หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พูดถึงอีกสักที...เขาเห็นอะไรกัน หลังดูหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’
บทความโดย นายหนัง
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2555, 14:42 น.
เข้าชมแล้ว 26593 ครั้ง

พูดถึงอีกสักที...เขาเห็นอะไรกัน หลังดูหนัง ‘ขุนรองปลัดชู’

 

 

 

นับเป็นมิติใหม่ของวงการ ‘หนังไทย’ และ ‘ประวัติศาสตร์’ เมื่อการปรากฏตัวของ ‘ขุนรองปลัดชู วีรชนคนถูกลืม’ แหวกม่านประเพณีการทำหนังอิงประวัติศาสตร์ตามกรอบเดิมออกมา ทำให้เกิดเป็นกระแสพูดถึงมากมาย โดยเฉพาะความโดดเด่นในด้านรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาที่สอดแทรกมุมมองปัจจุบันเข้าไปในอดีตแต่ดูไม่ขัดเขิน หากจะยังนำไปสู่การตีความต่อได้ ซึ่งส่วนที่สำคัญที่สุดของการทำหนังเรื่องนี้ก็คือ การชี้ชวนให้ผู้ดู คิด วิเคราะห์ และตีความถึงเรื่องราวหรือบริบทที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังการเขียนประวัติศาสตร์

 

ทั้งนี้รูปแบบการนำเสนออันโดดเด่นที่กล่าวถึงก็คือ การเปิดวงสนทนาผ่านการตั้งประเด็นต่างๆ โดยมีผู้รู้ ผู้สนใจ หรือผู้ศึกษาในแขนงนั้นๆ มาพูดคุยถึงมุมมองหลังการชม แล้วนำทัศนะเหล่านี้มาเสนอเป็นช่วงเป็นตอนทางสถานีโทรทัศน์ TPBS เมื่ออารมณ์ความรู้สึกประสานเข้ากับหลักเหตุผล จึงทำให้ประวัติศาสตร์ไม่กี่บรรทัดในพงศาวดารของ ‘ขุนรองปลัดชู’ กลายเป็น Talk of the town ในบ้านเมืองเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดความคิดความเห็นใหม่ๆ จากผู้ติดตามดูได้สะท้อนออกมาสู่สาธารณะอีกไม่น้อย

 

ดังนั้นคำถามที่ว่าพวกเขาเห็นอะไรกันบ้างหลังดูหนังเรื่องนี้ ตรงนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ บทความนี้จึงขอรวมเอาความเคลื่อนไหวเล็กๆ ในแวดวงประวัติศาสตร์มาบอกเล่าอีกครั้ง อย่างน้อยก็เพื่อบันทึกเป็นหมุดหมายชัดๆ ว่า วันนี้หนังไทยและภูมิทัศน์ทางการศึกษาประวัติศาสตร์ของเรากำลังก้าวเท้าอีกก้าวหนึ่งออกจากหล่ม ‘ราชาชาตินิยม’ ที่ย่ำซ้ำเป็นกระแสหลักมานานก่อนหน้านี้แล้ว

 

‘ขุนรองปลัดชู’ กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตามคงต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่า หนังเรื่อง ‘ขุนรองปลัดชู’ ยังมีอีกเท้าที่ย่ำอยู่บนอุดมการณ์ความ ‘รักชาติ’ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะประเด็นการประดิษฐ์สร้างศัตรูร่วมที่รับบทโดย ‘พม่า’ เพื่อนบ้านเจ้าประจำของเรา เพราะเขาเป็นเสมือนดาวข่มกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา (และกำลังเนื้อหอมมากในเวทีโลก ณ ขณะนี้) แต่ข้อที่แตกต่างออกไปก็คือ หนังเรื่องนี้ได้นำเสนอความรัก ‘ท้องถิ่น’ หรือการมีตัวตนอยู่ของชุมชนเล็กๆ ให้เป็นประเด็นใหญ่ และสอดแทรกเข้าไปในชาตินั้นด้วย หนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่งานยอยศพระเกียรติหรือสะท้อนพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์เป็นสำคัญ

 

