“กงไกรลาศ” แห่งลุ่มน้ำยม จังหวัดสุโขทัย
แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำสายสำคัญจากภาคเหนือ มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในเขตจังหวัดพะเยาแล้วไหลผ่านเขตจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร มาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่ปากน้ำเกยไชยในเขตอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
“กงไกรลาศ” เป็นบ้านเมืองขนาดเล็กที่อยู่ในลุ่มน้ำยม เดิมชื่อ “บ้านกงธานี” เป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมากลายเป็นเมืองร้างในสมัยกรุงธนบุรี ครั้นเมื่อถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีผู้คนกลับเข้ามาตั้งถิ่นฐานและได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองกงไกรลาศ ขึ้นกับเมืองสุโขทัย ภายหลังได้เปลี่ยนการปกครองเป็นอำเภอกงไกรลาศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ โดยมีพระกงไกรลาศดำรงตำแหน่งนายอำเภอคนแรก และมีที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางแม่น้ำยม
![]() |
| เกาะกงในแม่น้ำยมยามหน้าฝน |
พ.ศ. ๒๔๖๐ หลวงบุรีไทยพิทักษ์ นายอำเภอขณะนั้น ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยม ห่างจากที่ว่าการอำเภอเดิมประมาณ ๑๕ เส้น เนื่องจากน้ำท่วมเกาะ ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๕ นายเอื้อน รงค์ทอง ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ พิจารณาเห็นว่าบริเวณที่ว่าการอำเภอเดิมคับแคบขยายไม่ได้ทั้งยังมีน้ำท่วมถึง อาคารที่ว่าการอำเภอเริ่มชำรุดทรุดโทรม จึงขออนุญาตย้ายไปสร้างที่แห่งใหม่ บริเวณริมถนนสิงหวัฒน์ (ถนนสายพิษณุโลก-สุโขทัย) หลักกิโลเมตรที่ ๒๑ ในเขตตำบลบ้านกร่าง
ที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศแต่เดิมซึ่งเป็นเกาะนั้น ชาวบ้านเรียกว่า “เกาะกง” คุณครูเคียง ชำนิ แห่งโรงเรียนไกรในวิทยาคมรัชมังคลาภิเษก นักปราชญ์ท้องถิ่นอำเภอกงไกรลาศอธิบายความหมายของคำว่า “กง” ว่า
“มาจากการสร้างบ้านเรือนอยู่บนพื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบ หรือบริเวณที่ลำน้ำโค้งจนเกือบเป็นวงกลม ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการขุดคลองลัดให้เป็นลำน้ำโอบเมืองไว้ ทำให้ชุมชนมีลักษณะเป็นเกาะ เพราะชุมชนบ้านกงเดิมตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นเกาะเป็นกง เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอดลำแม่น้ำยมตั้งแต่ตอนใต้ของเมืองสุโขทัยลงมาสามารถพบพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นกงอย่างนี้หลายแห่ง เช่น กงบริเวณบ้านบางปะและกงบริเวณบ้านวังสะดือ และในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีชุมชนระดับเมืองสองเมืองที่ชื่อคล้ายกันว่าเมืองกงครามและเมืองกงพราน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองสุโขทัยด้วย ทั้งนี้คงได้รับการยกฐานะมาจากหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นเกาะเป็นกงเช่นเดียวกับกงไกรลาศ”
เกาะกงที่เป็นเกาะอยู่กลางแม่น้ำยม เดิมมีพื้นที่กว้างขวางจนสามารถใช้เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศได้ แต่น้ำท่วมบ่อยครั้ง กระแสน้ำกัดเซาะทำให้เกาะมีขนาดเล็กลง ปัจจุบันเป็นที่ราชพัสดุให้ชาวบ้านเช่าเป็นที่ตั้งบ้านเรือนราว ๑๐ หลังคาเรือน และบ้านเรือนบนเกาะกงมักถูกน้ำท่วมในฤดูฝน จึงสร้างบ้านที่มีเสาเรือนสูงจากพื้นดินมาก มีสะพานขนาดเล็กเชื่อมต่อกับริมฝั่งแม่น้ำ ในฤดูฝนชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้เรือเป็นพาหนะ ส่วนรถยนต์ รถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ก็จะจอดไว้ที่วัดกงไกรลาศ เมื่อข้ามฝั่งมาแล้วจึงจอดเรือไว้ และใช้รถเป็นพาหนะในการคมนาคมติดต่อกับชุมชนอื่น
