
งานไหว้พระจันทร์ ที่ชุมชนเจริญไชย 19 กันยายน 2556 ปีนี้ งานไหว้พระจันทร์มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนหลายแห่งได้จัดงานไหว้พระจันทร์ และเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานโดยมีกิจกรรมให้เข้าร่วมได้ตามความสนใจ เรื่องราวของเทศกาลเทศกาลไหว้พระจันทร์แต่ดั้งเดิมเล่ากันสืบต่อมาดังนี้
ประเพณีไหว้พระจันทร์ 中秋节
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นช่วงกลางของฤดูใบไม้ร่วง ถือเป็น"วันจงชิว" (Zhong Qiu) แปลว่า "กลางฤดูใบไม้ร่วง" หรือ "วันไหว้พระจันทร์" ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวจีนถือปฏิบัติสืบต่อกันมานับพันปี ใน "วันจงชิว" ชาวจีนจะให้ความสำคัญกับเรื่องการอยู่พร้อมหน้ากันของสมาชิกในครอบครัว ร่วมชมจันทร์เพ็ญที่ทอแสงนวลและอธิษฐานขอให้มีความกลมเกลียวและผาสุกในครอบครัว
ความเป็นมาที่เก่าแก่ที่สุดของวันไหว้พระจันทร์นั้นมาจากพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ในสมัยโบราณของจีนหนังสือโบราณบันทึกไว้ว่า คำว่า "จงชิว" (Zhong Qiu) นี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สมัยนั้นมีพระราชพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงโดยพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ในทัศนะของคนโบราณนั้น หากพระจันทร์ไม่มอบน้ำค้างให้แก่โลก และหากไม่มีจันทร์เสี้ยวและจันทร์เพ็ญมาช่วยคำนวณเวลาทำนาแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อุดมสมบูรณ์ 月坛 "เยว่ถาน" (Yue Tan) หรือ "หอบวงสรวงพระจันทร์" ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของกรุงปักกิ่งก็เป็นสถานที่ที่ใช้ประกอบ พิธีเซ่นไหว้พระจันทร์ของกษัตริย์จีนโบราณ
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของเทศกาลนี้ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด หนึ่งในเรื่องที่เล่ากันและเป็นที่รู้จัก เกิดขึ้นเมื่อสมัยมองโกลเข้ามาปกครองแผ่นดินจีน เมื่อชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงและทำร้ายชาวจีนอย่างโหดเหี้ยม และเพื่อควบคุมดูแลชาวจีนอย่างใกล้ชิด ชาวมองโกลจึงส่งทหารของตนไปประจำอยู่ในบ้านของชาวจีนครอบครัวละ 1 คน ชาวจีนทุกครัวเรือนต่างต้องเลี้ยงดูทหารมองโกล 1 คน ต่อมาท่านหลิวปั๋วเวิน คิดได้วิธีหนึ่ง คือ ให้นำกระดาษเขียนข้อความ แล้วสอดไส้ไว้ในขนมที่ทำขึ้น เรียกร้องให้ชาวจีนทุกคนลงมือสังหารทหารมองโกลที่ประจำอยู่ในบ้านของตน อย่างพร้อมเพรียงกันในวันเพ็ญเดือน 8 ทำให้สามารถโค่นล้มอำนาจการปกครองของมองโกลในที่สุด
การจัดโต๊ะไหว้พระจันทร์

โต๊ะไหว้พระจันทร์
ประเพณีไหว้พระจันทร์นั้นนอกจาก ประเทศไทยแล้ว ประเทศอื่นๆทั่วโลกที่มีชน ชาวจีนไปตั้งถิ่นฐาน ก็จะปฏิบัติเช่น เดียวกัน คือทุกปีในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด ชาวจีนจะตั้งโต๊ะจัดของสักการะบูชาพระจันทร์ เพื่อเป็น การขอพรให้กับครอบครัวและให้กับชีวิตของ ตนเอง ของแต่ละอย่างบนโต๊ะก็จะมีความหมาย ต่างๆ กันไปหากวิธีการจัดโต๊ะของแต่ละประเทศแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสิ่งของที่หาได้และผลไม้ ในประเทศที่มีซึ่งโดยปรกติก็จะไม่ฟันธงกำหนด ตายตัว หากแต่ผลไม้ที่ใช้ก็จะเน้นให้เป็นผลกลมเพื่อ ความกลมกลึงของชีวิตและหมายถึงความกลมของ พระจันทร์

