หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ลักษณะทางภูมิศาสตร์เมืองแพร่
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ / เรียบเรียง
เรียบเรียงเมื่อ 12 พ.ค. 2559, 13:19 น.
เข้าชมแล้ว 30119 ครั้ง
แอ่งที่ราบเมืองแพร่ มีขนาดราว ๑๔,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร ภาพจาก Google Earth

 

บริเวณแอ่งที่ราบเมืองแพร่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ติดต่อได้สะดวกกับบ้านเมืองในกลุ่มเมืองสุโขทัย-ศรีสัชนาลัยและหลวงพระบางมากกว่าทางแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เมืองแพร่จึงรับเอาวัฒนธรรมและประเพณีทั้งจากหลวงพระบาง สุโขทัย และล้านนา ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงเครือญาติ เช่น ที่พบร่องรอยจากตำนานระหว่างพระร่วงกับพญางำเมืองและพญาเม็งรายจากพะเยาและเชียงราย

 

การกล่าวถึงเมือง “แพร่”ในที่นี้ หมายถึงพื้นที่ตามเขตปกครองในปัจจุบัน จังหวัดแพร่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของพื้นที่ภาคเหนือ ติดต่อกับภาคกลางด้านทิศใต้ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ มีทั้งบริเวณที่ภูเขาสูงและแอ่งที่ราบ พื้นที่การปกครองแบ่งออกเป็นอำเภอสูงเม่น เด่นชัย เมืองแพร่ ร้องกวาง หนองม่วงไข่ สอง ลอง และวังชิ้น

 

ทางทิศใต้  มีเขาพลึงคั่นระหว่างอำเภอเด่นชัย อำเภอร้องกวาง กับอำเภอเมือง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หากเดินทางผ่านเขาพลึงแล้วก็นับว่าเข้าเขตภาคเหนือซึ่งถือเป็นเช่นนี้มาแต่โบราณ 

 

ทิศตะวันตกเขตอำเภอสอง อำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น ติดกับอำเภอสบปราบ อำเภอแม่ทะ และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

 

ทิศเหนือเขตอำเภอสองและอำเภอร้องกวางติดกับอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน อำเภอปง จังหวัดพะเยา และอำเภองาว จังหวัดลำปาง

 

ทิศตะวันออกเขตอำเภอเมืองและอำเภอร้องกวางติดกับอำเภอเวียงสา อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน อำเภอท่าปลาและอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ดังต่อไปนี้

 

เทือกเขาและที่สูง

แบ่งออกเป็น เขตเทือกเขามีความสูงตั้งแต่ ๒๐๐-๑,๖๕๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และในอดีตเคยมีไม้สักมากที่สุด จนถึงปัจจุบันก็ยังเก็บรักษาผืนป่าสักทองที่ใหญ่ที่สุดไว้ได้ในบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ยม ส่วนพื้นที่ซึ่งเป็นที่ราบลาดชันความสูงประมาณ ๑๖๐-๓๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่รกร้างจากการทำสัมปทานป่า ชาวบ้านจึงเข้ามาใช้พื้นที่ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว และเลี้ยงสัตว์ 

 

เทือกเขาของจังหวัดแพร่มีอยู่ ๒ ทิวเขาใหญ่ คือ เทือกเขาผีปันน้ำกลางวางตัวจากเหนือถึงใต้ผ่านอำเภอสองและอำเภอวังชิ้น เทือกเขานี้ไม่มียอดเขาที่โดดเด่นต่างจากเทือกเขาผีปันน้ำตะวันออกที่วางตัวจากเหนือถึงใต้ สันปันน้ำใช้แบ่งเขตจังหวัดแพร่และน่าน ยอดดอยที่สูงที่สุดคือ ดอยภูคาและมียอดดอยที่แบ่งพื้นที่ของแอ่งที่ราบและหุบเขาต่างๆ เช่น

 

ดอยหลวงอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดแพร่ แบ่งเขตอำเภอสอง จังหวัดแพร่ อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีดอยหลวงภูคาเป็นยอดดอยสูงสุด ดอยแปเมืองเป็นแนวเทือกเขาที่พาดยาวต่อจากดอยหลวง อยู่ทางตะวันออกของจังหวัดแพร่ แบ่งเขตอำเภอเมืองแพร่ กับอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีเขาสูงที่สุดคือ ดอยกู่สถานดอยสามเส้า และดอยช้างผาด่าน  ส่วน ดอยพญาผ่อกั้นเขตแดนอำเภอเมืองแพร่และอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ดอยแม่ตั้บ ดอยขุนพวกน้อยอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ แบ่งแดนระหว่างอำเภอสูงเม่นและอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ กับอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ดอยแม่ระนาง เขาพลึง ดอยหลวงอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด แบ่งแดนอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ กับอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ช่องเขาพลึงนี้เป็นช่องเขาสำคัญที่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างจังหวัดแพร่กับภาคกลางมาแต่โบราณ

