หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ ปีที่ ๒ : ความสำคัญของ "ปอเนาะ" ในสังคมมุสลิมท้องถิ่นชายแดนใต้
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช
เรียบเรียงเมื่อ 6 ก.พ. 2559, 09:01 น.
เข้าชมแล้ว 10194 ครั้ง

 

“ถ้าเกิดอยู่ในถิ่นที่มีมัสยิดตั้งอยู่ แต่ละวันจะได้ยินเสียงเสียงหนึ่งอย่างน้อยวันละ ๕ ครั้ง ผมเองในช่วงวัยเด็ก ยังเคยถามแม่เหมือนกันว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงอะไร แม่จะบอกว่าอาซานไง ซึ่ง “อาซาน”คือ เสียงที่เรียกร้อง เป็นสัญญาณชี้ว่าถึงเวลาละหมาดแล้ว และยังหมายถึงว่าในวันหนึ่งๆมุสลิมจะต้องละหมาดไม่ต่ำกว่าวันละ ๕ เวลา”   ชารีฟ กล่าว

 

ต้องยอมรับว่าการละหมาดเป็นหนึ่งตัวอย่างของวิถีชีวิตมุสลิมที่พึงปฏิบัติ ซึ่งหากมองในฐานะคนนอกหรือคนที่อยู่ต่างศาสนาแล้ว อาจมองว่าชาวมุสลิมมีความแตกต่างออกไปจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง

 

ชารีฟ บุญพิศ วิทยากรบรรยาย

 

ด้วยความแตกต่างนี่เอง จึงได้เกิดความพยายามเพื่อเข้ามาเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจากรัฐเองหรือจากคนกลุ่มอื่นๆ ด้วยคิดว่าสิ่งที่กำลังนำเข้าไปให้นั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเลยคิดไปว่ามันต้องดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน หรือไม่แล้วก็มักคิดแทนไปเองว่าคนในกลุ่มนั้นต้องการแบบนี้  ซึ่งขัดกับหลักการดำเนินชีวิตของมุสลิมโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่าง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และพื้นที่สงขลาบางส่วน ที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากดูจะได้รับผลกระเทือนมากที่สุด

 

จากการไม่เข้าใจธรรมชาติของชาวมุสลิมนี่เอง จึงทำให้เกิดความหวาดระแวงและสงสัยกันขึ้นระหว่างคนนอกและคนในเรื่อยมานับตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน

 

เมื่อศึกษาตามหลักความเชื่อของศาสนาอิสลามแล้วพบว่าวิถีชีวิตของคนมุสลิมทุกคนจะมุ่งเน้นการดำเนินชีวิตใน ๒ ด้าน คือ การปฏิบัติในโลกนี้และมองถึงผลในโลกหน้า ซึ่งชาวมุสลิมจะยึดโลกหน้าเป็นสิ่งสำคัญกว่า ส่งผลให้วิถีชีวิตและการปฏิบัติตามหลักทางศาสนาในโลกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งทำให้เดินไปสู่โลกหน้าอย่างมีระเบียบแบบแผนเท่านั้น  ซึ่งคุณชารีฟเล่าว่า สำหรับมุสลิมที่ดีแล้วนับตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ทุกๆอิริยาบถ ทุกๆ การกระทำจะเกี่ยวข้องกับการศาสนาไปหมด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อตื่นมาตอนเช้าต้องกล่าวบทขอพรต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การกิน การดื่ม  การขับรถ ลงเรือ หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามจะเกี่ยวข้องกับทางศาสนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นมุสลิมคนหนึ่งจะไม่สามารถจะปฏิบัติวิถีชีวิตของอิสลามได้เลยหากไม่มีการเรียนรู้

 

