หลวงพ่อพระไชยเชษฐา วัดถ้ำสุวรรณคูหา :
พลังศรัทธาของท้องถิ่นเหนือกระแสชาตินิยม
![]() |
| วัดถ้ำสุวรรณคูหา ตำบลนาสี อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู |
ในภาวะที่เกิดความตึงเครียดตลอดบริเวณแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง แต่ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า เพราะความคิดแบบชาตินิยมที่ถูกปลูกฝังผ่านระบบการศึกษาและสื่อต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมา โดยมี “ปราสาทพระวิหาร” เป็นชนวนเหตุสำคัญ กรณีดังกล่าวทำให้ผู้เขียนเข้าใจถึงคุณค่าและปัญหาที่เกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยมได้ระดับหนึ่ง และทำให้นึกถึงข้อมูลที่พบจากการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู บ้านเกิดเมืองนอนของผู้เขียนขึ้นมา เพราะที่นั่นมีความศรัทธาของคนในท้องถิ่นที่อยู่เหนือกระแสชาตินิยมที่น่าจะนำมาเป็นกรณีศึกษาอีกกรณีหนึ่ง
หลังจากช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทางราชอาณาจักรล้านช้างได้มีความพยายามขยายอำนาจจากเมืองหลวงพระบาง เมืองหลวงของราชอาณาจักรในขณะนั้นลงมาตามลุ่มน้ำโขง ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๙๑-๒๑๑๔) พระราชโอรสของพระเจ้าโพธิสาลราชได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองหลวงพระบางลงมายังเมืองเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.๒๑๐๓ ด้วยการเมืองภายนอกที่พม่ากำลังรุกรานราชอาณาจักรล้านนาซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเมืองหลวงพระบาง อีกทั้งบริเวณเมืองเวียงจันทน์มีประชากรอยู่จำนวนมาก เพราะมีทำเลเหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมมากกว่า เนื่องจากมีที่ราบกว้างขวาง อุดมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร
การที่ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ ทำให้มีบ้านเมืองเกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขงตอนกลางของราชอาณาจักรจำนวนมาก และได้มีการขยายประชากรลงมาทางด้านทิศใต้ของลุ่มน้ำโขงในเขตภาคอีสานตอนบนและตอนกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรล้านช้าง ประชากรจำนวนหนึ่งได้ข้าม เทือกเขาภูพานคำ ที่ทอดยาวขวางกั้นตั้งแต่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเหนือเมืองเวียงจันทน์ยาวโค้งไปจดแม่น้ำโขงอีกครั้งที่ทางใต้เมืองนครพนมมาตั้งถิ่นฐานในลุ่มน้ำพองและลุ่มน้ำชีตอนบน ปรากฏเป็นบ้านเมืองและวัดวาอารามสำคัญ เช่น เมืองหนองบัวลำภู เมืองภูเวียง ชุมชนโบราณบริเวณพระธาตุกุดจอกและพระธาตุหนองสามหมื่น (เขตจังหวัดชัยภูมิ) เป็นต้น
ในเขตท้องที่บ้านคูหาพัฒนา ตำบลนาสี อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ในแนวทิวเทือกเขาภูพานคำทางด้านทิศใต้เหนือช่องข้าวสาร ช่องเขาในเส้นทางโบราณจากลุ่มน้ำโขงมายังลุ่มน้ำพองมาราว ๒๐ กิโลเมตร มีศาสนสถานแห่งหนึ่งอยู่ภายในถ้ำติดกับเชิงเขา นั่นคือ “วัดถ้ำสุวรรณคูหา” ถ้ำสุวรรณคูหาเป็นถ้ำโบราณที่มีร่องรอยภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์และเป็นถ้ำที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของราชอาณาจักรล้านช้าง เนื่องจากว่าเป็นที่อยู่ของพระมหาเถระองค์สำคัญและมีพระมหากษัตริย์ล้านช้างหลายพระองค์เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลที่ถ้ำแห่งนี้
![]() |
| สภาพภายในถ้ำสุวรรณคูหา มีพระพุทธรูปหลวงพ่อพระไชยเชษฐาเป็นพระประธานในคูหาวิหาร |
