![]() |
|
หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานจะใส่ชุดสีขาว (คนซ้าย) อันเป็นที่มาของการเรียกสะกอว่า “ยางขาว” (ภาพ : ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ) |
คนไทยมักคุ้นเคยกับคำว่ากะเหรี่ยงตามชื่อที่นักวิชาการกำหนดเรียกชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเอง จากชื่อที่กะเหรี่ยงเรียกตัวเองและจากภาษาพูดรวมถึงวัฒนธรรมประเพณีทำให้นักวิชาการจัดแบ่งกะเหรี่ยงออกเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ๆ คือ กะเหรี่ยงสะกอ (Skaw) กะเหรี่ยงโปว์ (P´wo) กะเหรี่ยงแบร์หรือบเว (B´ghwe) และกะเหรี่ยงตองสู (Thung Tsu)
กะเหรี่ยงกลุ่มใหญ่ ๒ กลุ่มในไทยคือกะเหรี่ยงสะกอและกะเหรี่ยงโปว์ กะเหรี่ยงสะกอนั้นบางครั้งมีผู้เรียกว่า “ยางขาว” มีถิ่นฐานอยู่แถวที่ราบอิระวดี เมาะละแม่ง พะสิม ฯลฯ และตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นแนวยาวตามชายแดนไทย-พม่าตั้งแต่ตอนบนของภาคตะวันตกไปทางภาคเหนือของไทย กะเหรี่ยงกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับกะเหรี่ยงทั้งหมด ได้รับอิทธิพลทางศาสนาจากมิชชันนารีค่อนข้างมากทำให้มีการศึกษาดี และตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายกว่ากะเหรี่ยงกลุ่มอื่น ส่วนกะเหรี่ยงกลุ่มที่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันตกของไทยมักจะเป็นโปว์ ซึ่งมีประวัติกล่าวไว้ว่าเป็นกระเหรี่ยงที่มีความใกล้ชิดกับมอญจนมีชื่อเรียกเป็นภาษามอญว่า “ตะเลงคะยิน” นอกจากนี้ยังอาจพบชื่อที่มีผู้เรียกกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ว่า “ยางแดง” หรือ “โพล่ง (Phlong)” อีกด้วย
แม้ว่าส่วนใหญ่จะพบกะเหรี่ยงสะกออยู่เพียงไม่กี่หมู่บ้านในเขตภาคกลางและภาคตะวันตก แต่ก็มีให้พบได้บ้างที่ป่าละอูและบางพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบุรีที่ซึ่งกะเหรี่ยงสะกอถูกเรียกว่า กะหร่าง ในขณะที่เรียกกะเหรี่ยงโปว์ว่า กะเหรี่ยง
ห่างจากตัวอำเภอแก่งกระจานไปทางตะวันตกประมาณ ๗๐-๘๐ กิโลเมตร มีหมู่บ้านขนาดกลางหมู่บ้านหนึ่งที่มีประชากรชาวกะเหรี่ยงสะกอประมาณ ๔๐๐ คนใช้เป็นภูมิลำเนา หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนภูเขา เป็นหมู่บ้านสุดท้ายของชายแดนไทยทางตะวันตกในเขตอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และตั้งอยู่ในระนาบเดียวกับเมืองมะริดและเมืองทวายของสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า
ตามคำเล่าขานต่อกันมาจนเป็นตำนานของหมู่บ้านบอกไว้ว่า หมู่บ้านนี้มีอายุประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ ปี ได้อพยพโยกย้ายมาจากพม่าตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าบุเรงนองทำรุนแรงต่อกะเหรี่ยงเมื่อครั้งสร้างเจดีย์ชเวดากอง เมื่อย้ายมาอยู่ในดินแดนไทย การไปมาหาสู่ระหว่างเครือญาติ และการเดินทางไปค้าขายระหว่างพรมแดนยังมีอยู่เสมอมา จนถึงเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านทางฝั่งไทยเดินทางไปพม่าผ่านหมู่บ้านนี้น้อยลง เนื่องจากสถานการณ์สู้รบตามชายแดนที่ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันไม่มีใครใช้เส้นทางนี้อีกเลย เหลือเพียงร่องรอยการเดินทางทิ้งไว้ที่คำบอกเล่าของคนวัยกลางคนขึ้นไปเท่านั้น
คนที่เคยเดินทางไปพม่าด้วยเส้นทางนี้เล่าไว้ว่า ต้องใช้เวลาเดินเท้า ๔-๕ วันจากที่นี่ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านสุดท้ายทางฝั่งไทย แต่ถ้ามีสัมภาระไปด้วยก็ไม่น้อยกว่า ๗-๘ วัน เมื่อออกจากหมู่บ้านนี้แล้วก็จะต้องเดินผ่านป่าไปและกินนอนในป่าอยู่หลายคืนจนกว่าจะเดินถึงแม่น้ำ ซึ่งมีทางเลือกอยู่ ๒ ทางว่า จะไปตามแม่น้ำทางทิศใต้อันมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่บ้าง ๒-๓ หมู่บ้าน ก่อนจะไปข้ามแม่น้ำตะนาวศรีตรงจุดที่มีหมู่บ้านใหญ่ตั้งอยู่ เพื่อขึ้นฝั่งพม่าในเขตเมืองมะริด หรือไปตามเส้นทางที่นิยมมากกว่า คือ ไปตามแม่น้ำทางทิศเหนือแล้วข้ามแม่น้ำตะนาวศรี ขึ้นฝั่งพม่าในเขตเมืองทวาย แต่ทั้งหมดนี้ก็เหลือเพียงคำเล่าขานที่ไม่มีใครบอกได้ว่า ในปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวจะปลอดภัยหรือโหดร้ายเพียงใด เส้นทางในป่าจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งยังไม่มีใครคิดที่จะพิสูจน์
