หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
อุทยานประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในเมืองนารา Asuka Historical National Government Park
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2547, 14:37 น.
เข้าชมแล้ว 5629 ครั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในเมืองนารา Asuka Historical National Government Park

 

                อุทยานประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นในเมืองนาราที่ชื่อว่า Asuka Historical National Government Park , Asuka เคยเป็นเมืองหลวงก่อนที่จะย้ายไปนารา ปัจจุบันกลายเป็นท้องถิ่นซึ่งมีมรดกทางวัฒนธรรมมากมายและเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เพราะมีอายุมากกว่า ๑,๓๐๐ ปี รวมไปถึงสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและการดำเนินชีวิตของผู้คนในชนบทที่จัดว่าเป็น “ภาพวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น” จึงมีการขอความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่สงวนเป็นเขตประวัติศาสตร์ที่สำคัญ จัดการโดยรัฐบาลกลางที่สนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นเป็นฝ่ายดูแล ชาวบ้านเปลี่ยนจากการทำเกษตรในพื้นที่มาเป็นการทำธุรกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่น มีกลุ่มสมาคม ชมรม และผู้ประกอบการมากมาย

 

                ที่น่าสนใจอันดับแรก เมื่อเปรียบเทียบกับอุทยานประวัติศาสตร์ในเมืองไทยก็คือ  การจัดการในพื้นที่ เพราะเขตอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ไม่ร้างผู้คนและบ้านเรือน กลับจะปรับให้วิถีชีวิตและความสวยงามตามธรรมชาติให้กลายมาเป็นจุดเด่นของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้เสียด้วย พิพิธภัณฑ์ในร่มหรือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งก็สร้างอยู่ในเขตสวนส้มบ้าง ทุ่งนาบ้าง โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องไล่ชาวบ้านหรือหมู่บ้านออกไปจากพื้นที่เหมือนอุทยานประวัติศาสตร์ในเมืองไทย ที่เกิดปัญหาแบบนี้หมักหมมยาวนาน หากไม่ปล่อยเป็นแบบเกาะเมืองอยุธยาก็กลายเป็นแบบเมืองสุโขทัยที่มีแต่เจดีย์และสนามหญ้า

 

                สำหรับภาพที่นำมาให้ดูนี้คือ การขุดค้นและการให้ความสำคัญกับแหล่งโบราณคดี “แบบญี่ปุ่น” ซึ่งหากวิจารณ์แบบองุ่นเปรี้ยวก็จะว่า “มันมากไปหรือเปล่าเนี่ย”

 

๑. การขุดค้นเนินฝังศพแห่งหนึ่งใน Asuka [Asuka Kofun] ซึ่งมีอายุในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๖-๗ เป็นเนินดินขนาดใหญ่ ภายในก่อด้วยแผ่นหินขนาดใหญ่ซ้อนกันเป็นห้องสำหรับเก็บโลงศพหินของบุคคลผู้ทรงอำนาจในยุคนั้น

๒.เมื่อขุดค้นแล้ว บางแห่งพบหลักฐานสำคัญมาก เช่น ภาพเขียนที่ยังคงสีสดใส เช่น รูปสัตว์ประจำทิศและระบบดวงดาวที่ได้รับอิทธิพลจากคาบสมุทรเกาหลี ดังนั้น การได้หลักฐานเหล่านี้ก็ต้องแลกด้วยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อม จึงต้องสร้างระบบปรับอากาศและการปกกันการเสียหายจากธรรมชาติทั้งอากาศและแมลงโดยการสร้างห้องปรับสภาพไว้ใหญ่โตขนาดนี้

๓.นี่คือหน้าตาของห้องดังกล่าวเมื่อเทียบกับเนินฝังศพที่แทบจะไม่เห็นชัดเจน และไม่เปิดให้เข้าชมจนกว่าการป้องกันแมลงบนเนินดินนี้จะประสบผลสำเร็จ

 

ที่นาราเช่นเดิม แต่เป็นบริเวณเมืองหลวงเก่าซึ่งอยู่ห่างจากเขตเมืองนาราปัจจุบันไม่ไกลนักและเป็นมรดกโลกแห่งหนึ่งคือ Hiejo Palace site Museum ซึ่งจัดการโดยรัฐบาลกลาง โดยสถาบันวิจัยทางวัฒนธรรมแห่งชาตินารา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๖ พื้นที่กว้างใหญ่นี้สามารถจัดการอนุรักษ์โดยซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่ได้มากกว่า ๘๐ % ของเขตเมืองหลวงเก่าซึ่งมีขนาด ๖ กิโลเมตรด้านหนึ่ง และ ๕ กิโลเมตรอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์สำคัญในกระบวนการอนุรักษ์ คือการปกป้องพื้นที่ทางประวัติศาสตร์จากการเลือกจะมาสร้างสถานีซ่อมบำรุงรถไฟสายหนึ่งจนเหลือเพียงทางรถไฟผ่านในเขตเมืองเก่าและการสร้างทางด่วนที่จะมาลงบริเวณนี้จนสำเร็จ

 

                เมืองหลวงเฮียวโจที่นารา สร้างตามแบบนครฉางอันเมืองหลวงของจีนในราชวงศ์ถัง

 