 

ม่อนขาตุ้ย ดอยขุมจืม ดอยแม่แขม ดอยหนองม้า ดอยผาหิ้ง ดอยหลวง ดอยผาน้ำต้น ดอยขุนห้วยบ่อทอง ดอยแปหลวงอยู่ทางทิศตะวันตก เป็นดอยที่ใช้แบ่งเขตแพร่และลำปาง ม่อนกระทิง ดอยหน้าบากอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอสูงเม่น แบ่งเขตอำเภอสูงเม่นกับอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ดอยปลาก่ออยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองแพร่ แบ่งอำเภอเมืองแพร่กับอำเภอลอง จังหวัดแพร่ ดอยกิ่งคอเมือง ดอยอ่าง และดอยขุนเขียดแบ่งเขตอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ กับอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ดอยก่ออยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเด่นชัย แบ่งเขตอำเภอลองและอำเภอเด่นชัย กับอำเภอวังชิ้นและอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ดอยผาคำแบ่งเขตอำเภอเมืองแพร่ กับอำเภอลอง จังหวัดแพร่ และดอยขุนห้วยฮ่อมแบ่งเขตระหว่างอำเภอร้องกวางกับอำเภอสอง จังหวัดแพร่

 

เขาพลึงกั้นระหว่างอุตรดิตถ์และแพร่ มีช่องเขาที่สำคัญเรียกว่าช่องเขาพลึง เป็นเส้นทางคมนาคม ระหว่างเขตที่สูงภาคเหนือและเขตที่ราบภาคกลาง มาแต่โบราณ  การทำถนนผ่านช่องเขาพลึงในอดีต

 

ลำน้ำสำคัญ

การที่มีภูเขาสูงล้อมรอบจึงเป็นต้นน้ำสำคัญสำหรับชีวิตชาวบ้านในการทำเกษตรกรรม ลำน้ำเล็กๆ สายย่อยๆ กว่า ๗๗ สาย เหล่านี้ล้วนไหลลงสู่แม่น้ำยมที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในอำเภอปง จังหวัดพะเยา

 

แม่น้ำยมที่ไหลผ่านแอ่งที่ราบเมืองแพร่ ฝั่งตะวันตกของลำน้ำมีพื้นที่ราบน้อยกว่าฝั่งตะวันออก จึงมีชุมชนจำนวนมากตั้งถิ่นฐานอยู่นอกเวียงแพร่ รวมทั้งศูนย์กลางความศรัทธาคือพระธาตุช่อแฮก็อยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของลำน้ำยม ในอดีตชาวบ้านไม่ได้อาศัยน้ำในลำน้ำยมทำเกษตรกรรมแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการขุดคลองชลประทานที่เมืองสองนำน้ำจากแม่น้ำยมสู่พื้นที่ภายใน อย่างไรก็ตามชาวบ้านก็ยังใช้ลำเหมืองจากน้ำ ๓ สายหลักทางเทือกเขาทางฝั่งนี้ คือ น้ำแม่แคม น้ำแม่สาย และน้ำแม่ก๋อนซึ่งมีดอยช้างผาด่านเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญเช่นเดิมมากกว่า

 

เหมืองฝายที่ป่าแดง-ช่อแฮ ลำน้ำ ๓ สายหลัก ได้แก่ ห้วยแม่สาย ห้วยแม่ก๋อน และห้วยแม่แคม ลำน้ำสองสายแรกคือแม่สายและแม่ก๋อนมีต้นน้ำจากจำผักปุก คำว่า “จำ” หมายถึงตาน้ำหรือที่น้ำซึมขึ้นมา ส่วนน้ำแม่แคมมีต้นน้ำจากสันปันน้ำอีกแห่งหนึ่ง ทั้งสามสายเป็นเส้นน้ำหลักหล่อเลี้ยงแอ่งที่ราบเมืองแพร่มาโดยตลอด คนเมืองแพร่ใช้ลำน้ำทั้งสามสายนี้เพื่อทำการเกษตรโดยไม่ได้พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำยม

 

น้ำแม่ก๋อนไหลผ่านบ้านนาตอง บ้านน้ำจ้อม น้ำแม่สายจะผ่านบ้านห้วยผาตึมซึ่งเป็นชุมชนขนาดเล็กมีประมาณ ๑๐ กว่าครอบครัว บ้านห้วยหยวกมีประมาณ ๑๘ ครอบครัว บ้านห้วยป่ากลายและบ้านห้วยน้ำกลาย น้ำแม่แคมไหลผ่านบ้านนาคูหา บ้านแม่แคม บ้านสวนเขื่อน ตำบลสวนเขื่อน ตำบลบ้านถิ่น บ้านกาซ้อง บ้านปทุม เหมืองค่า เหมืองแดง ตำบลเหมืองหม้อ แล้วบรรจบกับลำเหมืองหลวงที่มาจากลำน้ำแม่สาย เมื่อไหลสู่ตัวเวียงก็ผ่านบ้านใหม่ ตำบลในเวียง แล้วไหลลงสู่คูเมืองที่ขุดไว้รอบกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก ส่วนลำเหมืองอีกเส้นที่มาจากลำเหมืองแม่สายจะไหลไปลงลำน้ำยม