โดยหลักประการสำคัญของศาสนาอิสลามและมุสลิมทุกคนต้องมุ่งเน้นปฏิบัติ คือ ต้องเรียนรู้ ดังที่ศาสดาได้บอกไว้ว่า “จงศึกษาตั้งแต่อยู่ในเปลจนกระทั่งตาย” ด้วยว่าความรู้ในศาสนาอิสลามเปรียบกับทะเลในมหาสมุทร เพราะตลอดชั่วชีวิตหากได้ศึกษาจริงๆแล้วอาจเหมือนเพียงแค่ได้เอานิ้วหนึ่งจุ่มลงไปในมหาสมุทรเท่านั้น เพราะศาสนาอิสลามมีแขนงต่างๆ ที่แตกแยกย่อยออกมาจากความรู้หลักด้านหนึ่งได้อีกมากมาย ซึ่งถ้าไม่ศึกษามีความเป็นไปได้ยากที่มุสลิมคนหนึ่งจะสามารถปฏิบัติตามหลักคำสั่งสอนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อเรียนรู้และเข้าใจในระดับหนึ่งแล้วถึงจะนำสิ่งที่ได้กลับมาจัดการพัฒนาปรับปรุงสิ่งที่เรากระทำอยู่ต่อไป

 

ดังนั้นมุสลิมจึงมุ่งให้ความสำคัญกับการศึกษาหลักการศาสนาอิสลามสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ระบบการศึกษาอิสลามยังคงอยู่ในระบบการศึกษาของโลกที่มีความเข้มข้นต่อเนื่องทั้งในทางวิชาการและทางปฏิบัติโดยไม่ขาดตอนกระทั่งปัจจุบัน  โดยแหล่งที่มาของความรู้สำคัญในการศึกษาศาสนาอิสลามมี ๒ สิ่งด้วยกัน คือ ‘อัลกุรอาน’ซึ่งเป็นคัมภีร์เล่มคำสอนเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๔๘๘ ปีมาแล้ว โดยบรรดาผู้รู้ต่างได้ทำการรวบรวมเข้าเป็นเล่มตลอดระยะเวลาการเผยแพร่ศาสนาอิสลามของท่านศาสดา โดยมุสลิมทุกคนจะถือว่าอัลกุรอานเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ ดังนั้นในการศึกษาพระคัมภีร์จึงเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องเรียนรู้ ในขณะที่แหล่งความรู้ที่สองจะได้มาจาก‘หะดีษ’  ซึ่งตามภาษาอาหรับแปลว่าคำพูด หรือใหม่ ตามทัศนะของนิกายซุนนีย์ หมายถึง คำพูดการกระทำ และการยอมรับของนบีมุฮัมมัด แต่หากตามทัศนะของชีอะฮ์แล้วยังรวมถึงคำพูด การกระทำ และการยอมรับของอิมามอะลีย์ บินอะบีฏอลิบและลูกหลานท่านนบีมุฮัมมัด(มะอุศูม)อีกด้วย โดยหะดีษต่างๆได้มีการรวบรวมเป็นเล่ม เรียกในภาษาไทยว่าพระวจนานุกรม มีการแบ่งเป็นอนุกรมและหมวดหมู่สะดวกแก่การค้นหา

 

ในการศึกษาศาสนาอิสลามเบื้องต้นนั้น อาจเริ่มจากการศึกษากันเองภายในครอบครัว เช่น สามีสอนภรรยา พ่อสอนลูก พี่สอนน้อง หรือจะศึกษาด้วยตัวเองจากการอ่านพระคัมภีร์ แต่เนื่องจากหลักคำสอนบางอย่างไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้องทั้งหมด หรือต่อยอดไปได้ในเพียงคนๆ เดียว ดังนั้นการเข้าศึกษาหลักการทางศาสนาในสถานที่ทางศาสนาต่างๆ จึงมีความสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อฝึกเป็นมุสลิมที่ดีตามคำสอนของศาสนาอิสลาม

 

