หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ ปีที่ ๒ : ‘พม่าเสียเมือง’ มองเพื่อนบ้านหลังอาณานิคม จากทัศนะ ‘มิกกี้ ฮาร์ท’ คนพม่าในประเทศไทย
บทความโดย ตรีโรจน์ ไพบูลย์พงษ์
เรียบเรียงเมื่อ 4 ก.พ. 2559, 09:06 น.
เข้าชมแล้ว 36507 ครั้ง

คุณมิกกี้  ฮาร์ท
 

 เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดบรรยายสาธารณะในหัวข้อ  พม่าเสียเมือง’ : เมืองพม่าหลังถูกยึดครองในยุคอาณานิคม  โดยได้รับเกียรติจากคุณ  ‘มิกกี้ ฮาร์ท’  ชาวพม่าผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทย ซึ่งสนใจและได้เขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์  ไทย-พม่า ตั้งแต่สมัยเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ ๑ จนถึงพม่าเสียเมืองให้กับอังกฤษผ่านหนังสือวารสารมิวเซียมสยาม โยเดียกับราชวงศ์พม่า: เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้’มาเป็นวิทยากรบรรยายถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์การล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ในราชวงศ์Konbaungหรือ  Alaungpayaของพม่า มาติดตามกันดูว่าเมื่อพม่าเสียเมืองให้ฝรั่งแล้ว การเขียนประวัติศาสตร์ โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมพม่าเป็นไปเช่นไร

 

 

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มนี้ ก็เพราะครั้งหนึ่งข้าพเจ้าเห็นนักท่องเที่ยวคนไทยคนหนึ่งไปเที่ยวประเทศพม่า เพื่อจะไปไหว้พระทำบุญให้เกิดสิริมงคล แต่พอลงจากเครื่องบินเหยียบแผ่นดินพม่าครั้งแรก เขาก็ใช้เท้ากระทืบแผ่นดินสามครั้ง ข้าพเจ้าถามว่าทำไม เขาตอบว่า มันเคยเผาบ้านเผาเมืองกู กูจะแช่งให้มันจมดินไปเลย (คงลืมไปว่าจะมาทำบุญ ?) หรือกลุ่มคณะทัวร์ไทยไปเที่ยวพระราชวังพระเจ้าบุเรงนองที่หงสาวดี ประเทศพม่า เมื่อไปถึงก็เกิดอาการของขึ้นทันที พุ่งเข้าไปทำลายต้นไม้ประดับและสวนดอกไม้ที่อยู่รอบๆ พระราชวัง ใช้เท้ากระทืบพระตำหนักไม่หยุดเลย เจ้าหน้าที่ดูแลพระราชวังออกมาขอร้องก็ไม่หยุด สุดท้ายเจ้าหน้าที่สั่งเด็ดขาดให้มัคคุเทศก์ของบริษัททัวร์นำคณะออกไปจากพระราชวังทันที มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย ข้าพเจ้าเห็นแล้วก็นึกเสียใจยิ่งนัก

 

อีกเรื่องหนึ่ง ข้าพเจ้าเคยพบหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทยพม่า เล่าให้ฟังว่า พวกเขาพี่น้องท้องเดียวกัน แต่กลับถือคนละสัญชาติ เพราะวันดีคืนดีผู้มีอำนาจก็มาตีเส้นแบ่งเขตและแบ่งชาติ ปัจจุบันตระกูลของสองพี่น้องนี้กลายเป็นคนละชาติ อยู่กันละฟากไปแล้ว ไม่รู้จักกันยังไม่พอ ถือเป็นศัตรูกันโดยปริยาย เพราะเรื่องราวของสองชาติที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน”

บางส่วนจากบทนำหนังสือ ‘โยเดียกับราชวงศ์พม่า : เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้’ : มิกกี้ ฮาร์ท

             

เป็นที่ทราบกันดีว่ามุมมองของคนไทยที่มีต่อประเทศพม่ามักหนีไม่พ้นความเป็นอริศัตรูของชาติอย่างล้ำลึก ซึ่งสามารถเห็นได้จากประวัติศาสตร์พงศาวดาร มหากาพย์ นวนิยาย และภาพยนตร์ ที่ส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากการมองผ่านการบันทึกของฝ่ายไทยเองแต่เพียงด้านเดียว ทำให้คุณมิกกี้ ฮาร์ท เกิดความสนใจที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์พม่าผ่านมุมมองของคนพม่าเอง  โดยอ้างอิงจากพงศาวดารของพม่าโดยตรง ไม่ใช่ที่มาจากการบันทึกของชาวต่างชาติอย่างอังกฤษ อดีตเจ้าอาณานิคมของพม่าที่สามารถบิดข้อมูลประวัติศาสตร์และเผยแพร่สู่สายตาชาวโลกอย่างไรก็ได้

             

