![]() |
|
สภาพแวดล้อมของเมืองเก่าสุโขทัยที่มีเทือกเขาหลวงเป็นประธาน |
๑. การให้ความหมายต่อแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ลุ่มน้ำยม
การค้นพบแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ในบริเวณตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นับว่ามีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สุโขทัยเป็นอย่างมาก เนื่องจากแหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีในลุ่มน้ำยมที่น่าจะมีอายุเก่าที่สุด กล่าวคือประมาณ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว หรือประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล และสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยทวารวดี
ถือได้ว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีหลักฐานแสดงถึงการมีอยู่ของชุมชนเก่าขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครสุโขทัยมาตั้งแต่ก่อนการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่ห้วยแม่โจนบริเวณวัดพระพายหลวงเสียอีก และเมื่อเทียบเคียงความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันแล้ว จะทำให้นักประวัติศาสตร์สามารถรื้อฟื้นอดีตเกี่ยวกับกำเนิดและวิวัฒนาการของสุโขทัยในยุคเริ่มแรก ตลอดจนกำหนดยุคสมัยแห่งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยยุคสมัยทางโบราณคดีมาเป็นตัวกำหนดดังแต่ก่อน
แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ชาวบ้านรู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ก่อนการขุดค้นของกรมศิลปากรเสียอีก และคณะสำรวจของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ ภายใต้การนำของรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ออกสำรวจเก็บข้อมูลเพิ่มเติม และทำการสัมภาษณ์ชาวบ้านในละแวกแหล่งโบราณคดี เมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๙ โดยได้รับความร่วมมือจากคุณสมเดช พ่วงแผน แห่ง “อาณาจักรพ่อกู” เจ้าของโรงงานผลิตและค้าสังคโลกสุโขทัย ซึ่งเก็บรักษาของจากแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดที่ได้จากชาวบ้านไว้ส่วนหนึ่ง ด้วยการเปิดโอกาสให้คณะสำรวจได้ถ่ายรูปโบราณวัตถุที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดที่มีทั้งเครื่องมือเหล็ก ชิ้นส่วนโลหะ ลูกปัด เหรียญตรา ภาชนะดินเผา แวดินเผา และอื่น ๆ นับได้ว่าคุณสมเดชเป็นผู้มีส่วนในการเผยแพร่ความรู้เรื่องนี้ให้แก่สาธารณชนอยู่มาก
เมื่อประมวลหลักฐานจากการขุดค้นของนักโบราณคดีและวัตถุโบราณที่มีผู้สนใจใคร่รู้เก็บรักษาไว้ ตลอดจนการสัมภาษณ์หาข้อเท็จจริงแล้ว ทำให้สามารถตั้งข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีนี้ได้หลายประการ
แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก อาณาบริเวณตั้งแต่บ้านวังหาดตำบลตลิ่งชันถึงผาขัดห้าง อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง กล่าวได้ว่าแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดเป็นชุมชนอุตสาหกรรมที่ได้สร้างความถนัดเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีการถลุงเหล็กขึ้นมา ปริมาณของวัตถุโลหะอันเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่พบมากมายตลอดทั้งก้อนตะกรันเหล็กจำนวนหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าชุมชนนี้น่าจะเป็นทั้งแหล่งขุด [Mining Area] และแหล่งถลุง [Smelting Area] คือมีกระบวนการผลิตแบบครบวงจร ซึ่งแทบไม่พบในแหล่งโบราณคดีอื่นใดเลย นอกจากแหล่งโบราณคดีบางแห่งในลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก
มนุษย์ในชุมชนนี้รู้จักเอาเหล็กมาแปรรูปเป็นเครื่องใช้ ซึ่งร่องรอยเกี่ยวกับการนี้ปรากฏที่บ้านหนองบัวดำ เป็นต้น นั่นคือเครื่องมือเหล็กที่พบจำนวนมากอาจถูกนำไปใช้สกัดแร่หรืออาจนำไปใช้สลักหิน (ดังที่พบภาพสลักบนหินตามถ้ำบางแห่งบริเวณลุ่มน้ำน่านและที่ภูผายนต์ในเทือกเขาภูพาน) ชาวบ้านเรียกเครื่องมือดังกล่าวนี้ว่า “เหล็กสกัด”
ส่วนก้อนโลหะ [Ingot] ที่พบก็อาจเป็นไปได้ที่จะถูกนำมาใช้เป็นทั้งสื่อในการแลกเปลี่ยนแทนเงินตรา หรืออาจเป็นต่างหูประดับ ดังเช่นที่พบจากการขุดค้น ณ เมืองโบราณจันเสนก็ได้
ในบรรดาวัตถุโลหะที่พบนั้นมี “เครื่องประดับเงินและทอง” จำนวนหนึ่ง และ “ดาบโบราณ”ลักษณะคล้ายที่พบในเวียดนามเหนือและจีนตอนใต้ รวมทั้งเครื่องประดับสำริดคล้ายกำไล ตกแต่งด้วยกระพรวนรูปตัว S ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเป็นวัตถุในกระแสวัฒนธรรมดองเซินจากเวียดนามเหนือด้วย
กำไลสำริดจำนวนหนึ่งนั้นมีเนื้อบางเฉียบแสดงถึงฝีมือการหล่อที่ชำนาญ และชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ในชุมชนแห่งนี้ได้รับรู้และสัมผัสกับความรู้และเทคโนโลยีทางการหล่อสำริดขั้นสูง อันบ่งถึงว่าไม่ได้เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นและอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทว่าอยู่ในวงจรของการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ-วัฒนธรรมของกลุ่มคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์
แหล่งถลุงเหล็กขนาดใหญ่ที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดนั้น ตั้งอยู่บนที่ลาดเชิงเขาลึกเข้าไปในป่า “บริเวณต้นน้ำแม่ลำพัน” อันเปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชุมชนบริเวณสุโขทัย จึงอาจตั้งสมมุติฐานในเบื้องต้นได้ว่า ความมั่นคั่งของทรัพยากรธรรมชาติจำพวกแร่ธาตุเป็นปัจจัยดึงดูดมนุษย์กลุ่มหนึ่งให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบนี้ และอาจกล่าวได้ว่าชุมชนในลุ่มน้ำยมมีพัฒนาการทางด้านโลหกรรมเช่นเดียวกับชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชุมชนเขตลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก
“เงื่อนไขดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัยสมัยเริ่มแรก” เชื่อได้ว่ากระแสวัฒนธรรมทางเทคโนโลยีและการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปรทางด้านเศรษฐกิจในขอบข่ายกว้างขวาง เห็นได้จากปริมาณของลูกปัดจำนวนมาก ชาวบ้านบางคนให้ข้อมูลว่าได้พบลูกปัดรวมแล้วหลายถุง บางส่วนขายข้ามภาคเป็นสินค้าวัตถุโบราณ แต่อีกส่วนหนึ่งตกเป็นสมบัติของผู้รักของประเภทนี้ เท็จจริงอย่างไรคงยากแก่การพิสูจน์ (แม้ว่าการขุดค้นอย่างถูกวิธีและทันเวลาของนักโบราณคดีอาจช่วยได้มากก็ตาม) ที่สำคัญคือลูกปัดจำนวนมากเท่าที่ได้เห็นนั้น สะท้อนให้เห็นความนิยมในการใช้ลูกปัดของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งมีทั้งลูกปัดแก้วและหินสี เป็นไปได้ว่าอาจมีการใช้วัตถุประเภทนี้เป็นทั้งเครื่องประดับและใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ดังเห็นได้จากสังคมมนุษย์อีกหลายแห่งที่เป็นเช่นนี้ เช่น ในหมู่พวกโปลีนีเชียน เป็นต้น
