หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“ธรรมาธรรมะสงคราม” กับ “ภควัทคีตา”
อุทาหรณ์ในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 30 พ.ย. 542, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 6647 ครั้ง



ภาพศึกวันที่ ๑๐ ภีษมะปฏิเสธที่จะสู้กับศิขัณทินที่เกิดเป็นหญิง  ทำให้อรชุนระดมยิงธนูไปทั่วร่างของภีษมะด้วยความเศร้าใจ (ภาพจาก ศิลปิน  Ramanarayanadatta astri,   http://archive.org/details/mahabharata00ramauoft) 

                                                                                             

Rounded Rectangle: ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยขณะนี้น่าจะบานปลายเป็นสงครามกลางเมือง [Civil War]  ที่อาจยืดเยื้อเป็นเวลานับปี  เป็นความขัดแย้งที่อยู่ในสภาพที่สุดโต่งระหว่างรัฐกับสังคม 

 

                รัฐเป็นทรราชที่ใช้ระบอบทักษิณครอบงำบรรดาข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือนให้มาอยู่ภายใต้อำนาจเงินของเผด็จการที่ได้มาจากการคอร์รัปชั่นโกงกินและหลอกลวงเอาภาษีอากร ตลอดจนทรัพยากรของชาติมาเป็นประโยชน์ของพวกตนและเครือข่ายมาร่วมกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา จนประเทศไทยอยู่ในสภาพประเทศเพื่อขาย [For Sale] ให้แก่บรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มีไอ้กัน ไอ้กิด และไอ้เศสเป็นอาทิ

                และเพื่อเป็นการตอบแทน บรรดาประเทศมหาอำนาจทุนนิยมดังกล่าวมานี้ก็ล้วนให้ความสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐทรราชในทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น ต้องยืนยันช่วยเหลือว่ารัฐบาลทรราชนั้นคือรัฐบาลที่ถูกต้องและชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยที่มีพรรคการเมืองและรัฐสภาตามแบบอย่างประเทศมหาอำนาจ เช่น อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส

 

สิ่งที่เหลืออยู่หลังความรุนแรงบนถนนราชดำเนิน

 

