พัฒนาการของการปรับเปลี่ยนสภาพภูมิศาสตร์
ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา
สำหรับพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิศาสตร์ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดขึ้นเมื่อมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในเขตนี้ ซึ่งกล่าวได้ว่านับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา การขุดคลองลัด คลองเชื่อมระหว่างแม่น้ำ คูคลองขนาดเล็กที่ไม่มีการจดบันทึกเอาไว้มีอยู่มากมาย
การปรับเปลี่ยนสภาพภูมิศาสตร์โดยฝีมือของมนุษย์ในระยะแรกนั้น เป็นเพียงการปรับตัวเพื่อสะดวกแก่การทำมาหากินและดำรงชีวิตแบบยังชีพ และพยายามกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมแบบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แต่ต่อมาเมื่อมีการค้าทางทะเลและเกิดบ้านเมืองที่กลายเป็นศูนย์กลางดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์และการปกครอง สภาพแวดล้อมดังกล่าวถูกปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความเหมาะสมแก่เกษตรกรรมขนาดใหญ่และรองรับการขยายตัวของประชากรจำนวนมากโดยการขุดคลองขยับขยายพื้นที่เพาะปลูกไปทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการขยายโครงข่ายคลองชลประทานจนเต็มพื้นที่ มีการปลูกพืชชนิดเดียว เช่น ข้าว ในปริมาณมาก มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างมโหฬารโดยขัดขืน บังคับ และควบคุมธรรมชาติ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของสังคมที่เคยกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมแบบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่คุ้นเคยกับสภาพน้ำท่วม น้ำหลาก เขตมรสุม ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง และทำให้เกิดปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกติดตามมาหลายประการ
สมัยกรุงศรีอยุธยาตำแหน่งของพระนครเป็นเมืองท่าภายในที่เหมาะสม เพราะอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเข้ามาภายในแผ่นดินตามลำแม่น้ำสายใหญ่ แม้จะมีน้ำท่วมน้ำหลากในช่วงหน้าน้ำแต่ในหน้าแล้งน้ำก็ลดจึงเป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรมเพราะน้ำเค็มขึ้นเข้ามาไม่ถึง และยังเป็นจุดเชื่อมกับชุมชนในผืนแผ่นดินภายในที่จะนำทรัพยากรจากป่าเข้ามาค้าขายโดยใช้เส้นทางน้ำต่างๆ อันเป็นระบบการคมนาคมที่สำคัญ
การขุดคลองในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อความสะดวกในการคมนาคม ติดต่อกับหัวเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาเขต เป็นเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์และการค้าภายในเป็นหลัก แต่ไม่ใช่เพื่อการชลประทานแต่อย่างใด ส่วนการขุดคลองลัดก็สามารถย่นระยะทางของลำน้ำตามธรรมชาติที่ลักษณะคดโค้งตามรูปแบบของเส้นทางน้ำในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เพราะพื้นดินมีความลาดเทน้อยกระแสน้ำไหลเอื่อยและถูกปะทะกับน้ำทะเลที่ปากแม่น้ำจึงมีความคดโค้งมาก เมื่อขุดคลองลัดกระแสน้ำพุ่งแรงคลองลัดเหล่านั้นจึงกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ไป และวิธีการขุดคลองคือการเกณฑ์แรงงานซึ่งน่าจะใช้แรงงานไพร่เกณฑ์จำนวนมาก
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์เราอาจจะแบ่งกลุ่มของการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่โดยการขุดคลอง ซึ่งเห็นได้ชัดถึงวัตถุประสงค์เพื่อการเปิดพื้นที่ภายในที่ห่างไกลไปจากลำแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการเกษตรกรรมและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่มีประชากรขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในระยะแรกคงใช้แรงงานเกณฑ์ แต่ต่อมีมีการจ้างชาวจีนเป็นแรงงานหลักในการขุด แล้วจึงมีการให้สัมปทานที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่ขุนนางผู้ใหญ่รวมถึงขุนนางในท้องถิ่นหลายคน การขุดคลองต่างๆ ในสมัยนี้แบ่งออกเป็น ๓ ระยะ ได้แก่
ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยรัตนโกสินทร์เมื่อทำสนธิสัญญาเบาริ่ง พ.ศ.๒๓๙๘ ซึ่งยังคงดำเนินการเพื่อขุดคูคลองในการเสริมความมั่นคงในการป้องกันพระนครและขยายพื้นที่การอยู่อาศัยออกไปตามแนวลำน้ำเป็นหลัก หลังจากได้ทำสนธิสัญญากับอังกฤษ ก่อนหน้าที่จะมีการขุดคลองในระบบการชลประทานแบบสมัยใหม่
สมัยหลังจากทำสนธิสัญญาที่มีผลทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทำนาปลูกข้าวเพื่อการส่งออกแล้ว ต่อเนื่องมาจนถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อตั้งกรมคลองเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒
การขุดคลองทั้งสองช่วงเวลานี้นับเป็นภารกิจของพระมหากษัตริย์หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับพระบรมราชานุญาต เพราะจะต้องเกณฑ์แรงงานไพร่หรือจ้างแรงงานจีนในการขุดคลอง ซึ่งเป็นธรรมเนียมเดิมตั้งแต่สมัยอยุธยามาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตรใหม่ๆ และลำคลองเพื่อการคมนาคมในยุคนี้เป็นการลงทุนของราชวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่โดยตรง ไม่ใช่เพื่อการรองรับการขยายตัวของประชากรและโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
การพัฒนาพื้นที่ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อขยายการเพาะปลูกข้าวจึงกลายเป็นภารกิจของรัฐบาลโดยกรมคลองอย่างสมบูรณ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา
การขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่ทำนาปลูกข้าวโดยเอกชนเช่นคลองบางพลีใหญ่ที่ขุดในระยะนั้น (พ.ศ.๒๔๔๕) จึงกลายเป็นคลองสุดท้ายที่ขุดกันในระบบเดิม
มีการพัฒนาระบบชลประทานเรื่อยมา เปลี่ยนชื่อจาก "กรมทดน้ำ" ซึ่งเป็นภาษาโบราณเป็น “กรมชลประทาน” ทำหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกแก่เกษตรกร การจัดสร้างโครงการชลประทานป่าสักใต้ สร้างเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ คือเขื่อนพระรามหก ที่ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทย จากนั้นเป็นต้นมาจึงมีโครงการก่อสร้างระบบชลประทานกระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศเป็นการจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรและเพื่อการอุปโภคบริโภค
และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ เป็นยุคที่การจัดการน้ำหรือการชลประทานมีความสำคัญอย่างยิ่ง นับถึงปัจจุบันทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศแล้วกว่าสองพันโครงการ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจรายละเอียดของการปรับเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศให้เหมาะสมกับการชลประทานและการตั้งถิ่นฐานในบริเวณลุ่มเจ้าพระยาในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่ [Young delta] จึงจะลำดับรายการการขุดคลองลัดเพื่อการคมนาคมและการชลประทานตามห้วงเวลาต่างๆ ดังนี้
การขุดคลองลัดและคลองเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยา
คลองขุดลัดและคลองเชื่อมลำน้ำต่างๆ ที่ขุดขึ้นในสมัยอยุธยา มีดังนี้
๑. คลองสำโรงและคลองทับนางคลองสำโรงขุดเมื่อไหร่ไม่ปรากฏ แต่ขุดซ่อมในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ราว พ.ศ.๒๐๔๑ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอเมืองสมุทรปราการกับแม่น้ำบางปะกงในเขตอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา การขุดซ่อมนั้นก็เพื่อให้เรือใหญ่ไปมาได้สะดวกเพราะเป็นเส้นทางที่สามารถเดินทางไปสู่บ้านเมืองในเขตชายฝั่งทะเลฝากตะวันออกและเขมรได้ เพราะคลองที่ขุดไว้แต่เดิมตื้นเขิน ส่วน คลองทับนาง ขุดเมื่อไหร่ไม่ปรากฏเช่นกัน แยกจากคลองสำโรงไปออกทะเลอ่าวไทยที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ คลองสำโรงนี้ เป็นคลองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สำหรับป้องกันพระนครทางตะวันออก
๒. คลองลัดบางกอกขุดในรัชกาลพระไชยราชาธิราชในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๐๗๗-พ.ศ.๒๐๘๐ ขุดลัดตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยในปัจจุบันไปถึงหน้าวัดอรุณราชวรารามระยะทางราว ๓ กิโลเมตร ไม่นานจากนั้น สายน้ำก็ไหลตัดตรงจนทำให้คลองลัดนี้กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ คือแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนแม่น้ำสายเดิมกลายเป็นคลองและมีขนาดแคบลง มีชื่อเรียกต่างๆ กันตามท้องถิ่น ได้แก่ คลองบางกอกน้อย คลองชักพระหรือคลองตลิ่งชัน คลองบางขุนศรี คลองบางเชือกหนัง คลองวัดประดู่ และคลองบางกอกใหญ่
๓. คลองลัดบางกรวยขุดในรัชกาลพระมหาจักรพรรดิ เมื่อราว พ.ศ.๒๐๘๑ หลังจากขุดคลองลัดบางกอกไม่นานนัก ขุดตั้งแต่วัดชะลอซึ่งอยู่แถบแม่น้ำอ้อมมาจนถึงวัดขี้เหล็กซึ่งอยู่แถบคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน เพื่อย่นเส้นทางของแม่น้ำอ้อมระยะทางราว ๓ กิโลเมตร แต่กระแสน้ำก็ไม่ได้ไหลแรงจนทำให้คลองขุดลัดนี้กลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่แต่อย่างใด
