ข้อมูลท้องถิ่นเวียงลอ (๑)
ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีเวียงลอ
ประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณเวียงลอยังไม่พบหลักฐานที่ระบุถึงช่วงเวลาในการสร้างที่ชัดเจนแต่ก็พบข้อมูลในเอกสารพงศาวดารโยนก ที่กล่าวถึงขุนจอมธรรมสร้างเมืองพะเยาซึ่งมีด้วยกัน ๓๖ พันนา ครอบคลุมไปถึงเมืองเทิง ต่อแดนเมืองเชียงของก็น่าที่จะครอบคลุมเวียงลอนี้ไว้ด้วย และในปีพ.ศ. ๑๖๖๙ครั้งขุนเจืองไปยกทัพช่วยขุนชิณผู้เป็นลุงสู้กับทัพแกวที่ยกมาติดเมืองหิรัญนครเงินยางได้ปรากฏชื่อเวียงลอในบัญชีรายชื่อเมืองขึ้นของเมืองพะเยาที่ขุนเจืองเกณฑ์ไปรบแกวยังเมืองหิรัญนครเงินยางที่เชียงแสนด้วย
และจากลักษณะของเวียงลอในปัจจุบันจะพบคูคันดินล้อมรอบมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งบ้านลอและบ้านเวียงลอในเขตตำบลลอ และบ้านสันทราย บ้านพวงพะยอมในเขตตำบลหงส์หิน โดยมีลำน้ำแม่อิงกั้นจากที่มีการขุดศึกษาทำให้ทราบว่าแต่เดิมพื้นที่ทั้ง ๒ฝั่งน้ำอิงเป็นเขตเวียงลอเช่นเดียวกัน แต่มีการเปลี่ยนเส้นทางเดินน้ำอิงจึงทำให้เวียงลอมีลักษณะเป็นเมืองอกแตกดังเช่นปัจจุบันอีกทั้งภายในเวียงยังมีการซอยน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรเป็นหลักมากกว่าเพื่อการอุปโภคบริโภค
แหล่งโบราณสถานที่พบในเขตเวียงลอ มีทั้ง ๒ฝั่งน้ำอิง คือ ทางฝั่งเวียงลอ เช่น วัดพระเจ้าเข้ากาด วัดพระแก้วและทางฝั่งหงส์หิน เช่น วัดสารถี กู่เกือกม้า วัดศรีชุม วัดหนองผำ กู่บวกกู่เป็นต้น
ภูมิศาสตร์เวียงลอ
“เวียงลอ”คือพื้นที่บ้านลอ หมู่ ๑บ้านเวียงลอ หมู่ ๑๑ ของตำบลลอ และพื้นที่บางส่วนที่ติดริมน้ำแม่อิงทางฝั่งตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแอ่งที่ราบจุน-เทิงโดยมีการวางตัวของทิวเขาจากเหนือไปใต้โดยมีดอยภูนางเป็นขอบแอ่งทางด้านทิศใต้และทอดตัวต่อเนื่องขึ้นทางเหนือซึ่งมีดอยฮีดอยขุนแม่เลอะ ดอยกิ่วช้าง ดอยกิ่วแก้ว เป็นขอบแอ่งทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ถัดจากดอยกิ่วแก้วไปทางทิศเหนือเป็นที่ลุ่มแคบๆ มีน้ำแม่อิง (อิงลอด)ไหลผ่านระหว่างดอยกิ่วแก้วและดอยจิกจ้องซึ่งเป็นขอบแอ่งทางทิศตะวันตกของที่ราบจุน-เทิงตั้งแต่ด้านทิศตะวันตกเริ่มตั้งแต่ดอยจิกจ้องทอดขึ้นทิศตะวันตกเฉียงเหนือจรดดอยจำมุส่วนขอบแอ่งด้านทิศเหนือคือพื้นที่สูงบริเวณดอยม่อนเมาที่อยู่ติดกับเมืองเทิงและขอบแอ่งทางทิศตะวันออกคือ แนวเขาดอยหา ดอยบ่อส้ม ดอยปุกหนอกวัวและดอยม่อนยาวแนวเขาเหล่านี้นอกจากเป็นปราการโอบล้อมแอ่งที่ราบจุน-เทิงและเมืองโบราณเวียงลอไว้ภายในแล้วยังเป็นต้นกำเนิดลำน้ำสายต่างๆหลายสายที่ไหลลงสู่น้ำอิงและยังเป็นสายน้ำที่สำคัญต่อการทำกินของชาวบ้าน