 

ชาวบ้านป่าแดง-ช่อแฮนับถือ “เจ้าพ่อผาด่าน”เป็นผีดูแลรักษาป่าและขุนน้ำทั้ง ๓ สาย คือ ห้วยแม่แคม ห้วยแม่สาย และห้วยแม่ก๋อน ในขุนห้วยที่เป็นลำห้วยสาขาต่างๆ ก็จะมีผีดูแลประจำห้วยแตกต่างไปอีก ผีขุนน้ำมีการนับถือตามลักษณะของเส้นทางเดินของน้ำซึ่งมีสันเขาเป็นการแบ่งเขตอย่างชัดเจน บริเวณสันเขาที่เรียกกันว่าดอยสันกลาง 

 

ฝั่งทางทิศเหนือของดอยสันกลางมีขุนน้ำแม่แคมและขุนน้ำแม่สาย นับถือผี เจ้าพ่อผาด่านและ เจ้าพ่อผาแดงส่วนทางด้านทิศใต้จะมีขุนน้ำแม่ก๋อน จะนับถือผี เจ้าพ่อสันในและ เจ้าพ่อพญาขวา แต่ละสายน้ำจะมีฝายและมีตูบหรือศาลผีประจำ ส่วนพื้นที่ป่าเขาจะมีผีป่าคอยดูแลอยู่ทุกที่ เช่น เจ้าพ่อดำดูแลป่าในเขตบ้านนาตอง น้ำจ้อม ส่วน เจ้าพ่อสุรินทร์ดูแลป่าในเขตบ้านนาคูหา บ้านนาแคม บ้านแม่แคม เป็นต้น

 

น้ำแม่สายและน้ำแม่ก๋อนมาบรรจบกันที่ บ้านในชาวบ้านเรียกว่าปากสบก๋อน ลำน้ำที่สบนี้มีปริมาณน้ำมากจึงขุดแบ่งลำเหมืองเพื่อแจกน้ำในชุมชนต่างๆ ในแอ่งที่ราบเมืองแพร่ บริเวณ ฝายปู่เทิงบ้านคอเหมือง เป็นสายลำเหมือง ๓ เส้นทาง คือ สายที่ ๑นำน้ำสู่ตำบลบ้านกวาง ตำบลบ้านเหล่า ตำบลบ้านกาศ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำยมบริเวณท่าน้ำยม บ้านวังวน ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น สายที่ ๒นำน้ำเข้าสู่บ้านกวาง ตำบลบ้านกวาง อำเภอสูงเม่น ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกับตำบลช่อแฮ บ้านต้นไคร้ บ้านธรรมเมืองของชุมชนช่อแฮ แล้วไหลผ่านบ้านแต ตำบลนาจักร บ้านหนองช้างน้ำ อำเภอสูงเม่น แล้วไหลลงสู่แม่น้ำยมที่ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น สายที่ ๓เป็นลำเหมืองใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า เหมืองหลวงที่มาจากน้ำแม่สาย ไหลผ่านชุมชนต่างๆ ในแถบป่าแดงและช่อแฮเรื่อยไปจนถึงตำบลกาญจนา ตำบลเหมืองหม้อ ไปสู่ตัวเวียงแพร่ที่บ้านสะบู บริเวณสนามบินแพร่ในปัจจุบัน แล้วลัดเลาะต่อเนื่องกับลำเหมืองหิต ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปรับพื้นที่เมืองจนกลายเป็นถนนหมดแล้ว

 

การเปลี่ยนลำเหมืองให้เป็นถนนที่ทำให้น้ำท่วมหน้าโรงพยาบาลแพร่เป็นประจำ ก่อนเข้าถึงตัวเวียงแพร่ ลำเหมืองหลวงจากน้ำแม่สาย แม่ก๋อน จะถูกแบ่งเป็นเหมืองต่างๆ เพื่อใช้น้ำทำเกษตรกรรมรอบๆ เวียง เช่น เหมืองค่า เหมืองแดง เหมืองหิต  ถือเป็นลำเหมืองที่ทำการปัดน้ำเข้าตัวเวียง สามารถเลี้ยงน้ำคือ (คูเมือง)ได้ ลำเหมืองสายนี้จะไปบรรจบกับน้ำแม่แคมเข้าสู่ตัวเวียงแพร่แล้วไหลลงสู่แม่น้ำยมอีกทีหนึ่ง

 

ลำน้ำสายต่างๆ ไหลลงสู่น้ำยม ในแอ่งเมืองแพร่ 

 

