจะต้องรำตามแบบฉบับดั้งเดิมอย่างครบกระบวนการ

 

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันวิสาขบูชา เป็นงานบุญเฉพาะท้องถิ่น เช่นเดียวกับประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชา ถือเป็นประเพณีเฉพาะท้องถิ่นของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช

 

เดือน ๘ช่วงหลังวันเข้าพรรษา มีประเพณีเฉพาะท้องถิ่นของชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายทะเล คือ ประเพณีทำบุญชายเลแถวอำเภอสทิงพระ และอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยก่อนที่จะทำบุญชายเลจะมีการทำบุญที่ศาลาประจำหมู่บ้านก่อนเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่หมู่บ้านและคนในหมู่บ้าน  หลังจากนั้น ๑-๒ อาทิตย์จะมีการทำบุญชายเล โดยชาวบ้านจะพาลูกหลานไปชายทะเล นิมนต์พระไปฉันอาหารเพลบริเวณศาลาซึ่งห่างจากทะเลไม่มากนัก ชาวบ้านจะทำอาหารคาวหวานและต้มผูกเป็นพวง ๑ พวง และต้มที่ยังดิบ ๑ พวง พร้อมด้วยหอม กระเทียม ขมิ้น กะปิ เกลือ พริกขี้หนู ห่อกับใบกะพ้อให้เหมือนกับห่อต้ม เมื่อพระเริ่มสวดและให้ศีลให้พร ชาวบ้านจะเอาอาหารคาวหวานและเครื่องครัวที่เตรียมไว้เวียนบนหัวลูกหลานและคนในครอบครัว โดยเชื่อว่าเป็นการเอาเคราะห์ร้ายออกจากตัว แล้วนำไปแขวนบนราวไม้ เมื่อพระฉันอาหารเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะกินอาหารร่วมกัน  จากนั้นพระจะเทศนา ๑ กัณฑ์ จบแล้วชาวบ้านจะช่วยกันยกราวไม้ที่แขวนอาหารไปชายทะเล พระจะไปทำพิธีสวดบังสุกุล ชาวบ้านก็จะช่วยกันกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ เมื่อพระสวดเสร็จชาวบ้านจะช่วยกันยกหาบอาหารทิ้งลงในทะเล  

 

เดือน ๑๐ ประเพณีสารทหรืองานบุญเดือนสิบเป็นงานพิธีสำคัญอย่างหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งทุกท้องถิ่นจะมีประเพณีทำบุญวันสารทนี้ เรียกกันว่าประเพณีชิงเปรตเพื่อทำบุญอุทิศกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับที่จะได้รับการปล่อยตัวมาพบลูกหลาน  งานเดือนสิบที่ยิ่งใหญ่ของภาคใต้ คือสารทเดือน ๑๐ หรือเทศกาลเดือน ๑๐ จังหวัดนครศรีธรรมราชประเพณีสารททางปักษ์ใต้ ทำบุญเดือน ๑๐ เป็นสองระยะ กำหนดวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวันรับตายาย ซึ่งเป็นบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นเทศกาลสารทและวันส่งตายายและวันชิงเปรต ตามความเชื่อที่ถือกันว่า วันแรม ๑๔ ค่ำ พญายมจะปล่อยเปรตมารับส่วนบุญ และเรียกกลับในวันแรม ๑๕ ค่ำ 

 

วันแรม ๑๕ ค่ำยกหมรับไปวัด  การตั้งเปรต เมื่อยกหมรับและถวายภัตตาหารพระภิกษุแล้วจะมีการตั้งเปรต เดิมตั้งตามกำแพงวัด หรือตามโคนไม้เพื่อแผ่กุศลไปให้ผู้ล่วงลับ ต้องมีขนม ๕ อย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือน ๑๐ เมื่อตั้งแล้วก็ให้พระสวดบังสุกุลไปยังผู้ล่วงลับ เสร็จพิธีสงฆ์ชาวบ้านก็จะรุมกันไปแย่งอาหารที่วางไว้ เรียกว่า ชิงเปรตเนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าได้กินจะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว

 

