สามสบและความหลากหลายทางชาติพันธุ์
![]() |
| หมู่บ้านชาวมอญ ใกล้สามสบ |
เขื่อนเขาแหลมลบชุมชนดั้งเดิมและเส้นทางเดินทัพริมแควน้อยไปเกือบหมด
ต้นน้ำแควน้อยที่เรียกว่า “สามสบ” เคยเป็นที่ตั้งของอำเภอสังขละบุรี ก่อนจะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำจนต้องย้ายทั้งคนและอำเภอขึ้นที่สูงเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว
สามสบ คือ บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกัน ได้แก่ บีคลี่ ซองกาเลีย และรันตี กลายเป็นแควน้อยที่ไหลไปสมทบกับแควใหญ่จนกลายเป็นแม่น้ำแม่กลองที่ปากแพรกเมืองกาญจน์
สามสบ เป็นพื้นที่ชุมชนเมืองด่านมาแต่โบราณ เพราะห่างจากช่องพระเจดีย์สามองค์ไม่ไกลนัก เท่าที่เหลือร่องรอยก็มีแนวคันดิน ป้อมค่าย สระน้ำ พระเจดีย์ใหญ่บนยอดเขา ถ้าเข้ามาทางวัดวังก์วิเวการามของหลวงพ่ออุตตมะก็อยู่หลังพระเจดีย์ที่จำลองมาจากพุทธคยาองค์นั้น ต้องเดินลงเขาไปอีกนิดหน่อย
ส่วนกลุ่มเจดีย์ วิหาร เตาเผาอิฐที่ใช้ก่อเจดีย์ และแนวขอบคันดินที่ต่อต่ำลงไปปลายเนินนั้น ไม่เห็นหรือเหลืออะไรอีกเพราะจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำหมดแล้ว
เช่นเดียวกับค่ายพม่าที่ท่าดินแดงซึ่งจมอยู่ใต้น้ำ ทั้งสองแห่งนี้หากได้อ่านพระราชพงศาวดารและพระราชนิพนธ์รบพม่าที่ท่าดินแดง แล้วลองจินตนาการตามการเดินทางหรือได้ไปเห็นสภาพภูมิประเทศจริงๆ ก็แทบจะร้องไห้ เพราะทั้งตระหนก เสียใจ โกรธ เสียดาย ปนเปไปหมด
ก่อนการสร้างเขื่อนเขาแหลม ไม่มีการบันทึกศึกษาเรื่องชุมชนและเส้นทางเดินทัพในเขตเทือกเขาตั้งแต่เมืองท่าขนุนหรือทองผาภูมิจนถึงสังขละบุรีไว้เป็นหลักฐานมากนัก นอกจากรู้กันว่ามีค่ายพม่าที่นั่น ที่นี่ และศึกษากันบ้าง จากพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
โครงการกู้แหล่งโบราณคดีลุ่มน้ำแควน้อยของกรมศิลปากรเมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้วอาจเป็นแหล่งข้อมูลอย่างเดียวที่เก็บรักษาความรู้เท่าที่สามารถจะรู้ได้ในเวลานั้น
แต่น่าเสียดายความรู้เหล่านี้ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด
สามสบ นอกจากจะเป็นที่รวมของแหล่งน้ำหลายสายแล้ว ยังเป็นที่รวมของผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์อีกด้วย
ในเขตเทือกเขาตะนาวศรีที่กั้นพรมแดนระหว่างไทยและพม่า มีช่องด่านและพื้นที่ราบเล็กๆ ริมลำน้ำลำธารเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา ทั้งชาวเขาและชาวพื้นราบมานานนม ยิ่งมีปัญหาทางการเมืองและสงครามก็ยิ่งมีความเคลื่อนไหว เคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง รวมกลุ่ม ผสมผสานกันทางเชื้อสายและทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด
![]() |
|
ทุ่งนาในหมู่บ้านและสวนยางพาราของนายทุน บนแอ่งที่ราบเล็กๆ ในหุบเขา |
ตัวอย่างเช่นในอำเภอสังขละบุรีในปัจจุบัน ฝั่งแอ่งน้ำด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งอำเภอ คนส่วนใหญ่เชื้อสายกระเหรี่ยง มีวัดและศาลผีเจ้าเมืองสังขละ ที่เป็นกระเหรี่ยงเป็นศูนย์กลางทางความเชื่อ คนที่นี่มีเอกสารสิทธิและเป็นคนไทยตามกฎหมาย กลืนกลายจนดำรงชีวิตและวัฒนธรรมแบบคนเมืองทั่วไป ฝั่งนี้จึงเต็มไปด้วยรีสอร์ตและย่านธุรกิจท่องเที่ยว
อีกฝั่งหนึ่งของแอ่งน้ำเชื่อมต่อด้วยสะพานไม้ที่หลวงพ่ออุตตมะสร้างไว้ลัดระยะทาง เป็นหมู่บ้านมอญพลัดถิ่นที่ติดตามหลวงพ่อเข้ามาก่อนการสร้างเขื่อนราว ๗-๘ ปี มีวัดวังก์วิเวการามเป็นศูนย์รวมของชุมชน คนฝั่งนี้จะเป็นทั้งผู้พลัดถิ่นและมีบ้างที่เป็นคนหลบหนีเข้าเมืองอยู่ปะปนกัน
ที่ริมถนนใหญ่ด้านนอกอำเภอจะมีกลุ่มแขกมุสลิมมาจากพม่าตั้งชุมชนอยู่ มีมัสยิดบนเขาในชุมชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนคนค้าขายในอำเภอสังขละฯ ก็จะเป็นคนไทยภาคกลางและอีสานจากที่ต่างๆ แต่งงานกับกะเหรี่ยงบ้าง มอญบ้าง เกิดลูกหลานและผสมผสานทางวัฒนธรรมกันไป แม้แต่ในตลาดที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ทั้งพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าก็พูดภาษาไทยได้คล่อง เพราะเป็นลาวและไทดำมาจากมะละแหม่ง ได้แต่เล่าว่าถูกกวาดต้อนอพยพมานานแล้ว
