ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม
เมืองสกลนครและวาระทางสังคมระหว่างความเป็น‘คนใน’ และ‘คนนอก’
![]() |
เมื่อหนีน้ำท่วมจากบ้านชานเมืองนนทบุรีแต่แดนปทุมธานีไปทางภาคอีสานนอกเหนือไปจากบทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการเตรียมรับมือน้ำท่วมและพิจารณาเหตุปัญหาที่ทำให้คนไทยจำนวนมากรวมทั้งตนเองเกิดภาวะสติแตกหวั่นวิตกอย่างไม่นึกฝันว่าจะเกิดขึ้นได้ในชั่วชีวิตนี้ จึงอยากใช้เวลาช่วงหนีน้ำให้เป็นประโยชน์และได้พบเรื่องราวน่าเรียนรู้จากเครือข่ายกัลยาณมิตรที่จังหวัดสกลนคร‘เมืองน่าอยู่’ ที่อวดอ้างได้ไม่น้อยหน้าใคร
สกลนครอยู่ริมหนองหารรองรับน้ำที่ไหลผ่านมาจากเทือกเขาในภูพานหลายสายลำน้ำสำคัญเช่นน้ำก่ำก็ผ่านหนองหารก่อนจะไหลไปลงแม่น้ำโขงที่อำเภอธาตุพนมเมืองสกลนครน่าอยู่สำคัญคนนอกอย่างยิ่งเพราะเงียบๆถนนไม่พลุกพล่านรถรามีไม่มากนักยกเว้นช่วงเวลาเข้าเรียนหรือเลิกเรียนนอกเหนือจากนั้นแล้วเมืองสกลนครก็เงียบๆไม่มีแสงสีหรือโฉ่งฉ่างไปด้วยเสียงเพลงยามดึกให้เอิกเกริกแต่อย่างใด
แต่คนเมืองสกลนครก็มีประสบการณ์น้ำท่วมเมืองเช่นเดียวกันแม้จะระดับหัวเข่าหรือระดับหน้าขาก็ถือว่าสูงและทำความเดือดร้อนให้ได้บ่อยๆในช่วงหน้าฝนเขตอีสานเหนือรวมทั้งสกลนครไปจนถึงนครพนมและหนองคายบางส่วนล้วนรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปริมาณฝนไม่น้อยหน้าแถวๆคาบสมุทรภาคใต้ทีเดียวเมื่อน้ำท่วมเมืองปัญหาส่วนใหญ่มาจากท่อระบายน้ำที่ติดเวลาไม่ใช่ราชการจึงไม่มีคนมาดูแลท่อสูบน้ำลงหนองหารกันเท่านั้นเองในขณะที่น้ำจากภูพานที่ต้องไหลลงลำห้วยใหญ่น้อยและลงสู่หนองหารอีกทีหนึ่งก็กำลังถูกถนนสายใหม่ที่ตัดขึ้นไม่นานหลายเส้นหลายสายขวางทางน้ำหรือไม่ก็กั้นและถมเส้นทางน้ำเล็กๆเหล่านี้ไปเสียหมดไม่ต่างจากถนนรอบเมืองเลี่ยงเมืองที่เปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆและพบปัญหาน้ำท่วมเป็นแบบนี้แทบทุกเมือง
หลายปีที่ผ่านมาสังเกตเห็นโดยห่างๆว่ามีความเคลื่อนไหวเป็นประด็นทางสังคมในเมืองสกลนครหลายวาระหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นการย้อนกลับมาดูแลบ้านเรือนเก่าๆในเมืองที่เหลือรอดจากการถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ๆหลายครั้งมาได้และมีอยู่ไม่มากนักความสนใจต่อโบราณสถานในพื้นที่การศึกษาที่พิจารณาถึงการศึกษาทางเลือกให้มากขึ้นทั้งในระดับเด็กเล็กๆในโรงเรียนจนถึงการเจริญสติเพื่อการทำงานในกลุ่มองค์กรธุรกิจต่างๆการดูแลสภาพแวดล้อมจากต้นน้ำที่เทือกเขาภูพานจนถึงหนองหารไปจนถึงออกปากน้ำที่สบกับน้ำโขงในจังหวัดนครพนม
