ฤาไทสกลกำลังจะตื่น
![]() |
ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมหรือไม่ว่า “ทุกวันนี้คนไทยรู้สึกขาดความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง” ที่รู้สึกเช่นนี้ เนื่องจากในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องพบกับความแตกแยกทางสังคมที่เป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น ภัยพิบัติธรรมชาติ ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศและสังคมไทย ทำให้กลายเป็นสังคมอุดมปัญหา และทุกปัญหาที่กล่าวมายังมองไม่เห็นทางออก มีแต่สัญญานบอกว่าจะรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก
คนสกลนครที่สนใจปัญหาบ้านเมืองต่างนำเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นคุยกันในครอบครัว ในที่ทำงาน ในร้านกาแฟ ในงานเลี้ยง แต่นั่นก็เป็นเสมือนการปรับทุกข์ระหว่างกัน หรือแค่เป็นการระบายปลดปล่อยแรงดันภายในใจเท่านั้น ไม่มีข้อสรุปว่าจะทำอะไรกันต่อไป คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจึงคิดปรับเปลี่ยนจากการบ่น การวิจารณ์ มาเป็นการมองหาทางออกร่วมกัน จะไม่รอคอยให้ใครมาเป็นผู้แก้ไขปัญหาให้คนสกลนครอีกแล้ว ชาวสกลนครจะคิดแก้ไขกันเองก่อน โดยไม่นำเชื้อชาติ ศาสนา และการเมืองมาเป็นอุปสรรคในการคิดและทำร่วมกัน โดยเริ่มที่การจัดเวที “โสกันวันเสาร์” ที่ลานคนเมืองของเทศบาลเมืองสกลนคร ทุกเย็นวันเสาร์ มีชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกลและหอการค้าจังหวัดสกลนครเป็นแกนหลัก พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเทศบาลนครสกลนคร
เมื่อวงโสเหล่เสวนาดำเนินการติดต่อกันมากว่า ๑๒ เสาร์ กลุ่มผู้จัดได้เห็นความสนใจของแฟนพันธุ์แท้ของวง “โสกันวันเสาร์” มั่นคงดีแล้ว จึงคิดจัดวงโสเหล่กันวันเสาร์ให้ใหญ่สักครั้ง โดยร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ทำโครงการเสวนาสัญจรคนค่อนศตวรรษอยู่ก่อนแล้ว มีอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เป็นผู้บริหารโครงการ ดังนั้นองค์กรภาคประชาชนและภาครัฐกว่า ๗ องค์กรของสกลนครจึงร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดโสเหล่เสวนาเรื่อง “ส่องซอด สอดส่อง เมืองสกล” ขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ มีนาคมที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๕ เทศบาลนครสกลนคร โดยมีผู้นำการเสวนาหลัก ๓ ท่านคือ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม อาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ และพ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว ได้รับความสนใจจากคนทั้งคนค่อนศตวรรษ คนกึ่งศตวรรษ และคนไม่ถึงกึ่งศตวรรษ จากทุกภาคส่วนเข้าร่วมเสวนาอย่างอบอุ่น
![]() |
![]() |
หากถามว่าได้อะไรจากการร่วมรายการครั้งนี้บ้าง? ในส่วนตัวแล้วอยากบอกว่า ได้ชมนิทรรศการภาพเก่าเมืองสกลนครตั้งแต่ครั้งปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่คนสกลนครไม่เคยเห็นมาก่อน เรื่องราวเสรีไทยสายอีสาน เรื่องความยิ่งใหญ่ปราสาทขอม “ภูเพ็ก” ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก และความรู้ความเข้าใจในเรื่องโลก เรื่องสังคม และเรื่องต่างๆ ทัศนะของผู้นำการเสวนาและผู้ที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง พอจะสรุปมาแบ่งปันกันได้ดังนี้ครับ
สกลนครเป็นเมืองที่ยังคงความเป็นเมืองแบบไทยอีสานได้ค่อนข้างดี และกำลังเปลี่ยนจากเมืองแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไปสู่เมืองที่ทุกคนมีชาติภูมิเดียวกัน (คือมีแผ่นดินแม่ผืนเดียวกัน) คือทุกคนเป็น “ไทสกล” ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น สกลนครเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตอย่างมีสุขที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันกำลังถูกท้าทายจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็ว มีปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่กำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ไปสู่ความเสื่อมถอยอย่างชัดเจน จนมีคำถามกลางเวทีว่า “ชาวสกลจะเอาอยู่หรือไม่?”
เห็นความคิดของคนต่างวัยที่มองอนาคตของสกลนครแตกต่างกัน คนวัยใกล้ถึงศตวรรษมองว่า “เอาอยู่” ผมรู้สึกว่านั่นเป็นเชิงให้กำลังใจตัวเอง ส่วนคนกลุ่มวัยรุ่นบอกว่า “เอาไม่อยู่” และคนวัยกลางๆ ยังค่อนข้างลังเลใจว่าจะเอาอยู่หรือไม่
เวทีวันนั้นไม่มีคำตอบจากผู้นำการเสวนาว่า “จะเอาอยู่หรือไม่” คงปล่อยให้คนสกลนครนำไปคิดต่อ และคงต้องนำประเด็นต่างๆ ที่ยังค้างคาจากการจัดวงเสวนาของคนค่อนศตวรรษ ไปคิดหาคำตอบร่วมกันในเวที “โสกันวันเสาร์” หรือเวทีอื่นๆ ต่อไป เพราะไม่มีรัฐบาลไหน พระเจ้าองค์ใด ที่จะช่วยเราได้ หากเราไม่คิดช่วยเหลือตัวเองก่อน จริงไหมครับพี่น้อง
ประสาท ตงศิริ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสกลนครเผยแพร่ครั้งแรกที่อีสานบิซีค ฉบับที่ ๑๐๔ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕
หมายเหตุจากผู้อ่าน:จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๔ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๕)