แหล่งโบราณคดีในประเทศไทยที่พบลูกปัดเป็นจำนวนมากคือที่ “ควนลูกปัด” อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นแหล่งผลิตลูกปัดที่สำคัญ ส่วนลูกปัดจำนวนมหาศาลซึ่งพบที่บ้านวังหาดก็อาจมีนัยให้เห็นความสำคัญของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ได้ว่า มิได้ด้อยไปกว่าแหล่งโบราณคดีที่กล่าวนานมาแล้วนั้นเลย แม้การผลิตจะอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าก็ตาม
โบราณวัตถุประเภทวัตถุทางความเชื่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดก็มีจำนวนไม่น้อย ที่สำคัญได้แก่ เหรียญตรารูป “ศรีวัตสะ” และแผ่นโลหะบาง ๆ จำหลักเป็นรูปหน้าลิง (บางท่านสันนิษฐานว่าเป็น สิงห์) เจาะรูสำหรับร้อยสายใช้คล้องคอ เหรียญศรีวัตสะนั้นเป็นวัตถุมงคลที่พบตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีหลายแห่ง ส่วนรูปหน้าลิงนั้นอาจใช้ห้อยเป็นเครื่องราง และจากส่วนรูปที่มีการตีความวัตถุรูปคนจูงลิงที่มักพบตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีเป็นจำนวนมาก เช่น ที่เมืองโบราณจันเสนและในบริเวณขอบข่ายของวัฒนธรรมสุโขทัยบางแห่ง ว่าเป็นวัตถุทางความเชื่อ ดังนั้น แผ่นโลหะจำหลักรูปหน้าลิงก็อาจสื่อสารทำนองเดียวกันด้วยก็เป็นได้
วัตถุที่ค้นพบจำนวนมากอีกประเภทหนึ่งก็คือ วัตถุดินเผาซึ่งมีทั้งภาชนะลายเชือกทาบ แวเหล็กไน และวัตถุดินเผารูปคล้ายกระดุมกลม
![]() |
![]() |
![]() |
|
ลูกปัดแก้วสีต่างๆ และลูกปัดหินมีค่ากึ่งรัตนชาติ |
เครื่องมือเหล็กพบที่บ้านวังหาด สุโขทัย |
เครื่องประดับรูปลิง (หรือสิงห์) ทำจากทองและเงินดุนลาย และเหรียญเงินแบบทวารวดีรปูพระอาทิตย์ หอยสังข์ และรูปสัญลักษณ์มงคล เช่น ศรีวัตสะ |
แวเหล็กไนสำหรับปั่นด้ายมักพบตามแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์และสมัยทวารวดี เป็นหลักฐานชนิดหนึ่งที่แสดงถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในสมัยนั้น ว่าอาจมีการปั่นฝ้ายหรือใช้ป่านชนิดหนึ่งเอามาทำเสื้อผ้าได้ หรือใช้ฟั่นเป็นด้ายสำหรับร้อยวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เช่น ร้อยวัตถุหรือเหรียญมงคล ดังจะเห็นได้จากบรรดาลูกปัดจำนวนมากมายที่พบนั้น ส่วนมากเป็นลูกปัดเจาะรูร้อยด้วยเชือก ซึ่งน่าจะได้มาจากการปั่นฝ้ายให้เป็นด้ายและฟั่นเป็นเกลียว
บนพื้นฐานของวัตถุที่ค้นพบ แสดงให้เห็นว่าชุมชนที่บ้านวังหาดมีวิวัฒนาการสืบเนื่องถึงประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา และสมัยที่ศิลปะวัฒนธรรมทวารวดีแพร่หลายทั่วไป ณ เวลาใดเวลาหนึ่งนั้นบ้านวังหาดก็เป็นชุมชนที่มีความเชื่อดั้งเดิมของท้องถิ่นอยู่ก่อนรับพุทธศาสนาแล้ว ดังเห็นได้จากการใช้เหรียญรูปหน้าลิงเป็นเครื่องรางคล้องคอนั่นเอง
และชุมชนที่บ้านวังหาดก็น่าจะเป็นสังคมที่มีการจำแนกความต่างของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็น Ranked society ดังเช่นบางคนอาจใช้ลูกปัดแก้ว (การพบลูกปัดแก้วน่าจะเป็นสิ่งยืนยันว่าอยู่สมัยปลายยุคเหล็ก ด้วยเป็นของเกิดจากการผลิตไม่ใช่รัตนชาติคือ หินบางชนิด หรือเปลือกหอย ดังที่ปรากฏเป็นความนิยมสมัยก่อนหน้านี้ ) อันเป็นสิ่งของที่ต้องผ่านกระบวนการผลิต จึงเป็นสิ่งของแสดงฐานะบุคคลที่ต่างจากคนที่ใช้ลูกปัดหิน นอกจากนี้บางคนยังตกแต่งด้วยเครื่องทอง-เงิน และยังพบกำไลสำริดที่ข้อมือของโครงกระดูกบางโครงด้วย เป็นต้น
แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดนอกจากมีความสำคัญในตัวเอง ในฐานะที่เป็นแหล่งชุมชนอุตสาหกรรมยุคแรกในลุ่มน้ำยม อันสัมพันธ์กับกำเนิดของชุมชนที่นครสุโขทัยแล้ว ยังสะท้อนถึงกระแสการเคลื่อนไหวโยกย้ายหาถิ่นที่เหมาะสมในการตั้งหลักแหล่งของมนุษย์อีกด้วย
ก่อนหน้าสมัยของแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ได้มีเส้นทางคมนาคมเปิดอยู่แล้วตามแนวตะวันตก-ตะวันออก คือจากบริเวณภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยากับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและลุ่มน้ำโขงเขตหลวงพระบาง เวียงจันทน์ เส้นทางนี้สัมพันธ์กับลุ่มน้ำน่านเป็นหลัก และได้พบหลักฐานวัตถุโบราณตลอดจนร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตามเส้นทางนี้ด้วย
แต่นอกจากเส้นทางดังกล่าวแล้ว ยังมีเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อการขยายตัวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์และต้นประวัติศาสตร์ จากเหนือลงใต้ และจากใต้ขึ้นเหนือตามลำน้ำปิง ในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา จนถึงช่วงต่อสมัยทวารวดี
การพบร่องรอยของชุมนุมมนุษย์หรือชุมชนบนลุ่มแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำน่านตั้งแต่ระยะก่อนประวัติศาสตร์เช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางคมนาคมระยะสั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวโยกย้ายของกลุ่มคนเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่นการแสวงหาทรัพยากร เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ดังได้กล่าวมาแล้วว่า แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในลุ่มน้ำยมที่แวดล้อมไปด้วยเส้นทางคมนาคมหลักในลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำปิง อันเป็นเส้นทางที่มีความเก่าแก่และเชื่อมโยงกับอาณาบริเวณอื่น เช่น เส้นทางคมนาคมจากเหนือลงใต้ และใต้ขึ้นเหนือของลำน้ำปิง ซึ่งสามารถติดต่อกับดินแดนภาคตะวันตก เช่น ลุ่มน้ำสาละวิน อันเป็นถิ่นของพวกมอญ พม่า และไตใหญ่หรือฉาน ส่วนในลุ่มน้ำน่านทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออก ก็มีเส้นทางผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามลำน้ำโขงไปสู่อาณาบริเวณอันเป็นถิ่นของพวกลาวและเผ่าพันธุ์อื่นอีกมากมาย
กระทั่งเมื่อลองเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งที่ตั้งของแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดกับแหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น เมืองเชลียง ในลุ่มน้ำยม ซึ่งมีอายุอยู่สมัยหลังกว่าเข้าด้วยกัน ตลอดจนเทียบเคียงกับแหล่งโบราณคดีในลุ่มน้ำปิงที่บ้านโป่งแดง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ซึ่งต่างก็อยู่ในบริเวณตอนในของลุ่มน้ำยม-น่าน อันเป็นที่สูงหรือที่เชิงเขา ภาพดังกล่าวก็ชี้ให้เห็นว่าการเข้าไปตั้งถิ่นฐานบนที่สูงห่างไกลลุ่มน้ำแต่อาศัยลำน้ำสายเล็กเช่นนี้ แสดงเจตจำนงในการเข้าไปแสวงหาทรัพยากรทั้งที่เป็นแร่ธาตุและของป่าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างชัดเจน
การเกิดของชุมชนภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว จึงมิได้ถูกกำหนดด้วยเส้นทางคมนาคมโดยตรง แต่เป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนและเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่นอกจากจะอยู่ในกระแสวิวัฒนาการของวัฒนธรรมแล้ว ยังถูกกำหนดด้วยแรงผลักดันทางเศรษฐกิจให้แสวงหาทรัพยากรและพัฒนาความรู้ความสามารถ ตลอดจนตั้งถิ่นฐานอยู่ชั่วระยะหนึ่งอย่างชัดเจน มิใช่เป็นเพียงผ่านไปตามเส้นทางคมนาคมดังแต่ก่อน การแสวงหาทรัพยากรนอกจากเป็นไปเพื่อการผลิตแล้ว ยังอาจเพื่อแลกเปลี่ยนโดยใช้วัตถุเป็นสื่อแทนเงินตราอีกด้วย ชุมชนที่บ้านวังหาดจึงเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ในระยะช่วงก่อนประวัติศาสตร์และต้นสมัยประวัติศาสตร์นั่นเอง
มีความเป็นไปได้ว่าการแสวงหาและการตั้งถิ่นฐานของชุมชนสัมพันธ์กับพลังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมที่มีพลังมากกว่าและซับซ้อนมากกว่า เช่น พลังทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนจากสังคมจีนตอนใต้ในวัฒนธรรมสำริดเตียน และสังคมในวัฒนธรรมดองเซิน เขตเวียดนามเหนือ หรือแม้แต่การเคลื่อนย้ายของผู้คนชาวอินเดียบางส่วนเข้าสู่ภาคพื้นสยามโบราณ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่มคนเคลื่อนไหวจนกระทั่งเกิดเป็นชุมนุมมนุษย์ หรือชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคที่อยู่ลึกเข้าไปทางตอนใน ไกลจากเส้นทางคมนาคมหลักไม่ว่าทางบกหรือทางทะเล ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดขยายพื้นที่เพื่อรองรับการเพิ่มจำนวนของประชากรที่โยกย้ายเข้ามาจนย่างเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ จำนวนผู้คนที่อพยพโยกย้ายมาจากลุ่มน้ำหนึ่งไปสู่อีกลุ่มน้ำหนึ่ง และจากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง จึงได้ก่อให้เกิดเส้นทางบกระยะสั้นจำนวนมากมาย และสังคมก็มีพัฒนาการสูงขึ้นในทุก ๆ ด้าน ประกอบกับมีความหลากหลายของผู้คน ทำให้ความเชื่อดั้งเดิมอันเป็นระบบสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียวที่ยึดโยงสังคมไว้ ไม่สามารถเป็นตัวประสานผลประโยชน์ที่เกิดจากความต่างและแรงการเมืองของกลุ่มคนได้
![]() |
![]() |
![]() |
|
พระพุทธรูปแบบทวารวดี พบที่สุโขทัย เก็บรักษาไว้ในพิพิธัณฑสถานแห่งชาติพระนคร |
เทวรูปพบที่ศาลตาผาแดง อิทธิพลวัฒนธรรมเขมรแบบบายน |
รูปสลักที่น่าจะเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร เก็บรักษาไว้ในิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง |
ความเชื่อดั้งเดิมจึงมักผสมผสานกับระบบศาสนาใหม่ อาทิ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ ที่แพร่มาจากศูนย์กลางวัฒนธรรมความเชื่อนั้น ๆ ทั้งจากภายในภูมิภาคและจากนอกภูมิภาค ยังผลให้มีการสร้างศาสนสถานและวัตถุรูปเคารพให้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ยึดโยงผู้คนไว้ด้วยกัน ดังที่ปรากฏเมื่อสมัยวัฒนธรรมทวารวดีแพร่ออกไป เป็นต้น
ในกรณีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสุโขทัย จะเห็นได้ว่าเริ่มจากชุมชนในที่เชิงเขา เช่น บ้านวังหาด ซึ่งมีลักษณะเป็นชุมชนอุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติก่อน จนเมื่อมีการรับศาสนาใหม่ก็เกิดชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานทำกินในพื้นที่ราบ แต่ยังอยู่ลึกเข้าไปทางตอนใน ซึ่งอาจเป็นเพราะยังมีความต้องการทรัพยากรเป็นแรงกำหนดที่สำคัญอยู่
ชุมชนที่สร้างปรางค์ปู่จ่าเป็นสัญลักษณ์ในเขตอำเภอคีรีมาศ ซึ่งนักโบราณคดีกำหนดอายุไว้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ก็สะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการและการขยายตัวของชุมชนก่อนตั้งเมืองสุโขทัยบนที่ลาดเชิงเขาริมฝั่งน้ำยมอย่างเห็นได้ชัด กำเนิดของสุโขทัยจึงสัมพันธ์กับชุมชนอุตสาหกรรมแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติบนที่ลาดเชิงเขา ดังเช่นที่บ้านวังหาดอยู่ไม่น้อย
นอกจากนี้ “เขาปู่จา” ยังอยู่ใกล้กับเขาหลวง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อดั้งเดิมของบรรดาผู้คนที่เข้าครอบครองอำนาจ ณ เมืองสุโขทัย ตลอดจนชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายซึ่งยังคงสืบทอดความเชื่อเรื่องผีใหญ่ที่เขาหลวง ในฐานะผีอารักษ์คุ้มครองเมือง ดลบันดาลความมั่งคั่งสงบสุขเมื่อผู้คนเซ่นไหว้ด้วยพิธีที่ถูกต้อง และอาจลงโทษคุกคามเมื่อคนทั้งหลายนั้นล่วงละเมิด
กระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยแรงผลักดันหรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ดำเนินไปอย่างเนิ่นนาน มีผลให้บางชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมสายหลักอาจมีพัฒนาการเป็นเมือง ดังกรณีเมืองเชลียงและชุมชนที่วัดชมชื่น บางชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณส่วนในใกล้ลำน้ำสายย่อยและอาศัยเส้นทางคมนาคมระยะสั้นซึ่งตั้งชุมชนขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง ก็อาจโรยร้างไปในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อแสวงหาที่ทำกินที่กว้างขวางต่อไป ดังเช่นกรณีชุมชนบ้านวังหาด ในขณะที่บางชุมชนอาจสั่งสมจำนวนผู้คน และแสวงหาทรัพยากรตั้งอยู่เป็นเมือง เช่นที่เขาปู่จ่า ความเปลี่ยนแปลงของชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการก่อกำเนิดเมืองสุโขทัยขึ้นมาทั้งสิ้น
๒. วิวัฒนาการและยุคสมัยของประวัติศาสตร์สุโขทัย : ทบทวนใหม่
แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัยที่ผ่านมา สามารถแบ่งประเด็นการศึกษาออกได้เป็นสองกระแสหลัก ๆ
กระแสแรกเป็นการศึกษาการเกิดและวิวัฒนาการของรัฐสุโขทัยให้สัมพันธ์กับการอพยพโยกย้ายของชนชาติไทย ในกรอบความคิดนี้ สุโขทัยเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ ประหนึ่ง “รัฐในอุดมคติ” ที่มนุษยชาติพึงตั้งความหวังไว้อยากให้เป็นไป
ส่วนการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัยอีกกระแสหนึ่งนั้นสัมพันธ์กับกระแสแรก แต่พยายามหาคำตอบว่าสุโขทัยนั้นเกิดขึ้นอย่างไร นอกเหนือจากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการอพยพของชนชาติไตที่เป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัยได้สร้างพลังและความตื่นตัวสูงในหมู่นักวิชาการทั่วไปและเกิดความพยายามที่จะสร้าง “ตัวตน” ใหม่ให้กับประวัติศาสตร์สุโขทัยอยู่เสมอ ๆ เช่น มองว่าสุโขทัยมิใช่เป็นรัฐแรกในประวัติศาสตร์พัฒนาการตั้งบ้านเมืองของไทย รวมทั้งในระยะหลังเริ่มปรากฏความพยายามที่จะมองการเกิดและการเสื่อมสลายทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของชุมชนบ้านเมืองอื่นประกอบเข้าไปอีกด้วย
แต่จะยังเห็นได้ว่า ในการศึกษาเท่าที่ผ่านมานั้นยังมีสิ่งที่ขาดหายไปคือ “ความเข้าใจในกระบวนการเกิดและวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์สุโขทัย” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไข และบริบททางประวัติศาสตร์ อันนำไปสู่เหตุการณ์และปรากฏการณ์นั้น ๆ ด้วย ในการนี้มีหลายคำถามที่ต้องตอบ เช่นว่า
