หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จากบางเกาะเป็นบางกอก:พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนสยามในลุ่มน้ำลำคลอง
บทความโดย ปรับเป็นบทความจากงานเขียนของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 10 มิ.ย. 2559, 14:49 น.
เข้าชมแล้ว 30196 ครั้ง

พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนสยามในลุ่มน้ำลำคลอง

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออุษาคเนย์ในยุคต้นพุทธกาลคือ ๒,๕๐๐ ปีที่แล้วมา คนอินเดียและคนภายนอกทั่วไปเรียกว่าสุวรรณภูมิ เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางกายภาพและมีความอุดมสมบูรณ์แต่มีผู้คนดั้งเดิมอยู่น้อย พัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของการเคลื่อนย้ายของผู้คนจากภายนอกหลายกลุ่มเหล่าทางชาติพันธุ์จากที่ต่างๆ เข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย

 

ราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๖ การรับอายธรรมอินเดียและจีนมีผลให้เกิดบ้านเมืองที่เป็นรัฐเล็กๆ ขึ้นทั่วไปทั้งในพื้นที่ทางชายทะเลและพื้นที่ภายในประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ เป็นต้นมา บ้านเมืองเหล่านี้ที่มีการรวมตัวเป็นเป็นรัฐใหญ่ๆ ที่มีกษัตริย์ที่นับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท มหายานหรือฮินดู เป็นประมุขในการปกครองบ้านเมือง

 

ดินแดนในประเทศไทยคือส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมา เป็นที่รู้จักกันในนามของ สยามประเทศมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมขึ้นเป็นบ้านเมืองและรัฐทั้งในบริเวณคาบสมุทร ลุ่มน้ำลำคลองที่อยู่ใกล้ทะเล และพื้นที่ภายในที่เป็นที่ราบสูงและหุบเขา

 

แต่บริเวณที่มีพัฒนาการของเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของสยามประเทศที่สำคัญคือ บริเวณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ [Delta]เพราะนอกจากเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ในด้านพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำท่าแล้ว ยังอยู่ใกล้ทะเลที่ติดต่อกับภายนอกได้สะดวกสบาย เหตุนี้จึงเกิดเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่เป็นที่ตั้งเมืองท่าและเมืองสำคัญของรัฐในหลายตำแหน่งแห่งที่ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครปฐม เมืองคูบัว และเมืองศรีมโหสถ  เป็นอาทิ

 

 ๑.พื้นที่ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา

 

อยุธยาสยามประเทศ                                                                                                                                     

ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ เป็นต้นมา มีผู้คนจากภายนอกโพ้นทะเล โดยเฉพาะจากทางตอนใต้ของประเทศจีนเคลื่อนย้ายเข้ามาทางทะเลมากกว่าแต่ก่อน มีทั้งที่เข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานจากบริเวณชายฝั่งทะเลเข้าสู่ดินแดนภายใน ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองใหม่ๆ ขึ้นบนเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ

 

ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เป็นดินดอนสามเหลี่ยมนั้น เกิดเมืองใหม่ขึ้นตามแม่น้ำและลำน้ำที่สัมพันธ์กับเส้นทางคมนาคมตั้งแต่ปากน้ำชายทะเลจนถึงดินแดนภายใน ได้มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่ทำให้เมืองอยุธยาที่เคยเป็นเพียงรัฐสำคัญรัฐหนึ่งในสยามประเทศพัฒนาขึ้นเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายทางทะเลและศูนย์กลางของราชอาณาจักรสยาม คือ สามารถรวบรวมบรรดาบ้านเมืองที่เป็นรัฐและแคว้นใหญ่น้อยไว้ในอำนาจ เช่น แคว้นสุโขทัย สุพรรณภูมิ นครศรีธรรมราช ปัตตานี เป็นต้น

 

๒.เรือสำเภาที่เดินทางเข้ามาค้าขายตั้งแต่สมัยทวารวดี พบจากตราประทับที่เทืองนครปฐมโบราณ

๓.เรือเดินทะเลที่เป็นสำเภาจีนเข้ามาค้าขายในช่วงความรุ่งเรืองของการค้าทางทะเล

 

จากบางเกาะมาเป็นบางกอก

พื้นที่ซึ่งเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหม่ [young delta] ที่อยุธยาพัฒนาการขึ้นเป็นเมืองศูนย์กลางของสยามประเทศนั้น เกิดจากการทับถมโคลนตะกอนที่แม่น้ำลำคลองพัดพามาจากพื้นที่ราบและภูเขา เป็นบริเวณที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึงที่มีระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ ๑-๒ เมตรแม่น้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่นี้จะมีขนาดใหญ่ไหลช้าลงและคดเคี้ยวจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า กุดน้ำ หรือ oxbow lake มากมาย ตามสองฝั่งของแม่น้ำมักจะมีที่สูงโดยเฉพาะบริเวณที่มี oxbow lake นั้น จะมีพื้นที่ดอนที่พอแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนและการทำนาไร่สวนได้พอเพียง

 

โดยลักษณะสภาพแวดล้อมดินดอนสามเหลี่ยมใหม่นี้ แบ่งออกได้เป็น ภูมินิเวศต่างๆ คือ

บริเวณทะเลตม อันเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำที่เวลาน้ำขึ้นน้ำลงเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพวกหอยปูปลา นานาชนิด

 