โต๊ะไหว้พระจันทร์
แต่ที่จะขาดไม่ได้เลยคือขนมไหว้พระจันทร์ ซึ่งจะเป็นขนมอบใส่ไส้ผลไม้กวนหรือถั่วแดงกวน เม็ดบัว และไข่เค็มเฉพาะไข่แดง สิ่งของอย่างอื่นๆ บนโต๊ะก็จะประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อย ที่มีความ หมายแตกต่างกันไปอย่างเข่น ขนมอี้ ซึ่งเป็นแป้งลูกกลมๆสีแดงสดใสใส่ในน้ำเชื่อมหวาน ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิตที่หวานสดชื่น
ขนมโก๋ ที่เป็นแป้งหวานสีขาว รูปทรงต่างๆ ลวดลายสวยงามเพื่อเป็นการขอผิว พรรณที่ขาวสวย ผลไม้ต่างๆ 5 ชนิดที่มีผลกลม เหมือนพรที่ขอเพื่อให้ชีวิตสุขสดชื่นรวมไปถึง ชีวิต ครอบครัวที่มีความสุขความสามัคคี ในบ้านเจดีย์น้ำตาล เป็นตัวแทนของ ปราสาทแห่งสวรรค์ถั่วหวานขนมหวาน เคลือบน้ำตาล ขนมเปี๊ยที่มีอักษรมงคล ประทับสีแดงอยู่กลางขนม ของประดับอื่นๆ ก็จะมีกระดาษรูปเซียน 8 องค์ คำกลอนต่างๆ ในกระดาษสีแดงสดใส เทียนดอกใหญ่ สีแดงที่เขียนคำขอพรไว้ กิ่งหลิว ดอกไม้สีสัน สดสวยอ้อยต้นโตเพื่อนำมาทำ เป็นซุ้มประตู โคมไฟลวดลายงามตา
กระดาษไหว้พระจันทร์

สิ่งสำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีไหว้พระจันทร์อีกอย่างหนึ่งนั้น คือกระดาษเงินกระดาษทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลนี้ เพราะจะมีการจัดทำอย่างสวยงาม มีขนาดใหญ่ มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อเลือกหา จึงทำให้วันไหว้พระจันทร์เรียกได้อีกอย่างว่าเทศกาลไหว้กระดาษเงินกระดาษทอง

เนี้ยเก็ง หมายถึงวังของเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง มีการทำออกมาจำหน่ายหลายขนาด และวังเจ้าแม่ฯมักตั้งอยู่บนน้ำ คือ ฐานของวังจะทำเป็นกล่องเหมือนตู้ปลา บางเจ้าจะประดับด้วยปลาเงินปลาทอง ซึ่งเป็นลวดลายที่มีความหมายมงคล คนจีนเรียกลายนี้ว่า “กิมเง็กมั้วตึ๊ง” แปลว่า “เงินทองไหลมาเต็มฟ้า” บางร้านอาจประดับด้วยปลาทะเล เพื่อแสดงว่าเจ้าแม่น่าจะอยู่ในทะเล เพราะตามตำนาน วังเจ้าแม่จะอยุ่บนเกาะโปตละโลกา ซึ่งอยู่กลางทะเลใต้ แต่ไม่ว่าจะประดับด้วยปลาอะไร คำว่าปลาที่คนจีนออกเสียงว่า “ฮื้อ”นั้นจะมีวลีที่เป็นมงคลว่า “นี้นี้อู่ฮื้อ” แปลว่า ให้มีเหลือกินเหลือใช้นั่นเอง เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวังเจ้าแม่กวนอิมคือ ไม่ว่าจะทำขนาดใดก็ตามจะต้องมีภาพเจ้าแม่ฯ และเทพโป๊ยเซียน โดย 2 องค์จะประจำที่ประตูวัง ที่เหลือจะไปอยู่บนหลังคาหรือไม่มีเลยก็ได้ อีกอย่างคือกระดาษเงินกระดาษทองลายโป๊ยเซียนเป็นแผ่นกระดาษเงินกระดาษทองที่มีลายเทพโป๊ยเซียน และมีองค์เจ้าแม่ฯ อยู่เป็นประธานสูงสุด ผู้ขายจะเรียกว่า “โป๊ยเซียนเตี๋ย”

เนี้ยเก็ง หรือ วังของเจ้าแม่กวนอิม