น้ำแม่อิง เป็นน้ำสาขาของแม่น้ำโขงครอบคลุมทั้งจังหวัดพะเยาและเชียงราย โดยมีน้ำอิงเป็นแม่น้ำสายหลักมีต้นกำเนิดมาจากดอยหลวงหรือเทือกเขาผีปันน้ำ น้ำแม่อิงเกิดจากป่าต้นน้ำ ๑๒ ลำห้วยไหลผ่านที่ราบน้อยใหญ่ซึ่งเป็นทั้งชุมชนชุมชนและพื้นที่ทางการเกษตรตั้งแต่อำเภอแม่ใจ อำเภอเมืองอำเภอดอกคำใต้ อำเภอภูกามยาว อำเภอจุน จังหวัดพะเยา อำเภอป่าแดด อำเภอพานอำเภอพญาเม็งราย อำเภอเทิง อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงรายแล้วไหลลงสู่โขงที่บ้านปากอิง ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จ.เชียงราย
จากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิง “เวียงลอ”และแอ่งที่ราบจุน-เทิง ได้จัดอยู่ในเขตลุ่มน้ำอิงตอนกลาง ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประตูระบายน้ำกว๊านพะเยา จนถึงอำเภอเทิง จังหวัดเชียงรายลักษณะภูมิประเทศจะเป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ ได้แก่ ทุ่งดอกคำใต้ และทุ่งลอน้ำแม่อิงในเขตอำเภอจุนจะมีลักษณะกว้างและลึก เพราะมีแม่น้ำไหลลงน้ำแม่อิง ได้แก่น้ำร่องช้าง น้ำร่องบ่อ น้ำแม่พุง และน้ำจุนโดยไหลจากภูเขาที่ขนาบอยู่สองฝังลำน้ำอิง นอกจากนี้ตามแนวลำน้ำอิงจะมีบวก หนอง หลงหลายแห่ง เพราะเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง ( Flood plain )จึงเกิดแหล่งน้ำที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และสร้างภูมิปัญญาทั้งในการหาปลาสัตว์น้ำอื่นๆ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ กรอปกับมีการใช้ลำน้ำอิงในการเกษตรตามมา
จากสภาพพื้นที่ของ “เวียงลอ”ที่อยู่ในเขตที่ราบลุ่มแอ่งจุน-เทิง มีเทือกเขาโอบล้อม และมีน้ำแม่อิงไหลผ่านจึงก่อเกิดวัฒนธรรมที่สำคัญของพื้นที่เวียงลอ นั่นคือ“วัฒนธรรมท้องทุ่งและลุ่มน้ำ”ที่สัมพันธ์กับความเป็นทุ่งลอและน้ำแม่อิงเป็นหลัก
เวียงลอ : ชีวิตวัฒนธรรมท้องทุ่งและลุ่มน้ำ

ชีวิตวัฒนธรรมท้องทุ่ง