การริเริ่มจัดงานตรุษจีนและตรุษญวนในช่วงเวลาเดียวกันของเทศบาลเมืองสกลนครทำให้คนเมืองสกลฯตระหนักว่าพวกเขาประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มแม้กลุ่มผู้กุมเศรษฐกิจของเมืองและงานทางการเมืองในยุคสมัยใหม่ต่างๆ จะเป็นกลุ่มคนเชื้อสายจีนและเชื้อสายญวนเป็นหลักแต่กลุ่มที่เป็นหลักฐานให้บ้านเมืองแต่เดิมก็คือกลุ่มสายตระกูลต่างๆที่สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยตามคุ้มวัดสำคัญๆที่มีแต่แรกตั้งเมืองสกลนครและเป็นทั้งเชื้อสายเจ้าเมืองและขุนนางผู้ใหญ่ในท้องถิ่นเป็น‘ตระกูลนานา’ ที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ‘ความเป็นเมือง’ ที่ต้องมีทั้ง‘เมืองทางกายภาพ’ ผู้คนที่สืบเชื้อ” “ตระกูลนานา”รวมไปถึงชาวบ้านชาวเมืองต่างๆผู้เข้ามาภายหลังทั้งมีอาชีพค้าขายทำการเกษตรกรรมหรือเข้ามาเป็นเขยเป็นสะใภ้จนถือว่าตนเองนั้นเป็น‘ไทสกล’ กันจนหมดแล้ว
คนสกลนครส่วนใหญ่ถือว่าตนเองนั้นเป็นลูกผสมทั้งทางเชื้อสายและทางวัฒนธรรมเพราะเมืองสกลนครในยุคตั้งเมืองในช่วงต้นกรุงเทพฯผู้เป็นขุนนางเจ้าเมืองก็มักมีเชื้อสายจากคนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงโดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์“ญ้อ”ที่สำเนียงพูดคล้ายสำเนียงหลวงพระบางเมื่ออยู่ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆที่อพยพเข้ามาทั้งพร้อมกันและในภายหลังเช่นกลุ่มกะเลิงจีนญวนก็ทำให้ภาษาพูดของคนเมืองสกลนครอ่อนหวานทอดน้ำเสียงไม่สั้นห้วนไม่เหมือนภาษาของภูมิภาคอื่นๆในอีสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของการพูดจาแบบสกลนครไป
เมื่อจัดงานตรุษที่เป็นเทศกาลรื่นเริงไปได้หลายปีแล้วจึงคิดจัดงานรื่นเริงให้มีความหมายมากขึ้นเชิญชวนชาวไทสกลที่ไม่ใช่เชื้อสายจีนและญวนเข้าร่วมขบวนแห่แสดงนิทรรศการความเป็นมาของตระกูลหลักเช่นพรหมสาขาณสกลนคร, วงศ์กาฬสินธุ์, ศิริขันธ์, อุปพงษ์เป็นต้น
แม้งานรื่นเริงนี้จะจัดให้ใหญ่โตเพียงใดก็ตามผู้คนที่เข้ามาจากภายนอกแม้มีมากมายก็ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือช่วยกระตุ้นการค้าขายในเมืองสกลนครแต่อย่างใดกลับกลายเป็นคาราวานสินค้าจากที่อื่นๆและเหลือเพียงขยะกองโตให้จัดการรวมกับฝูงชนที่สนใจแต่การเดินเที่ยวชมสิ่งต่างๆมากกว่าจะรับรู้เรื่องราวความเป็นมาของเมืองสกลนครจนเสียงของความไม่พึงพอใจดังขึ้นจาก‘คุ้ม’ บ้านที่เป็นเครือญาติสายตระกูลหลักๆของเมืองสกลนคร๔กลุ่มใหญ่รู้สึกว่างานที่จัดเป็นงานรื่นเริง “ของเขา”ไม่ใช่งาน “ของเรา”
คณะผู้จัดงานทั้งทางเทศบาลและกลุ่มองค์กรเอกชนที่เป็นผู้นำทางสังคมเช่นในกลุ่มชมรมผู้สูงอายุฯกลุ่มชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกลฯก็เห็นปัญหาเรื่องวิธีการจัดงานหรือการนำเสนอเรื่องราวของคุ้มบ้านหรือตระกูลของตนจนจะไม่ยอมเข้าร่วมการจัดงานรื่นเริงของเมืองสกลนครในปีหน้าที่กำลังจะมาถึงนี้จึงนัดตัวแทนจากผู้คนหลายกลุ่มแสดงความคิดเห็นในวัน‘ประชุม’ ร่วมกันเพื่อจัดการพูดคุยสอบถามขอให้แสดงความคิดเห็นจากลุ่มสายตระกูลและตัวแทนชาวเมืองเชื้อสายจีนญวนที่มาร่วมกันปรึกษาปัญหาความน้อยใจที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกมองเป็นเพียงส่วนประกอบที่ไม่มีราคาของงานที่อาจจะเรียกได้ว่ากลายเป็นงานประจำปีของเมืองสกลนครไปแล้ว