กิมก่ง หมายถึง กระดาษเงินกระดาษทองที่ประดิษฐ์เป็นโคมสวยงาม
อ้วงมึ้ง ประดิษฐ์โดยการเรียงร้อยเป็นเส้นๆ เพื่อทำเป็นม่านเป็นการเปิดประตูสวรรค์และเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าแม่กวนอิม
โป๊ยเซียนเต้า หมายถึง ถังเงินถังทองคู่ใหญ่ เพื่อรับเงินทอง
ตั่งปอเกี้ย หมายถึงเงินทอง
ที้ยงเถ้าจี้ ใช้ไหว้คู่กับโป๊ยเซียนเตี๋ย หมายถึงเงินทอง
การตั้งโต๊ะจะต้องตั้งให้เรียบร้อยก่อนพระจันทร์จะลอยสูงเกินขอบฟ้า และเก็บก่อนที่พระจันทร์จะเลยหัวไปหรือเมื่อเทียนดอกใหญ่ดับลง หันโต๊ะไปทางทิศตะวันออก โดยเริ่มด้วยซุ้มประตูที่ทำจากต้นอ้อยผูกโคมไฟ ไว้กับต้นอ้อยให้สวยงามวางกระถางธูป เทียนไว้ด้าน หน้าสุด ดอกไม้วางไว้สองข้าง ขนมอี้ใส่ถ้วยแล้วแต่ พื้นที่บนโต๊ะจะอำนวย 5 - 8 ถ้วยก็ได้วางถัดมา แล้วนำเจดีย์น้ำตาลวางไว้สองข้างถัดจาก ขนมอี้ ขนมเปี๊ยใส่ จานจัดไว้ถัดมา ใต้เจดีย์อาจนำคำกลอนในกระดาษ แดงมาวางก็ได้ผลไม้ 5 ชนิดจัดวางตาม ความ สวยงาม ต่อด้วยขนมไหว้พระจันทร์ที่จัดเป็น เรียงชั้นๆ ขนมโก๋ และขนมหวานเคลือบน้ำตาลต่างๆ รอบโต๊ะวางประดับประดาด้วยกระดาษลวดลายต่างๆ ที่มี อย่างไรก็ดีการจัดตั้งโต๊ะนั้นไม่ตายตัวเสมอไป แล้วแต่ใครมีวิธีการที่ ต่างกันไปเน้นความสวยงามเป็นหลัก ใครคิดว่าจัดอย่างไรจึงจะสวยงามที่สุดก็จัดกันตามนั้น
ทุกวันนี้วันไหว้พระจันทร์มีความหมายที่ เปลี่ยนไปแล้ว สำหรับบางคน ในวันนี้เป็นวันที่ครอบครัว ซึ่งได้ห่างจากกันไป ลูกสาวที่แต่งออกจากบ้าน บุตรหลานที่ โยกย้ายออก ไปมีบ้านใหม่ ก็จะกลับมาเยี่ยมเยี่ยนให้พร้อม หน้าพร้อมตา กินขนมหวาน ชมพระจันทร์ในคืนที่มี ความสุกสว่างกลมโตที่สุดในรอบปี การไหว้พระจันทร์เป็นการขอพร และมีความเชื่อว่าหากไหว้ได้ถูกต้องตามธรรมเนียมจะทำให้ร่ำรวยยิ่งๆขึ้น
ในประเทศจีนภายหลังการปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้เทศกาลต่างๆ เลือนหายไป แต่ปัจจุบันได้มีความพยายามรื้อฟื้นเทศกาลไหว้พระจันทร์กลับขึ้นมาอีกครั้ง สถานีโทรทัศน์จีนได้มาเก็บข้อมูลเทศกาลไหว้พระจันทร์ เครื่องใช้ วิธีการไหว้ และความหมายของเครื่องไหว้ในประเทศไทย
โดยเฉพาะจากชุมชนเจริญไชยเป็นแหล่งสำคัญ เนื่องจากชุมชนเจริญไชยเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ขายกระดาษไหว้เจ้าและสินค้าประเพณีจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และบรรพบุรุษชาวจีนของชุมชนเจริญไชยได้อพยพออกจากประเทศจีนก่อนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เมื่อมาตั้งรกรากในประเทศไทยจึงสืบทอดความรู้ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียม ประเพณีเป็นมรดกของวิถีชีวิตต่อเนื่องตลอดมา
![]() |
|
| บรรยากาศงานเสวนา | จุดลงทะเบียน |
วันที่ 19 กันยายน 2556 งานไหว้พระจันทร์ที่ชุมชนเจริญไชยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 พร้อมงานเปิดตัวหนังสือ บันทึกเจริญไชย: คนจีนสยาม ชุมชนเจริญไชยได้เชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานทุกปีไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใดๆ โดยบรรยากาศในงานเป็นกันเองเสมือนชุมชนเป็นเจ้าของบ้านเชื้อเชิญแขกมาเยี่ยมเยียนในเทศกาลสำคัญ