คุณมิกกี้ ฮาร์ท ได้เริ่มต้นการบรรยายว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ของพม่าส่วนใหญ่ที่ได้รับการเผยแพร่อยู่ในปัจจุบันเป็นหนึ่งใน ‘ประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม’ ที่ได้รับการวางรากฐานจากเจ้าอาณานิคมชาวตะวันตกอย่าง ประเทศอังกฤษ เพื่อใช้ในการอ้างความชอบธรรมทางการเมืองในการเข้ายึดครองพม่า ซึ่งนักศึกษาประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ของพม่าที่ได้รับการศึกษาตามแบบหลักสูตรของอังกฤษล้วนได้รับอิทธิพลและให้ความเชื่อถือ ‘งานวิชาการ’ ที่เขียนขึ้นโดยชาวตะวันตกหรือชาวอังกฤษเอง มากกว่าที่จะเชื่อในประวัติศาสตร์พงศาวดารพื้นถิ่นของพม่าเอง

             

คุณมิกกี้ ฮาร์ท ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์พงศาวดารพม่าที่เป็นของชาวพม่าเอง อย่าง ‘พงศาวดารพม่าโคนบ่องเซก มหาราชวงศ์หลวง’ ที่ได้รับการบันทึกโดยเจ้าชายมองติน ผู้เป็นเจ้าชายในราชวงศ์ Konbaung องค์หนึ่งของพม่า ที่มีมุมมองที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์พงศาวดารพม่าในปัจจุบันที่ได้รับการปรุงแต่งและปลูกฝัง ‘วาทกรรมอาณานิคม’ จากอังกฤษ โดยนำข้อมูลจากพงศาวดารนี้มารวบรวมและเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของฝั่งไทยและลาว เพื่อประมวลข้อมูลให้ประวัติศาสตร์พม่านี้มีความถูกต้องแม่นยำที่สุด

 

พงศาวดารพม่า ‘โคนบ่องเซกมหาราชวงศ์หลวง’ ที่ได้รับการบันทึกโดยเจ้าชายมองติน

ผู้เป็นเจ้าชายในราชวงศ์ Konbaung

(ที่มาภาพ : Aliz in Wonderland  พม่าเสียเมือง ฉบับ"คนพม่า"บันทึก’ www.pantip.com   )

 

โดยสาเหตุที่พม่าเสียเมืองในสายตาการรับรู้ของคนทั่วไปนั้น มักมาจากการมองผ่านของชาวตะวันตกที่มองว่าการสูญเสียเอกราชและการล่มสลายของราชวงศ์พม่าเกิดขึ้นเพราะความฟอนเฟะและความล้มเหลวในการบริหารประเทศของราชสำนักพม่าเพียงอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้วการที่พม่าต้องเสียเมือง เสียเอกราช กษัตริย์ราชวงศ์สูญสิ้นไปจากประเทศ เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของอังกฤษที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอลองพญา บรรพกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ Konbaung หรือ Alaungpaya และเป็นผู้นำทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา (ก่อนเสียกรุงครั้งที่ ๒)

 

ในช่วงแรกในสมัยที่พระเจ้าอลองพญาทำสงครามรวบรวมดินแดนพม่าให้เป็นปึกแผ่น  ชาวตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามาทำการสนับสนุน ‘ชาวมอญ’ แห่ง ราชอาณาจักรหงสาวดี เนื่องจากในสายตาของอังกฤษและฝรั่งเศสมองว่า ชาวมอญนั้นมีโอกาสที่ดีและได้เปรียบที่จะชนะชาวพม่ามากกว่า แต่หลังจากที่กองทัพพม่าของพระเจ้าอลองพญาได้ตีราชอาณาจักรหงสาวดีแตก อังกฤษและฝรั่งเศสต่างพากันกลับลำให้การสนับสนุนและเจรจาทำการค้าขายกับพม่านับแต่นั้นมา ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่ชาติตะวันตกอย่างอังกฤษ เริ่มที่จะเข้ามามีอิทธิพลในพม่าและทำการแทรกแซงอำนาจในเวลาต่อมา

 

การที่ชาติตะวันตกอย่างอังกฤษให้ความสนใจต่อพม่า เนื่องจากมีความต้องการแหล่งทรัพยากรที่มีค่า อย่าง แร่หินรัตนชาติ ทรัพยากรป่าไม้ และน้ำมัน รวมถึงการเป็นเส้นทางสู่จีนผ่านแม่น้ำอิระวดี

 

แผนที่แสดงกลุ่มราชธานีโบราณของพม่าในสมัยราชวงศ์คองบอง (พ.ศ. 2295-2428)

(ที่มาภาพ : D.G.E. Hall, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ), ประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้:

สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ภาคพิสดาร, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2549, หน้า 392.)

