
“นาค” สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กับสังคมลุ่มน้ำโขงมาเนิ่นนาน
เนื่องในวาระที่จดหมายข่าวฉบับนี้ย่างเข้าสู่ พ.ศ. ๒๕๕๕ อันเป็นปี ‘มะโรง’ หรือ ‘งูใหญ่’ ตามคติการนับปีแบบ ‘นักษัตร’ โดย ‘งูใหญ่’ ก็คือ ‘พญานาค’ ตามทัศนะความเชื่อของคนไทย กอปรกับผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางลงสำรวจพื้นที่จังหวัดแถบอีสานเหนือ คือ ‘หนองคาย’ และ ‘นครพนม’ ที่มีอาณาบริเวณที่ติดกับแม่น้ำโขง ผู้เขียนจึงถือโอกาสอันดีนี้เขียนถึง ‘พญานาค’ หรือ ‘นาค’ สัตว์ในตำนานที่ชาวไทยยกย่องว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิพลทางความเชื่อมากในภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งพบเห็นได้จากการแสดงออกผ่านประเพณี ศิลปะ หรือสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะแถบดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่ง แม้จะแบ่งพรมแดนเป็นระหว่างไทยกับลาว หรือยิงยาวต่อเนื่องไปถึงกัมพูชา เราก็สามารถพบเห็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความเชื่อนี้ได้ทั่วไป
‘นาค’ หรือ ‘พญานาค’ กล่าวกันว่ามีลักษณะเป็น ‘งูที่มีขนาดใหญ่และมีหงอน’ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่และอุดมสมบูรณ์ โดยได้รับการยกย่องจากกลุ่มชนดั้งเดิม เป็นสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่สามารถดลบันดาลให้เกิดธรรมชาติอย่างภูเขา ห้วย หนอง บึง และแม่น้ำ (ตามตำนานการเกิดแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ในภาคอีสานของไทย) รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการ ‘สร้างบ้านแปงเมือง’ ให้มนุษย์ผู้คนอาศัยอยู่ อย่างอาณาจักรหรือบ้านเมือง (ตำนานพระทองกับนางนาคหรือพงศาวดารกรุงกัมพูชา) คอยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนรุ่งเรือง (ตำนานนาคปรกคุ้มแดดคุ้มฝนให้พระพุทธเจ้า) หรือแม้กระทั่งทำให้บ้านเมืองของผู้คนเกิดความ ‘วิบัติวายฉิบหายไป’ (เช่น ตำนานกระรอกด่อน) ก็ได้
ดังนั้น ‘นาค’ จึงถือว่ามีอิทธิพลความเชื่อต่อผู้คนในแถบดินแดนสองฟากฝั่งน้ำโขง และมีความสำคัญต่อชุมชนในพื้นที่แถบนี้มาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ในหลายๆ พื้นที่ในดินแดนแถบนี้ นาคมีบทบาทหลักๆ อยู่ ๒ ด้านด้วยกัน คือ ‘นาคที่มีความเกี่ยวข้องกับด้านพระพุทธศาสนา’ และ ‘นาคที่เป็นผู้ดลบันดาลให้เกิดสถานที่ทางธรรมชาติ’ หรือเรียกได้ว่าเป็น ‘เจ้าแห่งดินและน้ำ’ โดยเฉพาะบทบาทที่มีความเกี่ยวพันต่อ ‘พุทธศาสนา’ ซึ่งเป็นรากฐานความเชื่อของผู้คนและชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขง

“นาค” กับบทบาทการเป็นผู้ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา
โดยบทบาทของ ‘นาคที่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา’ ในดินแดนสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึง “ชัยชนะของศาสนาใหม่ (พุทธศาสนา) ที่มีต่อนาคที่เป็นตัวแทนของระบบความเชื่อดั้งเดิม” (อ.ศรีศักร วัลลิโภดม) แต่ทว่าระบบความเชื่อดั้งเดิมเรื่องนาคนี้ก็มิได้หายไป กลับได้รับการผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา ในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ทำนุบำรุงรักษาศาสนา รวมถึงกลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของสถาปัตยกรรมไทยอย่างวัดวาอาราม อันจะเห็นได้จาก ช่อฟ้า ใบระกา บันไดพญานาค พระพุทธรูปปางนาคปรก เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่วัดเกือบทุกวัดที่ติดอยู่ฝั่งริมแม่น้ำโขงจะมีรูปปั้นนาคหรือพระพุทธรูปปางนาคปรก ประดิษฐานหันหน้าออกไปสู่แม่น้ำโขง อาทิเช่นที่ ‘วัดจอมนาง’ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่สำรวจมา
