หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พระราชพิธี ๑๒ เดือน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 6 มิ.ย. 2559, 16:03 น.
เข้าชมแล้ว 22693 ครั้ง

พระราชพิธี ๑๒ เดือน ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

 

ในวัฒนธรรมหลวงหรือพระราชพิธีหลวงแต่เดิมนั้น พิธีกรรมต่างๆ ประกอบไปด้วยคติความเชื่อทั้งพุทธ พราหมณ์ และผีหรืออำนาจนอกเหนือธรรมชาติผสมปนเปกันอยู่ พระราชพิธีของพระนครมีบทบาทในการสร้างพลังและความมั่นใจในการปฏิบัติชีวิตให้สอดคล้องกับครรลองของธรรมชาติรอบตัว สร้างความสัมพันธ์และความเอื้ออาทรระหว่างหมู่ชนต่างๆ ในสังคมให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พระราชพิธีสิบสองเดือนจึงไม่ใช่มีความสำคัญเพียงเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองเท่านั้น

 

ดังนั้น พระราชพิธีสิบสองเดือนในแต่ละยุคสมัยจึงเป็นเครื่องมือในการบูรณาการทางสังคมโดยส่วนรวมให้เป็นหนึ่งเดียว กฎมนเทียรบาล(กฎมนเทียรบาล ในกฎหมายตราสามดวงเล่ม ๑ องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๕ ชำระในครั้งรัชกาลที่ ๑ แต่ข้อความตามกฎมนเทียรบาลน่าจะเป็นของเก่ามาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา) ปรากฏเรื่องพระราชพิธีประจำปีในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาในรอบ ๑๒ เดือน ดังมีรายละเอียดดังนี้

 

เดือน ๕  การพระราชพิทธีเผดจ์ศกลดแจตรออกสนาม

เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ออกสนามใหญ่ ตั้งพลพยู่หดาบดั้งเขนเสโลห์ หอกทวนปืนไฟน่าไม้ธนูสรรพยุด เสื้อหมวกอยายอบสนามตามกร ทุกตระทรวงการทหารพ่อเรือนพลไพร่

 

ตั้งบรามช้างรอบสนาม ขุนหารทัง ๑๐ ขี่ช้างยืนที่ข้างกำแพงสนามข้างหน้าข้างใน ขุนดาบขุนเรือตามซ้ายตามขวา ขี่ช้างชน ขุนช้างหมื่นช้างนอกใน ราชกุลหมู่ใหญ่ หัวเมืองรั้งทั้ง ๔ ขี่ม้าคลีขุนม้าราชกุล

 

หัวหมื่นองครักษนารายหัวหมื่นเรือ ขัดแห่ตามริ้ว หมื่นไชยยืนหน้ากลอง หมื่นจ่าสัพการสกลการยืนหน้าช้างตำรวจในซ้ายขวา ซัดช้างเอาขี้ช้างเสียรดน้ำทอดอ้อย ตำรวจใหญ่ชนกลอนขี่ช้างไล่ม้า ขุนช้างขี่ม้าฬ่อช้างเสนานนชาวม้าการทั้งนี้อายัด

 

พันพานุราชหน้าบันใดฉานข้างซ้ายจ่า

ข้างขวาเมีองถ้าพลานนั่งหลังสิงฆ พระอาลักษณรับพระราชโองการสนองพระโอษฐรับอาลักษณ ขุนราชรับสนองพระโอษฐศัก เบีกช้างสั่งแก่พันภาร ถ้าเบีกม้าสั่งแก่พันเภา ปล้ำมวยคลีชงสั่งแก่พันพุทหัวพัน สั่งถึงบันใดนายรองมหาดไทไปรับไปหา ถ้าเร่งขุนราชสั่งหมื่นนรินทกลาโหมได้เร่ง

 

ตำรวจในมหาดไทกระลาโหม พระสุรัศวดีตำรวจใหญ่วัง ๖ คนนี้เดิรหน้าราชกุศล ผู้ขี่ช้างชนขี่ม้าคลีเข้ามาภวายบังคมที่ระแทะหมื่นจ่าวัง คลีชงโคนนครบาลนานากเทพนาราย

 

ที่ปล้ำมวยงำเมือง ช้างบันดายืนที่ครั้นรุ่งแล้วจึ่งนาลิกาหนึ่ง มหาดไทรายตั้งกระบวนในกลางสนามตามซ้ายตามขวา พลสรรพยุทธแห่ช้างเข้ายืนตามกระบวนในท้องสนาม

 