 

 

คุณมิกกี้ ฮาร์ท ยังได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการล่าอาณานิคมของอังกฤษว่ามีอยู่ ๓ ขั้นตอนด้วยกัน คือ

๑.เริ่มแรกขอเข้ามาเป็นไมตรี

๒.ขอทำการค้าขายโดยอิสระ

๓.เมื่อมีอิสระแล้วจึงเริ่มทำการแทรกแซงอำนาจ

 

วิธีการของอังกฤษนี้เป็นวิธีการที่อังกฤษใช้ในการเข้ายึดและแพร่ขยายอาณานิคมของตน  ซึ่งพม่าในสมัยพระเจ้าอลองพญานั้นล่วงรู้ถึงวิธีการนี้และไม่ได้วางใจกับการเข้ามาขอทำการค้าของอังกฤษเป็นทุนเดิม เนื่องจากอังกฤษนั้นได้แปรพักตร์มาหาพม่าอย่างรวดเร็วในคราวที่รบกับชาวมอญหงสาวดี ทำให้พม่าในช่วงเวลานั้นยังคงทำการค้าอย่างระมัดระวังตัวกับอังกฤษ  ปฏิบัติการแทรกแซงอำนาจพม่าของอังกฤษจึงยังไม่สามารถกระทำได้

 

จนกระทั่งมาถึงในรัชสมัยของ ‘พระเจ้าจักกายแมง’ หรือ ‘บายีดอ’ กษัตริย์ราชวงศ์ Konbaung องค์ที่ ๗ ผู้ขึ้นครองราชย์ต่อจาก ‘พระเจ้าปดุง’ กษัตริย์ที่คนไทยรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีในคราว ‘สงครามเก้าทัพ’ทำการขยายพระราชอำนาจไปยังทางทิศตะวันตก รับสั่งให้ ‘มหาพันธุละ’ แม่ทัพที่ได้รับการยกย่องว่า มีฝีมือแกร่งกล้าในสมัยนั้น เข้าตีและยึดแคว้นมณีปุระ จนกระทั่งแผ่ขยายมาถึงบริเวณแคว้นกะจาร์ แคว้นอัสสัม ทั้งนี้ แคว้นอัสสัมเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษอยู่แล้ว จึงทำให้เกิด ‘สงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่ ๑’ ขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๖๗ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวของสยามในสมัยนั้น

 

(ซ้าย)  เกราะของมหาพันธุละ จัดแสดงที่ London จากหนังสือ A Burmese Wonderland : a tale of travel in Lower and Upper Burma 

(ที่มาภาพ : ShopperKimpy,ภาพวาดทหารสยามในชุดเกราะ และภาพอื่นๆ www.pantip.com)

(ขวา) ภาพ A Burmese Minister of State in Military Dress ตีพิมพ์ในหนังสือ Illustrated London News ค.ศ.๑๘๘๕ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พม่าแพ้สงครามแก่อังกฤษ ครั้งที่ ๓

(ที่มาภาพ : ShopperKimpy,ภาพวาดทหารสยามในชุดเกราะ และภาพอื่นๆ www.pantip.com)

 

ในช่วงแรกของสงครามการรบครั้งนี้ กองทัพอังกฤษได้ตกเป็นฝ่ายที่แตกพ่ายยับเยิน ด้วยเหตุที่ไม่มีการจัดเจนในสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และยุทธวิธีการรบ เพราะกองทัพอังกฤษนั้นเก่งการรบแบบกองเรือ ขณะที่พม่าเก่งการรบทางบก รวมถึงมีความจัดเจนในสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศในพื้นที่อยู่แล้ว ส่งผลให้กองทัพพม่าบุกตีกองทัพอังกฤษแตกอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งแตกหนีไปจนถึงเมืองจิตตะกอง (ปัจจุบันอยู่ในประเทศบังกลาเทศ)

 

ผลจากการแตกพ่ายส่งผลให้อังกฤษปรับยุทธวิธีใหม่ ด้วยการส่งกองทัพเรือมาทางบริเวณเกาะเนเกร  ( Nagai Island ) เพื่อตีเมืองย่างกุ้ง กองทัพเรืออังกฤษได้แสดงศักดานุภาพด้วยเทคโนโลยีการรบและความช่ำชองในยุทธวิธีทางน้ำ ส่งผลให้กองทัพพม่านั้นแตกพ่าย มหาพันธุละ ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่พม่าตายในการรบและเมืองย่างกุ้งถูกตีแตก

 

กองทัพจักรวรรดิอังกฤษโจมตีกองทัพพม่า ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ค.ศ.๑๘๒๔

วาดโดย J.Moore (๑๙ th century)

 

 

ด้วยความสูญเสียอย่างย่อยยับ ทำให้พม่าต้องส่งราชทูตไปทำสัญญาสงบศึกกับทูตจากอังกฤษที่หมู่บ้าน ‘ยันดาโบ’ หรือ ‘รันตาโบ’ ใน พ.ศ. ๒๓๖๘ เรียกกันว่า ‘สนธิสัญญายันดาโบ‘  (Treaty of Yandabo)  ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ ๔ ข้อ คือ

