พระราชพิธี ๑๒ เดือน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในวัฒนธรรมหลวงหรือพระราชพิธีหลวงแต่เดิมนั้น พิธีกรรมต่างๆ ประกอบไปด้วยคติความเชื่อทั้งพุทธ พราหมณ์ และผีหรืออำนาจนอกเหนือธรรมชาติผสมปนเปกันอยู่ พระราชพิธีของพระนครมีบทบาทในการสร้างพลังและความมั่นใจในการปฏิบัติชีวิตให้สอดคล้องกับครรลองของธรรมชาติรอบตัว สร้างความสัมพันธ์และความเอื้ออาทรระหว่างหมู่ชนต่างๆ ในสังคมให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พระราชพิธีสิบสองเดือนจึงไม่ใช่มีความสำคัญเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองเท่านั้น
ดังนั้น พระราชพิธีสิบสองเดือนในแต่ละยุคสมัยจึงเป็นเครื่องมือในการบูรณาการทางสังคมโดยส่วนรวมให้เป็นหนึ่งเดียว กฎมนเทียรบาล(กฎมนเทียรบาล ในกฎหมายตราสามดวงเล่ม ๑ องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๕ ชำระในครั้งรัชกาลที่ ๑ แต่ข้อความตามกฎมนเทียรบาลน่าจะเป็นของเก่ามาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) ปรากฏเรื่องพระราชพิธีประจำปีในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในรอบ ๑๒ เดือน ดังมีรายละเอียดดังนี้
เดือน ๕ การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม
เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ออกสนามใหญ่ ตั้งพลพยู่หดาบดั้งเขนเสโลห์ หอกทวนปืนไฟน่าไม้ธนูสรรพยุด เสื้อหมวกอยายอบสนามตามกร ทุกตระทรวงการทหารพ่อเรือนพลไพร่
ตั้งบรามช้างรอบสนาม ขุนหารทัง ๑๐ ขี่ช้างยืนที่ข้างกำแพงสนามข้างหน้าข้างใน ขุนดาบขุนเรือตามซ้ายตามขวา ขี่ช้างชน ขุนช้างหมื่นช้างนอกใน ราชกุลหมู่ใหญ่ หัวเมืองรั้งทั้ง ๔ ขี่ม้าคลีขุนม้าราชกุล
หัวหมื่นองครักษนารายหัวหมื่นเรือ ขัดแห่ตามริ้ว หมื่นไชยยืนหน้ากลอง หมื่นจ่าสัพการสกลการยืนหน้าช้างตำรวจในซ้ายขวา ซัดช้างเอาขี้ช้างเสียรดน้ำทอดอ้อย ตำรวจใหญ่ชนกลอนขี่ช้างไล่ม้า ขุนช้างขี่ม้าฬ่อช้างเสนานนชาวม้าการทั้งนี้อายัด
พันพานุราชหน้าบันใดฉานข้างซ้ายจ่า
ข้างขวาเมีองถ้าพลานนั่งหลังสิงฆ พระอาลักษณรับพระราชโองการสนองพระโอษฐรับอาลักษณ ขุนราชรับสนองพระโอษฐศัก เบีกช้างสั่งแก่พันภาร ถ้าเบีกม้าสั่งแก่พันเภา ปล้ำมวยคลีชงสั่งแก่พันพุทหัวพัน สั่งถึงบันใดนายรองมหาดไทไปรับไปหา ถ้าเร่งขุนราชสั่งหมื่นนรินทกลาโหมได้เร่ง
ตำรวจในมหาดไทกระลาโหม พระสุรัศวดีตำรวจใหญ่วัง ๖ คนนี้เดิรหน้าราชกุศล ผู้ขี่ช้างชนขี่ม้าคลีเข้ามาภวายบังคมที่ระแทะหมื่นจ่าวัง คลีชงโคนนครบาลนานากเทพนาราย
ที่ปล้ำมวยงำเมือง ช้างบันดายืนที่ครั้นรุ่งแล้วจึ่งนาลิกาหนึ่ง มหาดไทรายตั้งกระบวนในกลางสนามตามซ้ายตามขวา พลสรรพยุทธแห่ช้างเข้ายืนตามกระบวนในท้องสนาม
ในพระบันชรสิงฆนั้นตั้งเสาฉัตร ๙ ชั้น ๗ ชั้น ๖ ชั้น ๕ ชั้น ๓ ชั้น ๒ ชั้นแลชั้นหนึ่ง บัวหงายคันเงีนคันทอง คันนากธี่นั่งสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าเฉียงฝ่ายซ้าย ธี่นั่งสมเดจ์พระอุปราชหน้าทิมดาบสูงสองศอก หลังคาลายชภบมีม่าน ๔ ลาดพนักพระราชกุมารกินเมือง สูงศอกคืบหลังคาพพลาบตลาด พระราชกุมารเยาวราชเตียงสูงคืบหนึ่ง พระราชนัดดาทังปวงหน้าหลัง พระอาลักษณยืนเตียงสูง ๑๐ ศอกวงผ้ารัตบัดสนองพระโอษฐนั่งถัดอาลักษณ ขุนราชนั่งฉานหว่างเปล่า หัวพันทัง ๔ นั่งหว่างหัวทิมดาบต่อกัน นายรองนั่งด้วยอินทเภรีหรทึกยืนฉานระบำซ้ายขวาหม่งครุ่ม ๓ ยกเมื่อแรกเสดจ์หม่งครุ่ม ชแม่เมื่อเลี้ยงหม่งครุ่มมหาดเลกเมื่อเอยนสรรพคิลา