ในด้านกลับกัน หนังยังมุ่งวิพากษ์ไปที่ความผุพังจากภายในอันมาจากอำนาจส่วนกลางหรือที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกำลังอ่อนแอและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง (หลังการผลัดแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ทั้งจากในหมู่ราชนิกูลเอง และการช่วงชิงแสวงหาผลประโยชน์ของบรรดากลุ่มก๊วน ขุนนางต่างๆ และดูเสมือนตั้งใจจะสะท้อนความคล้ายคลึงกับสภาพของสังคมปัจจุบันไปในขณะเดียวกัน ภายใต้ภาวะการณ์ดังกล่าวยังมีแรงกระทำอันมาจากภายนอกด้วย นั่นคือ การขึ้นมามีอำนาจเด็ดขาดเหนือลุ่มน้ำอิระวดีของพระเจ้า ‘อลองพญา’ ซึ่งต้องการตอบโต้อิทธิพลทางการค้าของกรุงศรีอยุธยาที่มีต่อมะริด ตะนาวศรี ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สำคัญ อีกทั้งหากยึดกรุงศรีอยุธยาได้ยังเสมือนการประกาศความเป็น ‘จักรพรรดิราช’ ที่เทียบได้กับเมื่อครั้งพระเจ้าบุเรงนองเคยแสดงแสนยานุภาพเอาไว้เป็นต้นขนบ

 

เงื่อนไขของหนังจึงอยู่ที่การเลือกตัดสินใจของ ‘ขุนรองปลัดชู’ ในฐานะผู้นำท้องถิ่นเล็กๆ อย่าง ‘วิเศษไชยชาญ’ ที่อยู่ท่ามกลางระหว่างปัจจัยภายในกับภายนอก ซึ่งทางเลือกสามารถเป็นไปได้ทั้งตั้งรับในท้องถิ่นแบบชาวบ้านบางระจัน การเข้าไปลี้ภัยในพระนคร การหลบหนีซ่อนตัวในป่า การยอมสวามิภักดิ์แก่ข้าศึก รวมทั้งการอาสาเข้าร่วมสงครามกับส่วนกลาง ซึ่งประการหลังสุดนี้เป็นทางที่ถูกเลือกในเวลาต่อมา โดยขุนรองปลัดชูได้นำลูกน้อง ๔๐๐ คนเศษ เข้าร่วมเป็นกองอาสากับทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ ซึ่งต้องเดินทางไปรับศึกถึงกุยบุรี และได้รบในสมรภูมิหว้าขาว ตรงนี้เองก็คือต้นตำนานที่กลายเป็นบทหนังเรื่องนี้ใน พ.ศ. ๒๕๕๔  นั่นเอง

 

จากต้นเรื่องดังกล่าวจึงนำมาสู่การสอบทานหลักฐานและพูดคุยกันถึงตัวตน รวมทั้งบริบทรายรอบขุนรองปลัดชู ซึ่งข้อมูลเอกสารหลักๆ ที่ใช้น่าจะมีดังนี้

 

คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง เป็นพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่ชำระขึ้นจากการสอบทานข้อมูลจากฝ่ายราชวงศ์บ้านพลูหลวง กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับขุนรองปลัดชูว่า

 

ครั้นพระอุทุมพรราชาอนุชาธิราชนิราศจากบรรพชิตก็ช่วยกันคิดกันบ้านเมืองกับพระบรมเชษฐาที่จักต้านพม่า  จึ่งกะเกณฑ์ขุนนางที่จักตั้งให้เปนนายทับที่จักต้านทานพม่า จึ่งเกณฑ์ให้พระยาสงครามนามชื่อปลัดชู แลพระยารัตนาธิเบศร  พระยาราชวังสมเสนี พระจุลา หลวงศรียศ หลวงราชพิมล ขุนศรีวนดน แลทหารอันมีชื่อออกมาอาษาที่จักแทนพระเดชพระคุณ”

 

พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ชำระในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์กล่าวว่า

 

 พระยาธารมาจึงเกณฑ์ไพร่ห้าร้อย เข้าบรรจบกองปลัดชู แล้วให้ยกไปตั้งตำบลว่าข่าวริมทะเล  ฝ่ายทัพหน้าพม่ายกขึ้นมาตีกองปลัดชูก็แตกพ่าย”

 

พระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียม ชำระขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๑ ปรากฏข้อความว่า

 