งานกาชาดหรืองานรื่นเริงจากการจัดงานท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นต่างๆทั้งระดับจังหวัดหรืออำเภอก็มีปัญหาในประเด็นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในเมืองสกลนครทั้งสิ้นนั่นคือปัญหาเรื่อง “เรื่องของเขา”- “เรื่องของเรา”และเรื่องของเรามักถูกพวกเขาจัดการให้เรียบร้อยแม้จะเป็นเหตุมาจากเรื่องของประเพณีวัฒนธรรมและการเมืองของเราก็ตาม
ความเป็น“ชาติพันธุ์สัมพันธุ์”หรือEthnicity ในท้องถิ่นแต่ละแห่งในโลกนี้นั้นต่างเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆไปจนถึงเรื่องคอขาดบาดตายแต่ลักษณะของความเป็นชุมชนเมืองที่ยังมีโครงสร้างทางสังคมอย่างชัดเจนกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ให้แต่ละกลุ่มจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆมีทั้งการแข่งขันต่อรองใช้ช่องทางกฎหมายหรือพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการและเดินไปด้วยกันอย่างสมานฉันท์
มุมมองในส่วนของความเป็น‘คนนอก’ ที่เข้าไปสังเกตการณ์ปัญหาเรื่องการจัดงานที่เกิดขึ้นถือเป็นความขัดข้องในทางเทคนิคตั้งแต่เริ่มคือนำเอาเรื่องราวประวัติความเป็นมาของคนเมืองสกลนครไปใส่ไว้ในงานรื่นเริงที่ถูกจัดด้วยคณะผู้จัดที่อาจไม่เห็นความสำคัญของความเป็นคนและสังคมของคนเมืองสกลนครโดยอาจจะไม่เข้าใจหรือเข้าไม่ถึงโครงสร้างทางสังคมภายในที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับคนนอกเพราะอาจจะคุ้นเคยอยู่แต่เรื่องการจัดงานรื่นเริงในเชิงโลกียวิสัยมากกว่าจะศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้างสรรค์รูปแบบงานรื่นเริงที่มีสาระควรเป็น
กระบวนการทำงานเชิงข้อมูลนั้นเห็นว่าน่าจะมีการจัดการเพื่อสร้างการนำเสนอที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าชมงานรื่นเริงโดยไม่ต้องไปสร้างภาระให้กับชาวบ้านในคุ้มของสายตระกูลต่างๆแต่ละปีหมุนเวียนนำเสนอเนื้อหาเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับบ้านเมืองของตนไปได้ในแง่มุมที่หลากหลายและน่าสนใจซึ่งหมายถึงกลุ่มองค์กรทางสังคมสถาบันหรือนักวิชาการในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการช่วยจัดการเรื่องราวการนำเสนอเช่นนี้โดยไม่ปล่อยให้คนสกลนครเดินไปโดยลำพัง
เพราะสิ่งที่สำคัญซึ่งบ้านเมืองอื่นนั้นไม่มีก็คือ“ความเป็นชาติพันธุ์สัมพันธ์”ของผู้คนในเมืองสกลนครที่กำลังปรับสมดุลในระดับที่สามารถพูดคุยกันด้วยไมตรีร่วมกันได้แม้ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังแตกแยกเป็นสีเป็นฝักฝ่ายอย่างรุนแรงก็ตามถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆในสังคมของประเทศไทยทุกวันนี้