เมื่อแรกเสดจ์ออกฬ่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชนชุมพาชนช้างชนคนชนปรบไก่ คลีชงโคนปล้ำมวยตีดั้งฟันแย้งเชีงแวงเล่นกลคลีม้า รุ่งแล้วนาลิกาหนึ่งช้างเข้ายืนกระบวนในสนาม สองนาลิกาเอาช้างเข้าที่ บรามลูกขุนชุมตีหรทึกลาหนึ่ง เอาช้างออกยืนที่เบีกลูกขุนทังพระสำอาง ๓ นาลิกาตีหรทึก ๒ ลา เสดจ์หอพระเบีก พระราชกุมารพระราชนัดดาเรียกพระราเชนทร ๔ นาลิกาตีหรทึก ๓ ลา เสดจ์ถึงพระธี่นั่ง พระอาลักษณขึ้นสนองพระโอษฐ ขุนราชหัวพันเข้านั่งที่ชนกลอนสนามห้ามผู้คน เชิญเสดจ์พระพุทธเจ้าเสดจ์พระที่นั่ง ตีห้าลา เสดจ์ออกเบีกราชกุศลถวายบังคม ตี ๗ ลาเรียกม้าฬ่อช้าง ระเบงซ้ายขวา รำดาบซ้ายขวา ระบำออกหม่งครุ่ม พันพานนำหม่งครุ่มหน้ากลองตีไม้พุ่งหอก เล่นแพนยิงธนูปลายไม้ลอดบ่วงใต่เชือกหนังตีหรทึกเก้าลายกช้างเลี้ยงหม่งครุ่ม ชแม่แล้วคลีชงโคนถ้ามีแขกเมืองเฝ้าแลเสดจ์ทรงคลีม้าไซ้ สมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้า สมเดจ์พระพรรณเมศวรเจ้าพระราชกุมารนา ๑๐๐๐๐ เอกโทนา ๕๐๐๐ หัวเมืองราชกุศล ขุนม้าทัง ๔ ขุนราชชักโคน ถ้าทรงคลีเจ้าพญาชักโคน จบการสนานใหญ่
การพระราชพิทธีเผดจ์ศก ตั้งในบรัดซ้ายพระธี่นั่งกลางพระโรงวัง แลตำรวจในหฤทัยราชภักดี สนมซ้ายขวาเฝ้าแลนาลิวันบันดาเผดจ์ศก ครั้นรุ่งแล้ว ๒ นาลิกาเสดจ์ลดแจตร
พิทธีลดแจตรมีดำนักอาบพระสงฆ์ในน้ำนั้น ตั้งม่านฝ่ายในฝ่ายนอกพระธี่นั่ง กลางปักไม้หุ้มต้นพุ่ม สมเดจ์พระภรรยาเจ้าทังสองแลลูกเธอหลานเธอ แม่เจ้าแลพระสนมออกเจ้าทังปวงฝ่ายนอกไม้พุ่มพระราชกุมารพระราชนัดดานา ๑๐๐๐๐ เอก นา ๑๐๐๐๐ โท นา ๕๐๐๐ ถึงนา ๑๐๐๐ ครั้นจันหันแล้วเข้าบรรทมตื่น เสดจ์ลงสรงทรงลายทังสำรับ เสดจ์ขึ้นหอพระกลางวันเสดจ์ลงสรงธรงไพรำทังสำรับเลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายในฝ่ายนอก มีหม่งครุ่มซ้ายขวาคุลาตีไม้ เล่นแพนไต่เชือกหนังลอดบ่วงพุ่งหอกยิงธนูแพ้เลี้ยง พระราชกุมารบนปราสาท ๓ ชั้น พระราชนัดดาคูหาตอนเดียวนา ๑๐๐๐๐ เอก มนดบ ๕ ชั้น นา ๑๐๐๐๐ โท มนดบ ๓ ชั้น นา ๕๐๐๐ ราชคฤห ๓ ตอน นา ๓๐๐๐ นา ๒๖๐๐ คฤห ๒ ตอน นา ๑๔๐๐ นา ๑๒๐๐ คฤหตอนเดียวมีบังหา นา ๑๐๐๐ คฤหตอนเดียว ๘๐๐ นา ๖๐๐ เพดาลปรามมีริม นา ๕๐๐ นา ๔๐๐ เพลาท้าวพญาหัวเมืองจัตุสดมมนตรีมุกขลูกขุนนุ่งห่ม ๓ สำรับ พายเอย็นเสดจ์สรง ครั้นเสดจ์ลงสำอางเสรจ์ เสดจ์ลงเรือเข้ามา ท้าวพญาลูกขุนนุ่งผ้าลงน้ำมาทีเดียวเมื่อเสดจ์สรงเหนือน้ำวงงซาย เสรจ์การพิทธีลดแจต
เดือน ๖พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล
เดือนไพศาขจรดพระอังคัล เจ้าพญาจันทกุมารถวายบังคมณหอพระ ทรงพระกรุณายื่นพระขรรค แลพระพลเทพถวายบังคมสั่งอาชาสิทธิ ธรงพระกรุณาลดพระบรมเดชมิได้ไขหน้าล่องมิได้ตรัสคดีถ้อยความมิได้เบีกลูกขุนมิได้เสดจ์ออก ส่วนเจ้าพญาจันทกุมารมีเกยช้างหน้าหน้าพุทธาวาศขัดแห่ขึ้นช้าง แต่นั้นให้สมโพท ๓ วัน ลูกขุนหัวหมื่นพันนา ๑๐๐ นา ๑๐๐๐๐๐ นากรมการในกรมนาเฝ้า แลขุนหมื่นนาสานทังปวงเฝ้าตามกระบวน