โดยสถานที่ให้ความรู้ทางศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แรก คือ มัสยิด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของมุสลิมทั่วไปที่ต้องไปปฏิบัติศาสนกิจและสิ่งที่จะได้มาพร้อมกัน คือ ความรู้และความเข้าใจในหลักการอิสลาม หรือในบางมัสยิดอาจมีการเปิดสอนอย่างจริงจัง เช่น มัสยิดอิบาดุรฮุมานที่ปาตานี ได้มีการวางแผนในการจัดการศึกษาในมัสยิดอย่างเป็นระบบ มีการสอนแก่บุคคลทั่วไปประจำสัปดาห์ และมีการสอนแก่นักเรียนทั้งเช้าและค่ำ

 

เด็กๆในตาดีกา

โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

 

ตาดีกา คือ สถานให้ความรู้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเปิดสอนเด็กมุสลิมมีลักษณะคล้ายระดับอนุบาลและประถมศึกษาในสายสามัญ โดยใช้เวลาในการศึกษาประมาณ ๖ ปี ในบางโรงเรียนอาจมีการบูรณาการหลักสูตรเพื่อให้ต่อยอดระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ แบบสามัญได้ แต่ปัจจุบันพบว่ายังเป็นปัญหามากอยู่เมื่อเทียบหลักสูตรสามัญ จึงเป็นเหตุให้เด็กมุสลิมที่จบจากตาดีกาเลือกเรียนต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมากกว่าโรงเรียนรัฐบาล

 

สถานที่ให้ความรู้ต่อมา คือ โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักอิสลาม เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่สอนศาสนาอิสลามให้กับคนในท้องถิ่น  โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนอนุบาลศศิธรรมที่คุณชารีฟได้มีโอกาสเข้าเรียน ซึ่งเด็กที่เข้าเรียนที่นี่จะเริ่มศึกษาเกี่ยวกับหลักการทางอิสลามตั้งแต่เด็กและแม้แต่โรงเรียนมัธยมอย่างโรงเรียนพัฒนาวิทยาเองก็เป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นการศึกษาแบบ ๒ ระบบ คือ ช่วงเช้าเป็นการเรียนศาสนาตั้งแต่เวลา ๘ โมงเช้าถึงเที่ยง และตั้งแต่บ่ายโมงไปจนถึง ๔ โมงครึ่ง เป็นการเรียนวิชาสามัญ

 

และสถานที่ให้ความรู้อย่างสุดท้ายที่มีความสำคัญต่อวงการการศึกษาศาสนาอิสลามมาช้านาน คือ ปอเนาะ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบัน โดยปอเนาะเป็นแหล่งเรียนรู้ศาสนาอิสลามที่เก่าแก่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาทั้งด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมุสลิม อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในฐานะของสถาบันศึกษาศาสนาอิสลามที่จำลองวิถีชีวิตของอิสลามตั้งแต่เริ่มตื่นจนกระทั่งเข้านอนให้อยู่ในสังคมที่เรียกว่า ‘สังคมมุสลิม’

 

  

โดยปอเนาะมีจุดกำเนิดจาก ๒ ลักษณะด้วยกัน คือ เริ่มจากมีผู้รู้ศึกษาแตกฉานในด้านศาสนาแล้วมาเปิดสำนักขึ้น ซึ่งปอเนาะอาจเริ่มจากผืนป่าก่อนในพื้นที่ที่ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีคนอยู่เลยแล้วเข้ามาสร้างบ้านขึ้นหลังหนึ่งเพื่อสอนศาสนา สถานที่ตรงนี้จึงถูกเรียกว่า‘ปอเนาะ’ขึ้นมา เมื่อคนต่างรู้ว่าที่นี่มีการสอนศาสนา และต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตอิสลามก็เข้ามาจนร่ำเรียน บางคนอาจมาจากแดนไกลไม่สะดวกในการเดินทางไปกลับจึงขออนุญาตโต๊ะครูปลูกบ้านพักบริเวณปอเนาะและนานวันเข้าเมื่อมีจำนวนหลังคาเรือนมากขึ้นจึงพัฒนากลายเป็นหมู่บ้าน โดยนักเรียนที่อาศัยอยู่บริเวณปอเนาะจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมและทำมาหากินในพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว

 

 