                แต่หลังจากที่เผด็จการทรราชทักษิณครอบงำบ้านเมืองและสังคมมาร่วมสิบกว่าปี ผู้คนในสังคมก็เกิดอาการตื่นรู้ทั้งสติปัญญา ความรู้ความกล้าหาญทางจริยธรรมและความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคมขึ้นอย่างฉับพลัน เป็นการตื่นรู้ที่ทันโลกของผู้คนทุกเพศทุกวัยทุกชาติพันธุ์ทุกศาสนาและอาชีพ  ในบรรดาบุคคลที่เกิดในดินแดนประเทศไทยที่มีสำนึกในเรื่องบ้านเกิดเมืองนอน [Patriotism]
                เป็นการตื่นรู้ที่จะปลดปล่อยประเทศชาติบ้านเมืองให้พ้นจากเงื้อมมือทรราชที่กำลังขายประเทศขายแผ่นดินเป็นการตื่นรู้ที่ทำให้เมืองไทยแบ่งออกเป็นสองขั้ว คือรัฐทรราชที่อยู่ในสภาพล้มละลายทางศีลธรรม จริยธรรม และความเป็นมนุษย์ใช้ความรุนแรงด้วยกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอำนาจบังคับใช้ของรัฐ และบรรดาอันธพาลติดอาวุธเข้าปราบปรามจับกุมและเข่นฆ่าประชาชนที่แสดงอาการประชาขัดขืน[Civil Disobedience] เป็นขั้วหนึ่ง กับสังคมที่ตื่นรู้ทั้งในด้านสติปัญญาความรู้และความเป็นมนุษย์อีกขั้วหนึ่ง
                เป็นการตื่นรู้อย่างพร้อมพรั่งที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรมความเสียสละอย่างไม่กลัวความตายที่ทางตำรวจและอันธพาลของรัฐทรราชจะยื่นให้ ทำการต่อสู้ด้วยอหิงสาไม่มีอาวุธ และการสวดมนต์ให้ใจมั่นคงและเปลี่ยนอารมณ์ที่หวาดกลัวมาเป็นความรื่นเริงมีมหรสพควบคู่กันไป
                จากปรากฏการณ์ที่แลเห็นถึงการใช้ความรุนแรงฆ่าฟันประชาชนของฝ่ายทรราช และการต่อสู้ด้วยอหิงสาสวดมนต์รำลึกถึงพุทธคุณของมวลมหาประชาชน ข้าพเจ้าเรียกการต่อสู้ครั้งนี้ว่า“ธรรมาธรรมะสงคราม” ตามพระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖  ที่ทรงเปรียบเทียบสงครามโลกครั้งที่ ๑ ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่างเทวดาสองฝ่าย คือฝ่ายดีกับฝ่ายชั่ว ฝ่ายชั่วมีกำลังกล้าแข็งและโหดร้าย ยุยงโกหกหลอกให้คนเชื่อในเรื่องชั่วร้ายผิดศีลธรรมและผิดมนุษย์ เป็นฝ่ายได้เปรียบและรุกไล่ฝ่ายดีจนแตกยับและทำท่าจะปราชัย แต่บัดดลฝ่ายอธรรมก็เกิดอาการมืดหน้าอ่อนเพลียและหมดแรง ทำให้ทางฝ่ายธรรมะมีชัยปราบปรามคนชั่วและอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี และอยู่ร่วมโลกกันด้วยศีลธรรมเมตตาธรรม
                เป็นเรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้เห็นเป็นอุทาหรณ์ในการสู้รบของมวลมหาประชาชนชาวสยามสองครั้งที่แล้วมา ครั้งแรกที่สี่แยกหลักสี่บนถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อขบวนของฝ่ายหลวงปู่พุทธอิสระเดินทางผ่านเข้ามาในบริเวณใต้สะพานลอยหลักสี่ มีกำลังของอันธพาลที่ได้รับการสนับสนุนโดยตำรวจที่ก่อนหน้านั้นมีการชุมนุมระดมพลกันอย่างเปิดเผย พออันธพาลกลุ่มนี้เปิดการทุบตีและยิงอาวุธเข้าใส่ขบวนมหาประชาชนที่มากับเสียงการสวดมนต์ก็มีกลุ่มคนที่เป็นกองกำลังนิรนาม มีอาวุธสงครามซ่อนไว้ในถุงข้าวโพดล้อมยิงและโต้ตอบทำให้กลุ่มอันธพาลบาดเจ็บและล้มตายถอยหนีกระเจิงไปและไม่กล้าที่จะเข้ามาคุกคามมวลมหาประชาชนต่อไป
                การออกมาขัดขวางของกองกำลังนิรนามนี้มีผู้ขนานนามว่าเป็นกองกำลังป๊อปคอร์น
                ครั้งที่สองเกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ อันเป็นที่ชุมนุมของกองทัพธรรมของศาสนิกสันติอโศกที่มานั่งคัดค้านรัฐบาลทรราชด้วยการนั่งสวดมนต์และปฏิบัติธรรม รัฐทรราชได้ส่งกองกำลังตำรวจในเครื่องแบบพร้อมทั้งอาวุธสงครามเข้าขับไล่ทุบตีบรรดาผู้ปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะบรรดาสตรีที่ต่อสู้ด้วยการนั่งสวดมนต์ภาวนาอย่างหฤโหดไร้มนุษยธรรม รวมทั้งมีการใช้ปืนยิงใส่เข้าไปในกลุ่มชนด้วย  ข้าพเจ้าติดตามรับฟังการถ่ายทอดเหตุการณ์สลายการชุมนุมจากโทรทัศน์และวิทยุด้วยความรู้สึกสลดและสิ้นหวัง  คิดว่าฝ่ายธรรมะคงไม่มีทางหยุดยั้งพวกตำรวจอธรรมหฤโหดผิดมนุษย์ได้ แต่บัดดลก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายปาฏิหาริย์ขึ้นเมื่อตำรวจโหดเคลื่อนเข้ามาใกล้กับสมณะโพธิรักษ์ที่นั่งอยู่ด้วยความสงบและเตือนสติให้ผู้ปฏิบัติทำสวดมนต์ต่อไป ก็มีกองกำลังนิรนามที่ออกมายิงใส่ตำรวจจนล้มเจ็บและตายแตกกระเจิงกลับไปในลักษณะที่พ่ายแพ้