ในพระบันชรสิงฆนั้นตั้งเสาฉัตร ๙ ชั้น ๗ ชั้น ๖ ชั้น ๕ ชั้น ๓ ชั้น ๒ ชั้นแลชั้นหนึ่ง บัวหงายคันเงีนคันทอง คันนากธี่นั่งสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้าเฉียงฝ่ายซ้าย ธี่นั่งสมเดจ์พระอุปราชหน้าทิมดาบสูงสองศอก หลังคาลายชภบมีม่าน ๔ ลาดพนักพระราชกุมารกินเมือง สูงศอกคืบหลังคาพพลาบตลาด พระราชกุมารเยาวราชเตียงสูงคืบหนึ่ง พระราชนัดดาทังปวงหน้าหลัง พระอาลักษณยืนเตียงสูง ๑๐ ศอกวงผ้ารัตบัดสนองพระโอษฐนั่งถัดอาลักษณ ขุนราชนั่งฉานหว่างเปล่า หัวพันทัง ๔ นั่งหว่างหัวทิมดาบต่อกัน นายรองนั่งด้วยอินทเภรีหรทึกยืนฉานระบำซ้ายขวาหม่งครุ่ม ๓ ยกเมื่อแรกเสดจ์หม่งครุ่ม ชแม่เมื่อเลี้ยงหม่งครุ่มมหาดเลกเมื่อเอยนสรรพคิลา

 

เมื่อแรกเสดจ์ออกฬ่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชนชุมพาชนช้างชนคนชนปรบไก่ คลีชงโคนปล้ำมวยตีดั้งฟันแย้งเชีงแวงเล่นกลคลีม้า รุ่งแล้วนาลิกาหนึ่งช้างเข้ายืนกระบวนในสนาม สองนาลิกาเอาช้างเข้าที่ บรามลูกขุนชุมตีหรทึกลาหนึ่ง เอาช้างออกยืนที่เบีกลูกขุนทังพระสำอาง ๓ นาลิกาตีหรทึก ๒ ลา เสดจ์หอพระเบีก พระราชกุมารพระราชนัดดาเรียกพระราเชนทร ๔ นาลิกาตีหรทึก ๓ ลา เสดจ์ถึงพระธี่นั่ง พระอาลักษณขึ้นสนองพระโอษฐ ขุนราชหัวพันเข้านั่งที่ชนกลอนสนามห้ามผู้คน เชิญเสดจ์พระพุทธเจ้าเสดจ์พระที่นั่ง ตีห้าลา เสดจ์ออกเบีกราชกุศลถวายบังคม ตี ๗ ลาเรียกม้าฬ่อช้าง ระเบงซ้ายขวา รำดาบซ้ายขวา ระบำออกหม่งครุ่ม พันพานนำหม่งครุ่มหน้ากลองตีไม้พุ่งหอก เล่นแพนยิงธนูปลายไม้ลอดบ่วงใต่เชือกหนังตีหรทึกเก้าลายกช้างเลี้ยงหม่งครุ่ม ชแม่แล้วคลีชงโคนถ้ามีแขกเมืองเฝ้าแลเสดจ์ทรงคลีม้าไซ้ สมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้า สมเดจ์พระพรรณเมศวรเจ้าพระราชกุมารนา ๑๐๐๐๐ เอกโทนา ๕๐๐๐ หัวเมืองราชกุศล ขุนม้าทัง ๔ ขุนราชชักโคน ถ้าทรงคลีเจ้าพญาชักโคน จบการสนานใหญ่

 

การพระราชพิทธีเผดจ์ศก ตั้งในบรัดซ้ายพระธี่นั่งกลางพระโรงวัง แลตำรวจในหฤทัยราชภักดี สนมซ้ายขวาเฝ้าแลนาลิวันบันดาเผดจ์ศก ครั้นรุ่งแล้ว ๒ นาลิกาเสดจ์ลดแจตร

 

พิทธีลดแจตรมีดำนักอาบพระสงฆ์ในน้ำนั้น ตั้งม่านฝ่ายในฝ่ายนอกพระธี่นั่ง กลางปักไม้หุ้มต้นพุ่ม สมเดจ์พระภรรยาเจ้าทังสองแลลูกเธอหลานเธอ แม่เจ้าแลพระสนมออกเจ้าทังปวงฝ่ายนอกไม้พุ่มพระราชกุมารพระราชนัดดานา ๑๐๐๐๐ เอก นา ๑๐๐๐๐ โท นา ๕๐๐๐ ถึงนา ๑๐๐๐ ครั้นจันหันแล้วเข้าบรรทมตื่น เสดจ์ลงสรงทรงลายทังสำรับ เสดจ์ขึ้นหอพระกลางวันเสดจ์ลงสรงธรงไพรำทังสำรับเลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายในฝ่ายนอก มีหม่งครุ่มซ้ายขวาคุลาตีไม้ เล่นแพนไต่เชือกหนังลอดบ่วงพุ่งหอกยิงธนูแพ้เลี้ยง พระราชกุมารบนปราสาท ๓ ชั้น พระราชนัดดาคูหาตอนเดียวนา ๑๐๐๐๐ เอก มนดบ ๕ ชั้น นา ๑๐๐๐๐ โท มนดบ ๓ ชั้น นา ๕๐๐๐ ราชคฤห ๓ ตอน นา ๓๐๐๐ นา ๒๖๐๐ คฤห ๒ ตอน นา ๑๔๐๐ นา ๑๒๐๐ คฤหตอนเดียวมีบังหา นา ๑๐๐๐ คฤหตอนเดียว ๘๐๐ นา ๖๐๐ เพดาลปรามมีริม นา ๕๐๐ นา ๔๐๐ เพลาท้าวพญาหัวเมืองจัตุสดมมนตรีมุกขลูกขุนนุ่งห่ม ๓ สำรับ พายเอย็นเสดจ์สรง ครั้นเสดจ์ลงสำอางเสรจ์ เสดจ์ลงเรือเข้ามา ท้าวพญาลูกขุนนุ่งผ้าลงน้ำมาทีเดียวเมื่อเสดจ์สรงเหนือน้ำวงงซาย เสรจ์การพิทธีลดแจต