เดือน ๗ ทูลน้ำล้างพระบาท
เดือน ๗ ลูกขุนทูลน้ำล้างพระบาท ในรัตนสิงหาศเบญจา ๙ ชั้น ฉัตรทอง ฉัตรนาค ฉัตรเงิน ฉัตรเบญจรง เสดจ์บนเบญจา ๙ ชั้น แล ชั้น ๗ ฝ่ายซ้ายขุนราชแพทย ฝ่ายขวาสมุหประธานนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ ขึ้นก่อน จึ่งนา ๑๐๐๐๐ จัตุสดมลงมาถึงนา ๑๖๐๐ แลนา ๕๐๐๐ หลังเองกว่านั้น สมุหประธานรับหลังนา ๑๐๐๐๐ กลออมทองนา ๕๐๐๐ นา ๓๐๐๐ กลออมนาคนา ๑๖๐๐ กลออมเงิน นอกราชวัดนอกฉัตร ขัดแห่หัวหมื่นองครักษนาราย ผูกพระปราบพระชยานุภาพยืนที่อ่างทองรองพระบาท ครั้นเสรจ์ทูลน้ำล้างพระบาทเสดจ์ออกเลี้ยง เอากลออมน้ำตั้งศีศะผ้าผอกโอบกัลออมน้ำ ตรัสยื่นหมาก ๓ คำ เอาศีศะรับ
เดือน ๘เข้าพระวษา
ขาด
เดือน ๙ ตุลาภาร
การพระราชพิทธีตุลาภาร ตั้งในมังคลาภิเษก ตั้งตราชูกลางท้องพระโรง เบื้องซ้ายใส่สรรพทรัพย เบื้องขวาพระองค์แลสมเดจ์พระอรรคมเหษี เสดจ์ถีบข้างล่าง ชาววังนั่งนอกม่าน ในม่านพระครูทัง ๔ แลสมุหประธานพระศรีอัครราชถือพระขรรค พลเทพถือพิน วังถือดอกหมาก พระยมราชถือแพนไชย ขุนศรีสังกรเป่าสังข พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก เสดจ์ด้วยพระราชเชนทร สนองพระโอษฐทัง ๔ เมียนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ สมเดจ์พระอรรค มเหษีธรงเทวียาน ผู้แห่หน้านั้นเมืยพระโหราราชครูทัง ๔ แลเมืยจตุสดมภเวียน ๙ รอบ จึ่งประทับพระราเชนทร ถีบแล้วจึ่งสมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถีบ แล้วเสดจ์ออกเลี้ยง ซ้ายเงีนขวาทองผ้าแพรพรรณ
เดือน ๑๐พัทรบทพิทธีสาท
การพิทธีพัทรบท ทอดเชือกดามเชือก ถวายบังคม เลี้ยงลูกขุนถือน้ำพระพิพัท
เดือน ๑๑ อาสยุชแข่งเรือ
การอาสยุชพิทธี มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภก กลางวันทรงพระสพรรณมาลา เอย็นทรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู สมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยาธรงพระสุวรรณมาลา นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ พระอรรคชายาทรงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอทรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือสมเดจ์พระอรรคมเหษี สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเป็นเรือเสี่ยงทาย ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข
เดือน ๑๒ พิทธีจรองเปรียงลดชุดลอยโคม
การพิทธีตรองเปรียง ลดชุดลอยโคมลงน้ำ ตั้งระทาในดอกไม้ในพระเมรุ์ ๔ ระทา หนัง ๒ โรง เสดจ์ลงเรือเบญจา ๕ ชั้น พระธี่นั่งชั้น ๔ นั้นสมเดจ์พระอรรคมเหษีแม่หยัวเจ้าเมืองชั้น ๓ ลูกเธอชั้น ๒ หลานเธอชั้นหนึ่ง พระสนมห่มชมภูใส่สุกหร่ำประธีปทัง ๕ ชั้น เรือปลาลูขุนเฝ้าหน้าเรือเบญจา เรือตะเข้แนมทังสองข้าง ซ้ายดนตรีขวามโหรี ตั้งเรือเอนเปนตั้งแพนโคมทุกลำ ถ้าเสดจ์ลงเป่าแตรโห่ ๓ ลา เล่นหนังระบำ เลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายใน ครั้นเลี้ยงแล้วตัดถมอแก้เอน โห่ ๓ ลา เรือเอนตั้งแพนแห่ ตัดถมอลอยเรือพระธี่นั่งล่องลงไปส่งน้ำ ครั้นถึงพุทไทสวรรคจุดดอกไม้เล่นหนัง เสดจ์ลงเรือสมรรถไชย กับสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทัง ๔ ลูกเธอหลานเธอพระสนมลงเรือประเทียบขึ้นมาข้างเกาะแก้ว