๑. อังกฤษจะผนวกเอาดินแดนแคว้นยะไข่หรืออาระกัน และแคว้นตะนาวศรีที่ประกอบไปด้วยเมืองท่าสำคัญชายฝั่งทะเลอันดามัน อย่าง มะริด และทวาย นอกจากนั้นพม่าต้องไม่เข้าไปยุ่งกับกิจการของดินแดนทางทิศตะวันตก อย่าง แคว้นอัสสัม แคว้นกะจาร์ แคว้นซินเตียร์ และแคว้นมณีปุระ

๒. พม่าต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้อังกฤษเป็นเงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ปอนด์สเตอร์ลิง

๓. พม่าต้องยินยอมให้อังกฤษตั้งสถานกงสุลในกรุงรัตนปุระอังวะ

๔. พม่าต้องรับรู้ว่าสยามกับอังกฤษเป็นมหามิตรต่อกัน

 

ความพ่ายแพ้ต่อสงครามในครั้งนี้ของพม่าถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อพม่าและราชวงศ์ Konbaung ที่นับแต่นี้พม่าจะไม่สามารถแสดงแสงยานุภาพหรืออิทธิพลของความเป็นรัฐที่มีอำนาจสูงสุดในเอเชียอาคเนย์ และนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ Konbaung รวมถึงการเสียเมืองให้อังกฤษในเวลาต่อมา

 

หลังจากที่พม่าได้สูญเสียดินแดนทางตะวันตกอย่าง แคว้นอาระกัน (ยะไข่)  และดินแดนริมฝั่งทะเลอันดามัน อย่าง แคว้นตะนาวศรีไปให้กับอังกฤษจากการพ่ายศึกแล้ว ในกาลต่อมาพม่าก็ได้สูญเสียดินแดนทางตอนใต้บริเวณลุ่มน้ำอิระวดีไปให้กับอังกฤษอีก อันประกอบไปด้วย เมืองเมาะตะมะ เมืองบาสแซง เมืองย่างกุ้ง เมืองพะโค (หงสาวดี) เมืองแปร จากการพ่ายแพ้ในสงครามพม่า – อังกฤษ ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๓๙๕ ในรัชสมัย ‘พระเจ้าปะกันเมง’ หรือ ‘พุกามแมง’ กษัตริย์องค์ที่ ๙ ราชวงศ์ Konbaung ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของสยาม

 

ชนวนเหตุของการเกิดศึกสงครามรอบสองนี้ มีที่มาจากการที่เจ้าเมืองหงสาวดีได้ทำการกุมตัวกัปตันเรือชาวอังกฤษ ๒ คน ในข้อหาทำการข่มเหงรังแกพ่อค้าชาวพม่า เป็นผลให้รัฐบาลอินเดีย (ที่อยู่ในอาณัติของอังกฤษ) ส่งราชสาส์นมายังราชสำนักพม่าว่าให้จัดการถอดถอนเจ้าเมืองหงสาวดีที่ทำการกุมตัวเจ้าหน้าที่ของอังกฤษออกไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้จ่ายค่าปรับจำนวนมาก ซึ่งทางราชสำนักพม่ายินยอมทำตามโดยดี

 

แม้ว่าราชสำนักพม่าจะยอมทำตามข้อเรียกร้องทุกอย่างเรียบร้อย กระนั้นทางรัฐบาลอินเดียยังคงไม่พอใจและได้ทำการเรียกร้องเพิ่มเติม ส่งผลให้พระเจ้าปะกันเมงนั้นเกิดความไม่พอใจ จึงทำตามประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นคำรบสอง โดยผลของสงครามครั้งนี้ จบลงด้วยการที่พม่าพ่ายศึกและสูญเสียดินแดนให้แก่อังกฤษอีกครั้ง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กษัตริย์พม่าจากพระเจ้าปะกันเมงซึ่งถูกบีบให้สละราชสมบัติแก่ ‘พระเจ้ามินดง’ผู้เป็นพระอนุชาองค์หนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามกับอังกฤษใน พ.ศ.๒๓๙๖

 

พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่าผู้มีดำริให้ปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย

และปรับท่าทีความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 

พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต กษัตริย์และราชินีองค์สุดท้ายของพม่า