- กำเนิดสุโขทัยสัมพันธ์กับบริบทประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มอย่างไร
- วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์สุโขทัยแม้จะมีความเฉพาะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเอกเทศจากวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง ใช่หรือไม่ อย่างไร
หรือมองแต่เพียงว่าการมีตัวตนของสุโขทัยเป็นเหตุการณ์สำคัญอยู่ในตัวเอง และมีวิวัฒนาการดังเช่นความคิดรวบยอดทั่วไป ที่กล่าวถึงชุมชนมนุษย์ก่อตัวเป็นสังคมตามขั้นตอน คือระยะแรกต้องเป็นสังคมเร่ร่อน ต่อมาเป็นชุมชนเกษตรกรรมอยู่ในที่ลุ่มใกล้ลำน้ำ ลำคลอง หนองบึง แล้วสุโขทัยก็เกิดขึ้นตามครรลองแห่งพัฒนาการเช่นนี้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ได้ปรากฏความพยายามในการศึกษากระบวนการเกิดและการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนและเผ่าพันธุ์ที่รวมกันเป็นชนชาติอยู่ด้วยเพื่อที่จะทำความเข้าใจว่าชนชาติไต ชนชาติสยามหรือชาวสยามมีวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์อย่างไร และโดยนัยนี้ พวกโยนกซึ่งตั้งบ้านเมืองอยู่ทางเหนือของสยามโบราณ หรือแม้แต่พวกสยามสุโขทัย จึงถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคมชนเผ่า-ชนชาติที่เกิดขึ้นในอาณาบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง หรือตั้งแต่จีนตอนใต้ลงมา
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การเกิดของสุโขทัยเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองของเผ่าพันธุ์และชนชาติอันหลากหลายตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา เมื่อสุโขทัยเติบโตเป็นบ้านเมืองแว่นแคว้น สุโขทัยจึงมิใช่ “อาณาจักรแรก” ของไทยหรือในประวัติศาสตร์ไทย
ข้อสันนิษฐานดังกล่าวนี้ อาศัยข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทลายลักษณ์อักษรเป็นส่วนใหญ่ แต่มีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากถูกนำมาใช้ศึกษาประวัติศาสตร์ยุคโบราณในฐานะหลักฐานทางโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ใช้หลักฐานเหล่านี้ฟื้นอดีต ประวัติศาสตร์สุโขทัยสมัยเริ่มแรกต้องอาศัยข้อมูลของนักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาเป็นหลักฐานประกอบการศึกษา นักมานุษยวิทยา-โบราณคดีจึงมีบทบาทไม่น้อยในการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัย
แต่ด้วยข้อจำกัดของหลักฐานเช่นนี้จึงมักนิยมกำหนดยุคสมัยของประวัติศาสตร์สุโขทัยตามยุคทางศิลปะ อันมีสกุลช่างหรือแบบแผนทางด้านศิลปะเป็นเกณฑ์กำหนดแต่ละยุคสมัยทางศิลปะ เช่น ศิลปะทวารวดีอยู่ในช่วงสมัยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ โดยประมาณ ศิลปะลพบุรี ประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ศิลปะขอมแบบบาปวน-บายน ประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ และศิลปะสุโขทัยอยู่ในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐ บางกรณีนิยมกำหนดสมัยประวัติศาสตร์สุโขทัยให้สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อยุธยา เช่น สมัยก่อนอยุธยา สมัยต้นอยุธยาและสมัยสุโขทัยอยู่ใต้อำนาจอยุธยา เป็นต้น
![]() |
![]() |
|
โบราณสถานที่เขาปู่จา กล่าวว่าได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรสมัยบาปวน |
เครื่องมือหินรูปลักษณ์แปลกตา พบที่แหล่งฝังศพบ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย |
ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น นักวิชาการของกรมศิลปากรได้พยายามกำหนดยุคสมัยของประวัติศาสตร์สุโขทัยให้ต่างจากเดิม ดังเห็นได้จากเอกสารรายงานของกรมศิลปากรเรื่อง การขุดค้นทางโบราณคดีในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ ได้แบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์สุโขทัยออกเป็น ๓ ยุค ได้แก่
๑. สมัยก่อนสร้างเมืองสุโขทัยโดยกล่าวว่าเคยมีชุมชนอยู่อาศัยค่อนข้างหนาแน่นบริเวณเมืองเก่าสุโขทัยมาก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘
๒. สมัยเมืองสุโขทัยประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ โดยให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับเรื่องช่วงเวลาของยุคสมัยนี้ว่า
“...สมัยเมืองสุโขทัยนี้เริ่มต้นตั้งแต่ราว พ.ศ.๑๘๐๐ จนถึงราว พ.ศ.๑๙๘๑ เมื่อถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) นับเป็นกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงองค์สุดท้ายที่ปกครองเมืองสุโขทัย จากนั้นอาณาจักรอยุธยาซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นในทางตอนใต้ ค่อย ๆ แผ่อำนาจครอบคลุมอาณาจักรสุโขทัย จนในที่สุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา....”
๓. สมัยเมืองสุโขทัยภายใต้อำนาจของอาณาจักรอยุธยารายงานนั้นเสนอเหตุการณ์สำคัญในยุคนี้ว่ามีสงครามระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรล้านนา จนล้านนาต้องขอเป็นไมตรีใน พ.ศ.๒๐๑๗ ตรงกับรัชกาลพระเจ้าติโลกราชและสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ “...ผลจากการทำสงครามครั้งนี้ทำให้เมืองสุโขทัยและหัวเมืองน้อยใหญ่อื่น ๆ ต้องตกเป็นเมืองในขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรอยุธยาโดยสิ้นเชิง....”
แต่สิ่งที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ที่สนใจเรื่องราวของประวัติศาสตร์สุโขทัยควรจะต้องนึกถึงก็คือ ยังไม่มีการเน้นวิวัฒนาการ “เมืองสุโขทัย” หรือ “ชุมชนสุโขทัย” หรือกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ในลุ่มน้ำยมและบริเวณใกล้เคียง ที่ได้ส่งผลต่อการมีตัวตนของเมืองสุโขทัยในช่วงระยะเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์มาก่อนเลย
อย่างไรก็ตาม การค้นพบข้อมูลใหม่ทางโบราณคดีในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เราสามารถกำหนดอายุสมัยของประวัติศาสตร์สุโขทัยได้ชัดเจนขึ้น มีความเป็นตัวตนมากขึ้น สามารถมองประวัติศาสตร์สุโขทัยเสียใหม่ ให้เห็นกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์แต่อดีตอันส่งผลต่อการเกิดและเสื่อมสลายโรยราของสุโขทัยชัดเจนกว่าแต่ก่อน
ผลการขุดค้นที่วัดชมชื่น เมืองศรีสัชนาลัย การพบแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาดในเขตลุ่มน้ำยม และการพบโบราณสถานปรางค์ปู่จา อำเภอคีรีมาศ