เดือน ๑ ไล่เรือ เถลีงพิทธีตรียำพวาย
พระราชพิทธีไล่เรือ ธรงพระมาลาสุกหร่ำ สมเดจ์พระมเหษีทรงสุกหร่ำนั่งบนธี่นั่ง ลูกเธอหลานเธอใส่เศิยรเพศมวย พระยนมใส่สนองเกล้า นั่งหน้าสองนั่งหลังสอง ม่านพันเสาพนักเพียงอก สภักสใบสองบ่าเชีงทอง พญามหาเสนตีฆ้อง ครั้นถึงท้ายบ้านรุนเสดจ์ออกยืนธรงพัชนี ครั้นถึงประตูไชยธรงส้าว
สนานตรียำพวาย พระศรีอรรคราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิตพระครูอภิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชดถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสลก พระอิศวรรักษาถวายพรขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น
เดือน ๒ การพิทธีบุตรยาภิเศกเฉวียรพระโคกินเลี้ยง
การพระราชพิทธีเฉวียน พระโคศุภราชยืนแปรไปอุดรถานยืนสูง ๒ ศอกตั้งกุนธซึ่งหน้าเขาทังสองบุทองประดับเนาวรัตน ๔ กีบทองประดับเนาวรัตน ตาบหูเชือกทองอ้อมสพายเชีอกไหมประดับถมอ ใต้ท้องกองสุวรรณรัตนเงีนทองผ้าแพรพรรณ พานทองรองหญ้าคนโททองใส่น้ำ พระราชกุมารป้อนหญ้า ใบศรีตั้งหน้าแลขันเชีง พระราชครูทัง ๔ อยู่ ๔ มุมพระญาณประกาษแลอิศวรรักษาบูชากุนธ ทำพิทธีแต่ค่ำเท้าถึงรุ่งแล้ว ๓ นาลิกา เสดจ์ด้วยพระราเชนทร คลังถือพระขรรคไชย วังแบกเครื่องสนาน เมืองแบกเต้าน้ำ เมียนา ๑๐๐๐๐ แลเมียนา ๕๐๐๐ แห่สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าประทักษิณ ๙ รอบ พระองคถือบัวทอง สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถือบัวเงีน พระพลเทพแบกพานเข้าตอกสมโพธพฤสพราชแล้วเสดจ์ขึ้นที่สนาน แล้วเสดจ์มาที่สมโพธเลี้ยง ลูกขุนถวายบังคม ตามกระบวนขัดแห่ช้างยืนที่ตั้งฉัตรราชวัตดูจพิทธีตุลาการนั้น
เผาเข้าไม่มี
เดือน ๓พิทธีธานยะเทาะห
(ไม่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล)
เดือน ๔ การสํพรรษฉิน
(ไม่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล)
โคลงทวาทศมาส วรรณกรรมสมัยอยุธยาคาดว่าแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นนิราศที่เขียนถึงคนรักโดยมีภาพของสถานที่และประเพณี ๑๒ เดือนปรากฏอยู่อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่เดือน ๕ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงเดือน ๔ กล่าวถึงสภาพอากาศ ฤดูกาลต่างๆ เช่น ฤดูฝนอันเป็นฤดูทำนาของชาวบ้าน เทศกาล และประเพณีไล่น้ำเมื่อมีน้ำมากเกินไป ประเพณีลอยโคมและจองเปรียง ในเดือน ๑๒
ตัวอย่าง ดังนี้
| รดูอาสยุชน้ำ | นองหาว |
| ข้อนอุรตูมตี | ขาดขว้ำ |
| อัมพรชรอุ่มขาว | ทรวงเทวษ |
| แลบ่ปานนองน้ำ | น่านไหล |
| ชลธีปละปลั่งคว้าง | ทางสินธุ์ |
| นาเวศนาวาวาง | วาดน้ำ |
| ตกปางขดานดิน | สดือแม่ |
| ดลรดูสั่งล้ำ | ไล่ชลฯ |
| ไล่ลนาเวศแล้ว | เมือโรง |
| อ่อนรทวยนวยกล | กิ่งก้ม |
| เรียมพายรโงงโหง | หกอยู่ |
| เพราะเพื่อพลพายห้ม | ห่มแรงฯ |
| กรรดึกเดือนแต่งตั้ง | โคมถวาย |
| ทุกทวยหญิงชายแสวง | ล่องเหล้น |
| ขับซอปี่แคนหลาย | เพลงพาทย์ |
| ติ่งติ่งนิ้วน้าวเต้น | ร่อนรำฯ |
| โคมทองประทีปแก้ว | เรืองใน |
| อกพี่คือโคมคำ | คู่ได้ |
| เพลิงผลาญกระอุใจ | วนิเจต |
| ทรวงรลุงราญไหม้ | ป่วนเปนฯ |