บริเวณป่าชายเลน ที่มีป่าไม้ชายทะเลและพืชพันธุ์นานาชนิด อีกทั้งมีดินตมโคลนตะกอนอันมีสัตว์น้ำอันเป็นอาหารมากมาย บริเวณนี้เหมาะเป็นแหล่งที่อยู่ของชุมชนชาวประมง และสถานีการค้าของพวกพ่อค้าที่มาจากโพ้นทะเล แต่การตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้จะต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีในเรื่องการเก็บน้ำจืดไว้อุปโภคบริโภค รวมทั้งการขุดและลอกลำน้ำที่เป็นเส้นทางคมนาคม

 

บริเวณเรือกสวน คือ ภูมินิเวศที่ดอนถัดบริเวณป่าชายเลนขึ้นไป เป็นพื้นดินลักจืดและลักเค็ม เหมาะแก่การทำเรือกสวนผลไม้ และการตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง นับเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดของ young delta ที่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองได้ใหญ่โตกว่าบริเวณอื่นๆ 

 

บริเวณสุดท้าย คือ บริเวณภูมิประเทศที่เป็นท้องทุ่งไร่นาคือบริเวณที่อยู่เหนือบริเวณเรือกสวน บริเวณนี้มีทั้งที่สวนริมฝั่งแม่น้ำและตัวบริเวณทางที่นาและหนองน้ำมากมาย และเป็นบริเวณที่สามารถพัฒนาให้เป็นบ้านเมืองได้ เช่นเดียวกันกับบริเวณที่เป็นเรือกสวน และทั้งสองบริเวณนี้ ทั้งเรือกสวนและท้องทุ่งที่เป็นไร่นานั้น ต้องอาศัยความรู้และกำลังแรงงานในการปรับพื้นที่อยู่อาศัยการขุดคูน้ำและลำคลองเป็นอย่างมาก

 

ความโดดเด่นในการทำให้เกิดพื้นฐานบ้านเมืองในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองบริเวณดังกล่าวนี้ ก็คือการขุดคลองลัดและคลองเชื่อมแม่น้ำทั้งสองให้มีเกิดที่ดอนและคลองในการคมนาคม เหตุที่เมืองใหญ่และเมืองเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะที่เป็นเกาะอันเกิดจากการทำของมนุษย์ [Man made Island]

 

๔.แผนที่จากชาวตะวันตกในสมัยกรุงศรีอยุธยา แสดงบริเวณปากน้ำ และพื้นที่ซึ่งอยู่ภายในแผ่นดินสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาจนถึงพระนครศรีอยุธยา

๕.แผนที่ของชาวดัชท์แสดงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยและการเรียก “แม่น้ำเจ้าพระยา” ว่า “Menan”

 

พระนครศรีอยุธยา คือตัวอย่างแรกๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเกิดเมืองใน young delta โดยเริ่มต้นจากการขุดคลองลัดที่เรียกว่า คูขื่อหน้าเพื่อเชื่อมลำแม่น้ำอ้อมของแม่น้ำลพบุรี ป่าสัก และเจ้าพระยา ทำให้เกิดเมืองอยุธยาเก่าและใหม่ขึ้นทั้งสองฝั่งแม่น้ำของลำคลองขุดนี้ โดยที่เมืองเก่าที่เรียกว่า เมืองอโยธยาอยู่ทางฝั่งตะวันออกที่มีลำน้ำป่าสักเป็นแม่น้ำอ้อม ในขณะที่ทางฝั่งตะวันตกของคูขื่อหน้าเป็นเมืองอยุธยาที่สร้างขึ้นแต่รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เมื่อ พ.ศ.๑๘๙๓ เมืองนี้มีลำน้ำลพบุรีและเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำอ้อม แต่การเติบโตของเมืองอยุธยานั้น ก็หาได้ทิ้งบริเวณเมืองเก่าให้ร้างไปไม่ หากยังพัฒนาให้เป็นปริมณฑลของเมืองของเมืองใหม่อยู่ด้วยการขุดลำน้ำลำคลองเพื่อการตั้งถิ่นฐานและอยู่อาศัย รวมทั้งการขยายเขตเมืองทางด้านใต้ของตัวเมืองด้วยการขุดลำคลองตะเคียนและคลองเล็กคลองน้อยเชื่อมต่อกับลำน้ำเจ้าพระยาให้เป็นแหล่งชุมชนของชาวมุสลิม จีน ฝรั่งเศสและโปรตุเกสในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ลงมาอีกด้วย

 

ทางด้านใต้ของเมืองอยุธยาเรียกว่า ตำบลบางกะจะ เป็นที่สบกันของลำน้ำเจ้าพระยาและลำน้ำป่าสัก ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่กว่าบรรดาลำน้ำสายต่างๆ ที่อยู่เหนือเมืองอยุธยาขึ้นไป ท้องน้ำในบริเวณนี้เป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจและพิธีกรรมของสังคมอยุธยา ที่ว่าเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจก็เพราะเป็นแหล่งจอดทอดสมอของบรรดาเรือสินค้าที่เข้ามาตามฤดูกาล สองฝั่งลำน้ำมีเรือแพแออัด อีกทั้งมีย่านตลาดที่ขนถ่ายสินค้าที่มาจากทั้งภายในและภายนอก ตามริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองเป็นที่ตั้งของสถานีพักสินค้าและชุมชนนานาชาติที่เข้ามาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา เช่น บ้านญี่ปุ่น บ้านโปรตุเกส บ้านอังกฤษ และบ้านของคนมาเลย์ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ทางพิธีกรรมที่ประกอบพระราชพิธีสนามทางน้ำ เช่น พระราชพิธีแข่งเรือ ส่งน้ำ และไล่น้ำเป็นต้น