 “พม่ายกขึ้นมาตีทัพพระยายมราช ณ แก่งตุ่มแตกแล้วยกแยกไปตีกองปลัดชู ซึ่งตั้งอยู่ตำบลอ่าวขาวริมทะเล จึ่งแบ่งไพร่ ๕๐๐ ยกไปช่วยกองปลัดชู รบกันอยู่ประมาณกึ่งวัน กองปลัดชูก็แตกพ่ายมา”

 

พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ชำระในสมัยรัชกาลที่ ๔ ปรากฏความว่า

 

“ขณะนั้นขุนรองปลัดชู เป็นกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ เข้ามารับอาสากับไพร่สี่ร้อยเศษ ขอไปรบกับพม่าด้วย จึงโปรดให้เป็นกองอาจสามารถกองหนึ่ง ให้ไปในกองทัพพระยารัตนาธิเบศ”

 

อาจพออนุมานได้ว่า พงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาพ้องเข้ากับตำนานของชาวบ้านมากที่สุด นั่นคือที่ ดำรงศักดิ์ บุญสู่ ปราชญ์ท้องถิ่นอ่างทอง เล่าผ่านรายการ ‘วีรชนคนถูกลืม’ ทางช่อง TPBS ว่า เรื่องราวของขุนรองปลัดชูนั้นมีหลักฐานอยู่ที่ ‘วัดสี่ร้อย’ ตามที่ชาววิเศษฯ เล่ากันมาก็ตรงกับที่ขุนรองปลัดชูพาลูกน้องสี่ร้อยคนไปเสียชีวิตที่หาดหว้าขาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำนานก็เหมือนกับในพงศาวดาร โดยวัดสี่ร้อยตามประวัติวัดคือสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๔

 

“ถามว่ามีจริงไหม เกิดไม่ทัน แต่พงศาวดารบอกไว้อย่างนี้ ชาวบ้านเชื่อกันอย่างนี้ มีหลักฐานเป็นวัดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะให้พูดตามประสาชาวบ้านว่าไม่จริงหรอก เป็นเรื่องสมมติขึ้น ผมว่าพูดไม่ได้” ดำรงศักดิ์กล่าว

 

เปิดประเด็น ‘ตัวตน’ ขุนรองปลัดชู 

 

 

หากถอดความจากพงศาวดารและตำนาน หลังปรากฏการณ์หนังขุนรองปลัดชู ทำให้เห็นการวิเคราะห์ออกไปในหลายทาง ตั้งแต่มีและไม่มีตัวตนอยู่จริง เฉพาะในแง่ที่มีตัวตนจริงยังสามารถตีความออกไปอีกหลายแบบ อย่างเรื่องศักดิ์ฐานะของขุนรองปลัดชูที่แตกต่างไปจากหนัง

 

ดร.รุ่งโรจน์  ภิรมย์อนุกูล นักวิชาการคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้แสดงความเห็นที่ค่อนข้างให้น้ำหนักกับคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ไม่ได้ชำระโดยฝ่ายราชสำนักธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ จึงไม่มีอคติหรือการตำหนิกษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง ผิดกับพระราชพงศาวดารที่ชำระกันในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ดังนั้นการที่มีบันทึกประโยค “จึ่งเกณฑ์ให้พระยาสงครามนามชื่อปลัดชู” เขาได้วิเคราะห์เรื่องนี้ลงในสยามรัฐรายสัปดาห์  ฉบับวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ว่า

 

“แนวโน้มน่าที่จะเป็นได้คือ ปลัดชู รับราชการเป็นมูลนายชั้นสูงในระดับพระยา อนึ่งที่สำคัญการรบที่หาดหว้าขาวนั้นก็เป็นเรื่องราวที่ถูกเพิ่มมาในปลายสมัยรัชกาลที่ ๑ ในขณะเดียวหลักฐานในมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่ามีการพูดถึงเรื่องราวการรบข้างเมืองมะริดเหมือนกัน แต่ไม่เอ่ยถึงแม่ทัพที่มีชื่อใกล้เคียงกับพระยาราชสงครามแต่ประการใด”

 