 

เดือน ๖พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล

เดือนไพศาขจรดพระอังคัล เจ้าพญาจันทกุมารถวายบังคมณหอพระ ทรงพระกรุณายื่นพระขรรค แลพระพลเทพถวายบังคมสั่งอาชาสิทธิ ธรงพระกรุณาลดพระบรมเดชมิได้ไขหน้าล่องมิได้ตรัสคดีถ้อยความมิได้เบีกลูกขุนมิได้เสดจ์ออก ส่วนเจ้าพญาจันทกุมารมีเกยช้างหน้าหน้าพุทธาวาศขัดแห่ขึ้นช้าง แต่นั้นให้สมโพท ๓ วัน ลูกขุนหัวหมื่นพันนา ๑๐๐ นา ๑๐๐๐๐๐ นากรมการในกรมนาเฝ้า แลขุนหมื่นนาสานทังปวงเฝ้าตามกระบวน

 

เดือน ๗ ทูลน้ำล้างพระบาท

เดือน ๗ ลูกขุนทูลน้ำล้างพระบาท ในรัตนสิงหาศเบญจา ๙ ชั้น ฉัตรทอง ฉัตรนาค ฉัตรเงิน ฉัตรเบญจรง เสดจ์บนเบญจา ๙ ชั้น แล ชั้น ๗ ฝ่ายซ้ายขุนราชแพทย ฝ่ายขวาสมุหประธานนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ ขึ้นก่อน จึ่งนา ๑๐๐๐๐ จัตุสดมลงมาถึงนา ๑๖๐๐ แลนา ๕๐๐๐ หลังเองกว่านั้น สมุหประธานรับหลังนา ๑๐๐๐๐ กลออมทองนา ๕๐๐๐  นา ๓๐๐๐ กลออมนาคนา ๑๖๐๐ กลออมเงิน นอกราชวัดนอกฉัตร ขัดแห่หัวหมื่นองครักษนาราย ผูกพระปราบพระชยานุภาพยืนที่อ่างทองรองพระบาท ครั้นเสรจ์ทูลน้ำล้างพระบาทเสดจ์ออกเลี้ยง เอากลออมน้ำตั้งศีศะผ้าผอกโอบกัลออมน้ำ ตรัสยื่นหมาก ๓ คำ เอาศีศะรับ

 

เดือน ๘เข้าพระวษา

ขาด

 

เดือน ๙ ตุลาภาร

การพระราชพิทธีตุลาภาร ตั้งในมังคลาภิเษก ตั้งตราชูกลางท้องพระโรง เบื้องซ้ายใส่สรรพทรัพย เบื้องขวาพระองค์แลสมเดจ์พระอรรคมเหษี เสดจ์ถีบข้างล่าง ชาววังนั่งนอกม่าน ในม่านพระครูทัง ๔ แลสมุหประธานพระศรีอัครราชถือพระขรรค พลเทพถือพิน วังถือดอกหมาก พระยมราชถือแพนไชย ขุนศรีสังกรเป่าสังข พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องไชย ขุนดนตรีตีหรทึก เสดจ์ด้วยพระราชเชนทร สนองพระโอษฐทัง ๔ เมียนา ๑๐๐๐๐ หัวเมืองทัง ๔ สมเดจ์พระอรรค มเหษีธรงเทวียาน ผู้แห่หน้านั้นเมืยพระโหราราชครูทัง ๔ แลเมืยจตุสดมภเวียน ๙ รอบ จึ่งประทับพระราเชนทร ถีบแล้วจึ่งสมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถีบ แล้วเสดจ์ออกเลี้ยง ซ้ายเงีนขวาทองผ้าแพรพรรณ

 

เดือน ๑๐พัทรบทพิทธีสาท

การพิทธีพัทรบท ทอดเชือกดามเชือก ถวายบังคม เลี้ยงลูกขุนถือน้ำพระพิพัท

 