 

แม่น้ำใหญ่แต่ตอนใกล้เกาะเมืองอยุธยาลงมานี้แหละที่ชาวต่างชาติเรียกว่า “แม่น้ำ”ที่คนไทยสมัยกรุงเทพฯ ให้ชื่อว่า แม่น้ำเจ้าพระยา โดยเอาชื่อตำบลบางเจ้าพระยาที่อยู่ใกล้ปากแม่น้ำที่อ่าวไทยมาเป็นชื่อ ซึ่งก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับการตั้งชื่อแม่น้ำท่าจีนที่เอามาจากตำบลท่าจีนตรงปากน้ำเช่นกัน

 

๖. แผนที่แสดงที่ตั้งของเกาะต่างๆ ตามลำน้ำเจ้าพระยา

๗. และ ๘. แผนที่จากชาวตะวันตกแสดงที่ตั้งของชุมชนชาวต่างชาติรอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาและบริเวณที่มีลำน้ำหลายสายล้อมรอบพระนครไว้เปรียบเทียบกับแผนที่ซึ่งทำขึ้นในปัจจุบัน

 

ตามลำน้ำนี้จากอยุธยาถึงบางไทรมีเกาะธรรมชาติอยู่ในลำน้ำ ๔ เกาะด้วยกัน คือ เกาะเรียน  เกาะพระ เกาะบางปะอิน และเกาะเกิด ตรงบางไทรเป็นที่แม่น้ำน้อยที่ไหลมาจากชัยนาทมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเหตุให้ท้องน้ำกว้างใหญ่กว่าเดิมเกือบเท่าตัว ความเวิ้งว้างของลำน้ำตอนนี้คนโบราณเรียกว่า “ลานเท”มีเกาะใหญ่อยู่ในบริเวณนี้เกาะหนึ่งมีชื่อว่า เกาะราชครามเรียกกันมาแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๑ ทีเดียว เพราะมีกล่าวถึงในโคลงกำศรวลสมุทร อันเป็นวรรณกรรมของอยุธยาในยุคนั้น

 

ความสำคัญของตำบลบางไทรที่ลำน้ำน้อยและเจ้าพระยาสบกันนั้น ก็คือ เป็นด่านเก็บภาษีปากเรือ และเกาะกลางแม่น้ำซึ่งเป็นเกาะแบบธรรมชาตินั้น ก็พบเห็นเพียงแต่เกาะราชครามเป็นเกาะสุดท้าย จากนี้ ลำน้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่พื้นที่ราบลุ่มต่ำที่สองฝั่งน้ำเป็นท้องทุ่งเริ่มไหลโค้งและคดเคี้ยว เกิดบริเวณที่เรียกว่าลำน้ำอ้อม แม่น้ำอ้อมแห่งแรกเกิดที่ตำบลเชียงรากต้องวกอ้อมไปทางตะวันออกซึ่งในปัจจุบันเรียกลำน้ำเจ้าพระยานี้ว่า คลองบางพร้าว คลองเชียงราก คลองบางพูน และคลองบางหลวงลำน้ำอ้อมตรงนี้คนครั้งอยุธยาเรียกว่า เกร็ดใหญ่เป็นอุปสรรคในการเดินเรือไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะบรรดาเรือสำเภาโพ้นทะเลที่ขึ้นไปค้าขายที่พระนครศรีอยุธยา

 

ดังนั้นในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม อันเป็นช่วงเวลาที่การค้าทางทะเลเริ่มเจริญเติบโต จึงโปรดฯ ให้การขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมนี้ขึ้น ตั้งแต่ปากคลองบางพร้าว ผ่านวัดไก่เตี้ยไปจนถึงปากคลองบางหลวงที่บริเวณจังหวัดปทุมธานีในปัจจุบัน การขุดคลองลัดทำให้กระแสน้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนทางเดินพุ่งตรงขยายคลองให้กว้างเป็นแม่น้ำไป และทำให้ลำน้ำเดิมกลายเป็นลำคลองตามที่กล่าวชื่อมาแล้ว ก่อนการขุดคลองนี้บริเวณสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาก่อนจะวกเข้าเป็นคลองบางพร้าวนั้นเคยเป็นชุมชนใหญ่โตเป็นเมืองเก่าที่เรียกว่า ทุ่งพญาเมืองรวมทั้งชื่อ เชียงรากเองก็บ่งบอกความเป็นชุมชนเมืองอยู่อีกทั้งมีร่องรอยโบราณสถานวัตถุที่มีอายุแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ หลายแห่ง

 