พื้นที่บริเวณตอนกลางของหุบเขาดอยม่อนเมาที่อยู่ส่วนเหนือของลุ่มน้ำอิงตอนกลางในเขตตำบลลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา พื้นที่ราบหุบเขาในบริเวณนี้จะเรียกกันว่า “ ทุ่งลอ ” บริเวณทุ่งลอนอกจากจะเป็นพื้นที่ตั้งของเมืองโบราณเวียงลอแล้ว ยังเป็นเขตพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และเป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวหอมมะลิเพื่อส่งออกด้วย
เหตุที่พื้นที่ราบขนาดใหญ่ได้ชื่อว่า “ ทุ่งลอ ” เนื่องมาจาก พื้นที่ราบดังกล่าวในอดีตอยู่ในเขตการปกครองของตำบลลอ พื้นที่จึงเรียกว่า “ ทุ่งลอ ” ตามชื่อตำบล ความเป็น “ ทุ่งลอ ” ในปัจจุบันคือบริเวณบ้านห้วยข้าวก่ำ ทุ่งรวงทอง บ้านลอ และหงส์หินยาวไปจนอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
ทุ่งลอ มีตำนานเล่าขานกันว่า เป็นทุ่ง ๓ หมอน เหตุเพราะเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ไปจนกระทั่งถึงเทิง กว่าจะเดินทางถึงเทิงสามารถเย็บหมอนเสร็จถึง ๓ ใบ
การที่ “ ทุ่งลอ ” เป็นแหล่งอู่ข้าวที่สำคัญของคนจุน-เทิง และเมืองพะเยามาแต่อดีต วิถีชีวิตของชาวบ้านผู้คนจึงสัมพันธ์กับการเพาะปลูก ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่ท้องถิ่นเวียงลอ อันเป็นหมู่บ้านที่จะเรียกว่าอยู่ขอบของทุ่งลอก็ว่าได้ พวกเขายังมีอาชีพทำการเกษตรมาแต่เดิมแล้ว หากแต่วิธีการจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็เพราะปัจจัยทางสังคมทั้งภายในท้องถิ่นและภายนอกที่เป็นตัวขับเคลื่อน
ในอดีตชาวบ้านในเขตเวียงลอจะใช้น้ำฝนในการทำการเกษตร และจะทำเกษตร (ปลูกข้าวนาปี)เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ครั้นถ้าน้ำฝนไม่พอชาวบ้านจะทำการดึงน้ำจุนจากฝายลอที่บ้านดงป่าตาลมาใช้ร่วมด้วย เหตุที่ใช้น้ำจุนเพราะมีการสร้างฝายลอ(ฝายแม้ว) เพื่อทดน้ำเข้ามาในพื้นที่ โดยไหลผ่านมายังบ้านร่องย้างและบ้านน้ำจุน จากนั้นจึงแยกออกมาเป็นลำเหมืองผ่านเหมืองไส้ไก่ และเข้าสู่ที่นาชาวบ้านต่อไป แต่ปัจจุบันฝายลอได้มีการเปลี่ยนเป็นฝายคอนกรีตแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖
เหตุผลหนึ่งที่ชาวบ้านในอดีตไม่นำน้ำอิงมาใช้ในการเพาะปลูก เพราะตลิ่งน้ำอิงสูงไม่สามารถดึงน้ำเข้านาได้ แต่เมื่อประมาณปี ๒๕๒๗ ทางการได้ทำร่องเหมืองให้ แต่ยังไม่สามารถดึงน้ำจากน้ำอิงได้ เพราะยังไม่มีการทำฝายกั้น จนกระทั้งปี ๒๕๓๑ ทางการได้ทำฝายกั้นน้ำอิงและปี ๒๕๔๘ ได้ที่สูบน้ำไฟฟ้ามา แต่กระนั้นชาวบ้านยังไม่มีเงินที่จะทำการสูบน้ำจากน้ำอิง แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นปีแรกที่ชาวบ้านทั้งฝั่งเวียงลอ และหงส์หิน มีกำลังที่จะสูบน้ำอิงขึ้นมาใช้ และเป็นปีแรกๆที่ชาวบ้านสามารถทำนาปรังได้ แต่ต้องมีการเสียค่าน้ำเป็นค่าบำรุงให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะก่อนหน้านั้นนอกจากนาปี ชาวบ้านจะทำการปลูกถั่วบ้าง ข้าวโพดบ้างที่ใช้น้ำไม่มาก หรือไม่ก็รับจ้างทั่วไป
แต่เมื่อทุนนิยมเข้ามาเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอยู่รอดในสังคม ปริมาณการเพาะปลูกมีผลต่อความเป็นอยู่ การทำเกษตรแบบเก่าๆ ที่ใช้แรงงานวัวและควายในการไถ่นาจึงช้าไปสำหรับชาวบ้านผู้เป็นเกษตรกรทั้งหลาย พวกเขาจึงนำเข้าอุปกรณ์ไถนา รถหว่าน จากที่มีการนำเข้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ย่อมมีทั้งผลดีและไม่ดีควบคู่กัน คือ ผลดีเป็นการลดเวลาและแรงงงานในการผลิต ในทางกลับกันได้ทำลายซึ่งภูมิปัญญาที่ดีงามและเก่าแก่ของปู่ย่าตาทวดที่เคยมา ทั้งเรื่องของการเอามื้อเอาวันกันที่หายไปเหลือเพียงการจ้างงานกันโดยมีเงินเป็นปัจจัยสำคัญ และเรื่องภูมิปัญญาที่เครื่องใช้อุปกรณ์หัตถกรรมในการทำนาและเก็บเกี่ยวต่างๆก็ค่อยๆหายไป ไม่ว่าจะเป็นแฮก เผีย วีพัดข้าว ไม้หนีบข้าว โจ้ คุหรือแอว เป็นต้น
นอกจากความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นแล้ว การขยายพื้นที่เพาะปลูกยังเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สอดรับได้ดีกับปริมาณการเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น จึงมีชาวบ้านเริ่มเสาะแสวงหาพื้นที่ทำกิน มีการอพยพจากคนนอกทั้งอีสาน แพร่ น่าน เชียงราย ฯลฯเข้ามายังพื้นที่เวียงลอเพื่อการเพาะปลูกมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่นาแถบเวียงลอ เพิ่งจะมีการทำนาปรังเป็นช่วงแรกๆ การมีขึ้นของนาปรังส่งผลถึงระบบนิเวศวิทยาก่อให้เกิดหอยเชอรี่และวัชพืชนานาชนิด เป็นผลให้เกษตรกรหันมาใช้สารเคมีในการกำจัดซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบดินและน้ำของชุมชนต่อมา
จากอดีตกระทั้งปัจจุบันการทำนาคืออาชีพหลักของชาวบ้านแถบนี้ เพราะมีที่ราบกว้าง(ทุ่งลอ) เป็นปัจจัย ที่สามารถปลูกพันธุ์ข้าวได้หลายชนิด ซึ่งการดำรงอยู่ของการทำนาจากอดีตย่อมมีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ข้าว และจากการสอบถามชาวบ้าน พันธุ์ข้าวพื้นที่เมืองที่ชาวนาที่นี่นำมาปลูกแต่อดีตมี ข้าว สันป่าตอง ข้าวแดงจง ข้าวหอมนางนวล ข้าวดอมะกอก ข้าวดอบุญมา ข้าวหอมพม่า ข้าวดอนกแกน ข้าวก่ำ เป็นต้น
