
ดงตาลในเขตอำเภอหัวไทรถูกแปรสภาพเป็นนากุ้งที่ทำลายสภาพแวดล้อมอย่างยับเยิน
ในคาบสมุทรสทิงพระหรือที่เรียกกันว่าแผ่นดินบก ฝั่งรอบนอกของทะเลสาบสงขลา เป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมากมาย นับเป็นเมืองท่าที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าทางทะเลระหว่างอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓
มีการตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตาลโตนดมักจะมีอยู่มากมายในพื้นที่ซึ่งเป็นชุมชนโบราณ ในเขตสทิงพระถึงกับมีการบันทึกไว้ว่า พื้นที่นา ๑ ไร่ จะมีต้นตาลโดยเฉลี่ย ๒๐ ต้น และมีต้นตาลถึง ๕๐๐,๐๐๐ ต้นทีเดียว ตาลโตนดปลูกกันตามคันนาให้ร่มเงากับต้นข้าว และมีประโยชน์มหาศาลถือเป็นพืชเศรษฐกิจโบราณ และสร้างชีวิตวัฒนธรรมในแถบสทิงพระให้มีลักษณะเฉพาะตัว
ต้นกำเนิดของตาลโตนด ส่วนใหญ่จะลงความเห็นกันว่า มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ทางฝั่งตะวันออกของอินเดีย และเชื่อว่าถูกแพร่กระจายไปตามการค้าและการแพร่ศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ประโยชน์ของพืชชนิดนี้ ใช้ได้ทั้งใบตาล ทางตาล ผล น้ำตาลจากงวงตาล ลำต้น ให้ปุ๋ยกับผืนนา นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปเป็นผลผลิตอื่นๆ อีกมากมาย ตาลโตนดจึงน่าจะเป็นพืชระดับแนวหน้าของบ้านเมืองสมัยโบราณ นอกเหนือจากการปลูกข้าว ดังมีตัวอย่างการพบตราประทับดินเผา รูปคนขึ้นต้นตาลที่เมืองโบราณจันเสน ซึ่งเป็นเมืองแรกเริ่มสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ อันแสดงให้เห็นว่าอาจจะมีตระกูลสำคัญที่มีหน้าที่จัดการเกี่ยวกับผลผลิตจากตาลโตนดให้กับรัฐ และมีสัญลักษณ์ประจำตนหรือประจำตระกูล เป็นรูปคนขึ้นต้นตาล
การทำน้ำตาลโตนดเป็นการให้ความหวานกับอาหารหวานคาว ก่อนที่น้ำตาลอ้อยจะเข้ามามีบทบาทเมื่อสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันน้ำตาลปีบ และน้ำตาลแว่นที่ต้องใช้ใบตาลผูกเป็นรูปวงกลมแล้วหยอดกันทีละแว่นๆ ด้วยความอุตสาหะก็เริ่มที่จะหมดไป แต่ที่เชิงเขาวัดพะโคน้ำตาลสดหวานหอมยังมีขายอยู่ อย่างไรก็ตาม การประกอบอาชีพเกี่ยวกับตาลโตนดถูกประเมินว่ามีรายได้อยู่ในระดับต่ำมากและไม่มีหลักประกันใดๆ
ระหว่างทางจากหัวไทรถึงระโนด มีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อทำนากุ้งกันทั่วไป พื้นที่นาข้าวและตามคันนาคือดงตาล เหลือเพียงต้นยืนตายอย่างอนาถ พืชดั้งเดิมในคาบสมุทรแห่งนี้พร้อมกับท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายเพียงชั่วข้ามคืน สำหรับนากุ้ง ปัจจุบันคือความล้มเหลว ส่วนดงตาลก็ไม่อาจเรียกคืนได้อีก
แม้ที่สทิงพระยังไม่ถึงขั้นย่อยยับ ได้แต่เพียงคาดหวังว่าพืชเศรษฐกิจโบราณบนแผ่นดินบกแห่งนี้จะไม่ถูกทำลายอย่างไม่รู้คุณค่าอีกต่อไป นากุ้งที่พินาศกันเป็นแถวคงจะตอบปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี
บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙ (พ.ย.-ธ.ค.๒๕๔๐)