เหมืองฝาย

ฝายแรกของน้ำแม่สายคือ ฝายพญาสร้างในสมัยใดไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าเป็นฝายที่เจ้าเมืองแพร่มาสร้างไว้ ฝายพญาอยู่บริเวณเขตติดต่อระหว่างบ้านกวาง ตำบลบ้านกวาง อำเภอสูงเม่น กับบ้านปง และไปสบกับ ฝายแม่หม้าย ฝายสวนจันทร์ที่บ้านสบสาย อำเภอสูงเม่น

 

ในอดีตฝายพญาจะเป็นตัวแบ่งน้ำให้ไหลไปทั้งทางสูงเม่นและเข้าไปในเมืองแพร่ ก่อนที่จะมีฝายพญา น้ำแม่ก๋อนและแม่สายจะไหลไปรวมกับน้ำยมที่บ้านสบสาย แต่เมื่อเจ้าหลวงต้องการที่จะเอาน้ำไปใช้ในเมือง  จึงมีการกั้นฝายพญาขึ้น ส่วนฝายบ้านในเป็นฝายที่ทางกรมชลประทานสร้างให้ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๖ น้ำที่ได้จากฝายจะใช้ในการเกษตร แต่ละหมู่บ้านก็จะมีลำห้วยผ่านอยู่แล้ว แต่การทำฝายก็ยิ่งทำให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

 

การเลี้ยงผีขุนน้ำจะเลี้ยงตามเส้นทางสายน้ำที่ชาวบ้านได้ใช้ บ้านทุ่งส่วย บ้านกวาง บ้านเหล่า จะใช้น้ำแม่สายซึ่งเป็นลำห้วยเส้นเดิม ส่วนบ้านเหมืองหม้อ หัวฝาย กาญจนา จะใช้น้ำแม่สายที่ทำใหม่ แต่ต่างก็ไหว้เจ้าพ่อผาด่าน ส่วนทางเส้นสายน้ำแม่แคมจะไหลผ่านบ้านแม่แคม บ้านนาคูหา รวมทั้งน้ำแม่ลัวก็จะไหลมารวมกับน้ำแม่แคมด้วย

 

ราว พ.ศ. ๒๕๑๑ ชาวบ้านในชุมชนป่าแดงที่มีที่นาช่วยกันขุดร่องลำน้ำเหมืองแยกสายน้ำเพื่อใช้ในที่นา  บริเวณฝายท่าช้างฝั่งทิศเหนือขนาดลำเหมืองกว้างประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร ในเวลาใกล้เคียงกันราว พ.ศ.๒๕๑๒ กรมชลประทานได้สร้างฝายคอนกรีตบริเวณฝายตาช้างซึ่งแต่เดิมเคยเป็นฝายตอกหลักไม้ที่ชาวบ้านซึ่งใช้สายน้ำร่วมกันทำมาก่อน และพังลงในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นที่กล่าวถึงกันมากในเรื่องการสร้างฝายครั้งนั้น เพราะความเชื่อของวิศวกรว่าฝายมีความแข็งแกร่งมาก และมั่นใจว่าจะสามารถใช้งานได้ในระยะยาว  แต่ปีต่อมาเมื่อถึงหน้าน้ำชาวบ้านเชื่อกันว่าเกิดอาเพศ เพราะน้ำป่าไหลทะลักและทำลายฝายคอนกรีตของกรมชลประทานพังจนไม่เหลือแม้แต่ฐาน และสวนเมี่ยงในภูเขาถูกดินถล่มเสียหายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเชื่อว่าเหตุเกิดมาจากการท้าทายอำนาจเหนือธรรมชาติ และชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการทำผิดต่อผีขุนน้ำคือเจ้าพ่อช้างผาด่าน ซึ่งมีตูบหรือศาลตั้งอยู่ห่างจากฝายท่าช้างขึ้นไปทางเหนือราว ๔๐ เมตร ที่ไม่ร่วมมือกันสร้างฝายหรือเลี้ยงผีฝายดังที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิม

 

น้ำแม่แคม น้ำแม่สาย น้ำแม่ก๋อน ยังคงเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลลงสู่แม่น้ำยม