ถ้ำสุวรรณคูหาเป็นถ้ำหินปูนขนาดเล็กติดกับพื้นราบ เหนือปากถ้ำเป็นหน้าผา ปากถ้ำมีขนาดกว้างลักษณะคล้ายห้องโถง ภายในถ้ำมีการดัดแปลงเป็นคูหาวิหาร ตรงกลางถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางนาคปรกศิลปะล้านช้าง พระนามกันในภายหลังตามพระนามพระเจ้าไชยเชษฐาผู้สร้างว่า “หลวงพ่อพระไชยเชษฐา” ด้านหลังพระประธานเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงบัวเหลี่ยมขนาดเล็กอีก ๒ องค์ องค์หนึ่งพบร่องรอยการลงรักตามผิวเจดีย์ ตามผนังถ้ำยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่อีกหลายองค์ อยู่ในซุ้มเรือนแก้วที่มีลวดลายปูนปั้น ด้านซ้ายพระประธานมีแท่นธรรมาสน์ปูนปั้นติดกับผนังถ้ำ ด้านล่างปากถ้ำมีกำแพงก่ออิฐเป็นช่องๆ สูงจากพื้นถ้ำราว ๖๐ เซนติเมตร ด้านหน้าถ้ำเดิมนั้นคงเป็นวิหารไม้ต่อจากปากถ้ำ ปัจจุบันมีการสร้างศาลาคอนกรีตต่อจากปากถ้ำแทน
ในบริเวณใกล้เคียงกับถ้ำสุวรรณคูหามีเพิงผาเล็กๆ และถ้ำอีกหลายแห่ง มีเจดีย์ศิลปะล้านช้างทรงบัวเหลี่ยมในกลุ่มยอดธาตุ ๘ เหลี่ยมขนาดเล็กหลายองค์ ที่สำคัญคือมีการพบศิลาจารึกที่วัดนี้จำนวน ๒ หลักด้วยกัน
หลักแรก มี ๒ ด้าน ด้านที่ ๑ สร้างในปี พ.ศ. ๒๑๑๕ กล่าวถึงการกัลปนาผู้คนและนาจังหันของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชถวายวัดสุวรรณคูหา โดยมีพระมหาอินทรีย์สังวรเจ้าเป็นประธานสงฆ์ และมีราชาเนตรราชปุโรหิตเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล และการสร้างพระพุทธรูปที่วัดพระธาตุบังพวน ด้านที่ ๒ สร้างในปี พ.ศ. ๒๑๒๕ กล่าวถึงการกัลปนาผู้คนและนาจังหันของพระยาสุมังคลาโพธิสัตว์ถวายวัดสุวรรณคูหาเช่นเดียวกันกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช โดยมีพระมหาสังฆราชาสุมังคลโพธิวิริยเจ้าเป็นประธานสงฆ์ และมีพระยาพลเสิกขวา พระยาหลวงราชวัติและพระยาธรรมมาพินนมนตรีเป็นผู้อุปัฏฐากดูแล
หลักที่สอง สร้างในปี พ.ศ. ๒๑๖๙ กล่าวถึงพระยาสุรเทพอุทิศข้อย (ข้าวัด) ถวายพระมหาธาตุ ๕ ครัว และถวายพระศรีมหาโพธิเจ้า ๒ ครัวให้แก่วัดสุวรรณคูหา
จากเนื้อหาในจารึกทั้งสองหลักแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัดถ้ำสุวรรณคูหาในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาของราชอาณาจักรล้านช้างได้เป็นอย่างดี
ในจารึกวัดถ้ำสุวรรณคูหา ๑ ทั้งสองด้าน ระบุถึงการอุทิศเขตนาจังหันของพระเจ้าไชยเชษฐาและพระยาสุมังคลาโพธิสัตว์ถวายแก่วัดถ้ำสุวรรณคูหาคล้ายกันว่า
“ให้เขตวัดกวมป่าทั้งสี่ด้าน ละด้านละพันวา เป็นเขตรัตนตรัยแก้วทั้งสาม ให้นาปู นาสีกสาง นาท่าเป็ด นาหัน นาไก่เขี่ย นาแพงเมือง พืชทั้งมวลเป็นต้นว่า พร้าวตาลหวานส้มหมากพลูอันมีในเขตให้เป็นอุปการแก่แก้วทั้งสามในวัดสุพรรณคูหา ท้าวมาลุนขุนมาใหม่อย่าให้มล้างพระราชอาชญา ผู้ใดหากมีโลภะตัณหามากแลมามล้างเขตแดนไร่นาฝูงอันให้นี้ ให้ผู้นั้นได้ไปไหม้อบายทุกข์ทั้งสี่”
จากข้อความในจารึกที่ตั้งอยู่ภายในวัดถ้ำสุวรรณคูหานี้แสดงให้เห็นถึงเขตนาจังหันที่ทั้งสองพระองค์ทรงอุทิศมาตั้งแต่โบราณอย่างชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า ๔๐๐ ปี ราชอาณาจักรล้านช้างได้แตกแยกออกเป็น ๓ นครรัฐ คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์ วัดถ้ำสุวรรณคูหาอยู่ในเขตเวียงจันทน์ และในที่สุดเวียงจันทน์ก็ได้ล่มสลายเพราะการทำสงครามขยายอำนาจเข้ามาปกครองของราชอาณาจักรสยาม บ้านเมืองในบริเวณนี้ก็เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานหนีภัยสงครามเข้าป่าเข้าดง
เมื่อสงครามสงบ บ้านเมืองบริเวณนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรสยามซึ่งปัจจุบันก็คือราชอาณาจักรไทย ชาวล้านช้างกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานในฐานะชาวไทยอีสาน มีการตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อเดิม เช่น บ้านนาไก่เขี่ย บ้านนาสี เป็นต้น ชาวบ้านในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับวัดถ้ำสุวรรณคูหายังคงยึดถือว่าตนเองคือข้านาจังหัน การทำนาทำไร่ต่างๆ ต้องนำพืชผลส่วนหนึ่งมาถวายวัดถ้ำสุวรรณคูหาตามคำอุทิศในจารึกที่ไม่อาจขัดได้ เพราะเกรงจะต้องตกอบายภูมิทั้งสี่ดั่งคำสาปแช่งของพระมหากษัตริย์ล้านช้างทั้งสองพระองค์