| เสาโคมสราวสราดขึ้น | แขวนถวาย |
| ใจพี่แจวนขวัญจง | ไป่ม้วย |
| ไฟกามกำเดาดาย | ดักด่าว เดียวแม่ |
| นุชบ่แรมร้อนด้วย | พี่เลยฯ |
| ถวายบุญแบ่งแกล้งกล่าว | ผลเผยอ |
| ถวายพระเปรียงพลางบล | บ่นน้อง |
| โคมทองรังรองเลอ | แขแข่ง |
| บุญกุศลเรียมพร้อง | พร่ำถวายฯ |
| นาเวศเวียนมารคท้อง | ทางสินธุ์ |
| จบนทีธารผาย | ทั่วหล้า |
| พายโภชนาบิณ | ฑบาต |
| บวงสรวงนุน้องหน้า | หนุ่มเจ้าจงสมฯ |
| สายโคมราวรย้า | รยังราย |
| คือกังกันกันลม | รอกร้อง |
| สราวโคมปั่นขวัญหาย | หาแม่ |
| เสียงรอกรากพานต้อง | โตรดตรอมฯ |
ทวาทศมาส
ส่วนในคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด ก็ได้กล่าวถึงพระราชพิธี ๑๒ ราศี ไว้ด้วย พระราชพิธี ๑๒ เดือนตามพระตำราใน คำให้การชาวกรุงเก่า (คำให้การชาวกรุงเก่า ภาคที่ ๒ ใน คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ : ๒๕๑๕ หน้า ๒๖๕–๒๗๐ ในวงเล็บคือคำอธิบายพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) คำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัดเนื้อความใกล้เคียงกัน คาดว่าน่าจะคัดลอกมาจากต้นฉบับเดียวกัน) มีรายละเอียดดังนี้
เดือน ๕พระราชพิธีละแลงสุก (เถลิงศก) เมื่อสงกรานต์ (๑) (พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จไป) สรงน้ำพระ (พุทธปฏิมากร) ศรีสรรเพชญ์ (เทวรูป) พระพิฆเนศวร (๒) โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะเข้ามาสรงน้ำและรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตและจตุปัจจัยทานที่ในพระราชวงัทั้ง ๓ วัน (๓) ทรงก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ และมีการฉลองพระเจดีย์ทรายด้วย (๔) ตั้งโรงท่อทานเลี้ยงพระและราษฎรซึ่งมาแต่จตุรทิศ มีเครื่องโภชนาหารคาวหวานน้ำกินน้ำอาบและยารักษาโรค พระราชทานทั้ง ๓ วัน
เดือน ๖พระราชพิธีจรดพระนังคัลพระราชพิธีจรดพระนังคัล (คือแรกนาขวัญ) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระภิกุมาร(พระจันทกุมาร) แรกนาต่างพระองค์ ส่วนพระมเหสีนั้นก็จัดนางเทพีต่างพระองค์เหมือนกัน ผู้แรกนานั่งเสลี่ยงเงิน มีกระบวนแห่เป็นเกียรติยศ แห่ไปยังโรงพิธีซึ่งตั้งที่ตำบลวัดผ้าข้าว?ครั้นถึงเวลามงคลฤกษ์ พระภิกุมารถือคันไถอันเทียมด้วยโคอุศุภราช (ออกญา)พลเทพ จูงโคไถ ๓ รอบ นางเทพีหว่านพันธุ์ข้าวเสร็จแล้วจึงปลดโคอุศุภราชออกให้กินน้ำและถั่วงา ข้าวเปลือก ถ้ากินสิ่งใดก็มีคำทำนายต่างๆ ภายในเวลาการพระราชพิธีจรดพระนังคัล ๓ วันนี้ ยกพระราชทานภาษีค่าท่าและอากรขนอนตลาดแก่พระภิกุมาร เมื่อได้ทำพระราชพิธีจรดพระนังคัลแล้ว ราษฎรจึงลงมือไถหว่านทำนาได้
เดือน ๗พระราชพิธีตุลาภารพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือสุวรรณราชบัลลังก์ ทรงสะเดาะพระเคราะห์ แล้วทำพระราชพิธีมังคลาภิเษก แล้วเอาเงินบาทชั่งให้หนักเท่าพระองค์ พระราชทานแก่พราหมณ์
เดือน ๘พระราชพิธีอาษาฒพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา (๑) ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวชนาคเป็นภิกษุบ้าง สามเณรบ้าง รวมจำนวนเท่าพระชนมายุ (๒) มรการมหรสพสมโภชพระพุทธสุรินทร (ในหนังสือเรื่องนี้หมายความว่า พระพุทธสิหิงค์) ๓ วัน ๓ คืน (๓) ทรงหล่อเทียนพรรษาจบพระหัตถ์แล้วในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ส่งไปถวายเป็นพุทธบูชาตามพระอารามทั้งในกรุงและหัวเมือง