ภาพจากคุณอำพร ปัญญาพยัคฆ์  

หลังจากนั้นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนหนักจึงร่วมกันลงแรงในการสร้างฝายชะลอน้ำ เช่น บ้านใน บ้านทุ่งส่วย บ้านปง ด้วยตนเองอีกครั้ง และขอความร่วมมือจากทุกครัวเรือนที่ใช้ลำเหมืองร่วมกัน ใช้เวลาในการสร้างฝายแบบเดิมอยู่เกือบ ๒ เดือน โดยใช้ไม้ไผ่ถักสานเป็นทรงกลมขนาดกว้าง ๑.๕๐ เมตร สูง ๑ เมตร ตอกไม้หลัก ๔ จุดต่อ ๑ ปุ่ม จำนวน ๔ ชั้นต่อหนึ่งหลัก เท่ากับความสูงของฝายปุ่มคือ ๔ เมตร เรียงสลับฟันปลากันไปตามความกว้างประมาณ ๓๐ เมตร ใช้ปุ่มทั้งหมดประมาณ  ๒๐๐-๒๕๐ หลัก ซึ่งจะมีการใช้จำนวนผืนนาของแต่ละครอบครัวเป็นเกณฑ์ในการสร้างหลักฝาย  เช่น บ้านใดมีที่นา ๕ ไร่ ต้องสร้างหลักฝาย  ๕  หลัก เป็นต้น ส่วนบริเวณเหนือฝายน้ำล้นห่างจากหน้าฝายประมาณ ๒๕ เมตร ก็จะมีฝายไม้เพื่อกั้นเศษหินและไม้ไม่ให้ไหลเข้าสู่ชุมชน หินที่ฝายไม้ดักไว้ก็จะถูกนำมาซ่อมแซมฝายในปีต่อไป เพราะจะมีการซ่อมฝายก่อนประเพณีไหว้ผีขุนน้ำทุกปี ส่วนไม้ไผ่ที่เหลือก็จะนำไปตากและเผาทิ้ง การสร้างฝายของชาวบ้านพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ มีคุณภาพดีกว่าฝายคอนกรีตของกรมชลประทาน และเข้าถึงชุมชนและครอบครัวที่อาศัยน้ำเพื่อทำการเกษตรได้ทั่วถึง อีกทั้งมีการดูแลรักษาหลังจากการร่วมมือกันตอกฝายอีกด้วย 

 

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันฝายท่าช้างสร้างด้วยคอนกรีตและระบบแก่ฝายไม่มีแล้ว ในอดีตแก่ฝายจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธาและมีที่นามาก จึงจะมีบารมีมากพอที่จะทำให้ชาวบ้านเชื่อถือและมั่นใจในความยุติธรรมได้ ปัจจุบันยังมีแก่เหมืองหรือหัวหน้าเหมืองฝายอยู่ ซึ่งคัดเลือกโดยอิงกับระบบราชการ เพราะผู้ที่เป็นแก่เหมืองจะต้องเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองและมีที่นามาก ซึ่งการคัดเลือกแบบนี้แตกต่างจากระบบแก่เหมืองแก่ฝายแบบดั้งเดิมที่อาศัยกฎเกณฑ์ จารีต และคุณธรรมของผู้นำในการจัดสรรแบ่งน้ำ ปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรก็พบในพื้นที่เช่นกัน เพราะลำเหมืองต้องหล่อเลี้ยงผู้คนในหลายหมู่บ้าน ในช่วงน้ำน้อยก็มีการแย่งชิงการกักเก็บน้ำ แก่เหมืองหรือผู้ดูแลลำเหมืองจึงมีบทบาทในการไกล่เกลี่ย แต่ยังไม่ถึงกับเป็นปัญหาใหญ่ที่แย่งน้ำกันจนถึงแก่ชีวิตเหมือนที่เกิดในพื้นที่อื่นๆ 

 

บริเวณต้นน้ำทั้ง ๓ สายซึ่งเคยเป็นพื้นที่เดียวกัน แต่เมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นตำบลต่างๆ และมีองค์การบริหารส่วนตำบลมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ในชุมชน การจัดการน้ำที่เคยเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของชาวบ้านที่มีองค์กรเหมืองฝายดูแลจึงถูกแบ่งแยกออกไปด้วย ห้วยแม่แคมอยู่ในเขตตำบลสวนเขื่อน ห้วยแม่สายอยู่ในเขตป่าแดง แต่ชาวบ้านที่ใช้น้ำมีการใช้หลายชุมชนและเหลื่อมซ้อนกันในเขตการปกครอง ทำให้การดูแลรักษาต้นน้ำ เหมืองฝาย สับสนแตกต่างจากการดูแลที่ชาวบ้านทุกชุมชนที่ใช้น้ำคัดเลือกแก่เหมืองแก่ฝายมาร่วมกันดูแล

 

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีการขุดคลองส่งน้ำคือคลองชลประทานฝายแม่ยม ผันน้ำจากลำน้ำยมที่บ้านหนุน ในอำเภอสอง  พาดผ่านยาวไปจนถึงบ้านปากจั๊ว อำเภอเด่นชัย เข้าสู่พื้นที่ราบภายในแอ่งเมืองแพร่ แม้จะผ่านบริเวณบ้านแตและบ้านกาญจนา แต่ชาวบ้านในแถบป่าแดง-ช่อแฮก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากน้ำในคลองชลประทานนี้มากเท่าใด นอกจากช่วงที่ลำเหมืองมีน้ำไม่พอ เจ้าหน้าที่ชลประทานเขตรักษาน้ำยมที่บ้านดอนดีจึงจะเปิดประตูแบ่งน้ำให้ชาวบ้านซึ่งมีพื้นที่การเกษตรตามเส้นทางคลองชลประทาน และก่อนที่จะมีการแบ่งน้ำชาวบ้านต้องมาแจ้งและทำข้อตกลงร่วมกันสำหรับชุมชนทุกพื้นที่ที่จะขอน้ำ คลองชลประทานเส้นนี้ไม่ได้สร้างทับเส้นลำเหมืองของชาวบ้านที่มีแต่เดิม แต่เป็นการลอดผ่านเหมืองแม่หล่าย เหมืองแม่สาย และเหมืองแม่ก๋อน [1]