ข้าวก่ำ (พญาข้าว)จะนำเอาไว้ที่ยุ้งข้าว แขวนไว้ที่สูงกว่าเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังนำไปทำขนมต่างๆ ขนมเทียน ข้าวมัน และชาวบ้านยังมีความเชื่อ คือ เป็นการเสี่ยงทายข้าวในนาว่าจะอุดมสมบูรณ์ โดยดูที่ว่าข้าวก่ำออกรวงดีหรือไม่ ถ้าออกรวงดีก็แสดงว่าข้าวในนานี้อุดมสมบูรณ์และบางคนก็ใช้การปลูกข้าวก้ำเป็นตัวหมายขอบเขตนาของตนเอง นอกจากนี้ในสมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่จะปลูกข้าวก้ำไว้ที่ทางน้ำเข้านา เพราะ เชื่อว่าจะทำให้ข้าวไม่มีแมลงมารบกวน
เหตุที่ชาวนาเปลี่ยนพันธุ์ข้าวพื้นเมืองมาเป็นข้าวทางการเกษตร เช่นข้าว กข เพราะพันธุ์ข้าวพื้นเมืองบางชนิดไม่ทนต่อการเพาะปลูก รวมถึงมีน้ำหนักเบา ขายไม่ได้ราคา ชาวนาจึงหาพันธุ์ข้าวใหม่ที่มีน้ำหนัก ขายได้ราคาและเหมาะสมกับที่ดินทำนา เช่น ข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน
ส่วนพิธีกรรมการทำนาในนา จะเริ่มตั้งแต่ การแฮกนามีการทำตาแหลวทั้งหมดสี่ทิศล้อมรั้วกันเอาไว้ แล้วนำข้าวไปปลูกเสี่ยงทายทั้งหมด๗ต้น หลังจากนั้นกล่าวขอให้เจ้านา พระแม่โพสพ แม่ธรณีให้ช่วยดูแลที่นาและเพื่อให้ข้าวได้ผลดี ไม่ให้แมลงมารบกวน โดยเซ่นไหว้ด้วยไก่หัวหมู และเมื่อทำการเก็บเกี่ยวเรียบร้อยแล้วจะมีการเรียกขวัญข้าวจากนาก่อนที่จะนำข้าวไปเก็บไว้ในยุ้งข้าวต่อไป การเรียกขวัญข้าวจะเริ่มจากกล่าวคำเรียกขวัญข้าวและเซ่นไหว้ด้วยการนำข้าว ดอกไม้กล้วยจากนั้นนำเอาสายสิญจน์มาวนที่นาแล้วเอาสวิงมาทำท่าช้อนขอให้ขวัญมาอยู่กับที่นาเช่นเดิม และเมื่อจะนำข้าวเข้ายุ้งจะต้องดูฤกษ์ยามเป็นสำคัญโดยดูจากปักกะตืน (ปฎิทินแบบข้างข้างขึ้นข้างแรม)
วิถีชีวิตในท้องทุ่งยังสัมพันธ์กับระบบประเพณี ๑๒เดือนและการถือผีต่างๆอีกด้วย กล่าวคือ การเกิดงานบุญทั้ง ๑๒เดือนได้สัมพันธ์อยู่กับวิถีชีวิตการทำนาของชาวบ้านเป็นหลักเพราะการทำนาในอดีตต้องอาศัยน้ำฟ้าน้ำฝนการที่ฝนไม่ตกย่อมมีผลต่อการเพาะปลูก ประเพณีทั้ง ๑๒ เดือนของหมู่บ้านและภาคเหนือโดยรวมมีคือ
เดือน ๗ เหนือ (ประมาณเดือนเมษายน)เดือนนี้มีประเพณีสงกรานต์การขึ้นบ้านใหม่ การเลี้ยงผีปู่ย่า ปอยน้อย (งานบวช “ลูกแก้ว”หรือนาคเป็น “พระ”คือสามเณร และ “การเป็นตุ๊” คือ การอุปสมบท “พระ”เป็น “ตุ๊เจ้า” คือ ภิกษุ)