เหล่านี้เป็นข้อมูลใหม่จากลุ่มน้ำยม อันเป็นพื้นที่กำเนิดของเมืองสุโขทัย หลักฐานจากข้อมูลใหม่ทำให้เราสามารถทบทวนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และยุคสมัยประวัติศาสตร์สุโขทัยเสียใหม่ได้ หลักฐานข้อมูลใหม่นี้ต่างจากข้อมูลลายลักษณ์อักษรและบรรดาข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับสุโขทัย เพราะได้แสดงให้เห็นถึงการอพยพโยกย้าย การเคลื่อนไหวติดต่อของมนุษย์ ที่ขึ้นอยู่กับแรงผลักดันทางเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม ก่อนที่จะรวมตัวกันแย่งชิงผลประโยชน์หรือต่อสู้ทางการเมือง และนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงอันเป็นบริบทประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับชีวิตวิวัฒนาการของสุโขทัยแต่ละยุคสมัย
ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมนั้นเป็นข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงก่อนประวัติศาสตร์หรือต้นประวัติศาสตร์มาก ในหลายกรณี รายงานการสำรวจเส้นทางคมนาคมโบราณนำไปสู่การขุดค้นทางโบราณคดีอีกด้วย ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยในลุ่มน้ำยมตามที่กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อนำมาใช้ศึกษากับรายงานสำรวจเส้นทางคมนาคม จะทำให้สามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุโขทัยในขอบข่ายที่กว้างกว่าเดิม มองเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ อันทำให้เกิด “สุโขทัย” ชัดเจนขึ้น
งานหลักทางด้านการสำรวจเส้นทางคมนาคมโบราณที่นำมาใช้ศึกษาในที่นี้ เป็นผลงานบุกเบิกของรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ชื่อ รายงานการสำรวจเรื่องเมืองโบราณในอาณาจักรสุโขทัยซึ่งผู้สำรวจได้ดำเนินการอยู่ในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๓๐
ในรายงานนี้ ผู้สำรวจชี้ให้เห็นเส้นทางคมนาคมหลักในลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำน่าน ซึ่งเป็นชายขอบของพื้นที่ลุ่มน้ำยม และได้สรุปให้เห็นว่ามีเส้นทางคมนาคมหลักข้ามภูมิตลอดภาคในลุ่มน้ำทั้งสองที่สัมพันธ์กับลุ่มสาละวิน ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโบราณ และกับชุมชนบ้านเมืองในอีสานตลอดจนข้ามลำน้ำโขง
เส้นทางในลุ่มน้ำปิงเป็นเส้นทางจากใต้ขึ้นเหนือและเหนือลงใต้ สัมพันธ์กับบริเวณตอนบนของอ่าวสยามยุคโบราณ และมีเส้นทางติดต่อกับลุ่มน้ำสาละวินทางด้านตะวันตกได้ ส่วนในลุ่มน้ำน่านนั้น มีเส้นทางเชื่อมกับอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสยาม แล้วข้ามลำโขงเข้าสู่ดินแดนชนชาติลาวไปยังบ้านเมืองชายทะเลในเวียดนามเหนือ อีกทั้งมีเส้นทางติดต่อไปถึงจีนตอนใต้ด้วย
ท่านผู้สำรวจได้ชี้ให้เห็นว่า การตั้งหลักแหล่งพื้นฐานในลุ่มน้ำยมสมัยโบราณนั้นมักอยู่ลึกเข้าไปทางตอนใน เพราะที่ราบลุ่มของลำน้ำยม-น่าน เขตอำเภอบรรพตพิสัย อำเภอชุมแสง และอำเภอบางมูลนากนั้น ลุ่มต่ำมากจนไม่เหมาะกับการตั้งถิ่นฐานในยุคต้น ๆ และอาจนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่มีเมืองโบราณสมัยสุโขทัยในบริเวณนี้
![]() ![]() |
![]() |
|
แหล่งฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่แหล่งโบราณคดีบ้านบึงหญ้า อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย |
หลุมฝังศพที่ใต้ชั้นดินวัดชมชื่นน่าจะอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยทวารวดีช่วงแรกๆ |
รายงานนี้เสนอว่ามีเส้นทางตัดทับภูมิภาคของภาคพื้นสยามโบราณตามแนวตะวันตก-ตะวันออก นั่นคือเส้นทางที่ทำให้ชุมชนบ้านเมืองในลุ่มน้ำโขงและตอนบนของอ่าวสยามโบราณ ทั้งซีกตะวันตกและตะวันออกติดต่อกับอีสานออกสู่แม่น้ำโขงได้ การเติบโตของชุมชนบ้านเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน หรือลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก ก็สัมพันธ์กับการขยายตัวของประชากรจากอีสานตามแนวตะวันตก-ตะวันออกนี้
ส่วนในลุ่มน้ำยม เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมติดต่อสำคัญในยุคโบราณที่อยู่ในลุ่มน้ำยมคือเมืองเชลียง เมื่อเกิดแว่นแคว้นสุโขทัยขึ้น การติดต่อระหว่างบรรดาบ้านเมืองหลักในลุ่มน้ำทั้งสามก็ยิ่งเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยที่เส้นทางคมนาคมส่งเสริมให้เกิดการค้าทางไกลระหว่างชุมชนบ้านเมืองต่าง ๆ ทั้งในและนอกภาคพื้นสยามโบราณ วัฒนธรรมสุโขทัยและการขยายอำนาจทางการเมืองก็แพร่ผ่านเมืองศูนย์กลางทั้งหลายไปตามเส้นทางคมนาคมนั้น
ด้วยข้อมูลหลักฐานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานที่สัมพันธ์กับเส้นทางคมนาคมในลุ่มน้ำยมและการค้นพบแหล่งโบราณคดีใหม่ ๆ ทำให้เราต้องทบทวนยุคสมัยวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์สุโขทัยเสียใหม่
เราสามารถแบ่งช่วงเวลาของวิวัฒนาการประวัติศาสตร์สุโขทัยได้เป็น ๔ สมัย คือ
สมัยที่ ๑ : สมัยแห่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มตนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำยม สัมพันธ์สืบเนื่องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง จนถึงประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา
สมัยที่ ๒ : สมัยการสร้างบ้านแปงเมืองในลุ่มน้ำยม ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
สมัยที่ ๓ : สมัยนครรัฐสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙)
สมัยที่ ๔ : สุโขทัยรัฐแรกเริ่ม (พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐)
ในที่นี้ขอให้รายละเอียดและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสมัยที่ ๑ - ๒ มากกว่าสมัยอื่น ๆ เพราะสัมพันธ์กับข้อมูลใหม่ที่มีการกล่าวถึงกันอยู่มาก ส่วนในสมัยอื่นจะกล่าวโดยสังเขปเพื่อประกอบความเข้าใจเท่านั้น
สมัยที่ ๑ : สมัยแห่งความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำยม ตามแนวทางการศึกษาของนักมานุษยวิทยา-โบราณคดีมีความเห็นว่า ชุมชนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์สร้างสมวัฒนธรรมบางอย่างร่วมกันมาก่อนแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่เริ่มก่อตัวเป็นชุมนุมมนุษย์ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความรู้ที่จะปลูกข้าวให้ได้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศ วัฒนธรรมการปลูกข้าวจึงเป็นสิ่งซึ่งมนุษย์สร้างสรรค์ร่วมกันนอกเหนือจากวัฒนธรรมร่วมอย่างอื่น นอกจากการปลูกข้าวยังมีสิ่งซึ่งสะท้อนการติดต่อสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างกันทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายไม่น้อยกว่า ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว ก็คือการตกแต่งภาชนะดินเผาด้วยวิธีกดประทับเป็นลายเกล็ดปลาของภาชนะดินเผาจากบ้านเชียงและโนนนกทาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสยามโบราณ ภาชนะดินเผาจากแหล่งโบราณคดีสำโรงเสน ประเทศกัมพูชา และภาชนะดินเผาในวัฒนธรรม ฟุงหงวน ประเทศเวียดนาม เป็นต้น