เมื่อเลี้ยวเข้าซอยเจริญกรุง 23 ก็จะพบกับโต๊ะลงทะเบียน โต๊ะขายหนังสือ บันทึกเจริญไชย:คนจีนสยามและเสื้อยืดสกรีนชื่อชุมชน เข้าไปในชุมชนจะพบกับซุ้มอาหารหลากหลายที่ชาวชุมชนเตรียมไว้ต้อนรับ ทั้งรังนก ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา ไอศกรีม เครื่องดื่มแบบไม่อั้นและไม่มีค่าใช้จ่าย เลี้ยวซ้ายพบพิพิธภัณฑ์ “บ้านเก่าเล่าเรื่อง” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดนิทรรศการแสดงวิถีชีวิตของคนจีนอพยพที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในสมัยก่อน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนที่จัดทำขึ้นด้วยคนในชุมชนเอง สะท้อนชีวิตของคนจีนอพยพที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยในสมัยก่อน ห้องแถวหนึ่งห้องมีครอบครัวชาวจีนแบ่งเช่าอาศัยอยู่มากกว่า 4 ครอบครัว ต้องอดทน อดออม ขยันหมั่นเพียรมากเหลือเกินกว่าจะสามารถขยับขยาย สร้างฐานะให้มั่นคงได้
ชุมชนเจริญไชยอยู่ในซอยเจริญกรุง 23 ข้างวัดมังกรกมลาวาส เป็นชุมชนที่เป็นห้องแถวก่ออิฐถือปูนสองชั้นก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่จะมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสถานีรถไฟฟ้าวัดมังกรกมลาวาสซึ่งจะมีทางขึ้นลงรถไฟฟ้าตรงหน้าชุมชน ทำให้มูลค่าที่ดินในชุมชนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับใหม่ที่ประกาศใช้เดือนพฤษภาคม 2556 ซึ่งเป็นกฎหมายจัดโซนนิ่งการใช้พื้นที่และสิ่งก่อสร้างของกรุงเทพมหานครอนุญาตให้สร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ภายในรัศมี 500 เมตรรอบสถานีรถไฟฟ้า จากเดิมที่ไม่สามารถสร้างอาคารขนาดใหญ่ได้ (เช่นโรงแรมสร้างได้ไม่เกิน 80 ห้อง) ก็สามารถสร้างศูนย์การค้า โรงแรม และอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการให้ชาวบ้านเช่าทำมาหากินและอยู่อาศัย
เมื่อเริ่มมีวางแผนสร้างรถไฟฟ้าผ่านชุมชนก็ทำให้เจ้าของกรรมสิทธ์พื้นที่ตามกฎหมายคือมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ (บริพัตร) ยุติสัญญาเช่ากับชาวชุมชนเจริญไชย จนปัจจุบันเจ้าของกรรมสิทธิ์พื้นที่ของชุมชนเจริญไชยคือมูลนิธิจุมภฏฯ และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาเพื่อพัฒนาพื้นที่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของชาวชุมชนเจริญไชยแต่อย่างใด
ผู้อาวุโสในชุมชนนำไหว้พร้อมแขกรับเชิญ
แต่เดิมชุมชนเจริญไชยมีจุดเริ่มต้นจากความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างถนนสมัยใหม่ขึ้นคือถนนเจริญกรุงเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของประเทศในขณะนั้น พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชดำริให้สร้างตึกแถวเลียบถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีการก่อสร้างยุคใหม่กับภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม ตึกแถวเจริญไชยจึงมีช่องแสงที่ทำให้แสงสว่างธรรมชาติส่องลงมาได้ และมีเทคนิคสลักล็อคประตูด้วยไม้กลมยาวแทนบานประตูเฟี้ยม