ประเพณีเดือนสิบของนครศรีธรรมราชที่เริ่มจัดเป็นวานประจำจังหวัดถึง ๑๐ วัน ๑๐ คืนเริ่มตั้งแต่เมื่อราว ๗๐ กว่าปีมาแล้วที่สนามหน้าเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของจังหวัด ต่อมาจึงไปจัดที่สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ โดยเทศบาลเป็นผู้จัดงาน มรมหรสพมากมาย การแสดงมโนราห์ เพลงบอก  หนังตะลุง และมีการรับเหมาจัดงานจากเอกชนทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว นับเป็นปัญหาที่ตามมาของการจัดงานเทศกาลใหญ่ๆ หลายแห่ง

 

เดือน ๑๑ เทศกาลออกพรรษามีประเพณีตักบาตรเทโวและประเพณีชักพระ ในเทศกาลออกพรรษา นอกจากการทำบุญตักบาตรทีวัด ที่เราเรียกกันว่าประเพณีตักบาตรเทโวแล้ว  ยังมีประเพณีลากพระหรือชักพระ โดยชาวบ้านจะอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนบุษบกที่วางอยู่เหนือเรือ รถ หรือล้อเลื่อน ที่เรียกว่า พนมพระ หรือนมพระ แล้วชักลากไปตามลำน้ำหรือตามถนน  แต่ก็ได้ปรับเปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น การลากพระน้ำนิยมใช้เรือหางยาวแทนเรือเพรียว  และเมื่อหาเรือขนาดใหญ่ทำเรือพระได้ยากขึ้น จึงเปลี่ยนจากที่เคยใช้เรือ ๒ ลำ หรือ ๓ ลำ ผูกขนานกัน ลดเป็นเรือลำเดียว มีการใช้รถยนตร์แทนล้อเลื่อน ตกแต่งนมพระด้วยวัสดุสมัยใหม่ บางท้องถิ่นก็จัดงานบันเทิงอื่น ๆ ประกอบ มีการประกวดนางงามงานลากพระก็มี

 

ชักพระ ตักบาตรเทโว วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ หลังวันออกพรรษา ภายหลังจากตักบาตรเทโวตอนเช้าแล้ว จะมีขบวนแห่เรือพระจากวัดต่างๆ ลากไปตามถนนสายต่างๆ สมมติเป็นการชักพระทางน้ำ และนำมารวมกันในตอนบ่ายเพื่อประกวดหรือให้ประชาชนได้ดู บำเพ็ญกุศล จากนั้นจึงลากกลับวัด การชักพระมี ๒ แบบ คือการชักพระทางบก และการชักพระทางน้ำ การชักพระทางน้ำ จังหวัดสุราษฎร์เป็นประเพณีชักพระทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาหารที่ขาดไม่ได้ในพิธี คือ ขนมต้ม นอกจากนี้ยังมี การทอดผ้าป่าหน้าบ้าน   ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตั้งแต่ตอนค่ำอาคารบ้านเรือนก็จัดพุ่มผ้าป่าและประดับประดาด้วยไฟหลากสีมีผ้า ๑ ผืนห้อยไว้สำหรับพระภิกษุได้ชักเป็นผ้าบังสุกุล และปิ่นโต ๑ เถา พร้อมอาหาคาวหวาน และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ซึ่งเทศบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีรับเป็นผู้จัดประเพณีนี้สืบมา

 

ลากพระ จังหวัดสงขลาวันเพ็ญ เดือน ๑๑ ออกพรรษาเป็นการชักพระทางบกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคใต้ เชื่อว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเสร็จสิ้นการลากพระชาวบ้านก็พร้อมจะดำนาปลูกข้าวได้ จึงถือเป็นการขอฝนและนิยมทำเรือลากเป็นรูปนาค พื้นตรงกลางประดิษฐานมณฑปที่ตกแต่งอย่างงดงามไว้พระพุทธรูป ชาวใต้เรียกว่า นมหรือพนมพระ ชาวสงขลาจัดพิธีลากพระชุมนุมเรือพระเพื่อสมโภชและประกวดแข่งขันกันที่แหลมสมิราเป็นประจำทุกปี

 

เดือน ๓ วันมาฆบูชามีประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุของประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ  จังหวัดนครศรีธรรมราชในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นพิธีกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราชอย่างหนึ่ง ประชาชนร่วมใจกันบริจาคเงินทองเพื่อนำไปซื้อผ้า นำมาเย็บเป็นแถบยาวและแห่ผ้าไปยังวัดพระธาตุ เพื่อนำไปโอบรอบฐานองค์พระธาตุ  เมื่อขบวนแห่ผ้ามาถึงวัดพระธาตุ ก็จะแห่วนทักษิณาวรรตรอบองค์พระ แล้วจึงนำเข้าสู่วิหารม้านำผ้าขึ้นไปโอบรอบพระบรมธาตุ มีพิธีกวนข้าวมธุปายาสซึ่งเชื่อกันว่าสามารถบันดาลให้เกิดสติปัญญาและความสำเร็จเมื่อกวนเสร็จจะใส่ถาดเตรียมไปถวายพระและแจกจ่ายเพื่อนบ้าน

 

ในประเพณีสิบสองเดือนทางภาคใต้ มักจะกล่าวถึงแต่ประเพณีของชาวพุทธโดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง แต่พื้นที่ซึ่งมีอาณาเขตต่ำกว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปตามคาบสมุทรทางใต้มีผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากและมีประเพณีพิธีกรรมที่มีความแตกต่างออกไป

 

ประเพณีในรอบปีของชาวมุสลิมโดยทั่วไป มีดังนี้

วันศุกร์ศาสนาอิสลามบัญญัติให้ชาวมุสลิมทุกคนต้องไปละหมาดที่มัสยิดในวันศุกร์ จะขาดไม่ได้ ยกเว้นจำเป็นจริงๆ  ผู้ใดไม่ไปติดต่อกันสามครั้งถือว่ามีมลทิน

 

วันปอซอ หรือวันถือศีลอดปีหนึ่งๆ ชาวมุสลิมต้องถือศีลอดหนึ่งเดือนเต็ม เดือนที่ถือศีลอดเรียกว่า เดือนรอมฎอน หรือเดือน ๙ ตามปฏิทินอาหรับแบบจันทรคติ

 

วันฮารีรายอปอซอ หรือวันละศีลอด ก่อนเวลาหนึ่งวัน ชาวบ้านมักจะทำข้าวต้มห่อใบกะพ้อเอาไว้สำหรับเลี้ยงและแจกจ่ายให้ญาติมิตร นอกจากนี้ยังมีการทำนาซิดาฆังซึ่งคล้ายข้าวมัน ขนมจีน เนื้อสะเต๊ะ และอาหารอื่นๆ ช่วงเช้าจะพากันไปมัสยิดเพื่อทำละหมาด เสร็จแล้วไปเยี่ยมกูโบหรือสุสานเพื่อทำความสะอาด

 

วันฮารีรายอ ฮัจยี หรือวันตรุษฮัจยีตรงกับวันที่ ๑๐ เดือนที่ชาวมุสลิมประกอบพิธีฮัจยี ณ นครเมกกะ วันตรุษนี้สำคัญกว่าวันตรุษอื่นๆ หลังจากละหมาดแล้วจะมีการฆ่าสัตว์ เช่น วัว ควาย แพะ แกะ เพื่อทำทาน เรียกว่า กุรบาน เนื้อสัตว์เหล่านี้จะทำเป็นอาหารแจกกัน 

 

วันเมาลิดคำว่าเมาลิดเป็นภาษาอาหรับ แปลว่าวันประสูติของท่านนาบี มูฮัมหมัด ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนรอบิอูลอาวัล ในวันนี้จะมีการทำบุญเลี้ยงกันที่มัสยิดหรือที่บ้านพัก กล่าวสรรเสริญเกียรติคุณของท่านาบี มูฮัมหมัด พร้อมทั้งอ่านดูอาขอพรจากองค์อัลเลาะฮ  ปัจจุบันมีการจัดงานเมาลิดรวมกันเป็นระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัด เรียกว่างานเมาลิดกลาง มีการประกวดการอ่านคัมภัรย์อัลกุรอานและแสดงปาฐกถาธรรม กล่าวถึงผลงานและคุณธรรมของท่านนาบี มูฮัมหมัด