๔. คลองบางปลากดเป็นคลองขุดเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย บริเวณป่าโมก อ่างทอง ระยะทางราว ๑๐ กิโลเมตร ขุดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๑๓๓ โดยสมเด็จพระนเรศวร สมัยดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราช เพื่อรับศึกพม่าและสะดวกแก่การเดินทัพไปยังสุพรรณบุรีและเมืองกาญจน์
๕. คลองลัดเกร็ดใหญ่หรือลัดเตร็ดใหญ่ขุดในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม เมื่อราว พ.ศ.๒๑๕๐-๒๑๕๑ ขุดลัดที่บริเวณสามโคกที่ทุ่งพญาเมือง ตั้งแต่ปากคลองบ้านพร้าวในปัจจุบันมาจนถึงปากคลองบางหลวงเชียงรากระยะทางราว ๕ กิโลเมตร ปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก
๖. คลองลัดเมืองนนท์ขุดเมื่อราว พ.ศ.๒๑๗๘ หรือ พ.ศ.๒๑๗๙ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองระยะทางราว ๕ กิโลเมตร และปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายหลักที่ผ่านหน้าเมืองนนทบุรี
๗. คลองมหาไชยเริ่มขุดในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อ พ.ศ.๒๑๘๘ เกณฑ์ไพร่พลราวสามหมื่นเพื่อการขุดคลอง แต่เมื่อสวรรคตนั้นได้ระยะทางราวหนึ่งในห้าเท่านั้น ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเริ่มขุดต่อมาแล้วเสร็จในรัชกาลขุนหลวงท้ายสระ ราว พ.ศ.๒๒๔๘ จนถึง พ.ศ.๒๒๖๕ ขุดเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจาพระยาและแม่น้ำท่าจีน จากธนบุรีถึงสมุทรสาครระยะทางกว่า ๓๐ กิโลเมตร
๘. คลองลัดโพธิ์ขุดในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ ในราว พ.ศ.๒๒๖๕ ระยะทางราว ๑กิโลเมตร เป็นการย่นระยะทางจากปากน้ำบริเวณโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระประแดงในปัจจุบัน แต่ต่อมาก็ตระหนักว่า คลองลัดเส้นนี้สร้างปัญหาให้แก่พื้นที่บางกอกเพราะน้ำเค็มเข้ามามากเกินไปในช่วงฤดูแล้ง และคลองลัดโพธิ์นี้ก็ตื้นเขินลงไปในปัจจุบัน
๙.คลองลัดเกร็ดน้อยหรือปากเกร็ดขุดในรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ ในราว พ.ศ.๒๒๖๕ เช่นกัน ขุดลัดบริเวณคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่เรียกว่าปากคลองบางบัวทอง ตรงกับอำเภอปากเกร็ดในปัจจุบัน ระยะทางราว ๒ กิโลเมตร
๑๐. คลองโยงคลองเส้นนี้ขุดเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสุพรรณบุรี แต่ไม่ปรากฏว่าขุดขึ้นเมื่อใด
จากการศึกษาการขุดคลองลัดต่างๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ทำแผนที่เส้นทางน้ำในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยสอบค้นพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาคำให้การขุนหลวงหาวัด คำให้การชาวกรุงเก่าและบทความที่เขียนวิเคราะห์เรื่อง ตำนานศรีปราชญ์ ตามเรือใบขทิงทองโดยนำวรรณคดีสมัยอยุธยาเรื่อง กำสรวลศรีปราชญ์หรือกำสรวลสมุทรที่เป็นพระราชนิพนธ์ของเชื้อพระวงศ์ที่น่าจะเป็นสมเด็จพระยุพราชในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยารูปแบบการขุดคลองลัดต่างๆ นั้น เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้การเดินทางโดยทางเรือลัดได้เร็วขึ้น โดยขุดคลองตัดคุ้งน้ำที่คดโค้งให้ลัดตรง เนื่องจากแม่น้ำที่เข้าใกล้ชายฝั่งทะเลและมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไม่มากนัก มักจะเกิดกระแสน้ำที่เดินทางไหลเฉื่อยจนคดโค้งมากกว่าลำน้ำที่ผ่านที่สูงหรือใกล้ภูเขา เมื่อตัดลัดก็ทำให้เกิดเกาะกลางแม่น้ำและลำน้ำที่ถูกขุดขึ้นนั้นก็กลายเป็นลำน้ำสายหลักแทนลำน้ำเดิมที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นลำคลองโค้งขนาดเล็กลงกว่าเดิมมาก
การขุดคลองลัดมักปรากฏในพระราชพงศาวดารต่างๆ เพราะเป็นการระดมแรงงานจำนวนมากที่เป็นเหตุการณ์สำคัญในรัชกาล การอำนวยความสะดวกดังกล่าวนี้ก็เพื่อใช้เวลาน้อยลงในการเดินทางจากพระนครหลวงไปสู่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเดินเรือเลียบชายฝั่งอันเนื่องมาจากความรุ่งเรืองของยุคแห่งการค้าทางทะเลตั้งแต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ แล้ว อีกด้านหนึ่งก็เพื่อเปิดเส้นทางการติดต่อกับบ้านเมืองชายฝั่งทะเลทั้งทางตะวันตกและทางตะวันออก ตลอดจนหัวเมืองปักษ์ใต้ทางคาบสมุทรสยาม-มลายูอีกด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
1.คลองขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองเชื่อมแม่น้ำอื่นๆ ในสมัยอยุธยา