ในรัชสมัยของพระเจ้ามินดงมีการย้ายราชธานีจากรัตนปุระอังวะไปสู่ ‘มัณฑะเลย์’ มีการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัยตามตะวันตกมากขึ้น และมีการปรับท่าทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการส่งคณะทูตเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีฝรั่งเศสชาติมหาอำนาจอีกแห่งที่มีอิทธิพลการเป็นเจ้าอาณานิคมอยู่เหนือดินแดนอินโดจีนและเข้ามามีความสัมพันธ์กับพม่าอย่างเป็นทางการ รวมทั้งได้เข้ามามีบทบาทการเจรจากับพม่าอย่างเด่นชัด มีการร่างข้อตกลงว่าด้วยการพัฒนาประเทศระหว่างราชสำนักพม่ากับรัฐบาลฝรั่งเศส ต่อมาจึงเป็นในรัชสมัยของ ‘พระเจ้าธีบอ’หรือ ‘สีป่อ’ และถือเป็นองค์สุดท้ายของราชวงศ์ Konbaung ที่ถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดระบอบราชาธิปไตยในพม่าอย่างเป็นทางการ

 

การเข้ามามีบทบาทของฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้าธีบอนี้ถือเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษนั้นตัดสินใจที่จะเข้ายึดครองพม่าให้อยู่ในอาณัติเร็วขึ้น เนื่องจากกลัวว่าฝรั่งเศสจะเข้ามายื้อแย่งผลประโยชน์ในพม่าไปจากอังกฤษ ซึ่งจะเห็นได้จากหลักฐานในหนังสือ ‘A LORD RANDOLF CHURCHILL’ เขียนโดย ‘วินสตัน เชอร์ชิล’ (WINSTON CHURCHILL) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องมีการเตรียมการยึดทัพประเทศพม่าโดยด่วน เนื่องจากได้มีการแทรกแซงจากรัฐบาลฝรั่งเศสที่ต้องการเข้ามายื้อแย่งผลประโยชน์ในพม่า”(ลอร์ด ลันดอลฟ์ เชอร์ชิล ที่อ้างถึงนั้นมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการรัฐอินเดีย (SECRETARY FOR THE STATE OF INDIA) และมีศักดิ์เป็นพ่อของวินสตัน เชอร์ชิลอีกด้วย – ผู้เขียน)

 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วรัฐบาลอังกฤษจึงมีความพยายามในการดำเนินการขัดขวางทุกอย่างไม่ให้รัฐบาลฝรั่งเศสกับราชสำนักพม่าร่วมมือกันได้สำเร็จ มีการใช้การเจรจาด้านการทูตกดดันทั้งรัฐบาลฝรั่งเศสและราชสำนักพม่าไม่ให้มีการทำข้อตกลงระหว่างกัน รวมถึงพยายามที่จะทำการเปิดศึกกับพม่าทุกวิถีทางเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดพม่าได้

 

ในห้วงเวลานั้นเอง ได้เกิดเหตุการณ์ที่เอื้อโอกาสให้กับอังกฤษในการเปิดศึกกับพม่าได้สำเร็จ เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการตรวจสอบการตัดไม้ของพม่าได้ตรวจพบว่าบริษัทบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burma Trading Corporation, Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทอังกฤษที่ได้รับการสัมปทานการตัดไม้จากราชสำนักพม่า ได้ทำการโกงไม่ยอมจ่ายภาษีตัดไม้ จึงได้ส่งรายงานฟ้องต่อ ‘ศาลลูกขุนหลุดดอ’  ของพม่า โดยศาลได้มีคำตัดสินว่าบริษัทบอมเบย์เบอร์มานั้นมีความผิดจริง จึงมีคำตัดสินให้ชำระภาษี และจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน ๒,๓๐๐,๐๐๐ รูปี

 

บริษัทบอมเบย์เบอร์มาไม่พอใจในคำตัดสินของศาลลูกขุนหลุดดอ จึงนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อรัฐบาลอังกฤษว่าราชสำนักพม่าได้ทำการรังแกและไม่มีความยุติธรรม ทำให้รัฐบาลอังกฤษส่งราชสาสน์มายังราชสำนักพม่า โดยในราชสาสน์นั้นมีเนื้อใจความสำคัญอยู่ ๔ ข้อ ด้วยกัน

๑. สำหรับคดีการโกงภาษีตัดไม้ ราชสำนักพม่าต้องรอผู้แทนที่รัฐบาลอังกฤษส่งมาไต่สวน

๒.ห้ามทำการไต่สวนก่อนที่ผู้แทนนั้นมาถึง

๓.รัฐบาลพม่าต้องอนุญาตผู้แทนที่รัฐบาลอังกฤษส่งมา สามารถเข้ามาในเมืองมัณฑะเลย์พร้อมอาวุธครบมือ

๔.รัฐบาลอังกฤษขอเป็นผู้ควบคุมดูแลการติดต่อระหว่างประเทศของพม่าแต่ผู้เดียว

 