                แต่ว่าชัยชนะที่เป็นปาฏิหาริย์ดังกล่าวนั้น ก็เป็นเพียงการชนะในการต่อสู้ที่เป็นครั้งคราว [Win the Battle] หาเป็นชัยชนะเด็ดขาดในสงคราม [Win the War] ไม่ เพราะการสู้รบกับรัฐทรราชระบอบทักษิณที่ครอบงำบ้านเมืองมากว่า ๑๐ ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เป็นความชั่วร้ายที่แผ่ซ่านไปแทบทุกอณูของประเทศชาติ ในลักษณะเช่นการแพร่กระจายของมะเร็งร้ายขั้นสุดท้ายเกินศักยภาพของมวลมหาประชาชนที่แม้จะออกมาแสดงพลังกันอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ก็ตาม
                นั่นก็คือมหาประชาชนไม่มีรัฏฐาธิปัตย์คืออำนาจเบ็ดเสร็จในการใช้บังคับอย่างของรัฐทรราชที่แม้ว่าจะถูกทำลายความชอบธรรมหมดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอ้างอิงกติกาในการยืดเยื้อโดยอาศัยรัฐธรรมนูญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างประการหนึ่ง
                ประการที่สอง สังคมไทยเป็นสังคมพุทธศาสนาเถรวาทที่มีแต่เมตตาธรรมและการให้อภัยเป็นพื้นฐานหามีอะไรเด็ดขาดในการจัดการกับความชั่วร้ายที่โหดเหี้ยมและไม่มีศีลธรรมได้ นอกจากรอให้กฎแห่งกรรมมาตามทัน เสมือนเมื่อไหร่มะม่วงจะหล่นก็หาทราบไม่ โดยเฉพาะการเน้นเรื่องการต่อสู้อย่างอหิงสานั้นจึงมีแต่เป็นฝ่ายถูกกระทำด้วยความรุนแรงฝ่ายเดียว กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้
                เรื่องของการต่อสู้แบบอหิงสานั้นเป็นเรื่องของผู้คนในสังคมอินเดียที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นฮินดูที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงเดี่ยวอย่างง่ายๆ ยังผูกพันกับแนวคิดและปรัชญาของอินเดียอีกหลายร้อยเล่มเกวียน กระนั้นก็ดีการต่อสู้ด้วยอหิงสาของคานธีกับอสูรร้ายอังกฤษนั้นกว่าจะได้เสรีภาพคือชัยชนะมาผู้คนก็ถูกฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก แม้แต่ท่านคานธีก็ต้องตายในที่สุด
                ความต่างกันระหว่างอหิงสาของไทยกับของอินเดียก็คือ อหิงสาของอินเดียอยู่ในบริบทของสมัยเวลาที่โลกแห่งคุณธรรมยังดำรงอยู่ มีหลายชาติและมหาอำนาจที่ไม่เห็นดีงามกับจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่ในบริบทของอหิงสาแบบคนไทยนั้นอยู่ในโลกที่อุดมไปด้วยวัตถุนิยม ความโลภและอำนาจของบรรดาประเทศมหาอำนาจ เช่น “ไอ้กัน” และพรรคพวกต่างต้องการจะเข้าครอบครองทรัพยากรผู้คนและดินแดนที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของไทย และก็พากันสนับสนุนทรราชระบอบทักษิณด้วยแนวคิด “ประชาธิปไตยสาธารณ์” ที่ต้องเลือกตั้งและไม่แคร์กับการซื้อเสียง ขายเสียง และเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ล้วนแต่สร้างความชั่วร้ายให้เพิ่มขึ้น
                ทั้งหลายแหล่เหล่านี้กำลังเปิดทางให้การกระทำรุนแรงผิดมนุษย์ของรัฐทรราชเป็นสิ่งชอบด้วยกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม
                เพราะฉะนั้นสถานการณ์เมืองไทยที่เป็นอยู่ แม้ว่ามหาประชาชนจะได้ชัยชนะในการต่อสู้แต่ละครั้งมาก็ไม่แน่ว่าจะชนะสงครามได้ในที่สุด อีกทั้งยังไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเป็นสงครามกลางเมืองได้ในอนาคต
                อย่างไรก็ตามความหวังยังไม่สิ้น เพราะในสังคมไทยในส่วนรวมก็หาได้มีแต่เพียงกลุ่มคนที่เป็นฝ่ายรัฐทรราชและฝ่ายอหิงสาแต่เพียงอย่างเดียวไม่ยังแฝงไว้ด้วยบุคคลและกลุ่มคนที่มีมโนธรรมและมีความกล้าหาญทางจริยธรรมอยู่แลเห็นว่าอะไรถูกอะไรควร แต่ยังไม่มีความเชื่อมั่นและความพร้อมเพรียงกันในการออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ดังเช่นพวกกองกำลังป๊อปคอร์น เป็นต้น จึงกลายเป็นกองกำลังนิรนามที่แลไม่เห็นบุคคลที่เป็นผู้ทำอย่างเปิดเผย ทั้งๆ ที่เวลาได้มาถึงแล้ว

