![]() |
|
อาจารย์สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ |
“หากกล่าวถึงเมืองภูเก็จ คนภายนอกคงนึกถึงภาพทะเลและหมู่เกาะที่สวยงาม แต่ใครจะนึกว่าท่ามกลางความสวยงาม ภายในจะเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ทั้งการต่อสู้ ความขัดแย้ง และความแตกต่าง ซึ่งถ้าคนนอกไม่เข้าไปศึกษาไม่มีทางรับรู้ได้”
เดิมจังหวัดภูเก็ต ใช้ตัวสะกด จ (ภูเก็จ) มีความหมายดังนี้ ภู คือ แผ่นดินทั้งหมด และเก็จ แปลว่า แก้ว ซึ่งคนโบราณถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต ดังเช่น มณีนพเก้า อัญมณี ดังนั้นภูเก็จ รวมแปลว่าแผ่นดินแก้ว แต่นัยยะความหมาย คือ แผ่นดินที่มีค่า กล่าวได้ว่าภูเก็จเป็นแผ่นดินในฝันของอันดามันเลยก็ว่าได้
ในส่วนของชื่อภูเก็ตที่เปลี่ยนมาเป็น ต สะกด ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาตั้งแต่ใช้เขียนในเอกสารของฝรั่งในยุค๑๐๐ ปีหลังมานี้ แต่ไปพ้องกับคำภาษามลายูว่า บูกิต ซึ่งแปลว่าภูเขา คนทั่วไปที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ จึงเหมารวมว่าภูเก็จเดิมเป็นเมืองขึ้นต่อมลายู
แต่แผ่นดินที่มีค่านี้กลับเกิดความวุ่นวายขึ้นในพื้นที่ ทั้งจากนายทุนและคนในพื้นที่หาประโยชน์จากทรัพยากร ซึ่งเมื่อย้อนไปประมาณ๑๐๐ ปีและเรื่อยมา ภูเก็จ เป็นแหล่งผลิตแร่ที่สำคัญ โดยเฉพาะแร่ดีบุกที่พบมากในแถบนี้ ซึ่งถือได้ว่ามีค่าดั่งทองและทำรายได้อย่างมหาศาล

ดีบุกที่ขุดได้จากเหมืองภูเก็ต
ถิ่นแร่ดีบุกนี้ได้ก่อกำเนิดกลุ่มนายทุนภูเก็จ จากเดิมการทำเหมืองแร่จะต้องได้รับสัมปทานจากรัฐ และเมื่อยกเลิกใช้ที่ดิน พื้นที่ดังกล่าวต้องกลายเป็นของสาธารณะ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น นายเหมืองกลับออกโฉนดเป็นของตัวเองและแบ่งขายไป ซึ่งการออกโฉนดทำได้ไม่ยากนัก นายทุนแค่ลงทุนจ้างข้าราชการชั้นต่างๆไปคุยกับผู้ใหญ่อีกที ถ้ามีคนลุกขึ้นมาเรียกร้องก็เป็นอันต้องหายสาบสูญ
ในช่วงทศวรรษ ๒๕๒๐ ปัญหาเรื่องทรัพยากรแร่ดีบุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แร่แทนทาลัม ซึ่งเป็นกากที่สกัดเหลือจากดีบุก เดิมเห็นว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้จึงเอาแร่แทนทาลัมมาปูถนน โดยหารู้ไม่ว่าถ้าเอากากดีบุกมาถลุงด้วยความร้อน๓,๐๐๐องศาเซลเซียส จะสกัดได้แทนทาลัมบริสุทธิ์ใช้เคลือบยานอวกาศ ซึ่งเป็นที่ต้องการของฝรั่งและมีราคาสูงมาก พอชาวบ้านรู้ต่างเเห่ขุดถนนเอาแร่แทนทาลัมไปขาย ซึ่งทำให้เกิดเป็นปัญหาต่างๆตามมา
![]() |
|
ชาวภูเก็ตรวมตัวกันยกขบวนไปศาลาประชาคม เพื่อรอฟังคำชี้แจงจาก รมว. จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ปีพ.ศ.๒๕๒๙ เครดิต: http://www.phuketdata.net |