ทันทีราชสำนักพม่าทราบถึงเนื้อความในราชสาส์นนั้น ก็เกิดความไม่พอใจในทันที โดยเฉพาะ ‘พระนางศุภยาลัต’ผู้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าธีบอ ถึงกับประกาศว่าจะรบกับอังกฤษ เพราะการกระทำเช่นนี้ของอังกฤษจ้องจะกดขี่ และ กอบโกยผลประโยชน์จากพม่าอยู่ถ่ายเดียว ด้วยเหตุนี้ ‘สงครามพม่า-อังกฤษครั้งที่ ๓’ จึงอุบัติขึ้น ใน พ.ศ. ๒๔๒๘

 

สุดท้ายแล้วด้วยศักยภาพทางการรบและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่ากองทัพพม่า และการอาศัยช่องโหว่ที่ชนชั้นสูงของพม่านั้นไม่ลงรอยกัน[i]ส่งผลให้กองทัพอังกฤษนั้นสามารถเอาชนะกองทัพพม่าและเข้ายึดเมืองมัณฑะเลย์ได้สำเร็จ พระราชวังที่ประทับของพระเจ้าธีบอกับพระนางศุภยาลัตถูกปิดล้อมเป็นเหตุให้ต้องยอมจำนนต่อกองทัพอังกฤษ นำมาซึ่งการเสียเมืองและตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ หรือที่เรียกว่า ‘พม่าเสียเมือง’

 

ภาพวาดของ Saya Chone บันทึกเหตุการณ์ภายในราชสำนักที่มีการสังหารเชื้อพระวงศ์เป็นจำนวนมาก หลังพระเจ้ามินดงสิ้นพระชนม์ ว่ากันว่าการสังหารหมู่ดังกล่าวใช้เวลาอยู่สามวันจึงสังหารได้หมด เป็นเหตุการณ์ที่ถูกเน้นในการเขียนประวัติศาสตร์ของชาวตะวันตก และถ่ายทอดถึงคนไทยอย่างแยบยลผ่านวรรณกรรม ‘พม่าเสียเมือง’ อันเป็นฝีมือการประพันธ์ระดับครูของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ทำให้ภาพของพระนางศุภยาลัตเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์ และพระเจ้าธีบอกลายเป็นกษัตริย์ที่ไม่เอาไหนไปในที่สุด  

 

 

จะเห็นได้ว่า การสูญเสียเอกราชและการสิ้นสุดของราชวงศ์คองบองของพม่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องของความแตกแยกและความฟอนเฟะของราชสำนักพม่าแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะผลจากการที่อังกฤษนั้นมีการวางแผนอย่างมีขั้นตอน โดยค่อยๆเริ่มรุกล้ำแทรกแซงพม่าทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดินแดน สิทธิทางการค้า และการทูต รวมถึงการใช้กลอุบายต่างๆที่ทำให้เกิดการหาเหตุพิพาทกับพม่า แล้วจึงใช้แสนยานุภาพทางกองทัพที่เหนือกว่าบีบให้พม่าทำตามในสิ่งที่ต้องการ ดั่งที่เห็นจากการก่อสงครามกับราชสำนักพม่า ๓  ครั้ง จนกระทั่งสามารถยึดเอาพม่ามาเป็นส่วนหนึ่งในจักรวรรดิอาณานิคมของตนเองได้ในที่สุด

 

สื่อและสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง

 ไทยรบพม่า

พระราชนิพนธ์ในสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพซึ่งทรงประมวลเรื่องราวจากพงศาวดารหลายฉบับแล้วนำมาเรียงร้อยขึ้นใหม่ด้วยสำนวนภาษาที่อ่านง่าย  เป็นวรรณกรรมที่บอกเล่าเหตุการณ์สงครามระหว่างไทยกับพม่าซึ่งเกิดขึ้นสมัยอยุธยาเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  และอาจกล่าวได้ว่าพระนิพนธ์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการสร้างสำนึกความเป็นรัฐชาติไทยอันเป็นผลจากยุคล่าอาณานิคมของยุโรป  โดยกำหนดให้รัฐชาตินั้นเป็นดินแดนของชนชาติใดชนชาติหนึ่งซึ่งเป็นการคิดอย่างยุโรปที่มีเส้นกั้นอาณาเขตตายตัว 

 

สุจิตต์ วงศ์เทศ เคยอธิบายเพิ่มว่า ความจริงแล้วสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่มี  ‘รัฐชาติ’ สงครามที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความขัดแย้งของพระเจ้าแผ่นดิน โดยที่พลเมืองส่วนมากไม่ได้ขัดแย้งกัน  แล้วไม่รู้เรื่องความขัดแย้งของพระเจ้าแผ่นดิน  ฉะนั้น  ไทยรบพม่า  ที่หมายถึงประเทศไทยรบกับประเทศพม่า อย่างเข้าใจกันทุกวันนี้จึงไม่ถูกต้อง  ถ้าจะให้ถูกต้องควรหมายถึง กรุงศรีอยุธยารบกรุงหงสาวดี  หรือสงครามของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยากับพระเจ้าแผ่นดินกรุงหงสาวดี