เดือน ๑๑ อาสยุชแข่งเรือ

การอาสยุชพิทธี มีหม่งครุ่มซ้ายขวา ระบำหรทึกอินทเภรีดนตรี เช้าธรงพระมหามงกุฎราชาประโภก กลางวันทรงพระสพรรณมาลา เอย็นทรงพระมาลาสุกหร่ำสภักชมภู สมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยาธรงพระสุวรรณมาลา นุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ พระอรรคชายาทรงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอทรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า สมรรถไชยเรือต้นสรมุกขเรือสมเดจ์พระอรรคมเหษี สมรรถไชยไกรสรมุกขนั้นเป็นเรือเสี่ยงทาย ถ้าสมรรถไชยแพ้ไซ้เข้าเหลีอเกลีออี่มศุกขเกษมเปรมประชา ถ้าสมรรถไชยชำนะไซ้จะมียุข

 

เดือน ๑๒ พิทธีจรองเปรียงลดชุดลอยโคม

การพิทธีตรองเปรียง ลดชุดลอยโคมลงน้ำ ตั้งระทาในดอกไม้ในพระเมรุ์ ๔ ระทา หนัง ๒ โรง เสดจ์ลงเรือเบญจา ๕ ชั้น พระธี่นั่งชั้น ๔ นั้นสมเดจ์พระอรรคมเหษีแม่หยัวเจ้าเมืองชั้น ๓  ลูกเธอชั้น ๒ หลานเธอชั้นหนึ่ง พระสนมห่มชมภูใส่สุกหร่ำประธีปทัง ๕ ชั้น เรือปลาลูขุนเฝ้าหน้าเรือเบญจา เรือตะเข้แนมทังสองข้าง ซ้ายดนตรีขวามโหรี ตั้งเรือเอนเปนตั้งแพนโคมทุกลำ ถ้าเสดจ์ลงเป่าแตรโห่ ๓ ลา เล่นหนังระบำ เลี้ยงลูกขุนแลฝ่ายใน ครั้นเลี้ยงแล้วตัดถมอแก้เอน โห่ ๓ ลา เรือเอนตั้งแพนแห่ ตัดถมอลอยเรือพระธี่นั่งล่องลงไปส่งน้ำ ครั้นถึงพุทไทสวรรคจุดดอกไม้เล่นหนัง เสดจ์ลงเรือสมรรถไชย กับสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทัง ๔ ลูกเธอหลานเธอพระสนมลงเรือประเทียบขึ้นมาข้างเกาะแก้ว

 

เดือน ๑ ไล่เรือ เถลีงพิทธีตรียำพวาย

พระราชพิทธีไล่เรือ ธรงพระมาลาสุกหร่ำ สมเดจ์พระมเหษีทรงสุกหร่ำนั่งบนธี่นั่ง ลูกเธอหลานเธอใส่เศิยรเพศมวย พระยนมใส่สนองเกล้า นั่งหน้าสองนั่งหลังสอง ม่านพันเสาพนักเพียงอก สภักสใบสองบ่าเชีงทอง พญามหาเสนตีฆ้อง ครั้นถึงท้ายบ้านรุนเสดจ์ออกยืนธรงพัชนี ครั้นถึงประตูไชยธรงส้าว

 

สนานตรียำพวาย พระศรีอรรคราชทูลผ้า พระพลเทพทูลน้ำ พระราชบโรหิตพระครูอภิรามถวายน้ำสังข์ พระมเหธรพระพิเชดถวายน้ำกลด พระญาณประกาศถวายโสลก พระอิศวรรักษาถวายพรขุนวิสุทธโภชถวายเข้าตอกดอกไม้เข้าเม่าเข้าพอง วังรับเข้าเม่าต้น

 

 

เดือน ๒ การพิทธีบุตรยาภิเศกเฉวียรพระโคกินเลี้ยง

การพระราชพิทธีเฉวียน พระโคศุภราชยืนแปรไปอุดรถานยืนสูง ๒ ศอกตั้งกุนธซึ่งหน้าเขาทังสองบุทองประดับเนาวรัตน ๔ กีบทองประดับเนาวรัตน ตาบหูเชือกทองอ้อมสพายเชีอกไหมประดับถมอ ใต้ท้องกองสุวรรณรัตนเงีนทองผ้าแพรพรรณ พานทองรองหญ้าคนโททองใส่น้ำ พระราชกุมารป้อนหญ้า ใบศรีตั้งหน้าแลขันเชีง พระราชครูทัง ๔ อยู่ ๔ มุมพระญาณประกาษแลอิศวรรักษาบูชากุนธ ทำพิทธีแต่ค่ำเท้าถึงรุ่งแล้ว ๓ นาลิกา เสดจ์ด้วยพระราเชนทร คลังถือพระขรรคไชย วังแบกเครื่องสนาน เมืองแบกเต้าน้ำ เมียนา ๑๐๐๐๐ แลเมียนา ๕๐๐๐ แห่สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าประทักษิณ ๙ รอบ พระองคถือบัวทอง สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าถือบัวเงีน พระพลเทพแบกพานเข้าตอกสมโพธพฤสพราชแล้วเสดจ์ขึ้นที่สนาน แล้วเสดจ์มาที่สมโพธเลี้ยง ลูกขุนถวายบังคม ตามกระบวนขัดแห่ช้างยืนที่ตั้งฉัตรราชวัตดูจพิทธีตุลาการนั้น