สาเหตุที่มีการเพิ่มเติมรายละเอียดที่เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ ก็คงจะเพราะต้องการทำให้เนื้อความสมบูรณ์ขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ การอธิบายสาเหตุที่ต้องเสียทัพ ทั้งนี้เพราะจากข้อความในพระราชพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียมได้กล่าวว่า

 

 “ที่จริงนั้นพม่ายกมาแต่ข้างมะริดทางเดียว พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบแน่  ก็ตกพระทัย  ด้วยมิได้มีวิจารณ์พระเชาวญาณ ก็พาลเขลาทรงเชื่อเอาทั้ง ๓ ทาง”

 

ดังนั้นกลุ่มมูลนายในสมัยรัตนโกสินทร์มองว่าสาเหตุการแพ้สงครามทางเมืองมะริดก็เพราะสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงขาดวิจารณญาณ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเป็นการตำหนิกษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

 

สมมติฐานนี้ยังสอดคล้องกับ ปรามินทร์ เครือทอง ที่สะท้อนผ่านบทความ ‘สงสัย ขุนรองปลัดชู ไม่ตายในสนามรบ แต่ถูกขัง ถูกย้าย ลดยศ และ...เป็นใครที่ไหนกันแน่’ (ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔.) โดยเฉพาะในประเด็น ‘พระยาพิชัยสงคราม’ เขาได้สืบค้นขยายความต่อจากกฎหมายตราสามดวง ลักษณะ ‘พระไอยการตำแหน่งนายทหารหัวเมือง’ มีกล่าวถึงตำแหน่งพระพิชัยสงครามสองท่าน ท่านหนึ่งคือ “พระพิไชยสงคราม เจ้ากรมอาษาซ้าย ตราพาลี ถือพระขรรคนา ๕,๐๐๐” ส่วนอีกท่านคือ “ออกพระพิไชยภักดีศรีวิสุทธิสงคราม เมืองกุย ขึ้นประแดงอินปัญญาซ้าย” และตั้งเป็นประเด็นว่า ขุนรองปลัดชูอาจเป็นเจ้าเมืองกุยบุรีอยู่แล้ว การสู้รบนี้จึงเป็นการเกณฑ์ทัพรักษาเมืองตัวเอง ไม่ได้เดินทางมาจากไหน

 

นอกจากนี้ยังมีการตีความอีกทางหนึ่ง โดยวิเคราะห์จากบริบททางการเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมีการชำระพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของขุนรองปลัดชูมากที่สุด

 

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (ตำแหน่งวันที่ออกรายการวีรชน คนถูกลืมทางช่อง TPBS) ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า

 

“ที่พูดกันเรื่องวัดสี่ร้อย คำถามคือ เอาข้อมูลจากไหนบอกว่าวัดนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๑๔ เรามีหลักฐานที่ชัดขนาดนั้นหรือไม่ เท่าที่ลองค้นหลักฐานดู ประวัติที่พบจะอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งเขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยเรื่องราวที่เป็นดราม่าทั้งหลายอยู่ในฉบับนี้ ซึ่งวิธีคิดแบบรัฐชาติ (Nation State) มันเข้ามาแล้ว ที่ดูในภาพยนตร์ วิธีคิดห่วงแผ่นดินไม่ใช่วิธีคิดของคนอยุธยา แม้ตัวเขาเองอยู่ในศูนย์กลางอำนาจอยุธยา แต่เขามีสำนึกในแผ่นดินที่แสดงออกอย่างนั้นหรือไม่

 

ในช่วงเสียกรุงครั้งที่ ๑ ตัวของรัฐผูกกันอย่างหลวมๆ ไม่ได้รวมศูนย์อำนาจเป็นชาติ คิดว่าวัดสี่ร้อยเป็นวัดที่สร้างขึ้นแล้วเอาตำนานในท้องถิ่นมาพูดเพื่อผูกคนวิเศษไชยชาญให้เข้ามารวมกับคนที่กรุงเทพฯ ได้ เพราะผ่านเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สองมาด้วยกันแล้วค่อยสร้างกรุงเทพฯ ขึ้นมาใหม่ เชื่อว่ารัชกาลที่ ๔ อาจดึงเรื่องนี้มาขยายเพื่อดึงคนรอบๆ ของกรุงเทพฯ ที่สัมพันธ์กับคนอยุธยาและกำลังเข้ามาเป็นกรุงเทพฯ ซึ่งแนวคิดเรื่องชาติเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ”