 

วันอารูซอตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนมาฮารอม เป็นวันที่ท่านนาบี มูฮัมหมัดคุมพรรคพวกเดินทางและเกิดขาดแคลนอาหารบริโภค ท่านจึงขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและพรรคพวกให้ทำอาหารมาร่วมรับประทาน ใครมีอะไรก็เอามารวมกัน เช่น ข้าวสาร เนื้อ กล้วย ฟักทอง กวนเป็นขนม เรียกว่า อาซูรอ เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ข้าวบุโบร์ ถือถึงวันนี้ชาวมุสลิมจะรวมกันทำขนมนี้ สำหรับนิกายชีอะห์ ถือว่าเป็นวันที่ฮูเซ็นหลานท่านาบี มูฮัมหมัด ถูกสังหารหมู่ที่การ์บาลา วันอารูซอจึงถือเป็นวันรำลึกถึงวีรชนด้วย

 

วันนิสฟูซะบานคำว่านิสฟู เป็นภาษาอาหรับแปลว่า ครั้งหนึ่ง ซะบานเป็นชื่อเดือนตามปฏิทินอาหรับ ซึ่งเป็นเดือนก่อนเดือนรอมฎอน วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ท่านาบี มูฮัมหมัดขอพรจากองค์อัลเลาะฮ การถือศีลอดในเดือนนี้ถือว่าได้บุญมาก แต่ศาสนาไม่บังคับ ชาวมุสลิมจะพากันไปอ่านคัมภีร์อัลกุรอานและร่วมกันขอพรคือ ขอให้ตายอยู่ในศรัทธาแห่งพระองค์อัลเลาะฮ, ขอให้อายุยืน เพื่อจะได้ประกอบความดีมากๆ, ขอให้ครองชีพสะดวก ให้ร่ำรวย เพื่อจะได้ปฏิบัติตนได้ตามบัญชาและทำบุญให้ทานแก่คนยากจน

 

วันอัลอิสเราะห์และเมียะราจ  อัลอิสเราะห์ คือการเดินทางของท่านนาบี มูฮัมหมัดเดินทางจากมัสยิดฮะรอม นครเมกกะฮไปยังมัสยิดอัลอักซอ กรุงเยรูซาเล็ม โดยใช้เวลาเพียงคืนเดียว ปกติจะต้องใช้เวลาถึง ๓ เดือน ส่วนเมียะราจ แปลว่า บันได ตรงกับเดือนรายับ หมายถึงท่านนาบี มูฮัมหมัดเดินทางจากมัสยิดอัลอักซอสู่สวรรค์เพื่อเฝ้าองค์อัลเลาะฮ

 

ประเพณีชาวมุสลิมในภาคใต้แถบปัตตานียังมีประเพณีเฉพาะท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนาเช่น

 

พิธีปูจาปาตาหรือพิธีปูยาปันตัยหมายถึงพิธีบูชาฝั่งทะเลหรือบวงสรวงตลิ่งก่อนออกเรือไปจับปลา มีการฆ่าสัตว์ถวายพระสมุทร บางหมู่บ้านแถบปะนาเระทำพิธีด้วยการฆ่าควายเผือกทุก ๔ ปี แต่ปัจจุบันล้มเลิกไปแล้ว

 

พิธีลาซังหรือปูยอบือแน  คือ พิธีฉลองนาหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วในราวเดือน ๕ เดือน ๖ จะนำอาหาร เช่น ข้าวเหนียว ข้าวต้ม มาที่บริเวณนา เริ่มด้วยพิธีล้มซังข้าวโดยโต๊ะครู โต๊ะอิหม่าม และโต๊ะปาเกอ่านดูอาขอพรจากองค์อัลเลาะฮ เพื่อความสมบูรณ์ของข้าวกล้า เสร็จแล้วเลี้ยงอาหารแจกเงินแก่คนทั้งสาม ตอนเช้าหรือตอนบ่ายมักมีการชนไก่ ชนโคกลางทุ่ง กลางคืนมีหนังตะลุงสมโภชทั้งสามคืน 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 6 มิ.ย. 2559, 15:35 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.