 และปอเนาะรูปแบบที่สอง คือ เริ่มจากมีหมู่บ้านและมีคนอยู่เป็นสังคมมาก่อนแล้ว จนวันหนึ่งเกิดมีผู้รู้เข้ามาในหมู่บ้านแล้วสร้างสถานที่เพื่อขยายความรู้ทางศาสนาอิสลามจึงเกิดเป็นปอเนาะอีกรูปแบบขึ้นมา

 

โดยจุดเริ่มต้นของความรู้ศาสนาที่ได้มาจากโต๊ะครูหรือบาบอนั้น สืบมาจากการเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ ที่ได้รับการรับรองในหลายประเทศด้วยกัน เช่น ประเทศอียิปต์ ปากีสถาน อินโดนีเซีย อิหร่าน เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าสถานที่นั้นๆมุ่งเน้นการศึกษาศาสนาในด้านไหน โดยโต๊ะครูบางคนอาจใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้อยู่ต่างประเทศนานเป็นสิบปีแล้วจึงค่อยกลับมาเปิดปอเนาะ แต่ต่อมาในช่วงหลังโต๊ะครูที่ทำหน้าที่สอนศาสนาอิสลามและสอนหนังสือเริ่มเป็นผลผลิตมาจากปอเนาะเอง ซึ่งได้รับการยอมรับจากคนในปอเนาะว่าเป็นบุคคลที่มีความแตกฉานในหลักการต่างๆของศาสนาแล้ว 

 

รูปแบบของปอเนาะดั่งเดิมมีลักษณะเป็นกระท่อม

 

คำว่า ‘ปอเนาะ’เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า ปอนด็อก(Pondok) ในภาษาอาหรับ แปลว่า กระท่อมหรือว่าที่พักคนเดินทาง แต่ความหมาย โดยนัยทางการศึกษาแล้ว หมายถึง ที่ทำการสอนและเรียนศาสนาอิสลามหรือสถาบันที่อบรมสั่งสอนศาสนาอิสลามของชาวไทยมุสลิม จึงสังเกตได้ว่าปอเนาะในอดีตจะมีลักษณะเป็นกระท่อมกระจุกตัวตามจุดต่างๆในบริเวณปอเนาะ ซึ่งคุณชารีฟจากที่เคยมีโอกาสเข้าเรียนชั่วระยะหนึ่งในปอเนาะภูมีได้กล่าวว่า ที่ปอเนาะภูมิจะประกอบไปด้วยอาคารหลักอยู่ประมาณ ๓-๔ อาคารด้วยกัน อาคารแรกเรียกว่า ‘บาลาเซาะห์’เป็นสถานที่สำหรับทำการละหมาด ๕ เวลาของคนที่อยู่ในปอเนาะ และยังเป็นสถานที่สำหรับสอนศาสนาอิสลามและใช้เรียนในเกือบทุกๆ วิชาด้วย

 

สถานที่แห่งที่สอง คือ ปอเนาะเกณฑ์ที่มีการจัดเรียงรายล้อมกันไป นอกจากนี้ในปอเนาะหนึ่งยังมีแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทตามลักษณะผู้เรียน คือ ปอเนาะของนักศึกษาทั่วไปที่เข้ามาเรียนรวม และปอเนาะใน คือ เป็นสถานศึกษาและเป็นที่พักของคนที่เคยศึกษามาแล้วเกินกว่า ๑๐ ปี และเกิดความรู้สึกผูกพันกับปอเนาะมากๆจนไม่อยากกลับบ้าน หรือกลับไปก็เพียงแค่ครั้งคราวเท่านั้น พวกเขาจึงเลือกลงหลักปักฐานที่นี่ โดยการสร้างบ้านอยู่ด้วยกัน

 