 

อาจไม่ใช่เรื่องของ ‘วิเศษชัยชาญ’ เท่านั้น

“ขุนรองปลัดไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวกับวิเศษไชยชาญ แต่เป็นเรื่องของเมืองชายทะเล และอาจต้องดููว่ามีการย้ายของคนต่างถิ่นเข้ามาหรือไม่ คนแถวนั้นอาจเข้าไปตั้งถิ่นฐานแถวชายทะเลมากกว่า เพราะมันเป็นเส้นทางเก่าระหว่างทางเกวียน เส้นทางด่านสิงขร คือออกจากตะนาวศรี ผ่านด่านมาออกกุยบุรี จึงมาปราณบุรี เป็นแหล่งใหญ่ที่เป็นทั้งเมืองท่าและฐานทัพ คนที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ต้องถามว่า คือใคร” 

 

เป็นอีกประเด็นที่ตั้งขึ้นผ่านวงเสวนาทางช่อง TPBS โดย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีและมานุษยวิทยา ที่สันนิษฐานผ่านมุมมองทางภูมิวัฒนธรรมของพื้นที่ ซึ่งทัศนะนี้ก็ไปสอดรับกับที่ ปรามินทร์ เครือทอง สันนิษฐานว่า พระยาสงครามนามปลัดชูคือเจ้าเมืองกุยบุรี และตามที่พงศาวดารหลายฉบับระบุเพียงแตกพ่าย แต่ไม่ได้ตายในที่รบ จึงเป็นที่มาของข้อสงสัยว่าอาจถูดลดยศ และมองไปถึงการที่ชื่อขุนรองปลัดชูกลับมาอีกครั้งในแผ่นดินพระเจ้าตาก ซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับบริติซมิวเซียม (และสอดคล้องกับฉบับพันจันทนุมาศ) ว่า

 

“ณ วันเสาร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ยกกระบัตรเมืองชัยนาทมากราบทูลว่า หลวงพลขุนรองปลัดชู ไปสืบข่าวราชการ ณ เมืองกำแพงเพชรเห็นค่ายพม่า ณ บ้านโนนศาลา ๒ ค่าย บ้านถลกบาดค่ายหนึ่ง”

 

ปรามินทร์มองว่า ข้อความนี้บ่งชี้ถึงการที่ขุนรองปลัดชูน่าจะมีหน้าที่ราชการใหม่ในกองอาทมาต แผ่นดินพระเจ้าตาก ส่วนจะสังกัดกรมการเมืองชัยนาทตามพระราชพงศาวดารฉบับนี้ (และฉบับพันจันทนุมาศ) หรือจะสังกัดเมืองวิเศษไชยชาญตามฉบับพระราชหัตถเลขานั้น ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ได้ และหากขุนรองปลัดชูจะกลายเป็นคนเมืองวิเศษไชยชาญก็คงเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ และสมัยหลังเมื่อมีการชำระพงศาวดารจึงหยิบตำแหน่งสุดท้ายมากำกับชื่อ

 

ส่วนเรื่องตำนานวัดสี่ร้อย ปรามินทร์วิเคราะห์ว่า เป็นเรื่องเล่าท้องถิ่นที่ว่าสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกให้กับทหารที่เสียชีวิตจากสมรภูมิหว้าขาว และประวัติวัดของกรมการศาสนาที่ระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๔ จึงอยู่ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าตาก ซึ่งขุนรองปลัดชูน่าจะรับราชการตำแหน่งสุดท้ายอยู่ที่นี่ และอาจสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกสมรภูมิหว้าขาวก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้ยังมีอีกทัศนะหนึ่งที่บ่งชี้ความเป็นคนวิเศษไชยชาญจริงๆ ของขุนรองปลัดชูได้เช่นกัน

 

เรื่องนี้ ดร.รุ่งโรจน์ วิเคราะห์ว่า จากหลักฐานเอกสารที่เรามีอยู่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าปลัดชูอยู่ที่วิเศษไชยชาญ นอกเสียจากตำนานบอกเล่าในท้องถิ่น แต่สมมติว่าถ้าปลัดชูเป็นคนวิเศษไชยชาญจริง มันจะเป็นอย่างไร

 