( ที่มา :เอกสารของ สุจิตต์  วงษ์เทศ ย่อให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  I ๒๕ เมษายน  ๒๕๕๒ I)

 

เที่ยวเมืองพม่า

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์เชิงสารคดีเรื่องนี้ เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๗๘  จึงเป็นหนังสือสำคัญที่ทำให้เห็นภาพอดีตของพม่าภายใต้อาณานิคม เมื่อ ๗๐ ปีก่อน  รวมทั้งทัศนะของท่านที่มีส่วนในการสร้างความรู้สึกถึงความเป็นชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนหนังสือเรื่อง ‘พม่าเสียเมือง’ ในเวลาต่อมา 

 

 พม่าเสียเมือง

 เขียนขึ้นโดย หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช   ซึ่งนอกจากมีแรงบันดาลใจจากพระนิพนธ์เชิงสารคดี ‘เที่ยวเมืองพม่า’ ของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯแล้ว ข้อมูลอีกส่วนยังมาจากจากบันทึกและเอกสารของฝรั่ง แต่ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นหนังสือของใคร  อย่างไรก็ตาม ก็พอจะกล่าวได้ว่า มุมมองที่มีพม่าในหนังสือเล่มนี้เป็นส่งผ่านการมองจากสายตาฝรั่งที่ถ่ายทอดมาถึงคนไทยด้วยฝีปากกานักประพันธ์ระดับครูของท่าน จึงเป็นวรรณกรรมที่มีส่วนสร้างให้ภาพของราชสำนักของพม่ารวมทั้งพระนางศุภยาลัตกลายเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองถึงแก่กาลล่มสลาย 

หนังสือ ‘พม่าเสียเมือง’เล่าถึงความผันแปรในประเทศพม่า ที่เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้ามินดงเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าสีป่อ และพระนางศุภยาลัต พระมหเสี ที่ราชอาณาจักรพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษ  อีกทั้งยังบรรยายถึงภาพความโหดร้ายของการแย่งชิงสมบัติในราชวงศ์สุดท้ายของพม่า ในขณะที่มีปัญหาภายในราชสำนักที่ทำให้เกิดการฆ่ากันครั้งใหญ่ในวังหลวงทั้งที่สถานการณ์ภายนอกยังไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะอังกฤษที่คอยจ้องมองดังเสือที่ซุ่มรอเหยื่อ สุดท้ายเสือตัวนี้ก็ได้ตะปบเหยื่ออย่างเต็มเขี้ยว และราชวงศ์พม่าก็สิ้นสุดลงอย่างไม่มีวันหวนกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก

นอกจากนี้ ‘พม่าเสียเมือง’ ยังเป็นเค้าโครงเรื่องของละครโทรทัศน์เรื่อง ‘เพลิงพระนาง’ ออกฉายครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๕๓๙

 

พม่ารบไทย

รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเขียนหนังสือนี้ซึ่งว่าด้วยการสงครามระหว่างไทยกับพม่า แต่แตกต่างไปจากการศึกษาประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาก่อนหน้านี้นั่นคือการใช้หลักฐานจากฝั่งพม่ามาเป็นข้อมูลสำคัญในการให้ภาพประวัติศาสตร์ที่เขียนแตกต่างกันระหว่างไทยกับ เช่น กรณีสงครามยุทธหัตถีที่เขียนไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและชำระขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนจะถูกถ่ายทอดผ่านงานเขียนที่มีอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง อาทิ ลิลิตตะเลงพ่าย พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาพระนิพนธ์ไทยรบพม่า และพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเรื่องนี้หากไปดูจากพงศาวดารพม่า เช่น ฉบับอูกาลาและฉบับหอแก้ว จะพบว่า ผิดแผกไปจากหลักฐานข้างฝ่ายไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นในด้านสมรภูมิรบและการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชที่ระบุว่า ต้องพระแสงปืนจนสิ้นพระชนม์ซบกับคอคชาธาร

รศ. ดร.สุเนตร ให้ความเห็นต่อปัญหาการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาว่า จำเป็นต้องศึกษาอย่างระมัดระวัง จะอาศัยความสอดคล้องระหว่างพงศาวดารพม่าและบันทึกฝรั่งต่างชาติที่มีอายุร่วมสมัยกับเหตุการณ์เป็นบรรทัดฐานตัดสิน คงไม่ได้ เพราะหากจะใช้หลักฐานฝรั่งต่างชาติเป็นเกณฑ์กัน ก็ยังมีหลักฐานเก่าแก่ อาทิ บันทึกของฝรั่งโปรตุเกส ที่ถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดย A. Macgregor ในชื่อ "A Brief Account of the Kingdom of Pegu..." คาดว่ามีอายุไม่ต่ำไปกว่า ค.ศ. ๑๖๒๑  (พ.ศ.  ๒๑๖๔) ยืนยันชัดเจนว่าสงครามยุทธหัตถี เป็นการรบอย่างเป็นกิจจะลักษณะต่อหน้าทหารของทั้งสองฝ่าย  โดยสมเด็จพระนเรศทรงมีพระราชสาสน์ท้าพระมหาอุปราชา ให้ออกมากระทำยุทธหัตถีอย่างสมพระเกียรติ