ในขณะเดียวกัน พระราชกรณียกิจทางพระพุทธศาสนาและพระวีรกรรมของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชยังคงเป็นเรื่องเล่ามุขปาฐะที่เล่าสืบมาจากบรรพบุรุษจนถึงชาวล้านช้างที่กลายเป็นชาวไทยอีสานในปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกพระประธานในถ้ำสุวรรณคูหาว่า “หลวงพ่อพระไชยเชษฐา” เพื่อรำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ โดยไม่ได้สับสนใดๆ ในเรื่องประวัติศาสตร์ชาติ ถึงแม้ว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจะเป็นพระมหากษัตริย์ล้านช้าง ไม่ได้มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทางราชการพยายามปลูกฝัง แต่ในวันนี้ชาวไทยอีสานแห่งอำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ก็ยังคงนับถือพระองค์เป็นเสมือน “วีรบุรุษทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น”
“...ข้าขออัญเชิญท้าวเทเวศสิ้นเขตจักรวาล จงมาสโมสรประสานในเพลานี้ โปรดได้มาอวยพรให้พระสวัสดีแก่อ้าภูบาลอันมีพระนามว่า ‘พระไชยเชษฐาธิราช’ผู้เรืองศรี...”
ส่วนหนึ่งในคำประกาศบวงสรวงดวงพระวิญญาณพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ชาวอำเภอสุวรรณคูหาจัดขึ้นทุกปี แสดงให้เห็นถึงความเคารพศรัทธาของชาวบ้านในฐานะวีรบุรุษทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ในการทำพิธีทุกปี ชาวบ้านในละแวกวัดถ้ำสุวรรณคูหาทุกหลังคาเรือนจะต้องนำผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวเปลือก ๑ ถัง, มะพร้าว ๑ ลูก, หมาก ๑ ลูก และพลู ๑ ใบ เป็นต้น มาถวายแก่วัดถ้ำสุวรรณคูหาตามข้อความที่ระบุในจารึกแต่ครั้งพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของชาวบ้านและสิทธิ์ของวัดที่จะขาดไม่ได้เลย
ความเคารพนับถือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชของชาวสุวรรณคูหาไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงแค่เฉพาะที่วัดถ้ำสุวรรณคูหาเท่านั้น ที่บริเวณศูนย์กลางชุมชนสุวรรณคูหาซึ่งคือตัวอำเภอสุวรรณคูหาในปัจจุบันก็มีการสร้างศาลหลักเมืองของอำเภอสุวรรณคูหาขึ้น ทั้งหน่วยงานราชการและชาวบ้านต่างก็เรียกศาลหลักเมืองแห่งนี้ว่า “ศาลหลักเมืองพระเจ้าไชยเชษฐา” ทุกปีชาวสุวรรณคูหาก็จะมีการบวงสรวงสมโภชศาลหลักเมืองพระเจ้าไชยเชษฐาคู่กับสมโภชหลวงพ่อพระไชยเชษฐาในช่วงเดือน ๓ ที่มีงานบุญข้าวจี่ หนึ่งในฮีตสิบสอง (ประเพณีสิบสองเดือน) ของชาวลาว-ไทยอีสาน
ระยะหลังงานบุญข้าวจี่กลายเป็นงานใหญ่ของจังหวัดหนองบัวลำภูอีกงานหนึ่ง ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนของหน่วยงานราชการในจังหวัดและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทุกปีจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานบุญข้าวจี่ รวมทั้งการบวงสรวงสมโภชศาลหลักเมืองพระเจ้าไชยเชษฐาคู่กับสมโภชหลวงพ่อพระไชยเชษฐา
นอกจากหลวงพ่อพระไชยเชษฐาที่วัดถ้ำสุวรรณคูหาแล้ว ในเขตจังหวัดหนองบัวลำภูยังมีพระพุทธรูปที่พระนามว่าพระไชยเชษฐาอีกองค์หนึ่งภายในวัดศรีคุณเมือง ซึ่งเป็นศาสนสถานเก่าแก่และมีความสำคัญของเมืองหนองบัวลำภูมาตั้งแต่โบราณ
ในขณะที่ชาวหนองบัวลำภูเทิดทูนและจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ สถาบันสูงสุดของไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย ก็ยังให้ความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งราชอาณาจักรล้านช้างในฐานะวีรบุรุษทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่กระแสชาตินิยมหรือคลั่งชาติซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวหนองบัวลำภูมากมายแต่อย่างใด
ธีระวัฒน์ แสนคำ
นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๙ (มี.ค.-เม.ย.๒๕๕๔)