ในปอเนาะมีวิถีการศึกษา ๒ แบบ คือเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย และอีกแบบหนึ่งคือเป็นการศึกษาแบบตลอดชีวิตไม่มีระยะสิ้นสุดของการศึกษา สามารถเข้ามาเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการรับนักเรียนที่จบการศึกษาระดับประถมมาแล้ว คือ อายุประมาณ ๑๒-๑๓ ปีขึ้นไปเพื่อเข้ามาเรียนที่ปอเนาะ เพราะถ้าให้เด็กเล็กมาเรียนเลยค่อนข้างลำบาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ครอบครัวดูแลก่อน

 

 

ส่วนด้านเนื้อหาหลักสูตรและการเรียนรู้ ดังเช่น ปอเนาะภูมี จะมีการแบ่งดังนี้ ๑.วิชาที่เกี่ยวกับภาษา ได้แก่ การเรียนภาษามลายูอักษรยาวีและภาษาอาหรับ เนื่องด้วยตำราที่เกี่ยวกับศาสนานั้น เกือบทั้งหมดเป็นภาษามลายูและภาษาอาหรับ ๒.วิชาที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เช่น วิชาฟิกซ์เกี่ยวกับนิติศาสตร์อิสลาม วิชาตะเซาอุฟเกี่ยวกับหลักการพัฒนาจิตใจ โดยช่วงเวลาสำหรับการเรียนการสอนนั้นจะครอบคลุมตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจดเย็น โดยทำการสอนหลังการละหมาดทั้ง ๕ เวลา และเวลาเสริมในช่วงอื่นๆ นอกจากนี้ผู้เรียนมักใช้เวลาหลังเลิกเรียนคือเวลาประมาณสี่ทุ่มของทุกวันในการทบทวนและท่องจำบทเรียน ดังนั้นจึงถือได้ว่าระบบการเรียนในปอเนาะมีความเข้มข้นทั้งภาคเนื้อหาและภาคปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะได้คลุกคลีอยู่กับศาสนาวันละหลายๆชั่วโมงจนหล่อหลอมตัวเองกลายเป็นคนที่มีทั้งกริยาและจิตใจที่ดีงาม

 

นอกจากนี้การเข้าเรียนของนักเรียนจะแบ่งตามระดับความยากง่าย แต่หากเป็นวิชาหลักมักเรียนรวมกันทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นภาพที่สามารถเห็นจนชินตาในปอเนาะ คือ คนที่มาเรียนมีตั้งแต่เด็กกระทั่งคนแก่มาเรียนร่วมกัน โดยคุณชารีฟได้เล่าประสบการณ์ว่า “ผมเคยร่วมเรียนด้วยกับลุงอายุ ๗๓ ปี เป็นลุง หรือ ปู่ ไม่แน่ใจ มาจากประเทศมาเลเซีย พูดภาษาไทยไม่ได้แต่พูดภาษาลายู เขาบอกมาจากมาเลเซีย มาอยู่ที่นี่ได้ ๑๐ กว่าปีแล้ว พอถามว่าแล้วญาติไม่มีหรอ บ้านไม่มีหรือไง แกก็บอก “มีนะ”บ้านของแกก็อยู่ที่มาเลนั่นแหละ แล้วทำไมไม่กลับ แกก็บอกกลับก็ไปถือศีลอด พอปอเนาะปิดแกก็กลับไปสักทีหนึ่ง แกยังผูกพันกับที่นี่ แก่มีเพื่อน อยู่ที่นี่แล้วมีความสุข” ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะหาเพื่อนต่างวัยได้จากสังคมภายนอกอื่นๆ ที่มาอยู่และเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีสถานศึกษาไม่กี่แห่งเท่านั้นที่รองรับความต้องการแบบนี้ได้

 

 