                ข้าพเจ้าเลยนึกเลยเถิดไปถึงแนวคิดและแนวปรัชญาของคนในสังคมฮินดูของอินเดียที่เป็นรหัสซ่อนเร้นอยู่ในมหากาพย์ เช่น รามายณะและมหาภารตะ ซึ่งเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับอวตารของพระเป็นเจ้าลงมาปราบยุคเข็ญในโลก
                แต่ในที่นี้ขอยกเอาจากมหาภารตะก่อน เพราะดูใกล้เคียงกับสังคมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกวันนี้ มหาภารตะเป็นมหากาพย์ที่รวบรวมเรื่องราวจากตำนานความขัดแย้งในหลายท้องถิ่น หลายภูมิภาคของดินแดนที่เรียกว่าภารตะคือดินแดนของ “พระภารตะ” ปฐมวงศ์ของบรรดากษัตริย์ในแดนภารตะมารจนาเป็นเรื่องราวเดียวกันที่ผู้อ่านและศึกษาจะนำเอาเรื่องราวหรือเหตุการณ์ตอนใดตอนหนึ่งไปเป็นอุทาหรณ์เพื่อเตือนและสั่งสอนสังคมที่หลากหลาย ไม่จำเป็นเฉพาะภายในอินเดียเท่านั้นยังแพร่หลายกระจายไปยังบรรดาบ้านเมืองและดินแดนที่รับอารยธรรมอินเดีย
                เรื่องราวในมหาภารตะในกรณีเกี่ยวกับความขัดแย้งที่รุนแรงในสังคมไทยขณะนี้ก็คือ เรื่อง “ภควัทคีตา” ซึ่งคนทั่วไปแปลอย่างง่ายๆ ว่าเป็น เพลงของพระเป็นเจ้า แท้จริงเป็นบทฉันท์ที่เรียกว่าโศลก กล่าวถึงเหตุการณ์การสู้รบระหว่างแม่ทัพของฝ่ายธรรมะคือพวกปาณฑพ กับฝ่ายอธรรมคือพวกเการพ ทั้งสองกลุ่มนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ทำการรบพุ่งเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนในท้องทุ่งที่เป็นสนามรบเรียกกุรุเกษตร
                ฝ่ายปาณฑพผู้น้องเป็นฝ่ายธรรมะเพราะนอกจากมีความชอบธรรมในราชสมบัติและยังเป็นผู้ที่ยึดมั่นในศีลธรรมและคุณธรรมรวมทั้งมีความซื่อสัตย์และความกล้าหาญฝ่ายเการพลูกผู้พี่เป็นอธรรมและมีความประพฤติและพฤติกรรมที่เป็นทรราชกดขี่ใช้ความรุนแรงและกระทำการผิดศีลธรรมแก่คนในสังคม และเป็นผู้ที่ยึดครองรัฐและเป็นรัฐบาลอยู่ที่รัฏฐาธิปัตย์และกำลังรบกำลังทัพมากมาย ซึ่งมีบรรดาบุคคลสำคัญทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่แต่งตั้งจากเครือญาติตั้งแต่ชั้นผู้ใหญ่ถึงชั้นผู้น้อยมารับราชการทำหน้าที่ด้วยความภักดีแม้ว่าจะขัดกับศีลธรรมก็ตาม แต่ก็ให้ความสำคัญกับหน้าที่มากกว่า
                ในการทำสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรทั้งฝ่ายปาณฑพและเการพต่างก็ขอความช่วยเหลือทางกำลังทหารและกำลังทัพจากบรรดารัฐและบ้านเมืองที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองโดยเฉพาะบรรดารัฐที่เป็นเครือญาติกัน หนึ่งในรัฐเหล่านั้นก็คือรัฐทวารกาที่มีพระกฤษณะปกครองพระกฤษณะต้องทรงช่วยเหลือทั้งสองฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กัน โดยให้ฝ่ายลูกผู้พี่คือพวกเการพเลือกก่อนเอ็งนั้นแหละพวกเการพเลือกเอากำลังทหารและกองทัพทั้งหมดไปเป็นของฝ่ายตน คงเหลือแต่องค์พระกฤษณะเท่านั้นที่ไม่ได้เอาไป ซึ่งฝ่ายปาณฑพก็ยินดีเลือกพระกฤษณะ แต่ไม่ใช่มาเป็นขุนพลแม่ทัพหากมาทำหน้าที่สารถีคือคนขับรถศึกให้ผู้ที่เป็นแม่ทัพคืออรชุนผู้เป็นนักรบที่มีความเป็นเลิศในการใช้ธนูสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรครั้งนี้