2. แสดงเส้นทางแม่น้ำและคลองลัดตั้งแต่เกร็ดใหญ่บริเวณคลองแม่น้ำอ้อมในปัจจุบันจนถึงปากน้ำเจ้าพระยา โดยแสดงให้เห็น9. เส้นทางน้ำสำคัญบริเวณบางกอกที่มีคลองขุดลัดไปเชื่อมต่อกับลำน้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจและเส้นทางเดินทางสำคัญที่นำไปสู่หัวเมืองเพชรบุรีที่เดินทางผ่านไปสู่ทวาย มะริดและตะนาวศรีได้
3.แผนที่ลายเส้นแม่น้ำเจ้าพระยาและการขุดคลองลัดตังแต่เกาะเมืองอยุธยาจนถึงบริเวณที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำน้อยข้อมูลจากการค้นคว้าของอาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดมและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
4.แผนที่ลายเส้นแม่น้ำเจ้าพระยาและการขุดคลองลัดตั้งแต่บริเวณเกาะใหญ่ราชครามมาจนถึงลัดเกร็ดใหญ่บริเวณคลองบางหลวงเชียงรากหรือคลองบ้านพร้าว ข้อมูลจากการค้นคว้าของอาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดมและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
5.และ 6. แสดงแผนที่ลายเส้นแม่น้ำเจ้าพระยาและการขุดคลองลัดบริเวณบางกรวย บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ที่เชื่อมต่อไปจนถึงคลองมหาชัย ข้อมูลจากการค้นคว้าของอาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดมและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
การขุดคลองลัดและคลองเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำอื่นๆ
สมัยหลังกรุงศรีอยุธยาจนถึงเริ่มตั้งกรมคลองคูนาสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๓๑๐ พระนครย้ายมาอยู่ที่บางกอก ชุมชนบริเวณนี้มีการตั้งถิ่นฐานเดิมอยู่แล้วทั้งสองฝั่งแม่น้ำและถูกแบ่งเป็นสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อมีการขุดคลองลัดบางกอกในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๐ พอถึงในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตั้งเป็นเมืองหน้าด่านชื่อเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรเมื่อ พ.ศ.๒๑๐๐ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ มีปรากฏชื่อป้อมเมืองบางกอกอันเป็นสถานที่เกิดศึกมักกะสัน (สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดให้กองทหารฝรั่งเศสขึ้นมาสร้างป้อมขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกันข้าศึกซึ่งมาทางทะเล โดยเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นผู้กำกับการสร้าง พระราชทานนามว่า "ป้อมวิไชยเยนทร์" และโปรดเกล้าฯ ให้ทหารทั้งโปรตุเกส และฝรั่งเศสมาประจำ ภายหลังสมเด็จพระนารายณ์ฯ สวรรคต สมเด็จพระเพทราชาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อป้อมบางกอกทางฝั่งตะวันออก โดยให้คงเหลือแต่ป้อมทางฝั่งตะวันตก (ป้อมวิไชยเยนทร์) ไว้เท่านั้น ) เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จขึ้นครองราชย์ (พ.ศ.๒๓๑๓-๒๓๒๘) ก็โปรดให้ขุดคูน้ำสร้างป้อมกำแพงเมืองทั้งสองฝั่งและขุดคลองคูเมืองทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
คลองขุดลัดและคลองเชื่อมต่อระหว่างลำน้ำต่างๆ ที่ขุดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จนถึงก่อนมีการตั้งกรมคลองคูนาสยาม มีดังนี้
๑. คลองหลอดเป็นคลองคูเมืองในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งมีทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งกรุงเทพฯ กรุงธนบุรีมีพระราชวังอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาติดกับป้อมวิไชยประสิทธิ์และวัดอรุณ ซึ่งมีป้อมคูกำแพงเมืองล้อมรอบ ส่วนทางฝั่งตะวันออกก็มีการขุดคลองหลอดและได้พบซากฐานกำแพงเมืองกรุงธนบุรีซึ่งขุดในระยะนั้นทางฝั่งนี้ด้วย
๒. คลองรอบกรุงเมื่อผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใน พ.ศ.๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ สร้างพระนครใหม่ภายในคลองคูเมืองเดิมหรือคลองหลอด สร้างกำแพงเมืองรวมทั้งป้อมประตูหอรบใหม่ขยายกว้างกว่าแต่เดิม และโปรดฯ ให้ขุดคลองรอบขนานกับแนวกำแพงเมืองโดนใช้แรงงานไพร่ชาวลาวและเขมรที่กวดต้อนมาแต่สงครามในช่วงนั้น
๓. คลองบางกะปิขุดขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เป็นส่วนที่ขุดต่อจากคลองรอบกรุงไปทางตะวันออกราว ๗ กิโลเมตร
๔. คลองลัดหลวงเป็นการขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ บริเวณที่เรียกว่าบางกระเจ้า ตำแหน่งที่ต่ำกว่ากรุงเทพฯ ลงไป แต่การขุดคลองลัดหลวงนี้ทำให้น้ำเค็มปริมาณมากไหลเข้ามาจนถึงกรุงเทพฯ ในช่วงหน้าแล้ง จึงมีการปิดคลองนี้ และใช้ได้เฉพาะช่วงหน้าฝน
๕. คลองสุนัขหอนขุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๒ โดยแรงงานชาวจีน ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการขุดต่อกับคลองมหาชัยทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนเพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำแม่กลอง เพื่อสะดวกแก่การขนส่งสินค้าจากทางฝั่งภูมิภาคตะวันตก เช่น เกลือ พริกไทย ยาสูบ น้ำตาล อีกทั้งยังเป็นการปรับเส้นทางน้ำเพื่อการเดินทางไปสู่เพชรบุรีก่อนที่จะใช้การข้ามเทือกเขาไปสู่อ่าวเมาะตะมะและเดินทางสู่คาบสมุทรภาคใต้
๖. คลองแสนแสบและคลองบางขนากขุดระหว่าง พ.ศ.๒๓๘๐-๒๓๘๓ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อมระหว่างพื้นที่ในกรุงเทพและแม่น้ำบางปะกง ระยะทางกว่า ๕๓ กิโลเมตร เพื่อสนับสนุนการทำสงคราม เช่น ในประเทศลาวและเวียดนาม รวมทั้งการขนส่งสินค้า เช่น น้ำตาลและข้าว จากพื้นที่แถบตะวันออกทางจังหวัดฉะเชิงเทราในปัจจุบัน
๗. คลองเจดีย์บูชาขุดเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๙๘ เชื่อมระหว่างตัวเมืองนครปฐมและแม่น้ำนครไชยศรี กล่าวกันว่าเป็นเส้นทางน้ำที่ขุดเพื่อการเดินทางไปไหว้พระปฐมเจดีย์ที่นครปฐม และน่าจะใช้สำหรับการขนส่งสินค้าออกที่สำคัญในระหว่างนั้น เพราะนครปฐมเป็นศูนย์กลางของการผลิตไร่อ้อยที่นำมาทำน้ำตาล
๘. คลองผดุงกรุงเกษมจ้างแรงงานชาวจีนขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่าง พ.ศ.๒๓๙๔-๒๓๙๗ เป็นการขุดคลองแบบคลองคูเมืองระยะทางราว ๕.๕ กิโลเมตรเพื่อการขยายตัวของเมืองในสมัยรัชกาลนี้
๙. คลองหัวลำโพงขุดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๙ คลองนี้กล่าวกันว่าขุดขึ้นเพราะการขยายตัวของชุมชนชาวยุโรปที่ต้องการสร้างที่อยู่อาศัยห่างจากพระนครออกไปทางตะวันออกราว ๘-๙ กิโลเมตร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ การขุดคลองนี้ดินที่ขุดได้นำมาทำเป็นถนนพระราม ๔ แต่หลังจากขุดคลองเสร็จชุมชนการค้านี้ก็ไม่สามารถเป็นดังที่คาดหวังได้ เพราะตั้งอยู่ไกลเกินไป
๑๐ คลองสาทรหรือคลองสีลมเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณบางรักกับคลองหัวลำโพง ใน พ.ศ.๒๔๐๔ เป็นคลองสายสั้นๆ ระยะทางประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร และขุดขึ้นโดยวัตถุประสงค์เดียวกับคลองหัวลำโพง การขุดคลองนี้ผลพลอยได้คือถนนเช่นกัน (ถนนสาทร)
๑๑. คลองมหาสวัสดิ์ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๐๔-๒๔๐๘ เชื่อมระหว่างคลองบางกอกน้อยที่ฝั่งธนบุรีและคลองเจดีย์บูชา เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญในสมัยนั้นคือ น้ำตาลทรายและข้าว
๑๒. คลองภาษีเจริญขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ ขุดเชื่อมระหว่างคลองบางกอกใหญ่ทางฝั่งธนบุรีและแม่น้ำสุพรรณบุรีหรือท่าจีน ระยะทางราว ๒๕ กิโลเมตร และขุดเพื่อไปเชื่อมต่อกับคลองดำเนินสะดวก
๑๓. คลองดำเนินสะดวกขุดระหว่าง พ.ศ.๒๔๑๐-๒๔๑๑ เป็นส่วนต่อเนื่องของคลองภาษีเจริญ และเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง เพื่อสะดวกแก่การขนส่งสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว เกลือ น้ำตาลทรายมาจากภูมิภาคทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
๑๔. คลองขุดดอนจั่นและคลองขุดยี่สารขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๑ เป็นการลงทุนขุดคลองโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาสุริยวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางน้ำภายในระหว่างแม่น้ำแม่กลองและเขตชุมชนในป่าชายเลนที่มีสินค้าจำพวกถ่าน จาก เกลือ และสามารถไปออกแม่น้ำเพชรบุรีและเข้าสู่พื้นที่ปลูกข้าวขนาดใหญ่ในท้องถิ่นเพชรบุรี
๑๕. คลองเปรมประชากรขุดขึ้นช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๑๒-๒๔๑๓ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขุดต่อเนื่องจากคลองผดุงกรุงเกษมที่กรุงเทพฯ ขึ้นเหนือไปที่อยุธยาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางราว ๕๑ กิโลเมตร คลองนี้ขุดโดยจ้างแรงงานชาวจีน วัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง แต่ก็ใช้เพื่อการเดินทางไม่มากนัก แต่เป็นการเปิดพื้นที่ทำนาทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ และกลายเป็นบริเวณที่มีชุมชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนมาก
๑๖. คลองนครนางเกิดขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๙-๒๔๒๐ ระยะทางราว ๒๒ กิโลเมตรเริ่มจากคลองแสนแสบเพื่อตัดเส้นทางไปสู่แม่น้ำบางปะกงทางตะวันออกเฉียงใต้ที่ฉะเชิงเทราให้สั้นลง
๑๗. คลองทวีวัฒนาขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๑ ระยะทางกว่า ๑๓ กิโลเมตรเชื่อมระหว่างคลองภาษีเจริญและคลองมหาสวัสดิ์ เป็นการขุดเพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายพื้นที่ปลูกข้าวทางตอนในของแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ทางตะวันตกของชุมชนชาวสวนแถบฝั่งธนบุรี และบันทึกไว้ว่าผู้ที่จะใช้น้ำต้องเสียค่าน้ำสำหรับทำนา ๑ บาทต่อไร่
๑๘. คลองประเวศบุรีรมย์ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๑-๒๔๒๓ ทางฝั่งใต้ของคลองแสนแสบและทางเหนือของคลองสำโรง ระยะทางประมาณ ๖๐ กิโลเมตรเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง วัตถุประสงค์ก็เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการทำนาและการเดินทางติดต่อระหว่างกรุงเทพฯ และฉะเชิงเทรา และสำหรับในระยะนั้นผู้ที่ใช้น้ำสำหรับทำนาจากคลองนี้ต้องเสียค่าน้ำ ๑ บาท ถึงหนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ต่อไร่
๑๙. คลองนราภิรมย์ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๓ ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร จากแม่น้ำสุพรรณบุรีหรือแม่น้ำท่าจีนที่บางเลนในนครปฐมไปต่อกับคลองทวีวัฒนา วัตถุประสงค์เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำสุพรรณบุรีมาช่วยไม่ให้คลองขุดมหาสวัสดิ์ คลองทวีวัฒนา และคลองภาษีเจริญตื้นเขิน ชาวนาที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมคลองนี้ต้องเสียภาษีค่าน้ำหนึ่งบาทต่อไร่เช่นเดียวกัน
๒๐. คลองเปร็งขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐-๒๔๓๑ แต่เดิมการขุดคลองนี้ตั้งใจจะขุดเป็นระยะทาง ๔๐ กิโลเมตรจากคลองบางขนากต่อกับคลองสำโรง แต่เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์สิ้นไปเสียก่อน จึงขุดได้เพียง ๒๐ กิโลเมตรจากคลองบางขนากไปต่อกับคลองประเวศบุรีรมย์ เป็นการขุดเพื่อเปิดพื้นที่ทำนาข้าว และชาวนาในบริเวณนี้ต้องเสียค่าน้ำ๑ บาท ถึงหนึ่งบาทห้าสตางค์สิบต่อไร่
๒๑. คลองนิยมตราขุดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๒ ระยะทางกว่า ๗ กิโลเมตรเชื่อมต่อระหว่างคลองสำโรงและอ่าวไทย เพื่อเป็นรองรับการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมในการนำน้ำจากคลองสำโรงไปใช้และเพื่อสะดวกแก่การขนส่งแก่ชุมชนบริเวณชายฝั่งด้วย
๒๒. คลองรังสิตโครงการรังสิตดำเนินการโดย บริษัทคูคลองนาสยาม โดยได้รับสัมปทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องการเปิดพื้นที่อันกว้างใหญ่เพื่อทำนาบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันในนาม “ทุ่งหลวง” และเป็นป่าที่อยู่อาศัยของฝูงช้างจำนวนมาก ประมาณว่าเป็นพื้นที่ราว ๓๕๐,๐๐๐ ไร่ โดยการขุดคลองหลักสามคลองในแนวตะวันออก-ตะวันตก แล้วขุดคลองซอยเหนือ-ใต้จำนวนมาก เริ่มขุดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๔ มาแล้วเสร็จเริ่มมีการเข้าไปตั้งถิ่นฐานได้ก็เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ คำนวณกันว่าระยะทางรวมทั้งหมดที่ขุดไปกว่า ๘๙๐ กิโลเมตรทีเดียว
๒๓. คลองหลวงแพ่งขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตรจากคลองประเวศบุรีรัมย์ต่อเนื่องกับคลองนครนางเกิด เป็นการขุดโดยขุนนางคือ หลวงแพ่งที่ได้รับอนุมัติจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
๒๔. คลองอุดมชลจรขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑-๒๔๓๒ คลองนี้ขุดจากเหนือไปใต้โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ระหว่างคลองเปร็งและคลองหลวงแพ่ง ระยะทางราว ๑๔ กิโลเมตร ในคราวเดียวก็ขุดคลองเล็ก ๆ สองสายเชื่อมคลองอุดมชลจรกับคลองหลวงแพ่ง เพื่อกระจายน้ำไปสู่นาข้าวจำนวนหลายหมื่นไร่
๒๕. คลองพระพิมลขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๓ คลองขุดนี้ริเริ่มโดยพระราชาพิมล ผู้ได้รับสัมปทานการขุดคลอง เริ่มจากบางบัวทองทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งวัตถุประสงค์ไม่เพียงแต่เปิดพื้นที่เพื่อการเกษตรแต่ยังเป็นการเชื่อมต่อไปสู่พื้นที่ในแถบ
สุพรรณบุรีด้วย แต่การขุดนี้หยุดเพียงระยะราว ๑๖ กิโลเมตร เมื่อพระราชาพิมลสิ้นชีวิต จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖ ขุดขยายเพิ่มจนเป็นระยะทางในปัจจุบันคือ ๓๑ กิโลเมตรโดยกรมชลประทาน
๒๖. คลองพระยาบรรลือขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ เมื่อเริ่มต้นมีแผนที่จะขุดคลองระยะทาง ๑๖ กิโลเมตรทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อจะเปิดพื้นที่การเกษตรระหว่างคลองสายนี้กับแม่น้ำสุพรรณบุรี แต่ต้องหยุดเพียงในราว ๔ กิโลเมตร เพราะการสิ้นชีวิตของพระยาบรรลือ