ขณะที่ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เสนอความเห็นว่าชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ต่างก็พัฒนาวัฒนธรรมเฉพาะของท้องถิ่นขึ้นมา เห็นได้จากลักษณะของเครื่องปั้นดินเผาในแต่ละท้องถิ่นเช่น วัฒนธรรมบ้านเชียงในแอ่งสกลนคร วัฒนธรรมท้องถิ่นโนนชัย วัฒนธรรมท้องถิ่นทุ่งสำริด วัฒนธรรมท้องถิ่นทุ่งกุลาในแอ่งโคราช เป็นต้น บรรดาวัฒนธรรมท้องถิ่นเหล่านี้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกภูมิภาคด้วย และเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมสำริดจากจีนตอนใต้และเวียดนามเหนือ เช่นวัฒนธรรมเดียนและดองเซินได้ส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรมของผู้คนชุมชนในอีสาน ทำให้มีการใช้สำริดหรืออาจผลิตเครื่องมือสำริดขึ้นใช้
สุรพล นาถะพินธุ ศึกษาพัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนในภาคกลาง มีความเห็นว่าในช่วงระยะ ๓,๕๐๐- ๒,๓๐๐ ปี มาแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญขึ้นในภาคกลางของสยามโบราณ พัฒนาการดังกล่าวนั้นคือความรู้ความสามารถในการถลุงทองแดงและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมของชุมชนในเขตจังหวัดลพบุรี แนวความคิดบางส่วนสอดรับกับการศึกษาของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ว่าชุมชนในลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสักยุคโบราณประมาณตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว หรือ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา ได้สั่งสมความรู้ความถนัดทางเทคโนโลยีด้านโลหกรรม อาทิ ถลุงเหล็ก ถลุงทองแดง จนหลายแห่งกลายเป็นชุมชนอุตสาหกรรม บางแห่งกลายเป็นเมืองระยะแรกเริ่ม เช่นที่เมืองโบราณจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นปรากฏหลักฐานการใช้วัตถุสำริดทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง
เมื่อเข้าสู่สมัยต้นประวัติศาสตร์ ในภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา (โบราณ) ได้เกิด วัฒนธรรมทวารวดี แพร่ออกไปกว้างไกลทั้งในอีสานและคาบสมุทรทางตอนใต้ ขอบข่ายการแพร่ของวัฒนธรรมทวารวดีที่กว้างไปไกลนี้ มิได้หมายถึงปริมณฑลแห่งอำนาจทางการเมืองของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง รัฐใดรัฐหนึ่งที่ส่งต่อออกไปครอบครองดินแดน ตรงกันข้าม ในขอบข่ายของวัฒนธรรมทวารวดีกลับมีศูนย์กลางทางการเมืองใหญ่-เล็ก ปะทะสังสรรค์กันอยู่ แต่กลุ่มเมืองที่เป็นแกนหลักของศิลปวัฒนธรรมที่เรียกว่า "ทวารวดี"และมีอายุเก่าแก่ด้วยหลักฐานทางโบราณคดีและจารึกในระยะแรก สั่งสมอยู่ในมณฑลเครือข่ายของเมืองโบราณนครปฐม-อู่ทอง-คูบัว ในลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง
ตัวอย่างที่ยกมานี้พอสรุปได้ว่ามนุษย์ในระยะแรกเริ่ม เมื่อชุมนุมกันเป็นชมรมและหรือตั้งชุมชนขึ้นนั้นได้สร้างเครือข่ายวัฒนธรรมบางลักษณะร่วมกัน การมีวัฒนธรรมร่วมกันอาจเนื่องจากชุมนุมมนุษย์อพยพโยกย้ายหรือติดต่อระหว่างกันตามเส้นทางคมนาคมหรือเนื่องจากพัฒนาความรู้โดยเอกเทศให้เหมาะกับสภาวะธรรมชาติและสภาพภูมิประเทศที่ตนอยู่อาศัยเฉพาะแห่ง จนเกิดวัฒนธรรมที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกันขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วมนุษย์ได้พัฒนาลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมแต่ละถ้องถิ่นแพร่ส่งต่อระหว่างกันด้วยการปะทะสังสรรค์หลายรูปแบบ ทั้งการค้า การสงคราม การสร้างพันธไมตรี และอื่น ๆ
ปัจจัยขั้นพื้นฐานที่เอื้อให้เกิดเครือข่ายทางวัฒนธรรรมระหว่างชุมนุมมนุษย์ยุคแรกเริ่ม และการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมระหว่างกันก็คือ เส้นทางคมนาคม
หลักฐานใหม่ที่บ้านวังหาด แสดงถึงพัฒนาการของชุมชนทางด้านโลหกรรมในลุ่มน้ำยมอย่างชัดเจนสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการขยายตัวของชุมชนที่มีพัฒนาการทางด้านโลหกรรมในลุ่มน้ำปิงเข้าสู่บริเวณเชิงเขาและที่สูงลุ่มน้ำยม เพราะอยู่ในระยะติดต่อกับแหล่งโบราณคดีบ้างโป่งแดง อำเภอเมือง จังหวัดตาก ส่วนทางผาหินตั้งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ก็อยู่ล้ำเข้าไปในเขตจังหวัดตาก เช่นกัน
ตามรายงานของกรมทรัพยากรธรณีกล่าวว่าบริเวณแถบนี้อุดมด้วยแร่ธาตุ เกลือ เหล็ก สายแร่ เขี้ยวหนุมาน ทองคำ ทองแดง เป็นต้น การขยายตัวของชุมชนที่บ้านวังหาด แสดงว่าได้มีการเปิดเส้นทางคมนาคมระยะสั้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ คือแสวงหาทรัพยากรทั้งแร่ธาตุและของป่า นับเป็นการเคลื่อนไหวที่มีแรงผลักดันทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าด้านวัฒนธรรมการผลิตของยุคนั้นเป็นตัวกำหนดหรือเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวอพยพโยกย้ายของประชากรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนโดยเส้นทางข้ามภูมิภาคดังกล่าวมาแล้ว ขณะเดียวกันเมื่ออย่างเข้าสู่สมัยทวารวดี ชุมชนที่บ้านวังหาดก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งแห่งการขยายตัวของชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดีเข้าสู่ภูมิภาคส่วนในด้วย จึงปรากฏหลักฐานของสมัยทวารวดีที่ชุมชนบ้านวังหาดด้วยเช่นกัน แม้ว่าชุมชนนี้จะไม่ใช่ชุมชนที่นับถือพุทธศาสนาก็ตาม
ประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา เราได้เห็นผลสืบเนื่องในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของชุมชนมนุษย์ที่เกิดจากแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในการแสวงหาที่ทำกินให้พอเลี้ยงตัวเอง โดยมีการพัฒนาความรู้ความชำนาญทางการผลิตเฉพาะอย่างยิ่ง เช่น ถลุงเหล็ก ชุมชนที่บ้านวังหาดไม่ใช่ชุมชนเกษตรกรรมที่ตั้งถิ่นฐานเพาะปลูกอยู่ในที่ราบลุ่ม ซึ่งลักษณะเช่นนี้น่าจะเป็นลักษณะหนึ่งของชุมชนในลุ่มน้ำยมก่อนการตั้งนครสุโขทัย กล่าวคือ เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการบุกเบิกหาแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุและหาของป่าในบริเวณส่วนในตามที่เชิงเขา และตามแหล่งที่อยู่ใกล้ลำน้ำสายเล็ก ๆ ทำให้เกิดการเปิดเส้นทางคมนาคมสายสั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางบกระยะสั้นๆ หรือทางเชื่อมต่อกันด้วยลำน้ำสายเล็กๆ (แยกจากทางคมนาคมข้ามภูมิภาค) และเป็นเส้นทางแพร่กระจายของวัฒนธรรมทวารวดีเข้าสู่ภูมิภาคส่วนใน และชุมชนบ้านเมืองใหญ่น้อยทำนองนี้ก็เกิดขึ้นมากมายในสมัยทวารวดี เช่น ชุมชนสมัยทวารวดีที่แหล่งโบราณคดีวัดชมชื่น ในลุ่มน้ำยม
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าชุมชนที่บ้านโป่งแดงและบ้านวังหาดนั้นอยู่ลึกเข้าไปทางตอนใน ทั้งยังอยู่สูงและห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค ต่างจากชุมชนที่วัดชมชื่นซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาคกว่า และตรงบริเวณนี้เองก็ได้เกิดเมืองเชลียงขึ้นในยุคสมัยสร้างบ้านแปงเมือง