ชุมชนเจริญไชยมิใช่แค่อาคารเก่าแก่ที่เคยมีสถาปัตยกรรมงดงาม แต่เป็นวิถีชีวิต มีวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและมีคุณค่า มิใช่แค่บ้านเก่าเล่าเรื่องที่เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ตัวชุมชนนั้นเองที่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เป็นแหล่งวัฒนธรรมที่ทำหน้าที่สะท้อนเรื่องราวในอดีตมาถึงปัจจุบัน เป็นสถานที่ที่มีจิตวิญญาณของชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างเต็มเปี่ยม
ภายในชุมชนที่ได้หล่อหลอมประเพณีวัฒนธรรมของสองเชื้อชาติเอาไว้ด้วยกัน วิถีชีวิตในชุมชนนี้เป็นการเติมเต็มความโหยหาในการยึดโยงสายสัมพันธ์ของลูกหลานกับบรรพบุรุษ เป็นตัวแทนของความเชื่อในคุณธรรมและการยึดถือจารีตประเพณีอันดีงามของคนไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้เป็นบทบาทของชุมชนที่มีต่อสังคม มันไม่มีมูลค่าแต่มันมีคุณค่าที่มากกว่าตัวเงิน
ชาวชุมชนจึงมีความพยายามให้ประชาชนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนในหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือ บันทึกเจริญไชย:คนจีนสยาม ที่เปิดตัวในงานไหว้พระจันทร์ในปีนี้ด้วย
|
บันทึกเจริญไชย คนจีนสยาม” วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
หนังสือปกแข็งสี่สีทั้งเล่ม จำนวน ๒๑๔ หน้า ราคา ๒๕๐ บาท มี “เทียมสูรย์ สิริศรีศักดิ์” เป็นบรรณาธิการ จัดทำขึ้นโดยคนในชุมชนเจริญไชยเป็นหลัก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์และเขียนขึ้นมาด้วยคนในย่านการค้าเจริญไชยเอง เนื่องจากเป็นหนังสือของคนเมืองที่ใกล้ชิดกับคนไทยเชื้อสายจีนผู้เป็นเจ้าของกิจการห้างร้านต่างๆ จึงมีการลงโฆษณาให้แก่ผู้สนับสนุนมากมายจนกลายเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชนเมืองโฉมใหม่ที่ไม่ค่อยได้เห็นรูปแบบนี้นัก
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น ๕ บทคือ บทที่๑ สังคมจีนสยาม บทที่ ๒ เจริญไชย : จากอดีตสู่ปัจจุบัน บทที่ ๓ คนเจริญไชย บทที่ ๔ เสียงสะท้อนจากคนมองเจริญไชย และบทส่งท้ายที่เป็นคำขอบคุณแก่มิตรภาพความช่วยเหลือต่างๆ
โดยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคนจีนที่อพยพสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ชุมชนเจริญไชยใช้การอ้างอิงงานวิจัยของ จี. วิลเลียม สกินเนอร์ คือ Chinese society in Thailand : An Analytical history อันเป็นงานระดับเยี่ยมยอดและใช้อ้างอิงในกรณีต้องศึกษาเรื่องสังคมจีนในประเทศไทยกันมาอย่างสม่ำเสมอ