หลังขุดคลองลัดแล้วทางรัฐได้ให้คนมอญอพยพที่เข้ามาแต่สมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มาตั้งถิ่นฐานทำอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาเพื่อผลิต อิฐ กระเบื้อง ไปใช้ในการก่อสร้างป้อมปราการ วัดวาอารามรวมทั้งปราสาทราชวัง เพราะอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองลงมาเริ่มได้รับอิทธิพลการก่อสร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมากกว่าสมัยก่อนๆ ในขณะเดียวกันแหล่งอุตสาหกรรมนี้ก็ผลิตเครื่องปั้นดินเผาแกร่งที่เป็นภาชนะใช้สอยของชาวบ้านชาวเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างโดยทั่วไปด้วย ภาชนะใช้สอยเหล่านี้ได้แก่ ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ ครก ไห เป็นต้น แหล่งเตาเผาในบริเวณนี้มี ๓ แห่ง จึงเป็นที่รู้จักกันภายหลังว่า สามโคกเมื่อการผลิตลดน้อยลงอันเนื่องจากชุมชนมอญขยายตัวลงไปตามลำน้ำเจ้าพระยาไปยังปทุมธานีและปากเกร็ด โดยเฉพาะปากเกร็ดนั้นอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผาสืบต่อจากสามโคกทีเดียว อย่างไรก็ตาม บริเวณสองฝั่งของคลองลัดที่กลายมาเป็นลำน้ำเจ้าพระยาจากเชียงรากมาถึงปทุมธานีนั้นนับเนื่องเป็นชุมชนเมืองที่อยู่ต่ำลงมาจากพระนครศรีอยุธยาได้ เพราะแลเห็นการขุดคลองซอยแยกออกไปทั้งสองฝั่งมากมาย ทำให้เกิดบ้านที่อยู่อาศัยของผู้คนหนาแน่นกว่าที่อื่นๆ

 

จากบริเวณเมืองสามโคกหรือปทุมธานีที่มีพัฒนาการแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ลงมา ลำน้ำเจ้าพระยาไหลโค้งลงมาเป็นลำน้ำอ้อมอีกแห่งหนึ่ง คือ บริเวณปากเกร็ดทำให้ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ได้มีการขุดคลองลัดขึ้น เรียกว่าคลองลัดเกร็ดน้อย แต่ลำน้ำนี้ไม่ขยายตัวใหญ่โตเท่าใด เพราะกระแสน้ำส่วนใหญ่ยังไหลอ้อมโค้งอยู่ แต่ก็ทำให้เกิดเกาะขนาดเล็กขึ้น ทั้งเกาะเกร็ดและตามสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาเป็นที่รองรับการขยายตัวของคนมอญที่มาจากปทุมธานีและสามโคก อีกทั้งกลายเป็นย่านอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาสืบต่อมา คลองลัดลำน้ำเจ้าพระยาที่เกาะเกร็ดนี้นับเป็นการขุดคลองลัดเพื่อการคมนาคมแหล่งสุดท้ายของสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

 

จากปากเกร็ดลำน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านตำบลบางพูดและบางธรณีมายังบางขวางตรงนี้เกิดลำแม่น้ำอ้อมอีกแห่งหนึ่งไปทางฝั่งตะวันตก คือ บริเวณเหนือวัดเฉลิมพระเกียรติ์เล็กน้อย ปัจจุบันเรียกคลองแม่น้ำอ้อมไหลผ่านตำบลบางใหญ่และตลิ่งชันมายังบางกรวยแล้วจึงไหลลงใต้ผ่านบางเขนมายังบางโพและสามเสน

 

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอันเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดสมัยหนึ่งในการค้าทางทะเลของพระนครศรีอยุธยา ได้มีการขุดคลองลัดขึ้นตั้งแต่บริเวณหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ์มาจนถึงปากคลองบางกรวยหน้าวัดเขมาภิรตารามและวัดปากน้ำปรากฏมีศาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอยู่ภายในบริเวณเหนือวัดเขมาภิรตารามขึ้นมาเล็กน้อย การขุดคลองลัดนี้ทำให้เกิดเมืองนนทบุรีศรีมหาสมุทรขึ้นมาตรงต้นคลองและท้ายคลอง คือ ตอนต้นคลองเกิดเมืองตลาดขวัญขึ้น (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองนนทบุรี)  กับเมืองตลาดแก้ว ที่อยู่ตรงปากคลองบางกรวยขึ้นมา ย่านตลาดแก้วเป็นย่านสวนผลไม้ของทั้งสองฝั่งของลำน้ำ ในขณะที่ย่านตลาดขวัญเป็นย่านค้าขายและชุมทางคมนาคม

 

จากสามเสนแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านตำบลสมอรายและบางยี่ขันมาถึงตำบลบางกอกบริเวณที่มีแม่น้ำอ้อมคือ ลำน้ำวกไปทางตะวันตกปัจจุบันเป็นคลองบางกอกน้อย ไหลวกอ้อมผ่านบางระมาด มายังตลาดพลู เป็นคลองที่เรียกว่า คลองบางหลวงหรือคลองบางกอกใหญ่มาที่ท้ายวัดอรุณราชวรารามแล้วจึงไหลลงไปทางใต้ไปยังเขตเมืองพระประแดงไปออกอ่าวไทยที่สมุทรปราการ

 

ลำน้ำอ้อมที่ตำบลบางกอกนี้มีความสำคัญมาก ได้มีการขุดคลองลัดขึ้นในสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชนับว่าเป็นคลองที่เก่าแก่ที่สุดในลำน้ำเจ้าพระยาก็ว่าได้ หลังจากขุดแล้วกระแสน้ำไหลตรงทำให้ลำคลองขยายกลายเป็นลำแม่น้ำไป และลำแม่น้ำอ้อมกลายเป็นคลองบางกอกน้อยและบางกอกใหญ่ ได้กลายเป็นที่ตั้งหลักแหล่งของชุมชนของผู้คนทั้งสองฝั่งน้ำ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่กลายที่กลายเป็นเกาะนั้นกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยของผู้คนที่ทำสวนผลไม้อย่างหนาแน่น