เมื่อมองมาที่สภาพของหมู่บ้านในปัจจุบันนี้นับได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างมาก ทั้งทางกายภาพและวิถีชีวิต ความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ทางเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันและดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นับแต่การเปิดฉากของคริสต์ศาสนาที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านหันมานับถือคริสต์ศาสนาเกินครึ่งหมู่บ้าน ชาวบ้านไปโบสถ์ประจำหมู่บ้านทุกวันอาทิตย์ และมีงานคริสต์มาสเป็นงานใหญ่ของหมู่บ้านแทนประเพณีกินข้าวห่อ ประเพณีไหว้พระจันทร์ และงานเลี้ยงผีที่แทบจะไม่มีหลงเหลือ คนวัยสามสิบลงมาแทบไม่เคยรู้จักประเพณีดั้งเดิมของเผ่าตน ในขณะที่คนวัยสามสิบขึ้นไปเริ่มลืมเลือนและให้รายละเอียดอย่างไม่มั่นใจ ผู้ที่ยังดำรงประเพณีดั้งเดิมจะเหลือเป็นส่วนน้อยของหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เมื่อถึงกำหนดงานประเพณีสำคัญๆ ชาวบ้านที่เคร่งครัดและยังไม่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ก็จะไปร่วมงานกับชาวบ้านที่ป่าละอู ส่วนพวกที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะละทิ้งประเพณีต่างๆ ไปหมดสิ้น และเหลือผู้ที่แต่งชุดประจำเผ่าเพียงคนเฒ่าคนแก่เท่านั้น แม้กระทั่งการทอผ้าก็ไม่มีให้เห็น แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องไปหาซื้อมาจากเชียงใหม่
ชาวบ้านที่นี่ได้รับสัญชาติไทยมากว่า ๑๐ ปีแล้ว มีชื่อและนามสกุลแบบไทยในการติดต่อกับราชการ และเมื่อประเมินสภาพภูมิประเทศของหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากเมือง ประกอบกับหนทางทุรกันดาร โครงการต่างๆ ของรัฐจึงเข้าถึงหมู่บ้านมากมาย มีคลองชลประทานเข้าถึงหมู่บ้าน มีไฟฟ้าที่มา ๒-๓ วัน แล้วหายไปประมาณ ๑ อาทิตย์ ในระยะแรก มีตลาดนัดในหมู่บ้านสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ในบ่ายวันพฤหัสฯ และเช้าวันอาทิตย์ มีรถโดยสารวิ่งจากตลาดหัวหินขึ้นถึงหมู่บ้านวันละ ๓ คัน แต่ไม่มีรถโดยสารวิ่งจากแก่งกระจานที่หมู่บ้านนี้สังกัดอยู่ ชาวบ้านที่ต้องติดต่อราชการหรือมาทำธุระที่แก่งกระจานจึงต้องอาศัยติดรถของผู้ใหญ่บ้านลงมาอำเภอเมื่อถึงกำหนดนัดประชุมในแต่ละเดือน หากจำเป็นจริงๆ ก็ต้องว่าจ้างรถในหมู่บ้านซึ่งเป็นของคนมีฐานะ
พื้นที่ในหมู่บ้านนี้ทำการเกษตรได้พืชผลหลายชนิด มีไร่ข้าวโพดบนเขา ปลูกมะนาว กล้วย ชมพู่ สับปะรด ฯลฯ ได้ผลดี ส่วนนาข้าวที่ปลูกข้าว “บ่แพ่” ซึ่งเป็นข้าวเมล็ดสั้นนั้นมีอยู่บ้าง แต่เมื่อรวมหมดทั้งหมู่บ้านแล้วก็ไม่พอกิน ต้องซื้อข้าวจากที่อื่น
ด้านการศึกษานั้นค่อนข้างลำบากเพราะไม่มีโรงเรียนในหมู่บ้าน เด็กๆ ต้องเดินเท้าไปเรียนที่หมู่บ้านใกล้เคียงที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๔-๕ กิโลเมตร เปิดสอนถึงชั้น ป.๖ ถ้าต้องการเรียนสูงกว่านี้ก็ต้องเดินไกลออกไปอีกมากกว่าจะถึงโรงเรียนที่สอนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ชาวบ้านจึงไม่นิยมให้ลูกเรียนต่อหลังจบชั้นประถม
สังเกตได้ว่าผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีในหมู่บ้านจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งทางการปกครอง หรือผู้ที่อยู่ในโครงการส่งเสริมอาชีพของทางราชการต่างๆ เช่น ผู้ที่เลี้ยงโคนมในหมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่เพียง ๒-๓ ราย นอกจากนี้บุคคลเหล่านี้ยังนับถือคริสต์ศาสนาอย่างเคร่งครัด มี ๑-๒ รายที่ส่งลูกไปเรียนในโรงเรียนประจำในสังกัดศาสนาคริสต์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใกล้เคียง จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้ชาวบ้านคล้อยตามผู้นำในการประกอบอาชีพและการนับถือศาสนาจนละประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิม ประกอบกับการไปมาหาสู่ระหว่างญาติพี่น้องจากฝั่งพม่าถูกตัดขาดลงซึ่งเท่ากับตัดขาดการติดต่อทางวัฒนธรรมและประเพณีลงด้วย
จึงน่าสนใจว่านอกจากภาษาพูดแล้ว ความเป็นกะหร่างหรือชนเผ่าสะกอของผู้คนหมู่บ้านนี้จะหลงเหลือการแสดงออกอยู่ ณ ที่ใด
รายงานการสำรวจ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๑ (มี.ค.-เม.ย. ๒๕๔๑)