ปัญหาหนึ่ง คือ การตั้งโรงงานเพื่อสกัดแร่แทนทาลัมข้างสถานศึกษา โดยไม่ถามความเห็นของประชาชน กระทั่งมีข่าวโรงงานนิวเคลียร์ที่สหภาพโซเวียตระเบิด ทำให้ชาวบ้านในท้องที่ไม่สบายใจว่าถ้าโรงงานระเบิดจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นภาคประชาคมจึงร่วมตัวกันเพื่อรับทราบคำตอบจากรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้น ว่าได้ป้องกันระบบความปลอดภัยดีหรือยัง ตามนัดหมายรัฐมนตรีไม่มาพบชาวบ้านซึ่งรออยู่ศาลาประชาคม เป็นเหตุให้ชาวบ้านที่รอคอยเป็นเวลานานเกิดโมโห จึงบุกเข้าโรงแรมภูเก็ตเมอรินที่พักของรัฐมนตรี พอมารู้อีกทีว่ารัฐมนตรีหนีไปพังงา จึงทำให้ชาวภูเก็ตบางส่วนโกรธจัดและได้ทำการเผาโรงแรมภูเก็ตเมอริน ในตอนนั้นภาคประชาคมภูเก็ตถูกมองเป็นผู้ก่อการร้ายขึ้นมาทันที กระทั่งต่อมาโรงงานสกัดแทนทาลัมเกิดเพลิงไหม้ ชาวภูเก็ตในตอนนั้นจึงถูกปลักปลำว่าเป็นผู้กระทำ จากตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าแหล่งภูมิศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ นำมาซึ่งปัญหาต่างๆในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนต้องลุกขึ้นเคลื่อนไหวและต่อสู้เพื่อรักษามาตูภูมิของตน
![]() |
ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์นี้ก็มีประวัติศาสตร์มายาวนาน โดยเริ่มมีเรื่องราวบันทึกเมื่อ ๗๐๐ ปีก่อน โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่พบแผ่นดินภูเก็จ และเรียกในนามจางสีลอน โดยพบหลักฐานจากหนังสือภูมิศาสตร์และแผนที่เดินเรือของปโตเลมีที่กล่าวถึงการเดินทางจากแหลมสุวรรณภูมิลงมาจนถึงแหลมมลายูผ่านแหลมจังซีลอน
เช่นเดียวกันจากเอกสารการบันทึกของจีนพระภิกษุอี้จิงที่เดินทางมาสืบทอดพระพุทธศาสนาโดยทางเรือ และได้เดินทางผ่านมาภูเก็จและเรียกดินแดนนี้ว่าสิลัง ต่อมาสมัยสุโขทัยชื่อสิลังได้เปลี่ยนมาเป็นสลาง เข้าสมัยอยุธยากลายเป็นฉลาง กระทั่งในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นชื่อก็ได้เพี้ยนมาเป็นถลางในที่สุด
ด้านการปกครอง ในประวัติศาสตร์เมืองถลางอยู่ร่วมสมัยมาตั้งแต่อาณาจักรฟูนัน ไสเลนทร์ ตามพรลิงค์ ศรีวิชัย และสิริธรรมนคร โดยอาณาจักรฟูนัน ไสเลนทร์ และตามพรลิงค์ เป็นยุคแรกเริ่มอารยธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้คนนับถือศาสนาพราหมณ์ และบูชาศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระศิวะ
ต่อมาคือ ยุคพระพุทธศาสนา นิกายมหายานเจริญรุ่งเรือง โดยอาณาจักรแรกที่พระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพล คือ อาณาจักรศรีวิชัย มีศูนย์กลางนครอยู่ ๒ แห่ง คือ ยุคแรกอยู่ที่ปาเล็มบัง ยุคต่อมาอยู่ที่ไชยา และต่อมาคืออาณาจักรสิริธรรมนครที่มีศูนย์กลางอยู่นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นอาณาจักรสุดท้ายที่ดินแดนทางใต้ปกครองตนเอง
เมื่อเข้าสู่ยุคสุโขทัยและยุคอยุธยาเจริญรุ่งเรือง ดินแดนทางใต้ก็ตกเป็นเมืองขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของ ๒ อาณาจักรตามลำดับ ซึ่งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าถลางไม่ได้มีบทบาทในการต่อสู้ศึกมากนัก
![]() |
|
อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร |
กระทั่งยุครัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่๑ เกิดสงคราม ๙ ทัพพม่าได้ยกทัพมาตีสยามหัวเมืองต่างๆทางทิศตะวันตก และหัวเมืองปักษ์ใต้เข้าตีเมืองไชยา นครศรีธรรมราชแตก และบุกเข้าเมืองถลาง ขณะนั้นเจ้าเมืองถลางเพิ่งถึงแก่อนิจกรรม ท่านผู้หญิงจันผู้เป็นภรรยา และคุณมุกผู้เป็นน้องสาว จึงรวบรวมกำลังต่อสู้กับพม่าจนชนะศึก รัชกาลที่๑จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ท่านผู้หญิงจันเป็นท้าวเทพกระษัตรี และคุณมุกเป็นท้าวศรีสุนทร นับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ของวีรสตรีที่ต่อสู้เพื่อรักษาเมืองถลาง ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตในปัจจุบัน
ในสมัยรัชกาลที่๕ เป็นยุคล่าอาณานิคมของตะวันตก อังกฤษและฝรั่งเศสต่างอยากได้แผ่นดินสยาม ซึ่งเชื่อกันว่าได้มีการแบ่งว่าให้ดินแดนมุสลิมเป็นของอังกฤษและดินแดนพุทธเป็นของฝรั่งเศส กระทั่งอังกฤษเจอวัดพุทธที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ชื่อวัดพิทักษ์แผ่นดินไทย(วัดชลธาราสิงเห) ในปัจจุบัน ทำให้อังกฤษไม่กล้าขีดเขตแดนขึ้นไป จึงทำให้สยามกลายเป็นรัฐกันชน และอยู่รอดจนถึงปัจจุบัน
![]() |
![]() |
| เพชรที่ได้จากเหมืองดีบุกภูเก็ต | จารึกใบลานเรื่องเมืองภูเก็ต |
ด้านสังคมและวัฒนธรรมของคนภูเก็ต ค่อนข้างเป็นแบบผสมผสานเนื่องจากภูเก็ตเป็นดินแดนที่มีคนหลากหลายชาติพันธุ์เข้ามาอาศัยอยู่ กล่าวคือ ชาวภูเก็ตประกอบด้วย ชาวเลเป็นกลุ่มแรกๆที่อาศัยอยู่บนเกาะภูเก็ต ต่อมา ชาวไทย ชาวมาเลย์ และชาวจีนฮกเกี้ยน ได้อพยพเข้ามา ซึ่งเมื่อ๑๐๐ กว่าปีก่อน ชาวจีนได้เข้ามาใช้แรงงานทำเหมืองแร่ดีบุกและแต่งงานกับหญิงพื้นเมือง ลูกครึ่งที่เกิดมาจึงเรียกว่าบาบ๋า เช่นเดียวกันลูกครึ่งที่เกิดจากจีนผสมคนพื้นเมืองมลายูที่มาเลย์เซีย และสิงคโปร์จะถูกเรียกว่ายาย๋า นอกจากนี้ยังมีคนชนกลุ่มอื่นอพยพตามมาในภายหลัง เช่น ชาวแขกมุสลิม และฝรั่ง เป็นต้น ส่งผลให้วัฒนธรรมเมืองภูเก็ตสะท้อนออกมาในหลายรูปแบบ คือ
ด้านสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนเมืองเก่าภูเก็ตจะเป็นการผสมระหว่างจีนและยุโรป (Chino-Portuguese) โดยใช้ชื่อโปรตุเกสเพราะเป็นชาติยุโรปชาติแรกที่เข้ามา โดยอาคารบ้านเรือนเหล่านี้จะพบอยู่บริเวณถนนถลาง ซึ่งการที่ศิลปะถูกแสดงผ่านสถาปัตยกรรม แสดงให้เห็นอิทธิพลของคน ๒ กลุ่มที่มีอยู่ในเมืองภูเก็ต
วัฒนธรรมด้านภาษา ภาษาถิ่นของจังหวัดภูเก็ตเป็นภาษาถิ่นใต้ที่ไม่เหมือนถิ่นอื่นในภาคใต้ โดยจะมีสำเนียงภาษาจีนฮกเกี้ยนและภาษามลายูปนอยู่มาก ดังนั้นภาษาถิ่นภูเก็ตจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พบได้เฉพาะแถบภูเก็ตและพังงาเท่านั้น ซึ่งการจะเปลี่ยนภาษาถิ่นภูเก็ตมาเป็นภาษาเขียนค่อนข้างสร้างปัญหา เพราะภาษาไทยมี 5 วรรณยุกต์ แต่ภาษาใต้ภูเก็ตมี 7 วรรณยุกต์ เช่นเดียวกันความหมายของคำบางคำก็ไม่เหมือนกับภาษาไทย เช่น คำว่า “รักษา” ภาษาใต้หมายถึงดูแล เลี้ยงดู เป็นต้น
วัฒนธรรมด้านประเพณีของภูเก็ต สำหรับประเพณีไทยภูเก็ตมีเหมือนทุกภาค แต่ในที่นี้จะยกตัวอย่างประเพณีของคนในท้องถิ่นที่สำคัญ เช่น
![]() |
![]() |
![]() |
|
ประเพณีกินผักของชาวจีนในภูเก็ต เครดิต: http://personal.swu.ac.th |
ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบของชาวใต้ เครดิต: www.isarapost.net |