 

แอ่งที่ราบ

แบ่งได้เป็น ๒ บริเวณ คือ แอ่งที่ราบเมืองแพร่ ประกอบด้วยพื้นที่บางส่วนของอำเภอสอง ร้องกวาง หนองม่วงไข่ เมืองแพร่ สูงเม่น และเด่นชัย พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองและเด่นชัยเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ประมาณ ๑๔,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำยมไหลผ่านและมีลำน้ำสายเล็กๆ จำนวนมากไหลลงสู่ลำน้ำยมทั้งสองฝั่ง แม่น้ำยมเป็นลำน้ำใหญ่สายเดียวของภาคเหนือที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่ แอ่งที่ราบเมืองแพร่สูงจากระดับน้ำทะเลราว ๑๒๐-๒๐๐ เมตร พื้นที่ราบนี้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำเกษตรกรรม

 

แอ่งที่ราบลองที่ต่อเนื่องกับแอ่งที่ราบวังชิ้นโดยมีดอยปลาก่อกั้น พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลูกคลื่นซึ่งเล็กและแคบกว่าเมืองแพร่มาก ในแอ่งที่ราบลองนอกจากอำเภอลองซึ่งมีพื้นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีเขตติดต่อกับแอ่งที่ราบเมืองแพร่ผ่านดอยผากลองคือ เวียงต้าซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลอนลูกคลื่นสลับกับเนินเขา และมีภูเขาหินปูนที่มีถ้ำอยู่มาก หมู่บ้านแถบนี้ชื่อมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า ต้ามีลำห้วยแม่ต้าเป็นลำน้ำสายหลัก และเคยเป็นบริเวณที่มีป่าสักทองเป็นจำนวนมาก

 

1. พื้นที่ราบในแอ่งเมืองแพร่ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม

2. พื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัดแพร่ ส่วนใหญ่อยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม

3. พื้นที่ชุมชนในเขตป่าแดง-ช่อแฮโดยรวม ที่ถูกน้ำแม่ก๋อนท่วม เมื่อพฤษภาคม ๒๕๔๙

4. ความเสียหายบริเวณบ้านใน และชุมชนริมน้ำก๋อน สายน้ำได้พัดเอาโคลนและต้นไม้มาด้วย เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ทำให้ถนนขาด สะพานหัก สายน้ำเปลี่ยนเส้นทาง ล้วนแต่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้งสิ้น

 

หายนะแผ่นดินถล่ม/โคลนถล่ม

แผ่นดินถล่ม/โคลนถล่ม [Land slide/Mud slide]เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เกิดจากหลายสาเหตุทั้งทางธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ โดยทั่วไปการเปลี่ยนแปลงสภาพแนวลาดเอียงของเทือกเขาเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น แรงดันระดับน้ำใต้ดินน้อยลง การกัดเซาะชายฝั่งของแรงคลื่นจากทะเลหรือแม่น้ำ การละลายของหิมะหรือการชะของแรงน้ำฝนที่ตกหนัก รวมถึงแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดที่เพิ่มแรงดันของแนวลาดเอียง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การกดทับจากสิ่งก่อสร้างบนพื้นที่เอียงลาดซึ่งมีหน้าดินน้อย แรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรกลและการจราจร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำทั้งใต้ดินและผิวดินที่ทำให้มีความชุ่มชื้นลดลง

 

หนึ่งในเหตุผลดังกล่าวเกิดขึ้นที่ป่าเมืองแพร่ในเขตป่าแดง-ช่อแฮ ครั้งสำคัญครั้งหนึ่งเมื่อมีฝนตกหนักและเกิดแผ่นดินถล่ม-โคลนถล่ม [Land slide/Mud slide]จากการชะของแรงน้ำฝน เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙สร้างความเสียหายรุนแรงแก่ชีวิตและบ้านเรือนของชาวบ้านมากที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองแพร่ บริเวณต้นน้ำแม่ก๋อนและน้ำแม่สายฝนตกหนักมากราว ๒-๓ วัน เมื่อถึงกลางดึกที่ บ้านนาตอง น้ำป่าไหลมาจากขุนน้ำแม่ก๋อนบริเวณจำผักปุก จำตอง พัดเอาท่อนซุงมากับน้ำที่เชี่ยวกรากเข้าท่วมบ้านเรือนและทำความเสียหายอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนสูญหายไปมากและมีคนตาย บ้านน้ำกลายน้ำป่าไหลจากขุนห้วยแม่สายพัดบ้านเรือนหายไปหลายหลังและมีคนตายเช่นกัน บ้านป่ากลาย บ้านห้วยหยวก และบ้านในก็ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าในลำห้วยทั้งสองสาย ส่วน บ้านแม่ลัวที่มีการปลูกเมี่ยงมากนั้น เพราะอยู่สูงกว่าบ้านนาตองจึงไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำหลากครั้งนี้