การเน้นเพื่อใช้คำว่า “จีนสยาม” แม้ทางชุมชนเจริญไชยจะไม่ได้อธิบายไว้มากกว่าเรียกชื่อคนจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยและสืบเชื้อสายมาตามลำดับ แต่ก็มีนัยที่สำคัญ หากมีการเปรียบเทียบกับการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์กับคนท้องถิ่นในประเทศอื่นๆ ชาวจีนสยามจึงน่าจะมีอัตลักษณ์พิเศษที่กลายเป็นคนสยามได้เท่าเทียมหรืออาจจะได้สิทธิในการอยู่อาศัยและทางเศรษฐกิจการเมืองมากกว่าคนจีนในแผ่นดินอื่นๆ ค่อนข้างมากและแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
คนเจริญไชยนั้นมองตนเองว่าอยู่ใน “ย่านเจริญไชย” ซึ่งเป็นท้องถิ่นและย่านอยู่อาศัยในเมืองประวัติศาสตร์บนถนนเจริญกรุง พวกเขาทำการค้าและพึ่งพิงเกื้อกูลกับการมีอยู่ของวัดมังกรกมลาวาสมาแต่ดั้งเดิม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ และตึกแถวที่สร้างขึ้นริมถนนนั้นก็พระราชทานแก่พระราชโอรส พระราชธิดา โดยตึกแถวบริเวณเจริญไชยนี้พระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งราชนิกูลรุ่นหลังได้ก่อตั้งมูลนิธิจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ และตึกแถวที่เจริญไชยถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิฯ
คนเจริญไชยยังเล่าถึงคำบอกเล่าของผู้สูงวัยถึงสภาพแวดล้อมและลักษณะทางสังคมและการทำกินในอาชีพค้าขายมากกว่าอาชีพอื่นๆ และด้วยสถานที่สำคัญในการเป็นย่านของศาลเจ้า ๕ แห่ง จึงประกอบการทำสินค้าไหว้เจ้าเป็นหลัก และกลายเป็นความโดดเด่นและย่านการค้าเก่าแก่ที่หลงเหลืออยู่ในกรุงเทพฯ ในย่านประวัติศาสตร์ที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กำลังจ้องทำเลและต้องการเข้ามาแทนที่ โดยความไม่แน่นอนเกิดขึ้นจากการทำรถไฟใต้ดินที่ทำให้ราคาที่ดินแพงมากขึ้น
การให้เช่าห้องแถวเก่าแก่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีมากเท่ากับการขายที่ดินเพื่อทำการพาณิชย์ขนาดใหญ่เมื่อปลอดจากการบังคับใช้พื้นที่และความหละหลวมของกฎหมายผังเมือง
สิ่งที่พิเศษที่สุดของหนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นบทที่ ๓ เรื่อง “คนเจริญไชย” ที่สัมภาษณ์ผู้คนต่างรุ่น ต่างเพศ ต่างวัย ที่อยู่อาศัยและทำมาหากินมาชั่วชีวิต ความชำนาญที่สั่งสมและความพยายามต่อสู้กับความไม่มั่นคงในการดำเนินชีวิตที่เกิดแก่พวกเขามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลั่นกรองออกมาเป็นความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการจัดการเมืองเก่าที่ทั้งในฐานะเข้าของที่ดินและสถานที่รวมถึงผู้ดูแลมหานครใหญ่แห่งนี้ต้องรับฟัง
หากต้องการทำให้เมืองประวัติศาสตร์ยังมีชีวิตและลมหายใจ ย่านเยาวราช และคนเจริญไชยคือส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองกรุงเทพฯ จีนสยามผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงเส้นเลือดทางเศรษฐกิจแก่บ้านเมืองนี้มาแต่แรกตั้งกรุง
หากย่านและคนเจริญไชยต้องหายไปจากย่านประวัติศาสตร์เมืองกรุงเทพฯ หนังสือเล่มนี้คงเป็นอนุสรณ์แห่งความพยายาม การยืดหยัดเพื่อประกาศถึงรากเหง้าและความต้องการรักษาชีวิตวัฒนธรรมในบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่ว่าคนชาติพันธุ์ใดๆ ในสยามก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
|