 

เผาเข้าไม่มี

เดือน ๓พิทธีธานยะเทาะห

(ไม่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล)

 

เดือน ๔ การสํพรรษฉิน

(ไม่ปรากฏในกฎมนเทียรบาล)

 

โคลงทวาทศมาส วรรณกรรมสมัยอยุธยาคาดว่าแต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ เป็นนิราศที่เขียนถึงคนรักโดยมีภาพของสถานที่และประเพณี ๑๒ เดือนปรากฏอยู่อย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่เดือน ๕ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงเดือน ๔ กล่าวถึงสภาพอากาศ ฤดูกาลต่างๆ เช่น ฤดูฝนอันเป็นฤดูทำนาของชาวบ้าน เทศกาล และประเพณีไล่น้ำเมื่อมีน้ำมากเกินไป ประเพณีลอยโคมและจองเปรียง ในเดือน ๑๒

 

ตัวอย่าง ดังนี้

 

         รดูอาสยุชน้ำ นองหาว
ข้อนอุรตูมตี ขาดขว้ำ
อัมพรชรอุ่มขาว ทรวงเทวษ
แลบ่ปานนองน้ำ น่านไหล
         ชลธีปละปลั่งคว้าง ทางสินธุ์
นาเวศนาวาวาง วาดน้ำ
ตกปางขดานดิน สดือแม่
ดลรดูสั่งล้ำ ไล่ชลฯ
         ไล่ลนาเวศแล้ว   เมือโรง
อ่อนรทวยนวยกล กิ่งก้ม
เรียมพายรโงงโหง หกอยู่
เพราะเพื่อพลพายห้ม ห่มแรงฯ
         กรรดึกเดือนแต่งตั้ง โคมถวาย
ทุกทวยหญิงชายแสวง ล่องเหล้น
ขับซอปี่แคนหลาย เพลงพาทย์
ติ่งติ่งนิ้วน้าวเต้น ร่อนรำฯ
        โคมทองประทีปแก้ว เรืองใน
อกพี่คือโคมคำ คู่ได้
เพลิงผลาญกระอุใจ วนิเจต
ทรวงรลุงราญไหม้ ป่วนเปนฯ
        เสาโคมสราวสราดขึ้น แขวนถวาย
ใจพี่แจวนขวัญจง ไป่ม้วย
ไฟกามกำเดาดาย ดักด่าว เดียวแม่
นุชบ่แรมร้อนด้วย พี่เลยฯ
         ถวายบุญแบ่งแกล้งกล่าว ผลเผยอ
ถวายพระเปรียงพลางบล บ่นน้อง
โคมทองรังรองเลอ แขแข่ง
บุญกุศลเรียมพร้อง พร่ำถวายฯ
         นาเวศเวียนมารคท้อง ทางสินธุ์
จบนทีธารผาย ทั่วหล้า
พายโภชนาบิณ ฑบาต
บวงสรวงนุน้องหน้า หนุ่มเจ้าจงสมฯ
         สายโคมราวรย้า รยังราย
คือกังกันกันลม รอกร้อง
สราวโคมปั่นขวัญหาย หาแม่
เสียงรอกรากพานต้อง โตรดตรอมฯ

 

ทวาทศมาส

 

 

ส่วนในคำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัด ก็ได้กล่าวถึงพระราชพิธี ๑๒ ราศี ไว้ด้วย พระราชพิธี ๑๒ เดือนตามพระตำราใน คำให้การชาวกรุงเก่า (คำให้การชาวกรุงเก่า ภาคที่ ๒ ใน คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ : ๒๕๑๕ หน้า ๒๖๕–๒๗๐ ในวงเล็บคือคำอธิบายพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) คำให้การชาวกรุงเก่าและคำให้การขุนหลวงหาวัดเนื้อความใกล้เคียงกัน คาดว่าน่าจะคัดลอกมาจากต้นฉบับเดียวกัน) มีรายละเอียดดังนี้

 

เดือน ๕พระราชพิธีละแลงสุก (เถลิงศก) เมื่อสงกรานต์ (๑) (พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จไป) สรงน้ำพระ (พุทธปฏิมากร) ศรีสรรเพชญ์ (เทวรูป) พระพิฆเนศวร (๒) โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะเข้ามาสรงน้ำและรับพระราชทานอาหารบิณฑบาตและจตุปัจจัยทานที่ในพระราชวงัทั้ง ๓ วัน (๓) ทรงก่อพระเจดีย์ทรายที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ และมีการฉลองพระเจดีย์ทรายด้วย (๔) ตั้งโรงท่อทานเลี้ยงพระและราษฎรซึ่งมาแต่จตุรทิศ มีเครื่องโภชนาหารคาวหวานน้ำกินน้ำอาบและยารักษาโรค พระราชทานทั้ง ๓ วัน