“จากข้อมูลในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า หลังจากเสร็จศึกพระเจ้าอลองพญาแล้ว  สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จกลับออกไปบรรพชาดังเก่า และได้เสด็จไปประทับที่ตำหนักคำหยาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อำเภอโพธิ์ทอง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ เมื่อครั้งเสด็จลำน้ำมะขามเฒ่าได้มีข้อพระราชวินิจฉัยว่า สาเหตุที่พระเจ้าอุทุมพรมาประทับที่ตำหนักคำหยาดก็เพราะเป็นคนในพื้นที่ เป็นพระญาติวงศ์ของพระราชมารดา ผู้คนกำลังในสังกัดของพระองค์ก็คงจะมีอยู่มากในท้องถิ่นนี้  และในขณะเดียวสมเด็จพระเจ้าบรมโกศก็เสด็จมาที่อ่างทองบ่อยครั้ง ซึ่งก็แสดงความสัมพันธ์บางประการต่อท้องถิ่นนี้ ขณะเดียวกันอำเภอโพธิ์ทองก็ติดกับอำเภอวิเศษไชยชาญ  

 

จึงอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าปลัดชูก็เป็นมูลนายประเภทพวกข้าหลวงเดิม คืออาจจะมีตำแหน่งเป็นปลัดกรมของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หรืออาจจะเป็นของสมเด็จพระอุทุมพร  ดังนั้นในพระราชพงศาวดารจึงออกนามว่า ปลัดชู

 

ดังนั้นเราจึงไม่ควรมามุ่งเน้นเรื่องสำนึกรักชาติของปลัดชูจะเหมือนกับในปัจจุบันหรือไม่ แต่เป็นเพราะปลัดชูอยู่ในฐานะมูลนายชั้นสูงที่มีหน้าที่ อยู่ในอุดมคติเรื่องแทนคุณเจ้า และผลตอบแทนหลังชนะสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม

 

เรื่องราวของปลัดชูในปัจจุบันเราไม่อาจที่จะสามารถยืนยันว่ามีความจริงมากน้อยขนาดไหน หากแต่เรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นสะท้อนให้เห็นทัศนคติของผู้ชำระพระราชพงศาวดารในแต่ละยุคสมัย”

 

ทั้งนี้ ดร.รุ่งโรจน์ ยังตอบประเด็นทำไมเรื่องราวของปลัดชูจึงถูกลืมอย่างทีเล่นทีจริงว่า หนึ่งเพราะคนไทยไม่อ่านพระราชพงศาวดาร นอกจากตำราประวัติศาสตร์ที่ครูสั่งให้อ่าน และอีกประการคือสงครามที่ปลัดชูออกไปรบนั้นไม่ใช่สงครามคราวเสียกรุง ดังนั้นรัฐบาลสมัยชาตินิยมจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงมุ่งเชิดชูหมู่บ้านบางระจันมากกว่า เพราะสงครามครั้งนั้นมีผลต่อการเสียกรุง

 

ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ บางทีจึงอาจเป็นเรื่องที่คนไทยไม่ได้ลืมเสียทีเดียว แต่เป็นที่ จอมพล ป. หัวขบวน ‘ชาตินิยม’ นั่นเองที่ลืม !!

 

 

ดังคำหนัง...ไม่ใช่บทสรุป แต่เป็นจุดเริ่มต้น

หนังมีพลังในการสื่อสารทางสาธารณะ ในอดีตจึงคล้ายอยู่ในมือของชนชั้นนำทางการเมือง เพราะมีเรื่องของเทคนิคและทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยผลักดันให้มีหนังอย่าง  ‘เลือดทหารไทย’  ‘บ้านไร่นาเรา’ ‘สงครามเขตหลัง’ และ ‘บินกลางคืน’ เพื่อปลุกอุดมการณ์นิยมทหารและชาตินิยม แต่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันก็มีหนังเรื่อง ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ที่อำนวยการสร้างโดยนายปรีดี พนมยงค์ ออกมา และมีเนื้อหาที่กึ่งวิพากษ์กันอยู่ในที นั่นคือการปฏิเสธสงครามที่ดึงเอามวลราษฎรเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่จำกัดให้เป็นเรื่องระหว่างกษัตริย์ต่อกษัตริย์ที่ไม่เน้นการ ‘พิชิต’ แต่พูดถึง ‘สันติภาพ’ ในความหมายใหม่ นั่นคือ การที่คู่ขัดแย้งกลับประกาศสันติภาพที่ประชาชนไม่ได้เป็นศัตรูแก่กัน แต่เป็นศัตรูกับกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมและปล่อยทหารศัตรูกลับไป