เดือน ๙ พระราชพิธีนารายณ์ประทมสินธุ์มีการมหรสพที่พระที่นั่งมหาปราสาทปัญญารัตนา (เบญจรัตนมหาปราสาท) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาสรงมุรธาภิเษก แล้วเปลื้องเครื่องทรงเมื่อสรงสนานพระราชทานแก่พราหมณ์
เดือน ๑๐พระราชพิธีภัทรบท(๑) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงฉลองพระภิกษุสามเณร ซึ่งทรงพระกรุณาให้บวชเป็นนาคหลวง (๒) พวกพราหมณ์ทำพิธีรำขอทอดเชือกดามเชือก (๓) สนานช้างต้นม้าต้น
เดือน ๑๑พระราชพิธีอาสวยุช(๑) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระที่นั่งกิ่งลำ ๑ พระอัครมเหสีทรงลำ ๑ แข่งเรือกัน แล้วโปรดให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายแข่งเรือกันโดยอันดับ ทำพระราชพิธีนี้ตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำ จนแรมค่ำ ๑ รวม ๓ วัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเครื่องขาว พระมหามงกุฎก็ทำด้วยเงิน (๒) เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จลงลอยพระประทีปอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งกิ่งประทับยืนไปในเรือ พร้อมด้วยเรือเสนาอำมาตย์อันประดับด้วยประทีปแห่เสด็จรอบพระนคร (๓) มีการเลี้ยงลูกขุนพระราชทานข้าราชการทั้งปวง (๔) เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินตามพระอารามในกรุง ส่วนพระอารามตามหัวเมืองนั้น พระราชทานไปให้เจ้าเมืองกรมการทอด
เดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียง ตามประทีป(ชักโคม) ในพระราชวังและตามบ้านเรือนทั้งในพระนครนอกพระนครทั่วกันกำหนด ๑๕ วัน (๒) ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ โปรดให้ทำจุลกฐิน คือ ทอผ้าให้เสร็จในวันเดียว แล้ว (เอาผ้าผืนนั้นพระราชทานพระกฐิน)
เดือนอ้ายพระพิธีคลึม คือพิธีชักว่าวเรียกลม
เดือนยี่ พระราชพิธีบุษยาภิเษกตั้งพระมณฑปเอาดอกไม้ ๗ สีมาเรียงไว้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือบัลลังก์ดอกไม้นั้น จำเริญพระนขาแล้วพราหมณ์จึงถวายมุรธาภิเษก
เดือน ๓พระราชพิธีขั่นด่อ(น่าจะหมายความว่า ธานยะเทาะห์) (คือพิธีเผาข้าวก็เป็นได้ แต่รายการพิธีที่กล่าวในหนังสือนี้เป็นพระราชพิธีตรียัมพวายไป) คือ ตั้งเสาสูง ๔๐ ศอก ๒ เสา กว้าง ๘ ศอก มีขื่อเอาเชือกผูกแขวนแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งยาว ๔ ศอก กว้าง ๒ ศอก พราหมณ์ ๔ คนขึ้นนั่งเหนือกระดานนี้โล้ชิงช้า ข้างหน้าชิงช้ามีเสาสูง ๔๐ ศอก ปักอีกเสาหนึ่ง เอาเงิน ๔๐ บาทใส่ถุงห้อยไว้ที่เสานี้ให้พราหมณ์โล้ชิงช้าไปคาบเงินที่ห้อยไว้ ถ้าคาบได้ก็ได้เงินนั้น และถ้าคาบมิได้พราหมณ์นั้นก็ต้องถูกฝังดินเพียงบั้นเอว และไม้กระดานชิงช้านั้นเมื่อเสร็จการพิธีแล้วเอาลงฝังไว้ในแผ่นดิน ในการพระราชพิธีนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้ (ออกญา) พลเทพ เสนาบดีกรมนาต่างพระองค์แห่ไปยังที่พราหมณ์โหนชิงช้านั่งในมณฑปแต่เอาเท้าลงดินได้แต่ข้างเดียว ถ้าเมื่อเผลอเอาเท้าลงดินทั้ง ๒ ข้างแล้ว ถูกปรับของที่ได้รับพระราชทาน คือ ส่วยและอากรซึ่งมาแต่หัวเมืองต่างๆ ตลอดจนเครื่องราชบรรณาการที่เข้ามาในระหว่างพิธีนั้นต้องตกเป็นของพราหมณ์ทั้งสิ้น