ประเพณีลอยเรือชาวเล เครดิต: www.phuket.go.th |
ประเพณีกินผักเริ่มต้นจากชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนฝั่งทะเลตะวันตก และเผยแพร่ออกสู่กลุ่มอื่นๆในภายหลัง ซึ่งเชื่อว่าการกินผักจะช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บแก่ผู้ที่กินผัก ทั้งยังเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ และเป็นการฝึกจิตให้ผู้กินผักบริสุทธิ์ด้วย
ประเพณีสารทเดือน๑๐ ของชาวใต้ ซึ่งเป็นวันที่ญาติพี่น้องทุกคนต้องมารวมตัวกัน เพื่อคารวะต่อญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว และร่วมทำอาหารชวนวิญญาณของบรรพชนมารับอาหาร ซึ่งจะได้รับการปล่อยตัวจากนรกเนื่องมาจากผลกรรมที่ทำไว้เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่
ประเพณีลอยเรือชาวเล เป็นการสร้างเรือที่ถือได้ว่าเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษชาวเล เพื่อให้เด็กๆเรียนรู้วิธีการทำเรือสืบทอดต่อไป และมีการลอยเคราะห์โดยการนำตุ๊กตาไม้ตามจำนวนสมาชิกครอบครัว ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการนำเอาทุกข์โศก และเคราะห์ร้ายไปลอยทะเล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสำรวจสำมะโนประชากรอีกทางหนึ่ง เพราะชาวเลจะต้องหายไปจากบ้านถึง๖เดือน พอครบกำหนดก็ต้องกลับมา นอกจากผู้ชายจะเป็นฝ่ายทำเรือแล้ว ผู้หญิงจะรำรอบเรือหรือที่เรียกว่า “รำรองเง็ง”เชื่อว่าใครรำรอบเรือมากก็จะได้บุญมาก แต่จริงๆแล้วเป็นกุศโลบายทำให้ผู้ชายไม่เบื่อกับการทำเรือ และยังทำให้ชายหญิงมีโอกาสพบปะพูดคุยสานสัมพันธ์กระทั่งแต่งงานได้
จากทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าภูเก็จภูมิเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งทะเล ป่าเขา และแร่ต่างๆ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีการต่อสู้ของคนในท้องถิ่นนับตั้งแต่อดีตและปัจจุบัน มีวีรสตรีหญิงเป็นที่ภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ รวมถึงด้านสังคมและวัฒนธรรมที่ได้รับการผสมผสานจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของท้องถิ่นภูเก็ต ควรค่าแก่การเข้าไปเรียนรู้
อาจารย์สมหมายได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “น่าเสียดายที่เด็กสมัยนี้ได้รับการศึกษาจากบทเรียนเฉพาะส่วนกลางเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้เรียนรู้เรื่องราวของท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวของเด็กๆ ดังนั้นรัฐจึงควรสร้างมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยใหม่ โดยให้เด็กได้เรียนรู้ทั้งเรื่องราวของท้องถิ่นและเรื่องราวของส่วนกลาง” เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รู้จักตัวเองและรู้จักโลกควบคู่กันไป ไม่ใช่รู้จักโลกแต่ไม่รู้จักตนเอง
บรรยายสาธารณะ เรื่อง "ภูเก็จภูมิ" ความเคลื่อนไหวทางสังคมและวัฒนธรรมของคนเมืองภูเก็ต วิทยากรโดยอาจารย์สมหมาย ปิ่นพุทธศิลป์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ มูลนิธิเล็ก-ประพ วิริยะพันธุ์