 

ในยุคต่อมา ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของไทยได้เน้นในแนวลักษณะ ‘กู้ชาติ’ หรือ ‘พลีชีพ’ เป็นหลัก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากกระแสสูง และตอบสนองความรู้สึกทางอารมณ์มากกว่าการมองหาบริบทต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ จนกระทั่งกลายเป็นการผลิตซ้ำความเกลียดชังกันไป แต่หมุดหมายใหม่ในเรื่องนี้อาจเริ่มที่หนังเรื่อง ‘สุริโยไท’ ที่ผลิตโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หนังแนวนี้จึงเริ่มให้ความสำคัญกับบริบททางประวัติศาสตร์และมีมุมมองที่กล่าวถึง ‘รัฐ’ ในจินตนาการใหม่ที่ไม่ใช่ ‘ชาติ’ อันเป็นเนื้อเดียวกันมาแต่เดิม

 

จนมาถึงขุนรองปลัดชูก็ได้เปิดวิธีการมองประวัติศาสตร์ขึ้นมาอีกชุดใหญ่เช่นกัน

 

ดังคำอาจารย์ศรีศักรที่กล่าวว่า การที่เราพูดถึงขุนรองปลัดชูในฐานะที่เป็นวีรชนที่ถูกลืม มันเป็นวิธีสื่ออย่างหนึ่ง ขุนรองฯ อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นกับบ้านเมือง เมื่อถูกรุกราน สังคมแตกแยก และจะมีตัวตนจริงหรือไม่...ไม่รู้ แต่ที่สร้างขึ้นมาทำให้เห็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ของสังคม และจากโมเดลของขุนรองปลัดชู จะทำให้เราสามารถไปหาวีรชนในท้องถิ่นที่ถูกลืม ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์ แต่รับรู้กันผ่านคำบอกเล่า ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมี Culture Hero (ผู้นำวัฒนธรรม) ของเขาเอง ซึ่งมันจะสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนในท้องถิ่นที่ถูกรังแก และสะท้อนว่าพวกเขาต่อต้านอำนาจรัฐอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เพื่อลบล้าง แต่เป็นการสู้เพื่อจะดำรงอยู่

 

อาจารย์ศรีศักรยังเน้นว่า ควรเอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นตัวตั้งในการทำความเข้าใจสังคมมนุษย์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างมีสติปัญญา เพราะเวลาเราฟื้นเรื่องเก่าๆ เรามักฟื้นเป็นนวนิยาย มีความตื่นเต้น แต่ไม่ได้เห็นความลุ่มลึกที่อยู่ตรงนั้น อะไรต่างๆ เหล่านี้ แม้แต่ตำนานเขาไม่ได้สร้างขึ้นให้เป็นนิยายเริงรมย์ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สื่ออะไรหลายอย่าง ที่เข้าถึงความเป็นมนุษย์ในมิติของความเชื่อ

 

“...คุณูปการอยู่ตรงนี้ ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนให้คนจำ ให้คนท่อง แต่ให้คนคิด หัวใจของมันคือ การให้วิพากษ์...”

 

สำหรับหนังเรื่องขุนรองปลัดชู เวลานี้สามารถบอกได้เต็มความภาคภูมิว่า ได้สร้างบทสนทนาใหม่ๆ ขึ้นมาแล้ว และบทสนทนาแบบนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี เดี๋ยวนี้เทคโนโลยียังล้ำหน้า หนัง ‘ขุนรองปลัดชู’ จึงหาดูได้ไม่ยาก  หากมีโอกาสจึงขอชวนให้ลองผ่านตา อย่างน้อยก็น่าจะทำให้มีบทสนทนากับตัวเองบ้างว่า

 

 

ดูหนังแล้ว...ตัวเราล่ะ เห็นอะไร ?!

 

 

 

 

ดูโขน ดูหนัง :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๕)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:42 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.