ประชาพิจารณ์ “ของแท้”
“คนขุนยวมกับประวัติศาสตร์และการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น”
![]() |
| อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม บรรยายเกี่ยวกับแนวคิดการจัดการมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยคนท้องถิ่นเพื่อคนท้องถิ่น |
เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ วัดโพธาราม ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนขุนยวมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาในหัวข้อเรื่อง “คนขุนยวมกับประวัติศาสตร์และการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น” ถือเป็นการประชุมแบบประชาพิจารณ์ที่ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมเสนอแนะความเห็นต่อโครงการพัฒนาของรัฐอย่างแท้จริง โดยถือแนวทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ แนวคิดและทิศทางการพัฒนาของอำเภอขุนยวมบนฐานวัฒนธรรมของตนเอง และถือว่ายังไม่ใช่ข้อยุติ
การช่วงชิงพื้นที่ความทรงจำของชุมชน
![]() |
| บรรยากาศการเสวนา ณ วัดโพธาราม ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน |
จากข่าวตามสื่อต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านขุนยวมกับเทศบาลเกี่ยวกับการใช้ที่ดินสาธารณะของชุมชนเพื่อก่อสร้างอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเพื่อพัฒนาให้ขุนยวมเป็นที่พักของชาวญี่ปุ่นที่พ้นจากวัยทำงานแล้ว ทางเทศบาลเชื่อว่า “Little Japan” ในขุนยวมจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและดึงดูดคนญี่ปุ่นให้เข้ามาใช้จ่ายในขุนยวมได้ดีที่สุด
การเน้นเรื่องราวของการท่องเที่ยวจากการเป็นพื้นที่ค่ายทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเน้นการเป็นที่พักอาศัยของคนญี่ปุ่น โดยการสร้างและออกแบบอาคารอนุสรณ์สถานให้มีการสื่อสารในประเด็นดังกล่าว และใช้สวนซากุระขนาดใหญ่ พื้นที่ทั้งหมดนั้นถูกจัดวางกินอาณาบริเวณพื้นที่สาธารณะของชุมชน คือ สนามกีฬา และบริเวณที่เคยใช้ในการแห่ศพพระผู้ใหญ่ของเมืองขุนยวม
ในขณะที่ชาวบ้านหลายคนได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานที่ที่บ่งบอกความเป็นคนขุนยวมว่า ควรเป็นสิ่งที่ชาวบ้านได้ร่วมกันขบคิดและตกผลึกแล้ว มิใช่แค่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนด เริ่มตั้งแต่ชื่ออาคารจัดแสดงที่ต้องบ่งบอกความเป็นมาของคนขุนยวม โดยมีผู้เสนอชื่อหลากหลาย เช่น พิพิธภัณฑ์คนขุนยวม ศูนย์วัฒนธรรมพื้นเมือง ศูนย์วัฒนธรรมชนเผ่ารวมใจ เป็นต้น พร้อมทั้งเสนอแนะการจัดแสดงภายในอาคารให้มีกิจกรรมที่แสดงถึงความเป็นท้องถิ่นที่มิใช่แค่คนไทใหญ่ แต่ต้องแบ่งพื้นที่ให้กับทุกกลุ่มชนของคนขุนยวม ทั้งคนม้ง คนไต คนเมือง และคนกะเหรี่ยง รวมทั้งเรื่องราวความเป็นมาของแต่ละกลุ่ม
![]() |
| การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็นของชาวบ้าน |
การประชุมกลุ่มย่อยกับชาวบ้านทำให้ทราบว่า ชุมชนขุนยวมมีสิ่งสำคัญและน่าสนใจหลายด้าน เริ่มจากวิถีการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน ภาษา ความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงถึงความหลากหลายของกลุ่มชน มิใช่แค่ความเป็น “ไทใหญ่” แต่ยังมีกลุ่มชนอื่นๆ ทั้งคนเมือง คนปกาเกอะญอ คนม้ง ที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน เช่น งานตานก๋วยสลาก ณ วัดโพธาราม ซึ่งเป็นวัดของคนเมือง ที่ปรากฏภาพคนเมือง คนม้ง คนไต คนปกาเกอะญอ เดินทางมาร่วมงานบุญเดียวกัน เป็นต้น
อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับอดีตของขุนยวม ทั้งในด้านแหล่งโบราณคดีที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาอันเนิ่นนาน โดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำปาย-ขุนยวม มีกลุ่มคนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยยุคหิน จนกระทั่งปรากฏหลักฐานเด่นชัดอีกครั้งในสมัยอาณาจักรล้านนาที่แสดงว่าเมืองในแถบนี้มีความสำคัญกับอาณาจักรล้านนาในด้านเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่ของเมืองอยู่ในเขตป่า มีทรัพยากร เช่น ของป่าและแร่ธาตุต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง งาช้าง นอแรด เป็นต้น
หากขยับเข้ามาใกล้ตัวของคนขุนยวมมากขึ้นที่เกี่ยวข้องกับ ความทรงจำ ของคนในท้องถิ่น สามารถบ่งบอกได้ว่าขุนยวมมีความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เริ่มจากเป็นเส้นทางการค้าไม้ เมื่อครั้งรัฐไทยเปิดป่าทำสัมปทานไม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนของบริษัทบอมเบย์เบอร์มา จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่าน ทำให้สามารถเชื่อมโยงการทำไม้ การเลี้ยงช้างในชุมชนเพื่อนำไปชักลาก พร้อมทั้งการว่าจ้างแรงงานคนไตที่บ้านต่อแพ อำเภอขุนยวม เพื่อข้ามไปทำไม้ที่ฝั่งพม่า การทำไม้ต้องอาศัยช้างเป็นตัวชักลากไม้ จึงทำให้เจ้าของกิจการต้องเลี้ยงช้างไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนไต แต่หากเป็นควาญที่มีหน้าที่เลี้ยงหรือจับช้างมาขายให้กับคนไต ส่วนมากเป็นตองสู กะเหรี่ยง ลัวะ การทำไม้ในอดีตจะล่องซุงไปตามแม่น้ำสาละวินเพื่อนำไปขายที่ย่างกุ้งและมะละแหม่ง
นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นอย่าง การค้าวัวต่าง ที่มักทำกันในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พ่อค้าวัวต่างจะรวมกลุ่มให้ได้วัวประมาณ ๑๐๐ ตัว แล้วออกเดินทางไปซื้อสินค้าที่สำคัญ เช่น เกลือและปลาทูเค็มที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นประจำทุกปี
ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารญี่ปุ่นต้องการเดินทัพเข้าสู่ประเทศพม่า โดยใช้เส้นทางเชียงใหม่-บ้านห้วยต้นนุ่น จึงตั้งค่ายไว้ตลอดเส้นทาง ศาลาวัด ศาลากลางบ้าน ในอำเภอขุนยวมกลายเป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร เช่น วัดขุ่มเป็นหน่วยสื่อสารกลาง วัดม่วยต่อเป็นหน่วยพยาบาล วัดต่อแพเป็นสถานพยาบาล ในปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยชิ้นส่วนซากรถยนต์และสุสานทหารญี่ปุ่น
จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนาที่เป็นชาวขุนยวมเกี่ยวกับอนุสรณ์สถานนั้น ชาวบ้านส่วนหนึ่งนอกจากไม่เห็นด้วยกับสถานที่สร้างอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น ในพื้นที่สนามกีฬาของชุมชนแล้ว
หลายคนมีความเห็นว่าความทรงจำของคนขุนยวมไม่ใช่มีเพียงแค่ “ทหารญี่ปุ่น” แต่ความเป็นคนขุนยวมมีทั้งวัฒนธรรมในแบบฉบับของตนเอง และมีประวัติศาสตร์ชุมชนที่ยาวนานหลายชั่วคน
ความทรงจำที่แตกต่างกันของคนท้องถิ่นและผู้มีอำนาจทางการเมืองในอำเภอขุนยวมจึงกลายเป็นประเด็นความเห็นที่แตกต่างกัน เพราะเลือกที่จะใช้ความทรงจำต่างกัน
“แต่ความทรงจำนั้นสัมพันธ์กับเรื่องของ “อำนาจ” ที่เป็นผลมาจากการเลือกสรรของผู้มีอำนาจเพื่อเป็นตัวแทน เป็นพื้นที่ของการต่อสู้ในการนิยามความหมายและสร้างปฏิบัติการทางสังคมแบบหนึ่ง เพื่อค้ำจุนความทรงจำนั้นให้คงอยู่” (Pierre Nora, Realms of memory, New York : Columbia University Press ,1996.)
ดังนั้นหากสังคมจะดำรงอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนก็ต้องมีการถกเถียงและเลือกสรรความทรงจำซึ่งเป็นธรรมชาติและเป็นอำนาจของการเรียกร้องจากคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นคนในท้องถิ่น การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นการจุดประกายทางความคิดที่สำคัญของคนขุนยวม เพื่อสร้างความเข้าใจว่าตนเองคือใคร และหาแนวทางในการจัดการชุมชนจาก “คนใน” ก่อนก้าวเดินต่อไปในอนาคต
จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๘๑ (พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๒)