อีกฝั่งหนึ่งของเกาะกงคือ “บ้านกง” ชุมชนเก่าแก่แรกเริ่มขนาดใหญ่และเป็นที่ตั้งของวัดกงไกรลาศ วัดสำคัญของชุมชนบ้านกงและอำเภอกงไกรลาศในปัจจุบัน ภายในวัดประดิษฐาน “หลวงพ่อโตวิหารลอย” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะฝีมือช่างท้องถิ่น สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะเดิมนั้นวัดกงไกรลาศเป็นวัดร้าง ต่อมาจึงมีการบูรณะองค์พระและวิหารใหม่
เหตุที่ได้ชื่อว่าหลวงพ่อโตวิหารลอย เนื่องจากว่าบริเวณวิหารหลวงพ่อโตที่อยู่ในวัดกงไกรลาศซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำยม น้ำไม่ท่วมเข้าไปในวิหารเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และ พ.ศ. ๒๕๒๓ ทั้งที่อยู่ในระดับเดียวกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในวัด ชาวบ้านจึงเชื่อว่าวิหารหลวงพ่อโตสามารถลอยน้ำได้ ทำให้เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกงไกรลาศศรัทธายิ่งนัก
ในอดีตวัดนี้มี “พระครูไกรลาศสมานคุณ (หลวงพ่อย่น ติสฺสโร)” เป็นเจ้าอาวาสวัด และเป็นเจ้าคณะอำเภอกงไกรลาศด้วย พระครูไกรลาศสมานคุณเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญของอำเภอกงไกรลาศ มีคาถาอาคมศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงด้านการหุงน้ำมันสมุนไพรรักษาโรคต่างๆ ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาท่านมาก และถือได้ว่าพระครูไกรลาศสมานคุณเป็น “ผู้นำทางวัฒนธรรม” ที่สำคัญ เนื่องจากท่านเป็นผู้ริเริ่มนำพาชาวบ้านในเขตบ้านกงทำพิธีทอดผ้าป่าทางเรือไปยังวัดต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำยมทางตะวันออกและตะวันตกของบ้านกง ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนี้เมื่อราว ๔๐ ปีที่ผ่านมา
คุณตาพิศาล บุญผล อดีตข้าราชการครูและมีเชื้อสายตระกูลขุนนางเมืองกงไกรลาศเก่า ปัจจุบันมีบ้านเรือนอยู่บนเกาะกง ได้เล่าเรื่องการทอดผ้าป่าทางเรือของวัดกงไกรลาศให้ฟังว่า
“ช่วงฤดูออกพรรษา หลวงพ่อพระครูไกรลาศสมานคุณพร้อมชาวบ้านจะนำผ้าป่าไปยังวัดท่าฉนวนและวัดน้ำเลื่องที่อยู่ทางตะวันตก แล้วล่องเรือลงมายังวัดวังแหล่และวัดวังแก้วที่อยู่ทางตะวันออก จะมีการจัดขบวนเรือ โดยมีเรือหมูลำใหญ่ๆ ที่ใช้ลำเลียงข้าวออกจากนามาผูกติดกันเป็นแพ แล้วก็ตกแต่งให้สวยงาม มีต้นหมากต้นกล้วยประดับเรือ มีมโหรีปี่พาทย์ ตีกลองตุ้ม...ตุ้ม... ร้องรำทำเพลงกันออกจากท่าวัดกงไกรลาศ แล้วก็ไปทอดผ้าป่ายังวัดต่างๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นจึงกลับบ้านกง เรือผ้าป่าจะลอยเต็มทั้งแม่น้ำ เรือจะไม่ห่างกัน เพราะจะไม่สนุก”
นอกจากนี้พระครูไกรลาศสมานคุณยังริเริ่มให้มีการจัดแข่งเรือในหน้าน้ำหลากด้วย โดยเป็นการตกลงและนัดวันกันของชาวบ้าน ปีหนึ่งจะมีครั้งหนึ่ง มักจัดตรงกับวันพระ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่จะมาทำบุญที่วัดและว่างงาน ชาวบ้านก็จะนำเรือของตนมาร่วมแข่ง เรือใครเรือมัน แข่งกันที่ท่าน้ำหน้าวัด ส่วนรางวัลนั้นเป็นข้าวของต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาทำบุญ ซึ่งพระเณรได้แบ่งมาเพื่อมอบให้ชาวบ้าน ใครที่ไม่ได้แข่งก็จะร้องรำทำเพลงอยู่บนฝั่ง สร้างความครึกครื้นให้แก่งานในวันนั้นได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่มีการดื่มสุราหรือของมึนเมาเลย
บ้านกงมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งบ้านเรือน อาทิ คนไทยพื้นดั้งเดิม คนลาว และคนจีน เพราะนอกจากบ้านกงจะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในสายน้ำยมเมื่อราว ๕๐-๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เรือสินค้าจากเมืองกรุงเทพฯ จะมาเทียบท่าค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและรับซื้อข้าวจากชาวบ้าน จึงทำให้มีกลุ่มชาวจีนเข้ามาจอดเรือค้าขายและขึ้นฝั่งตั้งบ้านเรือนในเวลาต่อมา ในอดีตลักษณะการตั้งบ้านเรือนของชาวบ้านกงมีทั้งตั้งบ้านเรือนบนบกและเป็นเรือนแพริมฝั่งแม่น้ำ