 

เดือน ๖พระราชพิธีจรดพระนังคัลพระราชพิธีจรดพระนังคัล (คือแรกนาขวัญ) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้พระภิกุมาร(พระจันทกุมาร) แรกนาต่างพระองค์ ส่วนพระมเหสีนั้นก็จัดนางเทพีต่างพระองค์เหมือนกัน ผู้แรกนานั่งเสลี่ยงเงิน มีกระบวนแห่เป็นเกียรติยศ แห่ไปยังโรงพิธีซึ่งตั้งที่ตำบลวัดผ้าข้าว?ครั้นถึงเวลามงคลฤกษ์ พระภิกุมารถือคันไถอันเทียมด้วยโคอุศุภราช (ออกญา)พลเทพ จูงโคไถ ๓ รอบ นางเทพีหว่านพันธุ์ข้าวเสร็จแล้วจึงปลดโคอุศุภราชออกให้กินน้ำและถั่วงา ข้าวเปลือก ถ้ากินสิ่งใดก็มีคำทำนายต่างๆ ภายในเวลาการพระราชพิธีจรดพระนังคัล ๓ วันนี้ ยกพระราชทานภาษีค่าท่าและอากรขนอนตลาดแก่พระภิกุมาร เมื่อได้ทำพระราชพิธีจรดพระนังคัลแล้ว ราษฎรจึงลงมือไถหว่านทำนาได้

 

เดือน ๗พระราชพิธีตุลาภารพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือสุวรรณราชบัลลังก์ ทรงสะเดาะพระเคราะห์ แล้วทำพระราชพิธีมังคลาภิเษก แล้วเอาเงินบาทชั่งให้หนักเท่าพระองค์ พระราชทานแก่พราหมณ์

 

เดือน ๘พระราชพิธีอาษาฒพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา (๑) ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวชนาคเป็นภิกษุบ้าง สามเณรบ้าง รวมจำนวนเท่าพระชนมายุ (๒) มรการมหรสพสมโภชพระพุทธสุรินทร (ในหนังสือเรื่องนี้หมายความว่า พระพุทธสิหิงค์) ๓ วัน ๓ คืน (๓) ทรงหล่อเทียนพรรษาจบพระหัตถ์แล้วในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ส่งไปถวายเป็นพุทธบูชาตามพระอารามทั้งในกรุงและหัวเมือง

 

เดือน ๙ พระราชพิธีนารายณ์ประทมสินธุ์มีการมหรสพที่พระที่นั่งมหาปราสาทปัญญารัตนา (เบญจรัตนมหาปราสาท) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาสรงมุรธาภิเษก แล้วเปลื้องเครื่องทรงเมื่อสรงสนานพระราชทานแก่พราหมณ์

 

เดือน ๑๐พระราชพิธีภัทรบท(๑) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงฉลองพระภิกษุสามเณร ซึ่งทรงพระกรุณาให้บวชเป็นนาคหลวง (๒) พวกพราหมณ์ทำพิธีรำขอทอดเชือกดามเชือก (๓) สนานช้างต้นม้าต้น

 

เดือน ๑๑พระราชพิธีอาสวยุช(๑) พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระที่นั่งกิ่งลำ ๑ พระอัครมเหสีทรงลำ ๑ แข่งเรือกัน แล้วโปรดให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายแข่งเรือกันโดยอันดับ ทำพระราชพิธีนี้ตั้งแต่วันขึ้น ๑๔ ค่ำ จนแรมค่ำ ๑ รวม ๓ วัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเครื่องขาว พระมหามงกุฎก็ทำด้วยเงิน (๒) เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จลงลอยพระประทีปอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งกิ่งประทับยืนไปในเรือ พร้อมด้วยเรือเสนาอำมาตย์อันประดับด้วยประทีปแห่เสด็จรอบพระนคร (๓) มีการเลี้ยงลูกขุนพระราชทานข้าราชการทั้งปวง (๔) เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐินตามพระอารามในกรุง ส่วนพระอารามตามหัวเมืองนั้น พระราชทานไปให้เจ้าเมืองกรมการทอด

 

เดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียง ตามประทีป(ชักโคม) ในพระราชวังและตามบ้านเรือนทั้งในพระนครนอกพระนครทั่วกันกำหนด ๑๕ วัน (๒) ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ โปรดให้ทำจุลกฐิน คือ ทอผ้าให้เสร็จในวันเดียว แล้ว (เอาผ้าผืนนั้นพระราชทานพระกฐิน)

 