 

ที่บ้านในบริเวณสบน้ำแม่ก๋อนซึ่งเป็นที่รวมของลำน้ำทั้ง ๒ สายเสียหายไม่มากเท่ากับบ้านนาตอง เพราะว่าน้ำทั้ง ๒ สายไหลมาถึงบ้านในไม่พร้อมกัน น้ำแม่สายลึกกว่าน้ำแม่ก๋อนที่เล็กและตื้นทำให้น้ำไหลช้ากว่า น้ำแม่ก๋อนเข้าท่วมบ้านในเวลาตี ๒เมื่อถึงเวลาตี ๓ น้ำแม่สายจึงมา ลักษณะของน้ำป่าที่มาไวไปไวทำให้น้ำแม่ก๋อนระบายออกไปมากแล้วก่อนที่น้ำแม่สายจะมาถึง ทำให้ชาวบ้านในรอดพ้นหายนะจากน้ำป่าสองสายได้อย่างหวุดหวิด

 

บ้านในได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากกว่าบ้านอื่น เพราะแม้บ้านเรือนจะเสียหาย ๖ หลัง แต่พื้นที่ทำกินเสียหายครั้งใหญ่ ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำการเกษตรริมน้ำ หลังจากเกิดน้ำท่วมมีบางกลุ่มที่พักรอให้ดินอยู่ตัว แต่บางกลุ่มก็เริ่มทำการเพาะปลูกเช่นเดิม แต่จนทุกวันนี้ก็ไม่สามารถฟื้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ได้ บางครอบครัวปลูกครั้งที่ ๓ แล้วผลผลิตยังไม่ขึ้น เพราะหน้าดินดีได้หายไปกับสายน้ำ ต้องหาปุ๋ยคอกมาปรับปรุงบำรุงดินใหม่ ชาวบ้านไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาอีกกี่ปีจึงจะมีรายได้จากพืชสวนเหมือนที่ผ่านมา [2]

 

ชาวบ้านป่าแดง-ช่อแฮที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนพืชและพันธุ์ในการเพาะปลูก รวมถึงการปรับสภาพชีวิตต่างๆ หลังน้ำท่วม ชาวบ้านไม่มีรายได้ ไม่มีงานทำ และเริ่มจะเป็นหนี้เป็นสิน พื้นที่ปลูกข้าวไม่สามารถให้ข้าวได้มากเหมือนเดิมจึงเปลี่ยนมาปลูกข้าวไร่แทน 

 

บ้านนาตองที่เคยอยู่ริมลำธารเป็นชุมชนขนาดเล็ก มีที่ราบสำหรับทำนาปลูกข้าวและสวนเชิงเขาได้รับผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่มากที่สุดจากเหตุการณ์น้ำหลากและแผ่นดินถล่ม ก่อนน้ำท่วมพื้นที่นาตองถือว่าเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มาก แต่เมื่อท่อนซุงจำนวนมากไหลปนน้ำฝนและดินโคลนจากภูเขาเข้าท่วมที่นาและบ้านเรือนชาวบ้านแทบทั้งชุมชน บ้านที่ถูกน้ำพัดหายไปประมาณ ๔๘ หลังคาเรือน ชาวบ้านต้องไปอยู่บนที่สูงในบ้านพระราชทานใหม่ซึ่งลักษณะเป็นที่พักชั่วคราวที่แตกต่างไปจากบ้านในวัฒนธรรมของคนแพร่โดยสิ้นเชิง การทำเมี่ยงหลังน้ำท่วมก็ลดลง เพราะอุปกรณ์ในการเก็บเมี่ยง หมักเมี่ยง ถังเมี่ยง ถูกน้ำพัดไปหมด ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถทำกินกับป่าเมี่ยงได้  การที่อุปกรณ์ถูกน้ำพัด และถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว แต่ชาวบ้านยังหาอุปกรณ์การเก็บ-หมักเมี่ยงไม่ได้ เพราะบางอย่างหายากมาก เช่น ถังไม้อบเมี่ยงที่ต้องใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่

 

คนทำเมี่ยงที่บ้านนาตองหายไปเยอะ เพราะสวนเมี่ยงบางสวนตามเชิงเขาแผ่นดินถล่มลงมาทำให้เหลือสวนเมี่ยงน้อย แต่ปัจจุบันที่บ้านนาตองยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่เกือบ ๑๐๐ หลังคาเรือน จากเดิมอาศัยอยู่ ๑๒๓ หลังคาเรือน แม้ชาวบ้านส่วนหนึ่งย้ายลงมาอยู่ที่บ้านธรรมเมืองและบ้านต้นไคร้ เพราะมีญาติพี่น้องอยู่เพื่อทำอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่หากถึงหน้าเก็บเมี่ยงก็จะขึ้นไปที่บ้านเดิม เพราะนาที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทำอะไรไม่ได้แล้ว 