รศ.ดร.สุเนตร ชี้ว่า ความขัดแย้งที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมา คือ ภาพสะท้อนของการเผชิญกันระหว่างจารีตของสงครามในรูปแบบเก่าคือ การรบกันตัวต่อตัวบนหลังช้างกับการแพร่กระจายของอาวุธสมัยใหม่คือปืนไฟ แม้ว่าในที่สุด ปืนไฟจะได้ทำให้ธรรมเนียมนิยมของการทำยุทธหัตถีหมดไป แต่ในสมัยพระนเรศนั้น ธรรมเนียมนิยมของการทำยุทธหัตถียังไม่หมดไปเสียทีเดียว และนี่คือสีสันของประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าต้องการมากกว่าความสนุกสนาน จะต้องศึกษาจากหลายๆ แหล่งข้อมูล.

 

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาพประกอบการบรรยายสาธารณะ พม่าเสียเมือง

เปิดประเด็น : พม่ากับไทย ใครจน

 

 __________________________________________________________________________________________

[1]ราชสำนักพม่ามีความขัดแย้งในช่วงการผลัดแผ่นดินปลายรัชกาลของพระเจ้ามินดงพระนางอเลนันดอได้เรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่รโหฐานและประกาศตั้งเจ้าฟ้าสีป่อเป็นรัชทายาท และให้จับกุมบรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางในฝ่ายอื่นๆไปมากมาย เมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตแล้ว จึงสนับสนุนให้เจ้าฟ้าสีป่อขึ้นเป็นกษัตริย์ หลังขึ้นครองราชย์จึงมีการจัดการสังหารบรรดาพี่น้องและกลุ่มขุนนางประวัติศาสตร์ช่วงนี้ที่ถูกสร้างให้รับรู้กันทั่วไปมากจากบันทึกของฝรั่งคือ ว่ากันว่าพระนางศุภยาลัตทรงโปรดให้จัดงานปอยตลอดสาม เพื่อ ให้ชาวเมืองเที่ยวงานให้สนุก พระเจ้าธีบอก็จัดให้ดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเพื่อไม่ให้สนใจการสังหารครั้งนั้น เมื่อสังหารแล้วก็จับโยนใส่หลุมใหญ่ข้างวังรวมกัน แล้วเอาดินกลบ แต่พอพ้นสามวัน ศพเหล่านั้นเริ่มขึ้นอืดจนเนินหลุมที่ฝังพูนขึ้น ก็เอาช้างหลวงมาเหยียบย่ำให้ดินที่นูนขึ้นมานั้นแบนราบลง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถปิดบังหลุมใหญ่นั้นได้ เพราะจำนวนศพมีมากจนดันเนินดินให้นูนขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ต้องให้ขุดศพใส่เกวียนไปฝังบ้าง ทิ้งน้ำบ้างจนเป็นเรื่องที่มีการเล่าขานมากที่สุด  เล่ากันว่าคืนนั้นสุนัขเห่าหอนทั้งคืน จนชาวเมืองผวาไม่เป็นอันหลับอันนอน พระนางจัดให้เอาวงดนตรีปี่พาทย์ การแสดงต่าง ๆ มาบรรเลงในวังตลอดเวลาที่ทำการสำเร็จโทษพวกเจ้านาย เพื่อให้เสียงดนตรีปี่กลองกลบเสียงกรีดร้องขอชีวิต หากดังไม่พอ เสียงฮาจะช่วยได้มาก พระนางตรัสให้คนร้องร้องดังขึ้น เล่นตลกให้ดังขึ้น และพระสรวลดังๆ แต่บางครั้งมีเสียงหวีดมาแต่ไกล พระเจ้าสีป่อจึงหันไปทางต้นเสียง พระนางศุภยาลัตก็หันมาถลึงพระเนตรกับปี่พาทย์ ส่วนนางพนักงานก็รินน้ำจัณฑ์ใส่ถ้วยทองถวายถึงพระหัตถ์พระเจ้าสีป่อส่วนบันทึกนในประวัติศาสตร์พม่านั้นเชื่อว่าพระนางอเลนันดอ และเกงหวุ่นเมงจีอยู่เบื้องหลังการสั่งฆ่าโอรสธิดา(ที่มา :  th.wikipedia.org/wiki/พระนางศุภยาลัต)

อัพเดทล่าสุด 16 มิ.ย. 2560, 09:06 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.