การเรียนในปอเนาะนั้นโต๊ะครูจะสมัครใจเสียสละสอนศาสนาให้โดยไม่มีค่าตอบแทน ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ไม่ต้องเสียค่าที่พัก เปิดโอกาสให้ทุกคนศึกษาหาความรู้ได้อย่างเสรี ไม่ว่าจะฐานะยากดีมีจน แต่ใช่ว่าเป็นคนประเภทไหนหรือหลบหนีคดีอะไรจะเข้ามาเรียนก็ได้ ทางปอเนาะต้องมีการสืบประวัติทางสังคมของผู้เรียนด้วยเช่นกัน  แต่การศึกษาในปอเนาะไม่มีประกาศนียบัตรรับรอง เป็นการเรียนตามอัธยาศัย ซึ่งคนในปอเนาะจะเข้าใจได้เองว่ามุสลิมคนหนึ่งๆ มีความรู้ทางศาสนาแตกฉานในระดับไหน ซึ่งหากใครเรียนอยู่นานและสามารถรับความรู้จากโต๊ะครูได้มากก็จะเป็นประโยชน์แก่ตัว หากสามารถถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นได้อีกก็จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนมุสลิมต่อไป ดังนั้นปอเนาะจึงมีความสำคัญกับมุสลิมมากที่เป็นมากกว่าโรงเรียนและเป็นมากกว่าครอบครัว แต่เป็นที่หลอมรวมมุสลิมผู้เคร่งครัดให้อยู่ในวิถีทางที่ถูกต้องของอิสลามจนกลายเป็นชุมชนมุสลิมตามแบบฉบับจารีตสมบูรณ์ที่อยู่ในโลกปัจจุบัน

 

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปอเนาะต่างๆ ได้ถูกเพ็งเล็งว่าเป็นแหล่งซ่องสุมให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อความไม่สงบ และต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งที่มีการสั่งสอนศาสนาในแนวที่บิดเบือน ด้วยเหตุผลเพียงเพราะคนร้ายที่ถูกทางการจับกุมได้เมื่อสืบประวัติแล้วพบว่าส่วนใหญ่เคยศึกษาหรือจบออกมาจากปอเนาะมาก่อน ซึ่งเป็นการตัดสินโดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริงว่าปอเนาะคืออะไร และมีความสำคัญมากอย่างไรต่อสังคมมุสลิม

 

โดยการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่มัสยิดกรือเซะ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗  ทำให้ปอเนาะหลายแห่งต้องมีการจดทะเบียนเป็นสถาบันสอนศาสนาที่ถูกต้อง โดยในปีพ.ศ.๒๕๔๗ พบว่ามีปอเนาะจดทะเบียนแล้วทั้งหมด ๒๑๔ โรง ถึงตอนนี้จึงเหมือนว่ารัฐได้หันมาให้ความสนใจกับสถาบันปอเนาะและเริ่มมีการผสานประโยชน์ระหว่างรัฐกับปอเนาะมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นเรื่องทุนสนับสนุนยังได้จากภาครัฐน้อยมากหรืออาจไม่มีเลย โดยที่ภาครัฐจะมุ่งเน้นให้ทุนสนับสนุนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นสำคัญ ทั้งที่การเรียนในปอเนาะให้ความรู้ในหลักการและการปฏิบัติด้านศาสนาอิสลามเน้นหนักมากกว่าโรงเรียนเอกชนก็ตาม

 

 

ต้องยอมรับว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเปิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมโลกาภิวัฒน์ง่ายขึ้น ดังเช่น การต่อยอดทางการศึกษา หากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในโรงเรียนเอกชนแล้วก็มีสองทางเลือกว่าจะต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือจะศึกษาระดับศาสนาชั้นสูง หากเลือกศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็จะเป็นการมุ่งเป้าหมายสู่การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อจบมาจึงสามารถทำงานตามที่ตลาดแรงงานต้องการหรือประกอบอาชีพส่วนตัวได้ แต่หากเลือกศึกษาระดับศาสนาชั้นสูงแล้วก็จะมุ่งเป้าหมายไปศึกษาต่อด้านศาสนาที่ต่างประเทศ เมื่อจบมาก็กลับมาเป็นโต๊ะอิหม่าม ครูสอนศาสนา ทำงานที่เกี่ยวข้องกับด้านศาสนาอิสลามหรืออาจเบนเข็มมาประกอบอาชีพส่วนตัว ฯลฯ ในขณะที่การศึกษาในปอเนาะนั้นเมื่อเรียนอยู่ปอเนาะเป็นเวลา๕-๑๕ ปีแล้ว สามารถย้ายไปเรียนที่ปอเนาะอื่นได้เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้  หรืออาจไปศึกษาด้านศาสนาต่อที่ต่างประเทศ และเมื่อจบมามักเป็นโต๊ะอิหม่าม ครูสอนศาสนาในโรงเรียนเอกชน ฯลฯ