กระบวนการดังกล่าวใช้เวลาใช้การพูดคุยปรึกษาหารือและรับฟังความเห็นมากกว่าการจ้างกลุ่มจัดการหรือออร์กาไนเซอร์มากำกับการทำงานและจัดงานสวยๆนำคาราวานสินค้ามาเสนอขายจัดเทศกาลดนตรีใหญ่ๆนำคนใหญ่คนโตมาร่วมงานมากนักการพูดคุยรับฟังถกเถียงแสดงความรู้สึกและการประนีประนอมเป็นพื้นฐาน‘ความเป็นประชาธิปไตย’ ในจิตวิญญาณที่ไม่ใช่รูปแบบและเคยมีอยู่ในสังคมไทยโดยพื้นฐานมาแต่ดึกดำบรรพ์
![]() |
ก่อนจากเมืองสกลนครเพื่อกลับบ้านในวงล้อมของน้ำเน่าท่วมขังมีโอกาสแวะไปไหว้พระธาตุเชิงชุมที่มักทำเป็นปกติเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและดูเหมือนเด็ดขาดจากการตัดสินใจนั้นคือการทลายกำแพงวัดด้านที่ติดกับภูน้ำลอดซึ่งเคยเป็นบ่อน้ำที่ชาวบ้านทางคุ้มพระธาตุฯใช้ในอดีตและมีความเกี่ยวพันกับตำนานอุรังคธาตุถึงเรื่องพญานาคที่เฝ้ารักษาบ่อน้ำนี้ไว้เพราะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเป็นน้ำที่ลอดมาจากเทือกเขาภูพานต้นน้ำโดยไม่แผ้วพานสิ่งสาธารณ์ใดๆ
สิ่งที่เห็นคือบ่อน้ำนั้นมีพญานาคเลื้อยใหญ่โตสวยงามยามเย็นมีน้ำพุพุ่งขึ้นและประดับด้วยสวนหย่อมที่มีใบเสมาและศิลาแลงอันเคยเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกความเป็นมาของศาสนสถานของพระธาตุเชิงชุมในอดีตแนวกำแพงส่วนหนึ่งที่เคยไว้อัฐิของชาวบ้านในตระกูลต่างๆบางส่วนถูกย้ายออกไปเพื่อเปิดพื้นที่ให้เห็นบ่อน้ำพญานาคและวิหารตลอดจนพระธาตุเชิงชุมได้ชัดเจนด้านหน้าของพื้นที่เหล่านี้เป็นที่จอดรถเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวหรือลานกิจกรรมเพื่อการค้าขายหรือจัดงานต่างๆ
หากเห็นภาพเช่นนี้ก็นับว่าเดินทางตามแนวคิดจัดภูมิทัศน์ให้สวยงามเชื่อมโยงกับเรื่องราวในท้องถิ่นและเหมาะสมกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ทางวัดพระธาตุเชิงชุมคิดประดิษฐ์ขึ้นกระบวนการเหล่านี้ทำอย่างรวดเร็วจากผู้มีอำนาจที่มาจากท้องถิ่นอื่นยัดเยียดโครงสร้างของการเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวให้กับโครงสร้างความสัมพันธ์ภายในของคุ้มบ้านแห่งเมืองสกลนครที่ยังคงสัมพันธ์อยู่กับวัดประจำคุ้มวัดของตนอย่างเหนียวแน่น
วิธีการเคลื่อนไหวทางสังคมระหว่างความคิดกับกระบวนการจาก“คนใน”และ “คนนอก”นั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจนเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่ที่ต้องช่วยกันขบคิดเมื่อท้องถิ่นต่างๆจะเริ่มปกป้องเรื่องราวของตนเองและสร้างความเป็นท้องถิ่นที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมและตัดสินใจร่วมกันตามพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบรูปแบบเท่านั้น
กระบวนการเช่นนี้ไม่มีอะไร“เร็ว”และ “ง่าย”นอกเสียจากความอดทนเพื่อสร้างสังคมท้องถิ่นที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้รู้จักตนเองดีที่สุดกว่าผู้คนที่เข้ามาแล้วจากไปเพียงฉาบฉวย
(ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๓ ตุลาคม - ธันวาคม ๒๕๕๔)