 

ครั้นสมัยรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ก็ได้มีประกาศตั้งเป็น เมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ขึ้น  และในรัชกาลนี้ก็ได้มีการขุดคลองเชื่อมคลองแม่น้ำอ้อมของบางกอกน้อย ตั้งแต่ตำบลบางระมาดไปต่อกับคลองแม่น้ำอ้อมบางกรวยที่วัดชลอจึงทำให้การเดินทางจากอยุธยาเมื่อผ่านมาตามลำน้ำเก่าคือ แม่น้ำอ้อมจากบางใหญ่และตลิ่งชันไม่จำเป็นต้องไปยังบางกรวย หากเดินทางลัดมาจากวัดชลอมายางระมาดและเข้าคลองแม่น้ำอ้อมบางกอก จากบางระมาดไปยังตลาดพลูแล้วแยกเข้าคลองด่านที่เป็นคลองขุดลัดบริเวณป่าชายเลนไปออกทะเลในอ่าวไทย การขุดคลองเชื่อมระหว่างคลองแม่น้ำอ้อมบางกอกน้อยกับคลองแม่น้ำอ้อมบางกรวยนี้ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนชาวสวนจากบางกอกน้อยไปยังตลิ่งชันและบางใหญ่ เลยทำให้เกิดภูมิประเทศที่เป็นเกาะขึ้นสองแห่งติดกันคือ เกาะบางกอกกับ เกาะบางกรวยขึ้น นับเป็นบริเวณชุมชนชาวสวนที่แน่นหนาและเก่าแก่ที่สุดในบริเวณลุ่มน้ำลำคลองที่อยู่ต่ำจากพระนครศรีอยุธยาลงมา ความเป็นเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทรนี้คือ บริเวณที่เป็นเกาะทั้งสองแห่งนี้นั้นเอง

 

๙. และ ๑๐. และ ๑๑. แผนที่ลายเส้นแสดงเส้นทางน้ำของลำน้ำเจ้าพระยาที่มีการขุดคลองลัดในสมัยต่างๆ จากการศึกษาของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร แสดงให้เห็นเส้นทางลำน้ำเดิม และลำน้ำเจ้าพระยาใหม่เมื่อมีการขุดคลองลัดแล้ว ในบริเวณต่างๆ 

 

แต่ความเป็นเมืองธนบุรีนั้น ดูเป็นชื่อที่เป็นทางการที่ปรากฏหลักฐานเอกสารของทางราชการ แต่ชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปกลับนิยมเรียกว่า บางกอกโดยเฉพาะคนต่างชาติจากภายนอกก็ยังใช้คำว่าบางกอกสืบมา แม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๑ จะมีการย้ายเมืองมาอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำและเรียกเมืองใหม่ว่า กรุงเทพฯก็ตาม ชื่อบางกอกเลยกลายเป็นที่คนทั่วไปใคร่หาความหมายว่ามาจากอะไร ผู้รู้ทั่วไปสรุปความหมายของคำว่าบางกอกเป็นสองอย่าง อย่างแรกเชื่อว่าบางกอกหมายถึงย่านที่มีต้นมะกอกอยู่หนาแน่นเช่นเดียวกันกับคำว่าบางลำพูเพราะมีต้นลำพูขึ้นอยู่มากมาย แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า เป็นคำที่เพี้ยนทางจากคำว่าบางเกาะเพราะมีลักษณะที่เป็นเกาะ และเอกสารในที่ฝรั่งบันทึกไว้แต่สมัยอยุธยาก็มีคำเรียกว่า บางเกาะ

 

ในที่นี้คล้อยตามความหมายอย่างหลังคือ บางกอกเพี้ยนมาจากคำว่า บางเกาะอันเนื่องมาจากการมีเกาะที่เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมและคลองเชื่อมต่อแม่น้ำอ้อม ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชมาถึงสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ เพราะถ้าหากว่าบริเวณนี้เรียกว่าบางกอกอันมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นนั้น ต้องมีการชี้ให้เห็นว่า ต้นมะกอกน้ำนั้นชอบโตขึ้นในพื้นที่ดินลักจืดลักเค็มที่ต่อเนื่องมาจากป่าชายเลนหรือเปล่า แต่ที่สำคัญก็คือ เอกสารโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ คือ กำศรวลสมุทรก่อนสมัยสมเด็จพระชัยราชาธิราชและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์นั้น ไม่ปรากฏชื่อบางกอกแม้แต่น้อย หากกล่าวถึงตำบลเก่าๆ เช่น บางระมาด เป็นต้น เพราะครั้งพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ยังไม่มีการขุดคลองลัดและคลองเชื่อมจนเป็นเกาะดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม บทโคลงในกำศรวลสมุทรบรรยายให้เห็นว่า บริเวณตำบลฉมังรายทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งต่อมาเรียกว่า สมอรายคือ ตั้งแต่วัดราชาธิวาสลงมานั้น เป็นย่านชุมชนชาวประมงที่ยังมีการจับปลากันอยู่ แต่พอลำน้ำเจ้าพระยาไหลวกไปทางตะวันตกเกิดเป็นแม่น้ำอ้อมนั้น พื้นที่ทั้งสองฝั่งน้ำเช่นที่ตำบลบางระมาดเป็นแหล่งบ้านเรือนและเรือกสวนของผู้คนที่เป็นชาวสวนอยู่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ก่อนที่จะเกิดเมืองธนบุรีหรือบางเกาะ บริเวณนี้เป็นชุมชนชาวสวนอยู่แล้ว มีชุมชนในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขึ้นไปสนับสนุนหลายแห่ง เช่น บริเวณริมคลองแม่น้ำอ้อมบางกรวยในเขตตำบลตลิ่งชัน มีพระปรางค์วัดปรางค์หลวงเหลือให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน พระปรางค์องค์นี้น่าจะมีอายุอยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑ ซึ่งก็เช่นเดียวกันกับพระปรางค์วัดระฆังโฆษิตารามที่ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ของกรุงรัตนโกสินทร์