นอกจากนี้ยังพบบทบาทของนาคในงานบุญประเพณีทางพุทธศาสนาต่างๆ อาทิเช่น ประเพณีการบวช ที่จะเรียกผู้คนก่อนที่จะเข้ารับการบวชเป็นบรรพชิตว่า ‘นาค’ และโดยเฉพาะประเพณี ‘บุญบั้งไฟ’ อันเป็นประเพณีหนึ่งที่สำคัญใน ‘ฮีตสิบสองเดือน’ ซึ่งเป็นแนวทางวิถีปฏิบัติของผู้คนในดินแดนสองฟากฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยการจุดบั้งไฟที่มีลักษณะเป็นรูปนาคเพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล รวมไปถึงยังมีบทบาทความเชื่อในปรากฏการณ์ ‘บั้งไฟพญานาค’ ที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณจังหวัดหนองคายและบึงกาฬ ผู้คนแถบสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ ‘พญานาค’ จุดเฉลิมฉลองที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ โดยทั้งหมดนี้ถือได้ว่านาคนั้นได้รับการถูกเชื่อมโยง ถูกผนวกให้มีความเกี่ยวพันกับพุทธศาสนาอย่างลึกล้ำ

พระพุทธรูปปางนาคปรก ประดิษฐานที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณวัดสองนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
ในส่วนบทบาทอีกด้านหนึ่งของนาคที่เป็น ‘ผู้ดลบันดาลให้เกิดสถานที่ธรรมชาติ’ ตำนานความเชื่อที่มีความสำคัญกับสังคมและผู้คนในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงศรัทธา อย่าง ‘ตำนานอุรังคธาตุ’ ได้บ่งชี้ระบุว่าสถานที่หรือพื้นที่ทางธรรมชาติหลายแห่ง อย่างแม่น้ำ ห้วย หนอง บึง และภูเขา ที่ให้เกิดเป็นภูมิศาสตร์ที่สำคัญของพื้นที่ในบริเวณสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงในปัจจุบันนั้น เกิดจากการกระทำของนาค ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์ อันเป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของหลักความเชื่อของศาสนาดั้งเดิม อย่าง ‘วิญญาณนิยม’ (Animism) ที่นับถือและเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับที่มีอิทธิปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตินั้นสิงสู่อยู่ในพื้นที่ทางธรรมชาติ อย่างป่าเขา ลำธาร เป็นต้น
ดังเห็นได้จากข้อความตอนหนึ่งในตำนานอุรังคธาตุที่เล่าถึงต้นกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญในดินแดนแถบสองฝั่งโขงนั้น เกิดจากการทะเลาะวิวาทของนาคสองตนที่อาศัยอยู่ในหนองแส (ปัจจุบันตั้งอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน) นามว่า ‘พินทโยนกวตินาค’ อาศัยอยู่หัวหนอง กับ ‘ธนะมูลนาค’ ที่อาศัยอยู่กับ ‘ชีวายนาค’ ผู้เป็นหลาน โดยสาเหตุของการทะเลาะวิวาทครั้งนี้เกิดจากความไม่พอใจในการแบ่งปันอาหารระหว่างนาคทั้งสองตน จึงทำให้เกิดการต่อสู้ขึ้น การปะทะนี้สร้างความเดือดร้อนจนพระอินทร์ต้องบัญชาให้พระเวสสุกรรมมาขับไล่นาคทั้งสองหนีออกไปจากหนอง การหนีของนาคทั้งสองทำให้เกิดเป็นแม่น้ำสองสาย คือ ‘แม่น้ำอู’ ที่ไหลอยู่ใกล้เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว และ ‘แม่น้ำพิง’ (หรือ ปิง) อันไหลผ่านเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้แม่น้ำหรือสถานที่ที่เกิดจากการกระทำของนาคไม่ได้มีเฉพาะแค่ในข้อความที่หยิบยกมาเพียงเท่านั้น ยังมีแม่น้ำหลายต่อหลายสายที่มีความสำคัญต่อผู้คนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของนาคเช่นกัน เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำชี แม่น้ำมูล เป็นต้น