๒๗. คลองเจริญขุดเมื่อพ.ศ. ๒๔๓๔-๒๔๓๕ คลองสามคลองนี้ขุดจากทางใต้ของคลองหลวงแพ่ง ระยะทางรวมกันราว ๓๐ กิโลเมตร ขุดโดยพระยาดำรง
๒๘. คลองบางพลีใหญ่ขุดเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑-๒๔๔๔ โดยชาวบ้านได้รับสัมปทานขุดเป็นคลองเชื่อมต่อกับคลองสำโรงทางทิศใต้ไปสู่ชายฝั่งอ่าวไทย ระยะทางราว ๑๐ กิโลเมตร
![]() |
![]() |
การขุดคลองเมื่อมีกรมคลองคูนาสยามในสมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงยุคกรมชลประทานในปัจจุบัน
การพัฒนาพื้นที่ของดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ [Young Delta] ก่อนช่วงสนธิสัญญาเบาริ่ง มีการอยู่อาศัยในพื้นที่แถบชายฝั่ง [Coastal Zone] แล้ว หากกำหนดโดยประเมินก็คือ การใช้แนวพื้นที่ซึ่งอยู่ต่ำกว่าคลองดำเนินสะดวกและคลองภาษีเจริญทางฝั่งตะวันตกและแนวคลองประเวศบุรีรมย์ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นหมู่บ้านชาวประมงแถบชายฝั่งและลำคลองอันอุดมสมบูรณ์ผลิตพวกอาหารทะเลตากแห้ง ฟืน และยังเป็นสถานที่ผลิตเกลือเพื่อบริโภคที่สำคัญ ส่งไปขายเมืองหลวงและเป็นสินค้าออกด้วย การตั้งถิ่นฐานในบริเวณแถบชายฝั่งทะเลไม่สามารถอยู่โดยโดดเดี่ยวได้ จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนกับชุมชนที่สามารถปลูกข้าวและทำสวนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงเพื่อเป็นการพึ่งพาอาศัยในท้องถิ่นนั้นๆ และการทำนาปลูกข้าวก็เป็นการหว่านลงไปในพื้นตมโดยไม่ต้องไถเตรียมดินแต่อย่างใด
ก่อนหน้าที่จะมีการขุดคลองรังสิตราว ๒๐ ปี มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกโดยการขุดคลองประเวศบุรีรมย์และคลองแสนแสบ เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ บริเวณด้านใต้ของคลองรังสิตก็มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของการขุดคลองเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตรโดยเอกชนนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลายประการ ทางรัฐบาลจึงจ้างวิศวกรชาวฮอลันดานายโฮมัน แวน เดอร์ ไฮด์ [Mr.Homan van der Heide] มาศึกษาแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำโดยรัฐ และเป็น “เจ้ากรมคลอง” คนแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๕ และอีกราว ๗ ปีต่อมาเขาก็ลาออกหลังจากเสนอแผนแม่บท [Master Plan] สำหรับพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโดยใช้หลักการแนวคิดทางวิศวกรรมหลักๆ คือ นำน้ำกระจายไปสู่เส้นทางน้ำสายต่างๆ กักเก็บน้ำไว้โดยการสร้างประตูน้ำและป้องกันน้ำเค็มจากชายฝั่งโดยการสร้างแนวคันกั้นน้ำเค็ม
โครงการของ แวน เดอร์ ไฮด์กลายมาเป็นแนวคิดในการปรับเปลี่ยนระบบชลประทานของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาจากสภาพภูมิศาสตร์แบบเดิมดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นมาเป็นระบบการจัดการพื้นที่แบบใหม่ซึ่งเป็นต้นแบบแก่ปัจจุบัน แม้แผนงานของ แวน เดอ ไฮม์ จะไม่สามารถทำได้จริงในช่วงที่เขาทำหน้าที่เป็นเจ้ากรมคลอง แต่ก็ได้ทำรายงานเสนอเห็นควรให้สร้างเขื่อนทดน้ำปิดกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทเพื่อเพิ่มระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาก็แบ่งน้ำลงสู่แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี โดยการขุดคลองชลประทานจำนวนมากรับน้ำและเชื่อมต่อกับลำน้ำที่มีอยู่เดิม จนสามารถควบคุมการผลิตข้าวเพื่อการส่งออกจนกลายเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลกจนกระทั่งถึงปัจจุบันในเวลาต่อมา
ต่อมาเป็นการขุดคลองเพื่อการชลประทานสมัยใหม่เมื่อการตั้งกรมคลอง พ.ศ.๒๔๔๒ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากการริเริ่มให้มีสัมปทานการขุดคลองขึ้นใหม่ในบริเวณทุ่งราบภาคกลางจำนวนมากเป็นผลให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่ทำนาแผ่กว้างไปกว่าเดิมและตกอยู่ในมือของเอกชนมีการตั้งบริษัทดำเนินการโดยเอกชน คือ บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม[Siam Canals, Lands and Irrigation Company]เริ่มขุดคลองเมื่อพ.ศ.๒๔๓๓ระยะเวลาดำเนินการตามสัมปทาน ๒๕ปีเพื่อการก่อสร้างระบบคลองในบริเวณพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเขตจังหวัดปทุมธานี ที่เรียกว่า ทุ่งรังสิต ไปจนถึงทุ่งที่เมืองนครนายก โดยขุดคลองสายใหญ่เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาตรงไปยังแม่น้ำนครนายกพร้อมกับการสร้างประตูระบายน้ำสำหรับควบคุมการเก็บกักน้ำเพื่อการเพาะปลูกโดยการขุดคลองซอยต่างๆ ทั้งสองฝั่ง มุ่งเพื่อให้เพาะปลูกข้าวทำนาในพื้นที่สัมปทานเหล่านี้ และสร้างประตูเรือสัญจรเพื่อสามารถทำการคมนาคมขนส่งทางน้ำได้ตลอดทั้งปี
การขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่ทำนาปลูกข้าวโดยเอกชนเช่นคลองบางพลีใหญ่ที่ขุดในระยะนั้น (พ.ศ.๒๔๔๕) จึงกลายเป็นคลองสุดท้ายที่ขุดกันในระบบเดิม
หลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการได้ประมาณ ๑๐ ปีก็พบปัญหาและขาดทุนอย่างหนัก เจ้าพระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการไปตรวจราชการที่ทุ่งรังสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๒ พบว่าน้ำไม่พอใช้จำต้องขุดคลองเพิ่มเติมและแก้ปัญหา ทุ่งรังสิตต้องได้รับการช่วยเหลือด้านการชลประทานเป็นการด่วน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานจ้างวิศวกรชลประทานชาวฮอลันดาคือ นายโฮมัน แวน เดอร์ ไฮด์ [Mr.Homan van der Heide] มาศึกษาแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำในบริเวณทุ่งรังสิตให้ดีขึ้น และทรงตั้งให้เป็น “เจ้ากรมคลอง” คนแรกเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๔๕ และการพัฒนาพื้นที่ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อขยายการเพาะปลูกข้าวจึงกลายเป็นภารกิจของรัฐบาลโดยกรมคลองอย่างสมบูรณ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังจาก แวน เดอ ไฮด์ ลาออกแล้ว ใน พ.ศ.๒๔๕๖ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจ้าง เซอร์ โทมัส วาร์ด [ Sir Thomas Ward] และพัฒนาระบบชลประทานเรื่อยมา มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "กรมทดน้ำ" และ “กรมชลประทาน” ตามหน้าที่รับผิดชอบงานการขุดคลอง การทดน้ำ การส่งน้ำ และการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกแก่เกษตรกร ซึ่งมีภารกิจมากขึ้นตามลำดับ บทบาทของวาร์ด คือ พยายามริเริ่มการเก็บค่าน้ำสำหรับชาวนาที่รับน้ำจากคลองชลประทาน ปรับเปลี่ยนจากระบบชลประทานขนาดใหญ่ตามแผนแม่บทของแวนเดอ ไฮด์ มาเป็นการชลประทานขนาดเล็กแทน และจัดตั้งหน่วยชลประทานตามพื้นที่ลุ่มน้ำตามสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำแม่กลอง พื้นที่ฝั่งตะวันตกและพื้นที่ฝั่งตะวันออก มีการดำเนินการตามแผนต่อเนื่องจนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่สอง
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
9. วิศวกรชลประทานชาวฮอลันดา โฮมัน แวน เดอร์ ไฮด์ [Homan van der Heide] เจ้ากรมคลองคนแรกของสยาม
10.แผนแม่บทโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่
11. และ 12. ผังพื้นที่คลองต่างๆ ในเขตชลประทานรังสิตของบริษัทขุดคลองและคูนาสยาม การทำนาในบริเวณคลองรังสิต
13. และ 14. พื้นที่เกษตรชลประทานที่ถูกพัฒนาขึ้นในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ควรกล่าวด้วยว่า โครงการชลประทานเต็มรูปแบบที่รัฐบาลสยามในขณะนั้นสร้างจนเสร็จสมบูรณ์เป็นครั้งแรก (พ.ศ.๒๔๕๘-พ.ศ.๒๔๖๗) คือ “โครงการชลประทานป่าสักใต้”โดยการสร้างเขื่อนพระรามหก กักน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒนศักดิ์ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่รังสิตบริเวณคลองสิบสามและนำน้ำเข้าสู่สู่เครือข่ายคลองรังสิตทั้งหมดทำให้แก้ปัญหาพื้นที่คลองรังสิตที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเกือบสิบห้าปีก่อน
ต่อมาคือ โครงการเชียงราก-บางเหี้ย(พ.ศ.๒๔๖๔-พ.ศ.๒๔๗๔) ครอบคลุมพื้นที่บริเวณที่ต่ำกว่าอยุธยาแถบทุ่งเชียงรากและบริเวณบางเหี้ยซึ่งอยู่ระหว่างทุ่งรังสิตและชายฝั่งทะเลในแถบสมุทรปราการทำให้เกิดการกั้นระหว่างพื้นที่ทำนาและป่าชายเลน
![]() |
โครงการสุพรรณ(พ.ศ.๒๔๖๔-พ.ศ.๒๔๙๘) เป็นการกั้นน้ำไม่ให้ไหลลงไปอย่างรวดเร็วจึงทำประตูกั้นน้ำที่ต้นแม่น้ำที่ที่สามชุกและโพธิ์พระยาเพื่อทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นซึ่งเป็นการสนับสนุนพื้นที่ในบริเวณต้นน้ำเหนือสามชุกและโพธิ์พระยาอันเป็นบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเก่า [Old Delta]
โครงการนครนายก(พ.ศ.๒๔๗๖ พ.ศ.๒๔๒๔๙๗) บริเวณแม่น้ำนครนายกซึ่งพบปัญหาเช่นเดียวกับแม่น้ำอื่นๆ ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ คือ ภาวะน้ำแห้งขอดและน้ำท่วมที่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงมีการสร้างคันกั้นน้ำและประตูน้ำในพื้นที่หลายจุดตามสาขาของแม่น้ำนครนายก