 

ดังนั้น ถ้าเมืองธนบุรีหรือบางกอกเป็นชุมชนของคนทำสวน ก็ทำให้ตั้งคำถามได้ว่า คนชาวสวนนี้มาจากไหน ในกำศรวลมุทรกล่าวถึงชาวสวนที่เป็นคนลาวแต่ก็คงไม่ได้เป็นคนลาวทั้งหมด เพราะประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่การเป็นคนชาวสวนนี้สัมพันธ์กับการทำสวนแบบยกร่องเป็นขนัด มีร่องน้ำและลำประโดง เป็นรูปแบบในการจัดการน้ำ รูปแบบและวิธีการจัดการน้ำเช่นนี้ไม่พบในพื้นที่ภาคอื่น เช่น บริเวณภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือแต่อย่างใด แต่กลับเป็นรูปแบบและลักษณะการทำสวนแบบผู้คนในมณฑลกวาตุ้ง กวางสี ทางตอนใต้ของประเทศจีน เพราะฉะนั้น คนที่เป็นชาวสวนในช่วงเวลาพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขึ้นไปนั้น น่าจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนทางตอนใต้ของประเทศจีนไม่ใช่น้อย คงได้มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนทางตอนใต้ของประเทศจีนเหล่านี้ เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง โดยยึดพื้นที่ตามป่าชายเลนและบริเวณที่ลุ่มต่ำของแม่น้ำตอนใกล้กับปากอ่าวเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในการประมง รวมทั้งการค้าขายกับผู้คนที่อยู่ภายในกับที่มาจากภายนอกทางโพ้นทะเล

 

หลักฐานด้านเอกสารสำคัญที่สะท้อนให้เห็น คือ ตำนานท้าวอู่ทองที่ชาวยุโรปในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๓ บันทึกไว้ว่าเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมที่มาจากเมืองจีนเข้ามาตั้งหลักแหล่งบ้านเมืองตามเขตชายทะเลตั้งแต่ ปัตตานี นครศรีธรรมราช มาจนถึงเพชรบุรี ทำให้เกิดความเชื่อในเรื่องการสร้างบ้านแปงเมืองของท้าวอู่ทองไปทั่วบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คนกลุ่มใหม่ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาดังกล่าวนี้ คงได้นำเอาความรู้เรื่องการทำสวนผลไม้มาปรับใช้ในพื้นที่ลักจืดลักเค็ม อันเป็นที่ดอนของบริเวณแม่น้ำอ้อม ที่อยู่พ้นเขตป่าชายเลนขึ้นมา จึงทำให้เกิดย่านชุมชนบ้านเมืองของคนชาวสวนขึ้น

 

การเกิดของ กรุงเทพฯอันเป็นเมืองราชธานีของสยามประเทศในขณะนี้มีความสัมพันธ์กับกรุงธนบุรีอย่างแยกกันไม่ออก เพราะกำเนิดมาจากการเป็นเมืองสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาที่เป็นคลองขุดลัดแม่น้ำอ้อมด้วยกัน การขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมและคลองเชื่อมแม่น้ำอ้อม ทำให้เกิดเกาะ คนจึงเรียกว่า “บางเกาะ” แล้วต่อมาเพี้ยนเป็นบางกอกไป พื้นฐานของคนบางเกาะหรือบางกอกก็คือ ชาวสวน ที่เกิดจากผู้คนรุ่นใหม่ที่มาจากถิ่นฐานทางตอนใต้ของประเทศจีน นำเอาความรู้ในเรื่องการทำสวนผลไม้เข้ามาปรับใช้ให้เข้ากับภูมินิเวศในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

 

๑๒. ป้อมเมืองบางกอกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่มองเห็นโดยรอบว่าเป็นบริเวณเรือกสวนไร่นา

๑๓. ผลไม้ต่างๆ ที่บันทึกโดยนักสำรวจชาวฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ บริเวณสวนบางกอก

๑๔. ภาพถ่ายเก่าฝั่งพระนครในสมัยราวรัชกาลที่ ๕

๑๕. ภาพวาดเรือนแพและเรือกสวนบริเวณฝั่งธนบุรี

 

ชีวิตวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวบางกอก

สังคมชาวสวนผลไม้ของชาวบางกอกเห็นชัดจากวรรณคดี กำศรวสมุทร ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ว่าเป็นที่มีคนหลากหลายเผ่าพันธุ์และหลายอาชีพเข้ามาอยู่รวมกันคือ ชาวประมง ชาวสวน และพวกที่ทำการค้าขาย การปรับเปลี่ยนพื้นที่เหนือเขตป่าชายเลนให้เป็นที่ทำสวนนั้น แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาในเรื่องการเข้าใจความสำคัญของ ดินลักจืดลักเค็ม ที่เหมาะกับการทำสวนผลไม้ การทำสวนแบบยกร่องเป็นขนัด ขุดลำประโดง และทำให้มีการใช้น้ำและควบคุมน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย เพื่อให้ไม่เป็นอันตรายแก่ต้นไม้นั้น ทั้งเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญ รวมทั้งการแสวงหาและการนำพันธุ์ผลไม้นานาชนิดจากถิ่นต่างๆ  โดยเฉพาะจากโพ้นทะเลเข้ามาปลูกนั้น แสดงให้เห็นการเลือกเฟ้นสิ่งใหม่ๆ ที่เหมาะสมจากภายนอกเข้ามาให้เป็นประโยชน์ แต่เหนืออื่นใดก็คือ การพัฒนาบรรดาพืชพันธุ์ผลไม้ให้เกิดขึ้นหลายชนิด จนทำให้ประเภทผลไม้ที่ปลูกที่สวนบางกอกน้อยนั้น นอกจากมีหลายชนิดหลายพันธุ์แล้ว ยังมีรสชาดที่อร่อยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทุเรียนและกะท้อนนั้นมีมากมากหลายสิบชนิด

 

รัฐไทยสมัยก่อนก็เป็นรัฐที่มีสติปัญญาเข้าใจในเรื่องความสำคัญของสภาพแวดล้อมและคลองเชื่อมที่ต้องเอื้ออาทรต่อต่อชีวิตคนชาวสวนผลไม้เหมือนกัน อย่างเช่น การละเว้นการขุดคลองลัดที่ตำบลบางกะเจ้าอันเป็นบริเวณแม่น้ำอ้อมที่ใกล้ทะเลที่สุด เพราะถ้าขุดจะทำให้น้ำเค็มเข้าไปทำลายบรรดาสวนผลไม้ได้ง่าย เคยมีการขุดคลองนี้เพื่อความสะดวกในการคมนาคมในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่เป็นว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องน้ำเค็มจึงละเว้นเสียในเวลาต่อมา

 

พัฒนาการของบางกอกขึ้นเป็นสังคมเมืองของเมืองหลวงของสยามประเทศนั้น ไม่ว่าจะเป็นสมัยเมืองธนบุรีหรือสมัยกรุงเทพฯ ยุคตั้งแต่ รัชกาลที่ ๑-๕ ความเป็นอยู่ของผู้คนพลเมืองส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะบนเกาะบางกอก บรรดาบ้านเรือนราษฎรส่วนใหญ่จะอยู่ในแม่น้ำลำคลองและชายตลิ่งในลักษณะเดียวกันกับที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เรือนแบบที่เปรียบเสมือนร้านค้าจะเรียงรายกันอยู่เป็นแถวหน้าๆ ในลำน้ำ ต่อใกล้ชายตลิ่งจึงเป็นเรือนที่ตั้งอยู่บนเสาสูง ซึ่งอาจจะซ้อนกันอยู่หลายชั้น ทำให้แลดูแล้วเป็นเหมือนบ้านเมืองที่ลอยอยู่ในน้ำ [Floating city]นับเป็นการปรับชีวิตความเป็นอยู่ให้เข้ากันกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำลำคลองได้เป็นอย่างดี และเหมาะสมกับฤดูกาลเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำด้วย นั่นคือ ในฤดูน้ำลง ลำน้ำจะขยายตัวกว้าง บรรดาเรือนแพก็อาจเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะท้องน้ำในลำน้ำจะแคบลง ในขณะที่ในฤดูน้ำหลาก บรรดาบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนเสาสูงก็ไม่โดนน้ำท่วม ยิ่งกว่านั้น การอยู่ในลำน้ำและชายตลิ่งก็ได้อาศัยน้ำในเวลาน้ำขึ้นและน้ำลง ชะล้าง และพัดพาสิ่งสกปรกโสโครกให้หมดไปด้วย

 

การที่พื้นที่อยู่อาศัยในลำน้ำและชายตลิ่งดังกล่าวนี้ ทำให้บรรดาพื้นที่บนบกกลายเป็นแหล่งเรือกสวน ย่านตลาดร้านค้า วัดวาอาราม และสถานที่ทำการของบ้านเมือง และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของการเป็นเมืองหลวงของบางกอกก็คือ มีย่านที่อยู่อาศัย และศาสนสถานของผู้คนหลายชาติพันธุ์และศาสนา ดังตัวอย่างเช่น สองฝั่งของคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวงตั้งแต่ตลาดพลูลงมาจนถึงปากคลองที่มีคนหลายกลุ่มเหล่าอยู่รวมกัน มีทั้งคนจีน คนฝรั่ง คนมุสลิม คนไทย ซึ่งแลเห็นได้จากการมีอยู่ของบรรดาวัดทางพุทธศาสนา มัสยิด ศาลเจ้าจีน และโบสถ์ของพวกฝรั่ง เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า สองฝั่งย่านบางกอกใหญ่คือ ย่านสังคมเมืองโดยแท้

 

๑๖. แผนที่เก่าแสดงบริเวณต่างๆ ภายในกำแพงเมืองพระนครของกรุงรัตนโกสินทร์

 