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว มีความช่วยเหลือต่างๆ มากมายแต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเส้นทางถนนถูกตัดขาด ขวัญกำลังใจของชาวบ้านที่สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ความสับสนของหน่วยงานของรัฐที่ไม่สามารถจัดลำดับการทำงานเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ทำให้เกิดปัญหาเรื่อยมาจนทุกวันนี้ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ร่วมมือกันช่วยจัดการปัญหาของตนเองเป็นหลักเช่นกัน

 

ที่อยู่อาศัยซึ่งเสียหายมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้ความช่วยเหลือมาก ทั้งสร้างบ้านแบบชั่วคราว การสร้างบ้านแบบน็อกดาวน์ในตำบลป่าแดง และบ้านพระราชทานที่ตำบลช่อแฮ บ้านน็อกดาวน์ที่ทางการสร้างให้ชาวบ้านก็พออยู่กันได้ ทางการได้มาสร้างบ้านพระราชทานให้หลังละ ๗ หมื่นบาท แต่ชาวบ้านต้องการสร้างเอง อยากหาวัสดุอุปกรณ์จากป่ามาทำเองมากกว่า ซึ่งมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบบางส่วนประมาณ ๒๐ ครอบครัว

 

ความช่วยเหลือดังกล่าวชาวบ้านประเมินว่าทำให้เกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นการละทิ้งอาชีพดั้งเดิมแล้วไปทำการปักผ้าหรืออบขนมเค้กซึ่งยังไม่มีความยั่งยืนที่จะสร้างรายได้ การเสียความรู้สึกของคนในชุมชนที่มีต่อชาวบ้านด้วยกันเองและกับหน่วยงานต่างๆ ทำให้แตกความสามัคคีในที่สุด เพราะได้รับความช่วยเหลือที่ไม่เท่าเทียมกันและไม่ครอบคลุม ซึ่งเกิดจากการเขียนรายงานของผู้นำชุมชนที่หวังผลประโยชน์ให้กลุ่มตนมากกว่า การชดเชยค่าเสียหายที่ทางการมอบให้จึงเป็นไปตามจำนวนที่มีการเขียนรายงานมา ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างผู้นำกับชาวบ้าน และระหว่างผู้นำชุมชนเองด้วย [3]

 

การเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากแผ่นดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากนี้ไม่ถึงกับทำให้น้ำเปลี่ยนเส้นทาง แต่ทำให้ลำห้วยมีขนาดกว้างขึ้น นอกจากทำให้หน้าดินหายไปแล้ว ยังนำเอาหินจากที่อื่นๆ มาทับถมบริเวณสวน ไร่นา ของชาวบ้าน ซึ่งยากมากที่จะกู้สภาพแวดล้อมให้กลับคืนดังเดิมได้

 

หากน้ำท่วมในเวลากลางวัน ชาวบ้านเชื่อว่าจะมีคนตายมากกว่านี้ เพราะมีรีสอร์ทและร้านอาหารริมน้ำแม่ก๋อนซึ่งนักท่องเที่ยวจะเข้ามาท่องเที่ยวช่วงกลางวันกันมาก น้ำป่าหลากครั้งนี้ท่วมไปจนถึงอำเภอสูงเม่น บริเวณบ้านร่องกาศประมาณ ๖ โมงเช้า ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำยมที่สูงเม่น ทำให้ในเวียงแพร่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากและแผ่นดินถล่มนี้แต่อย่างใด

 

 

1. และ 2. และ 3. บ้านนาตองพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำป่าหลากและโคลนถล่ม เมื่อพฤษภาคม ๒๕๔๙ ทำให้

 ชาวบ้านเสียชีวิต สูญเสียที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกิน

4. บ้านที่ทางราชการสร้างทดแทนให้แก่ผู้ที่สูญเสียที่บ้านนาตอง

5. การให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนของภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป

 


[1]สัมภาษณ์ นิยม รวดรู้  และ อำพร ปัญญาพยัคฆ์, ๒๓ เมษายน ๒๕๕๐.

[2] สัมภาษณ์ อำพร ปัญญาพยัคฆ์,  ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐.

[3] รายงานความก้าวหน้า “โครงการวิจัยความสัมพันธ์ชุมชนต่อการจัดการน้ำและทรัพยากรของชุมชนป่าแดง-ช่อแฮ จังหวัดแพร่” เครือข่ายลูกพ่อขุนลัวะอ้ายก้อม, นายพัฒนา แสงเรียง.

 

อัพเดทล่าสุด 9 ต.ค. 2561, 13:19 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.