ซึ่งแม่น้ำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ที่กลายมาเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีความเจริญทั้งในด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณี รวมถึงเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิต อย่าง แหล่งน้ำและอาหาร พื้นที่ทำมาหากินที่มีความสำคัญต่อผู้คนในแถบลุ่มแม่น้ำโขงมาตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน
ขณะที่พื้นที่ทางธรรมชาติที่นาคสามารถดลบันดาลได้อีกแห่งหนึ่งอย่างภูเขา ก็มีความสำคัญต่อผู้คนในพื้นที่แถบนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านวิถีการหลอมรวม ‘ความเชื่อทางศาสนา’ ที่จะสามารถเห็นถึงแนวคิด ‘ภูเขาศักดิ์สิทธิ์’ อันเป็นคติความเชื่อดั้งเดิมที่ผู้คนนับถือกันสากลหลอมรวมกับคติความเชื่อสมัยใหม่อย่าง ‘พุทธศาสนา’
ตำนานอุรังคธาตุได้เล่าถึงการที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์ยังสถานที่ต่างๆ ระหว่างทางได้ประทับยังภูเขาต่างๆ ที่เป็นที่อยู่ของพวกนาค อาทิ ภูกูเวียน (ภูพาน) แห่งสุวรรณนาค ภูหลวง (ปัจจุบันอยู่ที่พระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย) แห่งปัพพารนาค ดอยกัปปนคีรี (พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม) แห่งธนะมูลนาค และดอยนันทกังรี (เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว) ซึ่งต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ภูเขาต่างๆ ที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นล้วนแต่เป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างพระบรมสารีริกธาตุและรอยพระพุทธบาท

พระธาตุพนม” พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองนครพนม ที่มีตำนานเกี่ยวเนื่องกับ “นาค” อย่างลึกล้ำ
ซึ่งทุกวันนี้หนึ่งในศาสนสถานที่สำคัญมากในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงอย่าง ‘พระธาตุพนม’ ได้มีการจัดงาน ‘วันสัตตนาคารำลึก’ เพื่อเป็นการถวายผลบุญแด่นาคเจ็ดตนที่ทำหน้าที่ปกปักรักษาพระธาตุ โดยในงานมีการจัดพานบายศรีใบตองเป็นรูปเศียรนาคอย่างวิจิตรสวยงาม และมีผู้คนมาร่วมงานอย่างล้นหลาม อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องนาคที่ยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในดินแดนแถบนี้อย่างชัดเจน
การที่แต่เดิมภูเขาเหล่านั้นเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่านาคทั้งหลาย ถือได้ว่าเป็น ‘ภูเขาศักดิ์สิทธิ์’ ตามระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับการผนวกหลอมรวมกับพุทธศาสนาที่ระบบความเชื่อสมัยใหม่ จึงทำให้นาคกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพุทธศาสนา แต่กระนั้นก็ยังถือได้ว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามระบบความเชื่อแบบดั้งเดิม จึงทำให้ผู้คนในดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขงมีความรู้สึกว่านาคเป็นสัตว์ที่อยู่ ‘ร่วมสมัย’ ที่โลดแล่นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ดังนั้นเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับนาคจึงยังคงมีอิทธิพลและความผูกพันกับผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างลึกล้ำ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประเพณี วิถีชีวิต ศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมถึงทางด้านศาสนาความเชื่อ ซึ่งพบได้ทั่วไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างวัดวาอารามและงานประเพณีในดินแดนแห่งนี้ จึงสวนทางกับคำกล่าวที่มักได้ยินว่า “โลกทุกวันนี้นับวันจะก้าวไปไกล ความเชื่อแบบเก่าก็ยิ่งนับวันค่อยๆ ลบเลือนหายและตายไปตามกาลเวลา”
บันทึกจากท้องถิ่น :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๓ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๕)