การที่มีกลุ่มคนจีนจึงมี “ศาลเจ้าพ่อดาบทอง” อายุราว ๒๐๐ ปี สันนิษฐานว่าชาวจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขายในสมัยแรกได้รวมตัวกันก่อตั้งขึ้น เดิมท่าเรือขึ้นสินค้าจะอยู่ตรงหน้าศาลพอดี พ่อค้าที่เดินเรือมาเพื่อส่งสินค้าหรือผ่านหน้าศาลจะต้องให้ความเคารพหรือบนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้การเดินทางทางเรือเป็นไปโดยสวัสดิภาพและปราศจากภยันตรายทั้งปวง เพราะบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อดาบทองจะมีกระแสน้ำเชี่ยวยากต่อการเดินเรือ
ทุกปีสมาคมชาวจีนในอำเภอกงไกรลาศจะทำพิธีฉลองศาลเจ้าในวันไหว้พระจันทร์ ศาลเจ้าพ่อดาบทองไม่เพียงแต่เป็นที่นับถือของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น ชาวไทยที่อยู่ในชุมชนแห่งนี้ก็ยังให้ความนับถือเช่นกัน เห็นได้จากวันไหว้พระจันทร์ก็จะมีกลุ่มชาวไทยเข้าร่วมพิธีด้วยจำนวนไม่น้อย
อาชีพที่สำคัญของชาวบ้านกงในอดีตก็คือ หาปลามาขาย มาทำน้ำปลาและปลาร้า เนื่องจากบริเวณบ้านกงเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากราวเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมแทบทุกปี สำหรับวิธีการทำปลาร้านั้นได้รับการเรียนรู้และถ่ายทอดจากกลุ่มชาวลาวที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน
![]() |
| ตลาดรับซื้อปลาริมน้ำยม |
บริเวณบ้านกงเป็นพื้นที่ที่มีปลาชุกชุมมาก ปลาที่จับได้มีทุกประเภททั้งขนาดใหญ่และเล็ก ในอดีตชาวบ้านกงจะทำปลาร้าและน้ำปลาไปขายหรือแลกข้าว เพราะพื้นที่ในการทำนามักถูกน้ำท่วม อัตราการแลกเปลี่ยนโดยปกติ น้ำปลา ๑ ปี๊บสามารถแลกข้าวเปลือกได้ประมาณ ๒ ถัง หากปีไหนข้าวแพงก็ต้องใช้น้ำปลาแลกมาก
ทุกวันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมีอาชีพหาปลาในฤดูน้ำหลากเช่นเดิม เพราะปลายังคงมีมากเนื่องจากแม่น้ำยมยังคงเป็นลำน้ำสายเดียวที่ยังไม่มีเขื่อนกั้นขนาดใหญ่เช่นลำน้ำสายอื่นๆ แต่มักเป็นปลาขนาดเล็ก และการผลิตแบบครัวเรือนลดน้อยลง กลายเป็นการหาปลาเพื่อส่งขายมากขึ้น โดยจะมีพ่อค้าในชุมชนทำการรับซื้อปลาที่ชาวบ้านนำมาขาย แล้วส่งไปขายหรือมีพ่อค้าต่างถิ่นมารับซื้อตลอดฤดูกาลจับปลา ในครัวเรือนมีการทำเพียงปลาร้าไว้บริโภคเฉพาะสำหรับปีต่อปีเท่านั้น และยังมีผู้ทำธุรกิจปลาร้าส่งขายด้วย ส่วนการผลิตน้ำปลานั้นกลายเป็นรูปแบบการรวมกลุ่มผลิตของกลุ่มแม่บ้านแทน
ปัจจุบันนี้สภาพนิเวศวัฒนธรรมได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น การทอดผ้าป่าทางเรือก็ไม่มีการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพราะมีการใช้เรือน้อยลง ในระยะหลังหน่วยงานราชการในท้องถิ่นก็พยายามเข้ามาฟื้นฟูและสนับสนุนการทำกิจกรรมเกี่ยวกับวิถีชีวิตลุ่มน้ำยมมากขึ้น มีการจัดงานแข่งเรือและกีฬาพื้นบ้านทางน้ำชนิดต่างๆ ในช่วงใกล้ออกพรรษา มีการจัดงานปิดทองสมโภชหลวงพ่อโตวิหารลอย จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อชมวิถีชีวิต ย้อนรอยประวัติศาสตร์และชมธรรมชาติ จัดงาน “เทศกาลกินปลาและมหกรรมของดีกงไกรลาศ” ที่หน้าที่ว่าการอำเภอกงไกรลาศ ในช่วงประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อส่งเสริมอาชีพของชาวบ้านและตอบสนองนโยบายทางการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น
แม้จะมีความเห็นว่าการจัดกิจกรรมลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นอย่างมาก แต่กิจกรรมเช่นนี้อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นเอาไว้ ถึงแม้ว่ารูปแบบหรือแนวคิดจะเปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม ดีกว่าจะไม่มีการรักษาสืบทอดเอาไว้เลย
ธีระวัฒน์ แสนคำ
ที่ปรึกษากลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทาง ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
หมายเหตุจากผู้อ่าน : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๐ (พ.ค.-มิ.ย. ๒๕๕๔)