๑๗. ภาพวัดอรุณราชวราราม สัญลักษณ์ของเมืองบางกอก

 

 

๑๘. บนท้องน้ำเจ้าพระยาใกล้ๆ กับวัดอรุณราชวราราม

๑๙. บ้านเมืองที่ปรับเปลี่ยนจากการใช้คมนาคมทางน้ำมาสู่การสร้างถนนหนทางและเกิดร้านค้าย่านต่างๆ ขยายตัวออกไปมากมายในกรุงเทพมหานคร 

 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แม้จะมีหลักฐานว่ามีการอยู่อาศัยน้อยเต็มทีจนกระทั่งเกิดบ้านเมืองขนาดใหญ่ที่มีศูนย์กลางอยู่ในบริเวณชุมทางน้ำสำคัญที่ กรุงศรีอยุธยา ในลักษณะของการเป็น สังคมแบบลุ่มน้ำ [Riverine society] ซึ่งใช้พื้นที่สูงบริเวณริมแม่น้ำสำหรับการตั้งบ้านเรือนและเส้นทางน้ำสำหรับ เพาะปลูกโดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวหนีน้ำสูงเร็วเพราะน้ำหลากท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นเวลาหลายเดือน การอยู่อาศัยจึงต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม โดยเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติให้มากที่สุดอันเป็นลักษณะสำคัญของ เมืองทางน้ำ

 

การเปลี่ยนแปลงชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในเมืองลอยน้ำเริ่มต้นแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ชุมชนในกรุงเทพมหานครฯ ขยายตัวไปตามถนนหนทางที่ตัดขึ้นใหม่ บ้านที่อยู่อาศัย ตลาดร้านค้า ตึกแถว ห้องแถว ย่านธุรกิจ สถานที่ราชการ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกของพระนคร ส่วนฝั่งธนบุรีไม่มีการเติบโตมากนัก ยังคงเป็นพื้นที่สวน ลำคลอง และย่านที่พักของพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นเก่าและขุนนางผู้ใหญ่ แต่เมื่อมีเรือยนต์และถนนหนทางมากขึ้นตามลำดับเรือนแพที่อยู่ในน้ำก็หายไปจากชายฝั่ง

 

นับแต่สมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ มาจนถึงราวรัชกาลที่ ๔-๕ นักเดินทางชาวตะวันตกบันทึกความทรงจำไว้ว่า “สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาคือเรือกสวนซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผลไม้ที่สำคัญ โดยเฉพาะจากสวนฝั่งธนบุรี เมืองบางกอก จนถึงเมืองนนทบุรี ส่วนพื้นที่ภายในลึกเข้ามาในแผ่นดินใช้สำหรับปลูกข้าว” แผ่นดินอันบริบูรณ์สองฝั่งน้ำเจ้าพระยาที่แปรเปลี่ยนไปเริ่มจากการขยายตัวของพื้นที่ปลูกข้าว เศรษฐกิจการค้าแบบเสรีที่มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๓ ทำให้เริ่มมีการเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศของเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมากมาตามลำดับ

 

การคมนาคมและการสร้างถนนหนทางกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของประเทศ จึงมีการระดมสร้างถนนและโครงข่ายระบบชลประทานสมัยใหม่ที่สร้างเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่สภาพแวดล้อมยังคงเดิม คือเป็นที่ลุ่มต่ำ เมื่อถึงหน้าฝนน้ำจำนวนมากยังคงไหลหลากและเอ่อท่วมท้น แต่เมื่อติดขัดเพราะเกิดชุมชน สิ่งก่อสร้าง ถนนหนทางเข้ากีดขวางก็ทำให้ระบบนิเวศที่เคยมีอยู่ไม่สามารถทำงานได้ ปัญหาการเข้ามาของน้ำเค็มจากปากน้ำในช่วงหน้าแล้ง น้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งการขึ้นลงของกระแสน้ำที่เปลี่ยนไปคือส่วนสำคัญที่ทำให้สวนผลไม้ดั้งเดิมอันเป็นสัญลักษณ์ของลำน้ำสายนี้สูญสิ้นลง

 

สวนส้มบางมดที่เคยขึ้นชื่อหลงเหลือเพียงไม่กี่ต้น ทุเรียนเมืองนนท์พันธุ์ต่างๆ มากกว่า ๖๐ ชนิด ก็แทบไม่เหลืออีกแล้ว สวนฝั่งธนฯ และเมืองนนท์ถูกถนนวงแหวนตัดผ่านเพื่อความสะดวกในการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมแต่ก็ได้ทำลายวิญญาณของ สวนใน ไปจนหมดเสียแล้ว

 

มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการอยู่อาศัย บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ต้องเผชิญปัญหาระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งแหล่งอุตสาหกรรมที่ไม่มีระบบป้องกันน้ำเสียจำนวนมาก ทำให้ในปัจจุบัน ลุ่มน้ำเจ้าพระยาต้องเผชิญปัญหาในระดับโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีโครงการเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณชายฝั่งทะเลและชุมชนในเขตใกล้ปากแม่น้ำ เช่น กรุงเทพมหานคร ธนบุรี ที่ต้องพบกับวิกฤตเรื่องการจัดการน้ำเป็นเวลานานและปัจจุบันมีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 

ปรับเป็นบทความจากงานเขียนของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

อัพเดทล่าสุด 30 ส.ค. 2561, 14:49 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.