กล่าวโดยสรุปก็คือ ในช่วงยุคสมัยนี้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่าง การเคลื่อนไหวดังกล่าวสัมพันธ์กับพัฒนาการทางเทคโนโลยีและแรงผลักดันทางเศรษฐกิจวัฒนธรรม เช่น การแพร่ของวัฒนธรรมสำริดจากจีนตอนใต้และชุมชนชายฝั่งทะเลเวียดนามเหนือที่ปรากฏชื่อในนามของวัฒนธรรมเดียน วัฒนธรรมดองเซิน และการค้าทางไกลระหว่างบ้านเมืองในซีกโลกตะวันตก อินเดีย กรีก โรม กับจีน เป็นต้น การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินมาอย่างสืบเนื่องในหมู่กลุ่มคน ส่งผลให้เห็นชัดจนถึงประมาณ ๕๐๐ ปีก่อนคริสต์กาลลงมา คือมีชุมชนในอาณาบริเวณที่มีเส้นทางคมนาคมข้ามภูมิภาคของพื้นที่สยามประเทศมาแต่ครั้งโบราณ
นอกจากนี้การพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะถิ่น เช่น พัฒนาการด้านโลหกรรมในลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก พัฒนาการวัฒนธรรมทางด้านเครื่องปั้นดินเผาในแอ่งโคราช แอ่งสกลนคร ก็นำไปสู่การอพยพโยกย้ายของประชากรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนบริเวณใกล้ทะเลก็ได้เกิดชุมชนบ้านเมืองสร้างสมวัฒนธรรมโดดเด่นที่เรียกว่าวัฒนธรรมทวารวดี และเมื่อวัฒนธรรมนี้แพร่เข้าสู่ภูมิภาคส่วนในของลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำปิง ยม น่าน ก็ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเพื่อแสดงหาทรัพยากรแร่ธาตุ และของป่าในบริเวณลุ่มน้ำปิงตอนในตามเชิงเขาและที่สูง และเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม เป็นสังคมที่มีความต่างในฐานะของบุคคลบางกลุ่มที่เรียกว่า สังคมแบบ "Ranked society" เช่นที่ปรากฏในสังคมของชุมชนบ้านวังหาดยุคโบราณ และชุมชนบ้านโป่งแดง
ชุมชนบางแห่งในลุ่มน้ำยมที่เป็นชุมชนสืบเนื่องมาถึงสมัยทวารวดี เติบโตขึ้นเป็นเมือง เช่น ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานที่วัดชมชื่นในพื้นที่ซึ่งจะเกิดเป็นเมืองเชลียงใกล้เคียงกัน ชุมชนสมัยทวารวดีในลุ่มน้ำน่าน เช่นที่ “เขาสมอแคลง” ไม่ไกลจากเมืองสองแควหรือพิษณุโลก อาจกล่าวได้ว่าเมืองเหล่านี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของชุมชนในการแสวงหาแร่ธาตุทรัพยากรของป่าที่สัมพันธ์กับการแพร่ของวัฒนธรรมทวารวดีด้วยเช่นกัน
การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของคนกลุ่มต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม-สังคม เช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในลุ่มน้ำปิง ยม น่าน ตอนล่าง ตั้งแต่ก่อนการตั้งเมืองสุโขทัย พร้อมกันไปก็มีการสั่งสมของประชากรเพิ่มมากขึ้นรองรับการเปลี่ยนแปลงในสมัยที่สอง
สมัยที่ ๒ : สมัยการสร้างบ้านแปงเมืองในลุ่มน้ำยม ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ผลอื่นสืบเนื่องจากสมัยที่ ๑ ในลุ่มน้ำยม คือจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการตั้งถิ่นฐานขยายตัวในบริเวณลุ่มน้ำปิง ยม น่าน ตอนล่าง ในกรณีของลุ่มน้ำยมนั้น พัฒนาการของการสร้างบ้านแปงเมืองเริ่มเห็นเด่นชัดในสมัยที่ ๒ นี้ ขณะเดียวกันการขยายตัวทางการค้าของสาม "อำนาจใหญ่"ในเวลานั้น ได้แก่ พุกาม ขอม ลังกา และเมืองละโว้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาซีกตะวันออก เป็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ต่างไปจากยุคแรก และเป็นแรงผลักดันให้เกิดชุมชนขึ้นตามเส้นทางคมนาคมที่เปิดสู่การติดต่อกับศูนย์อำนาจเหล่านั้น
นอกจากนี้วัฒนธรรมทางความเชื่อของพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูก็แพร่ไปผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในชุมชนต่างๆ ทำให้เกิดการสร้างศาสนสถานเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อขึ้นตามชุมชนใหม่ๆ การสร้างศาสนสถานเหล่านี้น่าจะสัมพันธ์กับประเพณีการกัลปนา ทำให้เกิดหมู่บ้านขึ้นรอบๆ ศาสนสถาน หรือเกิดชุมชนใหม่ที่มีประชากรเพิ่มเข้ามาอยู่อาศัย ชุมชนบางแห่งปรากฏหลักฐานอีกด้วยว่า มีการสร้างคูน้ำคันดิน ขุดบ่อน้ำ สระน้ำ ตระพัง และมีร่องรอยการนำน้ำมาใช้ แสดงถึงการเติบโตของชุมชนเป็นบ้านและเมืองอย่างชัดเจน
เราไม่อาจปฏิเสธอำนาจหรือแรงผลักดันจากภายนอกที่เข้ามามีส่วนในกระบวนการสร้างบ้านแปงเมืองของชุมชนในลุ่มน้ำยมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของขอมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ที่ผ่านเข้ามาตามเส้นทางคมนาคมทางบก กษัตริย์พระองค์นี้มีนโยบายขยายตัวทางการค้ามาทางด้านตะวันตก เปิดเส้นทางการค้าทางบกเพื่อออกไปสู่อ่าวเบงกอล
การค้าบริเวณนี้อยู่ในวงจรเศรษฐกิจของพ่อค้าในหัวเมืองมอญ พวกโจฬะซึ่งครอบครองอินเดียใต้ พ่อค้าลังกา และผู้คนในคาบสมุทรทางตอนใต้ของสยาม การขยายตัวของขอมช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ จึงจำเป็นต้องผ่านละโว้และลุ่มน้ำปิง (ผ่านกำแพงเพชร) ไปออกเมืองพัน (เมาะตะมะ) ทางหนึ่ง หรือเข้าลุ่มน้ำป่าสักผ่านเข้าสู่ลุ่มน้ำยมตามเส้นทางที่จะเกิดเมืองเชลียงและสุโขทัย ฉะนั้นเมืองทั้งสองจึงอยู่ในเส้นทางการขยายตัวของขอมสู่หัวเมืองมอญ
![]() |
|
แผนผังแสดงการไหลเทของน้ำจากเทือกเขาหลวงสู่เมืองเก่าสุโขทัย |
จารึกขอมพบตามเส้นทางจากเขาดงเร็กเข้าสู่อีสาน กล่าวถึงพ่อค้าขอมตามท้องถิ่นต่างๆ เรียก "โขลญ จังวาล"[Khlon Janval] และพ่อค้าสัญจรเรียก "โขลญ จังวาล วานิก"[Khlon Janval Vanik] มีหน้าที่รวบรวมเงินทองของมีค่า ของหายาก และของฟุ่มเฟือย ส่งให้กษัตริย์ขอม พวกนี้ได้รับที่ดิน ควาย ทาส ข้าว อัญมณี เป็นของตอบแทนจากกษัตริย์ กลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ประกอบด้วยพวกขอมและชนชาติอื่นด้วย ระบบพ่อค้าเช่นนี้นับว่ากระตุ้นให้เกิดการผลิตและการตลาดในท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการตั้งชุมชนบ้านเมืองในเส้นทางคมนาคมดังกล่าวมาแล้ว
การค้นพบแหล่งโบราณคดีเขาปู่จ่า บ้านนาเชิงคีรี อำเภอคีรีมาศ นับว่ามีความสำคัญยิ่ง การมีอยู่ของชุมชนแห่งนี้อย่างน้อยในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ (ตามที่นักโบราณคดีกำหนดอายุขององค์ปรางค์เขาปู่จาว่าอยู่ในสมัยศิลปะแบบบาปวน) แสดงถึงการแปลงบ้านเป็นเมืองเล็กๆ ตรงเชิงเขามีร่องรอยของสระโบราณขนาดใหญ่ สำหรับนำน้ำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและอื่น ๆ เมืองนี้คงเป็นเมืองเล็ก ๆ บริเวณตอนใน ไม่ใหญ่โตนัก ทำเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขาหลวงอันเป็นแหล่งแร่ธาตุและสมุนไพรจากป่า แม้แต่ที่เขาปู่จาเองก็เป็นแหล่งสมุนไพรอยู่ในปัจจุบัน เมืองเล็กที่เกิดขึ้นตรงนี้สะท้อนการขยายตัวจากบ้านเป็นเมือง เป็นสังคมที่ไม่โดดเดี่ยว มีการติดต่อกับโลกภายนอก แต่ค่อนข้างมีเอกเทศในตัวเอง มีที่ทำกินเพาะปลูกพอเลี้ยงชุมชนได้ ไม่ได้อยู่ในเส้นทางคมนาคมข้ามภูมิภาค เป็นเงื่อนไขแบบเดียวกับชุมชนที่บ้านวังหาด