เดือนอ้ายพระพิธีคลึม คือพิธีชักว่าวเรียกลม

เดือนยี่ พระราชพิธีบุษยาภิเษกตั้งพระมณฑปเอาดอกไม้ ๗ สีมาเรียงไว้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาเสด็จประทับเหนือบัลลังก์ดอกไม้นั้น จำเริญพระนขาแล้วพราหมณ์จึงถวายมุรธาภิเษก

 

เดือน ๓พระราชพิธีขั่นด่อ(น่าจะหมายความว่า ธานยะเทาะห์) (คือพิธีเผาข้าวก็เป็นได้ แต่รายการพิธีที่กล่าวในหนังสือนี้เป็นพระราชพิธีตรียัมพวายไป) คือ ตั้งเสาสูง ๔๐ ศอก ๒ เสา กว้าง ๘ ศอก มีขื่อเอาเชือกผูกแขวนแผ่นกระดานแผ่นหนึ่งยาว ๔ ศอก กว้าง ๒ ศอก พราหมณ์ ๔ คนขึ้นนั่งเหนือกระดานนี้โล้ชิงช้า ข้างหน้าชิงช้ามีเสาสูง ๔๐ ศอก ปักอีกเสาหนึ่ง เอาเงิน ๔๐ บาทใส่ถุงห้อยไว้ที่เสานี้ให้พราหมณ์โล้ชิงช้าไปคาบเงินที่ห้อยไว้ ถ้าคาบได้ก็ได้เงินนั้น และถ้าคาบมิได้พราหมณ์นั้นก็ต้องถูกฝังดินเพียงบั้นเอว และไม้กระดานชิงช้านั้นเมื่อเสร็จการพิธีแล้วเอาลงฝังไว้ในแผ่นดิน ในการพระราชพิธีนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้ (ออกญา) พลเทพ เสนาบดีกรมนาต่างพระองค์แห่ไปยังที่พราหมณ์โหนชิงช้านั่งในมณฑปแต่เอาเท้าลงดินได้แต่ข้างเดียว ถ้าเมื่อเผลอเอาเท้าลงดินทั้ง ๒ ข้างแล้ว ถูกปรับของที่ได้รับพระราชทาน คือ ส่วยและอากรซึ่งมาแต่หัวเมืองต่างๆ ตลอดจนเครื่องราชบรรณาการที่เข้ามาในระหว่างพิธีนั้นต้องตกเป็นของพราหมณ์ทั้งสิ้น

 

(ในคำให้การขุนหลวงหาวัดบันทึกไว้ว่า เดือน ๓ คือ พิธีธัญเทาะห์พระจันทกุมารเป็นผู้ฉลองพระองค์เสด็จไปทำพิธี ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนาหลวง มีกระบวนแห่ออกไป แล้วเอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้หน้าโรงพิธี พระจันทกุมารนั่งที่โรงพิธี แล้วเอาไฟจุดรวงข้าวที่เป็นฉัตรนั้น มีคนแต่งตัวเสื้อเขียวพวกหนึ่ง เสื้อแดงพวกหนึ่ง สวมเทริดเข้ามาแย่งรวงข้าวกัน ฝ่ายใดแย่งได้ก็จะมีคำทำนาย)

 

เดือน ๔พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร เวลาสวดมนต์นั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงพระมหามงคลอันผูกต่อกับสายสิญจน์ ครั้นถึงวันคำรบ ๓ ซึ่งสวดอาฏานาฏิยสูตร เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อยรอบทั้งกำแพงพระราชวังและกำแพงพระนคร เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สรรพาวุธมาประน้ำมนต์และประน้ำมนต์ช้างต้นม้าต้นด้วย

 

คำให้การชาวกรุงเก่า

 

  1. เดือนสิบเอ็ดและเดือนสิบสอง เมื่อน้ำหลากและนิ่ง มีพระราชพิธีจองเปรียง ลดชุดลอยโคม ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
  2. ในช่วงเดือนอ้ายและเดือนยี่ มีพระราชพิธีตรียัมปวาย ซึ่งเป็นงานนักขัตฤกษ์ขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ พิธีสำคัญที่ถือเป็นขบวนแห่พระยาโล้ชิงช้า เป็นงานแห่ใหญ่ประจำพระนครตลอดทางมีผู้หญิงผู้ชาย เด็กๆ เฝ้ารอดูเป็นจำนวนมาก  ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

 

3. นอกจากการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์แล้ว พิธีชักว่าวเรียกลมหรือพิธีคลึม ในคำให้การชาวกรุงเก่าในเดือนอ้าย เป็นพิธีกรรมที่แสดงความสนุก ดังปรากฏในทวาทศมาสและกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ซึ่งเรียกเป็นพิธีแขลง ภาพจากจิตรกรรมฝาผนังวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

4. ช่วงเดือน ๕ ถือเป็นช่วงเถลิงศกใหม่ ทั้งพระราชพิธีหลวงและราษฎร ถือปฏิบัติคล้ายคลึงกัน คือทำบุญตักบาตร ทำทาน ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระและเทวรูปซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาพจากจิตรกรรมพระอุโบสถวันราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