 

ปัจจุบันพบนักเรียนที่เข้าเรียนในปอเนาะมีจำนวนลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่มีค่านิยมส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่มีการสอนควบคู่กับวิชาสามัญมากกว่า เพื่อสอดรับกับการประกอบอาชีพ รายได้ และค่านิยมทางวัตถุที่ได้เข้ามาในพื้นที่ ในขณะที่ปอเนาะยังสอนแค่วิชาทางศาสนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันได้ และภาครัฐก็ได้พยายามเข้ามาส่งเสริมให้มีการศึกษาแบบสามัญในปอเนาะด้วยมองว่าผู้จบการศึกษาจากปอเนาะอาจไม่มีความรู้มากพอในการใช้ประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งเป็นงานอีกด้านหนึ่งที่รัฐหวังดีและพยายามหยิบยื่นให้ โดยลืมนึกถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมากับวิถีชีวิตมุสลิม

 

 

ในท้ายที่สุดแล้วหากปอเนาะคือสถาบันทางการศึกษาศาสนาอิสลามที่มีความเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เคยผลิตบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทางศาสนามามากมาย ทั้งที่ได้เป็นโต๊ะครูสอนศาสนาอิสลามและเป็นผู้นำศาสนาที่สังคมมุสลิมให้ความเคารพนับถือสืบทอดต่อเรื่อยมา แต่หากปอเนาะรับรูปแบบการสอนสมัยใหม่ด้วยการใส่วิชาสามัญเข้ามา ปอเนาะจะไม่มีอัตลักษณ์ความเป็นปอเนาะอีกต่อไป รูปแบบสถาบันการศึกษาแบบจารีตที่มีอุดมการณ์ด้านศาสนา จริยธรรม คุณธรรม คงต้องถูกกลืนหายไปตามกระแสความเป็นสมัยใหม่ที่หลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ และปอเนาะคงมีลักษณะไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ถึงตอนนั้นวิถีชีวิตแบบมุสลิมแบบจารีตที่รักษามาหลายชั่วอายุคนคงต้องถึงจุดจบ  

 

บรรยายสาธารณะ เรื่อง "ความสำคัญของปอเนาะในท้องถิ่นชายแดนใต้"  ณ ห้องประชุมสำนักงานมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ วิทยากรโดยคุณชารีฟ บุญพิศ ตัวแทนของผู้มีประสบการณ์ด้านการศึกษาทั้งแบบจารีตและแบบสมัยใหม่ อดีตเคยเป็นนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตามระบบวิชาสามัญ และเลือกศึกษาในปอเนาะแบบดั้งเดิม หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เพื่อเลือกที่จะเรียนรู้ศาสนาเพิ่มเติม. 

Credit  : ภาพจากคุณชารีฟ บุญพิศ

อ้างอิงเนื้อหาเพิ่มเติม 

 

 

บทความ : รู้จักปอเนาะ: http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=133

 

สื่อแสดงประกอบเนื้อหา : ทุกข์ของคนตานี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สื่อและสิ่งพิมพ์ 

 

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์, เราคือปอเนาะ.กรุงเทพฯ : สกว. ,๒๕๔๘.

 

พล.ต.ต จำรูญ เด่นอุดม , อุดม ปัตนวงศ์, ศรีศักร วัลลิโภดม.เล่าขานตำนานใต้.กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ , ๒๕๕๓.
DVDบรรยายสาธารณะ‘ความสำคัญของปอเนาะ’ในสังคมมุสลิมท้องถิ่นชายแดนใต้                

 

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 4 พ.ค. 2561, 09:01 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.