                งานศึกษาทางโบราณคดีที่นี่เริ่มทำกันมาตั้งแต่มีการจัดการอนุรักษ์พื้นที่เมื่อกว่า ๔๐ ปีมาแล้ว ทุกตารางนิ้วจึงมีการขุดค้นอย่างละเอียดเมื่อเสร็จกระบวนการแล้วจึงกลบฝังไว้ และเริ่มทำการวิเคราะห์อย่างใจเย็น ส่วนชาวนาที่สูญเสียที่ดินก็มารับจ้างเป็นคนงานท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน

 

                ที่น่าสนใจคือวิธีการนำเสนอแหล่งโบราณคดีอย่างมั่นใจ เช่น การสร้างประตูทางเข้าจากหลักฐานที่อ้างอิงรูปแบบของประตูเมืองอันยิ่งใหญ่แห่งนครฉางอัน บนรากฐานกำแพงประตูเมืองดั้งเดิมที่ทำสำเร็จไปแล้ว และกำลังศึกษาก่อสร้างพระราชวังลงบนพื้นที่เดิม และจะเสร็จสิ้นในอีก ๕ ปีข้างหน้า

 

                ประเด็นนี้ สำหรับการอนุรักษ์ในเมืองไทยนับว่าถกเถียงกันมานานในเรื่องอนุรักษ์ เช่น การต่อเติม การก่อสร้างซ่อมแซม หรือแม้แต่การปลูกสร้างใหม่ที่ได้รับการต่อต้านจากนักวิชาการอย่างมาก สิ่งที่ต่อต้านไม่ใช่การสร้างใหม่ลงบนของเดิม แต่เป็นการไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับอ้างอิงในการสร้างขึ้นใหม่เหล่านั้นต่างหาก

 

 ๑. อาคารขนาดใหญ่ที่คลุมพื้นที่ก่อสร้างพระราชวังของพระจักรพรรดิ์ขึ้นใหม่ในบริเวณเดิม และจะเสร็จสมบูรณ์ในอีก ๕ ปีข้าหน้า

๒. ประตูทางเข้านครเฮียวโจที่สร้างขึ้นใหม่บนรากฐานเดิมและขนาดเท่าจริง โดยอ้างอิงประตูนครฉางอัน เมืองหลวงของจีนในราชวงศ์ถังที่ร่วมสมัยกัน

 

ถ้ำปินดายะอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงตองยีของรัฐฉานและทะเลสาบอินเล ในประเทศพม่า เป็นถ้ำหินปูนที่นิยมสร้างพระพุทธรูปจำนวนมากไว้เพื่อกราบไหว้สำหรับนักแสวงบุญ อ้างอิงแบบพม่าก็ว่ามีมากถึงแปดหมื่นองค์ ซึ่งมักมีการอ้างอิงตัวเลขนี้เพราะเกี่ยวเนื่องกับพระธรรมขันธ์ในพุทธศาสนาจำนวนแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แต่ก็มีหนังสือท่องเที่ยวของฝรั่งบางชาติไม่เชื่อและไปนับจำนวนมาได้ว่า “มีแค่แปดพันองค์นิดๆ” เท่านั้น (เพราะจำนวนมีการสร้างเพิ่มอยู่เรื่อยๆ)

                การสร้างพระพุทธรูปในถ้ำไว้บูชาสำหรับนักแสวงบุญเป็นเรื่องที่ปฏิบัติและยังคงอยู่ในพม่าจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่การสร้างพระพุทธรูปในถ้ำของเมืองไทยจบสิ้นไปนานแล้ว เช่น ถ้ำเขางู ในราชบุรี ถ้ำพระในเทือกเขาทับกวาง ถ้ำคูหาภิมุขในจังหวัดยะลา

                เมื่อไปพบการสร้างพระพุทธรูปที่ยังต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะเลิกไปง่ายๆ ในพม่า จึงถึงกับอุทาน “อ้อ เป็นอย่างนี้เอง”  อะไรๆ ที่หายไปจากเมืองไทยและเหลือแต่ร่องรอยให้ชวนสงสัยก็ไปได้คำตอบและความเข้าใจกันที่พม่า

                ถ้ำปินดายะก็เหมือนที่แสวงบุญอื่นๆ คือสูงและต้องเหนื่อยกว่าจะขึ้นไปถึง แต่ก็มีการสร้างลิฟต์สำหรับประหยัดเวลาและร่นระยะทางซึ่งก็เหมือนกับพระเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้ง ดูไม่แปลกแยกเท่าไหร่และเหมาะกับพื้นที่ด้วยซ้ำ

                ความกล้าและมั่นใจในการเสนอวิถีชีวิตและโบราณสถานที่ยังคงมีชีวิตชีวาแบบพม่าทำเอาถึงกับอึ้ง เมื่อคิดเปรียบเทียบกับการสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งในสถานที่แบบนี้ในเมืองไทย สิ่งที่สร้างขึ้นใหม่หรือการอำนวยความสะดวกเป็นเพียงกระพี้ของความสำคัญ แต่แก่นนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นและศรัทธาอันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนที่ไม่ได้ถูกแยกออกไปแต่อย่างใด

 

๑.ถ้ำปินดายะ

๒.ลิฟต์ที่นำนักแสวงบุญขึ้นไปโดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อย

๓.จะแปดหมื่นหรือแปดพันไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่อย่างใด

 

 

 

 

เล่าด้วยภาพ :จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๔๖ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗)

อัพเดทล่าสุด 1 ส.ค. 2559, 14:37 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ [email protected]
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.