ชุมชนเมืองที่เกิดขึ้นตามเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในสมัยที่ ๒ ได้แก่ เมืองเชลียง และเมืองสุโขทัยเดิมที่ห้วยแม่โจน (ตรงวัดพระพายหลวง)
เชลียงคงเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เมื่อสมัยขอมมีนโยบายขยายตัวมาทางตะวันตก ที่ตั้งแม้จะอยู่ในพื้นที่แคบ มีลำน้ำยมขนาบทั้งสองข้าง แต่เมื่อประกอบกับทำเลที่มีเส้นทางคมนาคมหลายสายมาชุมนุมกัน ก็สามารถดึงดูดประชากรจากแหล่งอื่นๆ ให้ย้ายมาเพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นเมืองซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับชุมชนเดิมที่บริเวณวัดชมชื่น อันเติบโตมาก่อนโยกย้ายมาตั้งเมืองเชลียง
เมืองสุโขทัยเดิมที่ห้วยแม่โจนอยู่ทางเหนือของเมืองสุโขทัย ร่องรอยที่ปรากฏเป็นเนินดินรูปสี่เหลี่ยมมีคูน้ำล้อมรอบสี่ด้าน ตรงกลางนั้นมีปรางค์สามองค์ ตั้งเป็นประธาน ซึ่งคงเป็นศาสนสถานกลางเมืองตามแนวความคิดขอม โดยจัดผังเมืองมีศาสนสถานเป็นประธานอยู่กลาง และมีคูน้ำล้อมรอบเมืองรูปสี่เหลี่ยม ความนิยมแบบนี้แพร่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาแล้ว ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖
ชุมชนเมืองที่วัดพระพายหลวงมีความซับซ้อนทั้งในแง่คติความเชื่อที่เป็นพุทธศาสนมหายาน และศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนผังเมืองที่เริ่มมีการจัดการชลประทานให้สัมพันธ์กัน คูน้ำล้อมเมืองต่างจากเมืองเชลียง ตรงที่ในระยะต้นก่อนการขยายเมืองเชลียงนั้นยังไม่มีคูน้ำล้อม เพราะลำน้ำยมโอบอยู่ ขณะที่วัดพระพายหลวงมีร่องรอยหลักฐานที่แสดงถึงระบบและโครงสร้างในการเก็บน้ำระบายน้ำที่สัมพันธ์กับคูเมือง คือกันไม่ให้น้ำจากเทือกเขาไหลลงแม่น้ำแม่ลำพันเสียทั้งหมด คูเมืองนั้นชาวบ้านเรียกห้วยแม่โจน มีประโยชน์คือช่วยกักน้ำก่อนไหลออกสู่ที่ลุ่มต่ำทางด้านตะวันออก
ชุมชนซึ่งสัมพันธ์กับการแปลงบ้านเป็นเมืองที่ห้วยแม่โจนนี้อาจสัมพันธ์กับชุมชนอื่นในเส้นทางคมนาคมตรงบริเวณที่ปรากฏการสร้างศาสนสถานสำคัญ อาทิ ศาลตาผาแดง และวัดศรีสวายก็เป็นได้
สมัยที่ ๓ : สมัยนครรัฐสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ สมัยนี้ชุมชนในลุ่มน้ำยมมีวิวัฒนาการมาอย่างสืบเนื่อง และสันนิษฐานได้ว่าจำนวนการเพิ่มของประชากรคงอยู่ในอัตราสูงและมีปริมาณมากกว่าแต่ก่อน ประชากรที่เพิ่มขึ้นนั้นอาจเป็นพวกมอญและฉานจากทางตะวันออกตกเข้ามาสมทบเพราะมีเส้นทางติดต่อกันอยู่ นอกจากนี้ก็มีพวกลาวจากลุ่มน้ำโขงทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือด้วยจารึกสุโขทัยระยะแรกกล่าวถึงชื่อเมืองในเส้นทางคมนาคมที่สัมพันธ์กันตามลำน้ำยมและลำน้ำน่านหลายเมืองด้วยกัน กล่าวคือนอกจากสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย "นครสองอัน"แล้ว จารึกยังกล่าวถึงนครสระหลวง-สองแคว และเมืองบริวารอื่นอีกหลายเมือง อันแสดงให้เห็นความสำคัญของเมืองสุโขทัยในฐานะนครรัฐที่มีอำนาจทางการเมืองในตัวเอง ก่อนที่จะได้มีการเปลี่ยนแปลงฐานะขยายอำนาจทางการเมืองให้กว้างขวางขึ้นตั้งแต่ปลายรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อสุโขทัยพยายามขยายขอบข่ายอำนาจเหนือดินแดนลุ่มน้ำปิง ยม น่านตอนล่าง ตลอดไปถึงลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดเป็นรัฐสมัยเริ่มแรก
ลักษณะทางกายภาพของเมืองสุโขทัยนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเมืองที่มีการวางแผนจัดตั้งมาก่อน มีการวางผังเมืองอย่างมีระบบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ในเส้นทางการขยายตัวทางการค้าและการเมืองของขอม หลักฐานความสัมพันธ์ของชุมชนในลุ่มน้ำยมที่ใกล้เคียงกับทำเลที่ตั้งเมืองสุโขทัยไม่ปรากฏชัดเจนอื่นใดอีก นอกจากเมืองเดิมที่ห้วยแม่โจน จึงเป็นไปได้ว่าเมืองสุโขทัยนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองเดิมด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะให้เป็นเมืองที่มีการจัดการชลประทานนำน้ำมาใช้ในเครือข่ายอันกว้างขวางของนครใหญ่ ทำการเกษตรได้มากขึ้น ร่องรอยของโบราณสถานที่หนาแน่นชี้ให้เห็นความซับซ้อนของชุมชนรอบ ๆ ที่สัมพันธ์กับตัวเมือง และสื่อความหมายถึงการเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาวัฒนธรรมไม่น้อยไปกว่าการเป็นที่ตั้งแห่งอำนาจทางการเมืองของนครสุโขทัย เฉกเช่นเดียวกับนครศรีสัชนาลัย อโยธยา และเชียงใหม่
นครสุโขทัยใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นนครรัฐแห่งอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของการเมืองในระบบเครือญาติของสองราชวงศ์ใหญ่ คือราชวงศ์ผาเมืองและราชวงศ์พระร่วง สถานภาพการเป็นนครรัฐของสุโขทัยเผชิญกับเหตุการณ์ภายในมากมายหลายประการ นอกเหนือจากที่ต้องสร้างพันธมิตรติดต่อกับอำนาจที่ใหญ่กว่ารอบด้าน เช่น อำนาจขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และการรับวัฒนธรรมพุทธศาสนาจากหัวเมืองมอญและลังกา
มีสาเหตุอีกหลายประการนอกเหนือจากการที่ไม่ปรากฏระบบโครงสร้างของอำนาจที่มีพลังพอที่จะให้นครรัฐสุโขทัยเติบโตเป็นรัฐที่ครองอำนาจทางการเมืองกว้างขวางในประวัติศาสตร์สยาม วิถีประวัติศาสตร์ของนครรัฐสุโขทัยเพียงชี้ความพยายามของกษัตริย์บางพระองค์ที่จะสร้างรัฐแรกเริ่มขึ้นในประวัติศาสตร์ภาคพื้นสยามประเทศโบราณเท่านั้น แต่ความพยายามนั้นไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์หลายประการ ดังนั้น จึงไม่เอื้ออำนวยต่อการเกิดรัฐอาณาจักรขนาดใหญ่ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางกว่าที่นครรัฐสุโขทัยเป็น
สมัยที่ ๔ : สุโขทัยรัฐแรกเริ่ม (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐) สุโขทัยในยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยแห่งการเมืองของนครรัฐ จนในที่สุด นครรัฐอยุธยาได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ปรากฏความพยายามของสุโขทัยที่จะขยายอำนาจของตนเองทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมให้กว้างขวางเชิงดินแดนกว่าเดิม และพยายามให้เป็นที่ยอมรับทางวัฒนธรรมพุทธศาสนาในหมู่ชุมชนบ้านเมืองอื่น
หมายเหตุ ผู้เขียนขอขอบพระคุณสำนักพิมพ์เมืองโบราณ คุณผาณิต จิตรเลขา หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย (ขณะนั้น) คุณอเนก สีหามาตย์ คุณสุรพล นาถะพินธุ และนักโบราณคดีกรมศิลปากรอีกหลายท่านที่อนุเคราะห์เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากคำอธิบายและข้อคิดเห็น
ธิดา สาระยา (รายงานเพื่อเสนอในโครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ศรีศักร วัลลิโภดม พ.ศ.๒๕๔๐)