 

5. เดือน ๖ ภาพจิตรกรรมพระราชพิธีแรกนาขวัญ จากวัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมาราม

6. เรือพระราชพิธีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พิมพ์ในเอกสารชาวฝรั่งเศส เมื่อราว พ.ศ. ๒๒๓๖

 

พระราชพิธีสิบสองเดือนที่ปรากฏในสมัยต่างๆ

 

เดือนไทย

กฎมนเทียรบาล

คำให้การชาวกรุงเก่า

พระราชพิธีสิบสองเดือน

(พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

พระราชพิธีหลวง

ประจำปี

ในรัชกาลปัจจุบัน

(เมษายน)

การพระราชพิทธีเผดจ์ศก

ลดแจตร

ออกสนาม

               

พระราชพิธี

ละแลงสุก(เถลิงศก)

               

การสังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่, พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล (ถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา),  พระราชพิธี

คเชนทรัศวสนาน, 

พระราชพิธีสงกรานต์

พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช,

พระราชพิธีสงกรานต์,

วันที่ระลึกมหาจักรี

(พฤษภาคม)

พิทธีไพศากขยจรดพระราชอังคัล

พระราชพิธีจรด

พระนังคัล

พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล,

พระราชกุศลวิสาขบูชา

พระราชพิธีฉัตรมงคล,

พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ,

พระราชกุศลวิสาขบูชา,

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า

(มิถุนายน)

ทูลน้ำล้างพระบาท

พระราชพิธีตุลาภาร

การพระราชกุศลสลากภัต, การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลพระอัฐมรามาธิฐดินทร์และพระราชกุศลทักษิณานุประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลา

ธิเบศร์อดุลยเดชวิกรม

พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

(กรกฎาคม)

เข้าพระวษา

พระราชพิธีอาษาฒ

การพระราชกุศลฉลองเทียนพรรษา

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา, การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

ถวายเครื่องทรงฤดูฝน,

การพระราชกุศลหล่อเทียนพรรษา, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุปสมบทนาคหลวง

(สิงหาคม)

ตุลาภาร

พระราชพิธีนารายณ์ประทมสินธุ์

พระราชพิธีพรุณศาสตร์

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

๑๐

(กันยายน)

พัทรบทพิทธีสาท

พระราชพิธีภัทรบท

พระราชพิธีสารท,

การพระราชกุศลตักบาตรน้ำผึ้ง, การเฉลิมพระชนมพรรษา

 

๑๑

(ตุลาคม)

อาสยุชแข่งเรือ

พระราชพิธีอาสวยุช

พิธีคเชนทรัศวสนาน, พิธีทอดเชือกดามเชือก, สมโภชพระยาช้าง, พิธีออกพรรษาและลอยพระประทีป, พระกฐิน

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายผ้าพระกฐินหลวง, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันปิยมหาราช

๑๒

(พฤศจิกายน)

พิทธีจรองเปรียง ลดชุด ลอยโคม

พระราชพิธีจองเปรียง

ตามประทีป

พระราชพิธีจองเปรียงยกโคม, พิธีกะติเกยา,

การลอยพระประทีป, พระราชกุศลาลานุกาล, การพระราชกุศลแจกเบี้ยหวัด, พระราชพิธีฉัตรมงคล

การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร

ถวายเครื่องทรง ฤดูหนาว

(ธันวาคม)

ไล่เรือ เถลีงพิทธีตรียำพวาย

พระพิธีคลึม

(ชักว่าวเรียกลม)

 

พระราชพิธีไล่น้ำ, การพระราชกุศลเลี้ยงขนมเบื้อง, การพระราชกุศลเทศนามหาชาติ

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

(มกราคม)

การพิทธีบุตรยา

ภิเศก

เฉวียรพระโค

กินเลี้ยง

พระราชพิธีบุษยาภิเษก

               

พระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย, การพระราชกุศลถวายผ้าจำพรรษา, พระราชพิธีตรียัมพวายตรีพวาย, พระราชพิธีบุษยาภิเษก

พระราชพิธีขึ้นปีใหม่,

พระราชพิธีสังเวยพระป้าย, พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

(กุมภาพันธ์)

พิทธีธานยะเทาะห

พระราชพิธีขั่นด่อ

(อาจหมายถึงพิธีธานยเทาะห์)

พิธีศิวาราตรี, การพระราชกุศลมาฆบูชา, การพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน

การพระราชกุศลมาฆบูชา

(มีนาคม)

การสํพรรษฉิน

พระราชพิธี

สัมพัจฉรฉินท์

พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์, การพระราชกุศลกาลานุกาลท้ายพระราชพิธีตรุษ

การเสด็จพระราชดำเนินเปลี่ยนเครื่องพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรทรงเครื่องฤดูร้อน

อัพเดทล่าสุด 6 มิ.ย. 2559, 16:03 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.