(ในคำให้การขุนหลวงหาวัดบันทึกไว้ว่า เดือน ๓ คือ พิธีธัญเทาะห์พระจันทกุมารเป็นผู้ฉลองพระองค์เสด็จไปทำพิธี ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนาหลวง มีกระบวนแห่ออกไป แล้วเอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้หน้าโรงพิธี พระจันทกุมารนั่งที่โรงพิธี แล้วเอาไฟจุดรวงข้าวที่เป็นฉัตรนั้น มีคนแต่งตัวเสื้อเขียวพวกหนึ่ง เสื้อแดงพวกหนึ่ง สวมเทริดเข้ามาแย่งรวงข้าวกัน ฝ่ายใดแย่งได้ก็จะมีคำทำนาย)
เดือน ๔พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร เวลาสวดมนต์นั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงพระมหามงคลอันผูกต่อกับสายสิญจน์ ครั้นถึงวันคำรบ ๓ ซึ่งสวดอาฏานาฏิยสูตร เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อยรอบทั้งกำแพงพระราชวังและกำแพงพระนคร เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สรรพาวุธมาประน้ำมนต์และประน้ำมนต์ช้างต้นม้าต้นด้วย
คำให้การชาวกรุงเก่า
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
3. นอกจากการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์แล้ว พิธีชักว่าวเรียกลมหรือพิธีคลึม ในคำให้การชาวกรุงเก่าในเดือนอ้าย เป็นพิธีกรรมที่แสดงความสนุก ดังปรากฏในทวาทศมาสและกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ซึ่งเรียกเป็นพิธีแขลง ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
4. ช่วงเดือน ๕ ถือเป็นช่วงเถลิงศกใหม่ ทั้งพระราชพิธีหลวงและราษฎร ถือปฏิบัติคล้ายคลึงกัน คือทำบุญตักบาตร ทำทาน ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระและเทวรูปซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาพจากจิตรกรรมพระอุโบสถวันราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
![]() |
![]() |
5. เดือน ๖ ภาพจิตรกรรมพระราชพิธีแรกนาขวัญ จากวัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมาราม
6. เรือพระราชพิธีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พิมพ์ในเอกสารชาวฝรั่งเศส เมื่อราว พ.ศ. ๒๒๓๖
พระราชพิธีสิบสองเดือนที่ปรากฏในสมัยต่างๆ
|
เดือนไทย |
กฎมนเทียรบาล |
คำให้การชาวกรุงเก่า |
พระราชพิธีสิบสองเดือน (พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) |
พระราชพิธีหลวง ประจำปี ในรัชกาลปัจจุบัน |
|
๕ (เมษายน) |
การพระราชพิทธีเผดจ์ศก ลดแจตร ออกสนาม
|
พระราชพิธี ละแลงสุก(เถลิงศก)
|
การสังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่, พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล (ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา), พระราชพิธี คเชนทรัศวสนาน, พระราชพิธีสงกรานต์ |
พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช, พระราชพิธีสงกรานต์, วันที่ระลึกมหาจักรี |
|
๖ (พฤษภาคม) |
พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล |
พระราชพิธีจรด พระนังคัล |
พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล, พระราชกุศลวิสาขบูชา |
พระราชพิธีฉัตรมงคล, พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ, พระราชกุศลวิสาขบูชา, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า |
|
๗ (มิถุนายน) |
ทูลน้ำล้างพระบาท |
พระราชพิธีตุลาภาร |
การพระราชกุศลสลากภัต, การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา |
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิฐดินทร์และพระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลา ธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี |
|
๘ (กรกฎาคม) |
เข้าพระวษา |
พระราชพิธีอาษาฒ |
การพระราชกุศลฉลองเทียนพรรษา |
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา, การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถวายเครื่องทรงฤดูฝน, การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง |
|
๙ (สิงหาคม) |
ตุลาภาร |
พระราชพิธีนารายณ์ประทมสินธุ์ |
พระราชพิธีพรุณศาสตร์ |
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ |
|
๑๐ (กันยายน) |
พัทรบทพิทธีสาท |
พระราชพิธีภัทรบท |
พระราชพิธีสารท, การพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง, การเฉลิมพระชนมพรรษา |
|
|
๑๑ (ตุลาคม) |
อาสยุชแข่งเรือ |
พระราชพิธีอาสวยุช |
พิธีคเชนทรัศวสนาน, พิธีทอดเชือกดามเชือก, สมโภชพระยาช้าง, พิธีออกพรรษาและลอยพระประทีป, พระกฐิน |
พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวง, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช |
|
๑๒ (พฤศจิกายน) |
พิทธีจรองเปรียง ลดชุด ลอยโคม |
พระราชพิธีจองเปรียง ตามประทีป |
พระราชพิธีจองเปรียงยกโคม, พิธีกะติเกยา, การลอยพระประทีป, พระราชกุศลาลานุกาล, การพระราชกุศลแจกเบี้ยหวัด, พระราชพิธีฉัตรมงคล |
การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ถวายเครื่องทรง ฤดูหนาว |
|
๑ (ธันวาคม) |
ไล่เรือ เถลีงพิทธีตรียำพวาย |
พระพิธีคลึม (ชักว่าวเรียกลม)
|
พระราชพิธีไล่น้ำ, การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง, การพระราชกุศลเทศนามหาชาติ |
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา |
|
๒ (มกราคม) |
การพิทธีบุตรยา ภิเศก เฉวียรพระโค กินเลี้ยง |
พระราชพิธีบุษยาภิเษก
|
พระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย, การพระราชกุศลถวายผ้าจำพรรษา, พระราชพิธีตรียัมพวายตรีพวาย, พระราชพิธีบุษยาภิเษก |
พระราชพิธีขึ้นปีใหม่, พระราชพิธีสังเวยพระป้าย, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช |
|
๓ (กุมภาพันธ์) |
พิทธีธานยะเทาะห |
พระราชพิธีขั่นด่อ (อาจหมายถึงพิธีธานยเทาะห์) |
พิธีศิวาราตรี, การพระราชกุศลมาฆบูชา, การพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน |
การพระราชกุศลมาฆบูชา |
|
๔ (มีนาคม) |
การสํพรรษฉิน |
พระราชพิธี สัมพัจฉรฉินท์ |
พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์, การพระราชกุศลกาลานุกาลท้ายพระราชพิธีตรุษ |
การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรทรงเครื่องฤดูร้อน |