ส่วนพื้นที่ป่าเขารอบนอก มีทั้งบ้านจัดสรรที่เป็นหมู่บ้านใหม่ ย้ายมาจากพื้นที่น้ำท่วมเหนือเขื่อนทั้งมอญ กะเหรี่ยง แม้กระทั่งละว้า ที่เหลืออยู่คนสุดท้ายอายุกว่า ๗๐ ปี นอกจากนั้น ก็เหลือแต่มีเชื้อสายเป็นละว้าบ้างเท่านั้น ตั้งชุมชนเป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ได้พื้นที่จัดสรรเพื่อปลูกข้าว ปลูกกล้วย หาของป่า ทำไม้กวาด อยู่ได้แค่พอมีพอกิน
ที่แย่ที่สุดคือ ในจำนวนพื้นที่ราบอันมีค่ายิ่งต่อการปลูกข้าว โดยไม่ต้องใช้วิธีปลูกข้าวไร่ที่ได้ผลผลิตน้อยกว่านั้น กลายเป็นสวนยางพาราอันกว้างใหญ่ของเสี่ยคนดัง ที่มีปัญหาแม้กระทั่งในทุ่งใหญ่นเรศวรที่กรมป่าไม้ทำเป็นเฉยๆ นั่นเอง
กะเหรี่ยงที่ไม่ชอบอยู่เมืองหรือถูกรุกล้ำพื้นที่ทำกิน ก็จะแสวงหาพื้นที่ในป่าดงดอยหลีกลี้หนีต่อไป กลายเป็นการนำร่องให้นายทุนและปัญหาทั้งหลายตามเข้าไปอย่างไม่สิ้นสุด
นอกจากนี้ยังมีชาวอีสานที่เคยเป็นแรงงานรับจ้างสร้างเขื่อน อพยพตามๆ กันมาหลายกลุ่มและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อกลุ่มอื่นๆ เพราะถือตัวว่าเป็นคนไทย มีเอกสารและอิทธิพลตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ กล่าวกันว่าเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้งมักมีสาเหตุมาจากคนกลุ่มนี้เสมอ
สามสบในปัจจุบันนอกจากจะกลายเป็นแอ่งเก็บน้ำกว้างใหญ่ เป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของคนต่างถิ่น ถนนหนทางสะดวกสบายต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิงแล้ว ยังเป็นพื้นที่ซึ่งรวมความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมไว้ด้วยกันอย่างน่าศึกษา
อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ตั้งข้อสังเกตว่า หมู่บ้านชาวมอญของหลวงพ่ออุตตมะเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงถึง การสร้างบ้านแปงเมืองเป็นเมืองขนาดเล็กๆ ที่มีวัดและเจดีย์สำคัญเป็นศูนย์กลาง มีวีรบุรุษหรือผู้นำทางวัฒนธรรมที่มีพลังในการบูรณาการ ดึงดูดผู้คนเข้ามารวมกลุ่มอยู่อาศัยรวมกัน
บอกเล่ากันว่า สามสบ ถือเป็นทางสามแพร่งที่ไม่ควรอยู่อาศัย แต่เมื่อหลวงพ่อนำชาวมอญจำนวนมากเข้ามาก็บอกว่าอยู่ได้ แต่คนที่นี่ต้องห้ามเล่นการพนัน ห้ามดื่มเหล้า ห้ามลักทรัพย์ ห้ามผิดลูกเมีย จะกลายเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้นด้วยวัฒนธรรมมอญและพันธะสัญญาที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ ทำให้การรุกล้ำที่สาธารณะและพื้นที่อยู่อาศัยยังทำไม่ได้ง่ายๆ
แต่ปัญหาในอนาคตถ้าหากหลวงพ่อสิ้น ก็มีข่าวแพร่งพรายว่าพื้นที่ริมน้ำในหมู่บ้านแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนมือไปขายให้นายทุนที่เริ่มจับจองแบ่งสรรกันแล้ว
ถึงตอนนั้นหมู่บ้านทางฟากนี้ก็คงคล้ายกับที่ตัวอำเภอที่เต็มไปด้วยรีสอร์ต และสิ่งปลูกสร้างริมแอ่งน้ำที่ไม่มีทางกลมกลืนกับหมู่บ้านชาวมอญดังที่เป็นอยู่ และคงไม่อาจรองรับสิ่งปฏิกูลจากนักท่องเที่ยวที่มีแต่จะถ่ายเทลงโดยไม่ได้หมุนเวียนอีกต่อไป
ค่ายพม่าที่สามสบหลังวัดหลวงพ่ออุตตมะต้องการการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและคำอธิบายสำหรับความรู้สำคัญที่กำลังจะสูญไป รวมทั้งให้ความมั่นใจต่อคนมอญรอบๆ ว่า พวกเขาเป็นเจ้าของพื้นที่และสามารถดูแลรักษาได้เหมือนคนไทยทั่วไป
ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่สังขละบุรียิ่งต้องการความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะเราละเลยการศึกษาต่อกลุ่มคนต่างๆ ในบริเวณชายแดนอย่างยิ่ง จนนำไปสู่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นช่องว่างให้มีการปราบปรามและละเมิดสิทธิพื้นฐาน
กระทั่งสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงในการบุกรุกป่า อยู่ที่ชาวบ้าน ทหาร นายทุน หรือกรมป่าไม้ ก็กลายเป็นเรื่องอีรุงตุงนังไปหมด