                พี่น้องทั้งสองฝ่ายสู้รบกันที่มีผลทำลายญาติพี่น้องให้ล้มตายทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นครูบาอาจารย์และญาติผู้ใหญ่จนมาถึงการเผชิญหน้าระหว่างแม่ทัพสำคัญของทั้งสองฝ่ายคืออรชุนฝ่ายปาณฑพกับกรรณของฝ่ายเการพทั้งคู่นี้เป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน แต่คนละบิดา ต่างมีความเป็นเลิศในการใช้ธนูเสมอกันและการสู้รบของคนทั้งสองคือการตัดสินว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ
                ในขั้นแรกฝ่ายกรรณได้เปรียบเพราะรถศึกของทางอรชุนขัดข้อง ซึ่งธรรมดาการสู้รบกันตามกติกานั้น อีกฝ่ายหนึ่งต้องหยุดรอเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ไขสิ่งขัดข้องให้เรียบร้อยก่อนจึงจะดำเนินการต่อไปได้ แต่กรรณผู้เหี้ยมโหดไม่กระทำกลับยิงธนูเข้าประหารอรชุนที่กำลังเสียทีทันที แต่อรชุนก็รอดได้เพราะความสามารถของสารถีคือพระกฤษณะ
                พอการรบดำเนินต่อไปทางฝ่ายกรรณก็เกิดขัดข้องเชิงเทคนิคในเรื่องรถศึกบ้าง คือเพลาล้อรถหักต้องการซ่อมแซมจึงขอทางอรชุนให้หยุดรอเพื่อซ่อมรถก่อน ซึ่งอรชุนก็ทำท่าลังเลเพราะเป็นคนใจอ่อนมีธรรมะและความเมตตา โดยเฉพาะกรรณซึ่งเป็นพี่ชายต่างบิดา
                ในช่วงที่รีรอนี้พระกฤษณะจึงเร่งและยุให้อรชุนเผด็จศึกด้วยการยิงธนูประหารกรรณในขณะที่อยู่ในสภาพขัดข้องในเรื่องรถเสีย อรชุนก็ยังรีรอและเป็นคนใจอ่อนเกรงกลัวต่อบาปที่จะเกิดขึ้น พระกฤษณะจึงต้องรับประกันว่าไม่เป็นบาปในการปฏิบัติหน้าที่นักรบที่ดีในยามสงครามที่ปลอดจากความเป็นธรรมและยุติธรรมแต่ต้องทำเพียงชัยชนะ พระกฤษณะได้แสดงพระองค์ว่าอรชุนไม่บาปก็เพราะพระองค์คือพระเป็นเจ้า เป็นการสร้างความมั่นใจและพลัง [Empowerment]  ให้แก่อรชุนผู้ลั่นธนูไปประหารกรรณที่เป็นฝ่ายอธรรม และเป็นการสู้รบที่นำไปสู่การได้ชัยชนะของสงครามของฝ่ายปาณฑพในที่สุด
                การกล่อมเกลาและอบรมในลักษณะที่เป็น Dialogue ระหว่างพระกฤษณะกับอรชุนเพื่อสร้างความมั่นใจให้อรชุนในการปฏิบัติหน้าที่นี้ คือสิ่งที่เรียกว่าภควัทคีตาหรือเพลงของพระเจ้าซึ่งก็มีผู้รู้ในสังคมไทยมักนำมากล่าวถึงในการกระตุ้นให้ฝ่ายทหารออกมาแสดงบทบาทและหน้าที่ในการปกป้องชีวิตของประชาชนที่ถูกย่ำยีและฆ่าฟันโดยกองกำลังตำรวจและอันธพาลของรัฐบาลทรราชทักษิณ ข้าพเจ้าก็ยังไม่แน่ใจว่าทหารจะออกมาป้องกันอย่างเต็มรูปและเต็มตัวมากกว่าการปฏิบัติการของกองกำลังนิรนามป๊อปคอร์นที่อาจจะได้ชัยชนะแต่เพียงการช่วยเป็นครั้งคราวไป
                เพราะดูแล้วสงครามระหว่างรัฐอสูรกับประชาชนคนมีธรรมะนี้ดูเกินกำลังกว่ามนุษย์ธรรมดาที่มีธรรมะและอหิงสาจะชนะได้ หากเป็นสงครามของกลียุคที่อำนาจเหนือธรรมชาติหรือพระเป็นเจ้าต้องอวตารลงมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นกลียุคที่มีต้นตอมาจากอสูรร้ายตะวันตก อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสที่เผยแพร่ลัทธิประชาธิปไตยทุนนิยมเสรีอันเป็นเกราะป้องกันให้แต่บรรดารัฐทรราชทั้งหลาย

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๗)

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 30 พ.ย. 542, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.