เดือน ๘ เหนือ (ประมาณเดือนพฤษภาคม)เดือนนี้จะยังคงประเพณีปอยหน้อย คือการบวชลูกแก้วและการอุปสมบท งานปอยหลวง (งานฉลองถาวรวัตถุในพุทธศาสนางานขึ้นเรือนใหม่ งานแต่งงาน พิธีเนื่องในวันวิสาขบูชาประเพณีชุธาตุหรือไหว้พระธาตุ คือ งานฉลองบูชาพระธาตุ (เจดีย์)ที่วัดพระธาตุศรีปิงเมืองและวัดอื่นๆในท้องถิ่นลอจะมีงานสรงน้ำพระธาตุในช่วงเดือนนี้และในส่วนของการทำกินชาวบ้านจะเริ่มเตรียมอุปกรณ์ในการทำนากันบ้างแล้ว
งานสรงน้ำพระธาตุที่มีขึ้นในเดือน ๘ เหนือหรือช่วงเดือนพฤษภาคม ในงานนอกจากจะมีการสรงน้ำพระธาตุแล้ว ยังได้มีการจุดบั้งไฟในสองนัยยะ ในนัยยะแรกเป็นการจุดเพื่อขอฝนจากพญาแถนบนฟ้าเพื่อให้น้ำตกต้องตามฤดูกาลนัยยะที่สองเพื่อเป็นการแข่งขันชิงรางวัลของชาวบ้านตามสมัยนิยม
เดือน ๙ เหนือ(ประมาณเดือนมิถุนายน)เดือนนี้ฝนมักทิ้งช่วง อากาศมักร้อนจัดจนมีคำกล่าวว่า“เดือน ๙ หมาเถ้านอนน้ำ” เดือนนี้จะมีประเพณีการเลี้ยงผีขุนน้ำหากฝนตกแล้วก็เริ่มทำนา มีพิธีการแรกนาและหว่านกล้าพร้อมกันนั้นมักนิยมเลี้ยงผีปู่ย่า และฟ้อนผีมดผีเม็งกัน
เดือน ๑๐ เหนือ (ประมาณเดือนกรกฏาคม)เข้าสู่ฤดูฝน-เริ่มการทำนา มีการแรกนา หว่านกล้า ไถนา วันเพ็ญเดือน๑๐นี้จะเป็นเทศกาลเข้าพรรษา
เดือน ๑๑ เหนือ(ประมาณเดือนสิงหาคม)เมื่อเสร็จการดำนาจึงเริ่มการทำไร่ต่อเพราะพืชผลทางการเพาะปลูกข้าวดูจะไม่เพียงพอกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
เดือน ๑๒(ประมาณเดือนกันยายน)ฝนมาก น้ำมักท่วมในเดือนนี้ ในวันขึ้น ๘ ค่ำ ขึ้น๑๕ ค่ำและแรม ๘ ค่ำ แรม ๑๕ ค่ำ มักมีประเพณีกินก๋วยสลาก ( “กินก๋วยสะหลาก”) หรือการถวายสลากภัตต์ ในเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำถือกันว่ายมบาลปล่อยสัตว์มารับส่วนบุญได้ จึงนิยมทำบุญปอยข้าวสังข์-ปอยเข้าสังข์ควบคู่กับการถวายสลากภัตรเพื่ออุทิศกุศลแก่คนตายชาวบ้านเริ่มเตรียมหว่านพันธุ์ผักเพื่อทำสวนต่อไป
เดือนเกี๋ยงเหนือ(ประมาณเดือนตุลาคม)ทำบุญในเทศกาลออกพรรษา การตานกวยสลาก (“ตานก๋วยสลาก”)ทานสลากภัตต์ การทอดผ้าป่า , การทอดกฐิน ต่อเนื่องกันไปถึง “ยี่เป็ง-ญี่เป็ง”หรือวันเพ็ญเดือนยี่ ชาวบ้านเริ่มการทำบุญสวนปลูกผัก
เดือนยี่เหนือ(ประมาณเดือนพฤศจิกายน)การทอดกฐินจะดำเนินเรื่อยมา ขึ้น ๑๕ค่ำเดือนนี้มักจะมีการตั้งธัมม์หลวงหรือเทศน์มหาชาติ-การแสดงพระธรรมเทศนาเป็นชุดใหญ่ (ตอนหลังนิยมจัดเป็นงานลอยกระทงแบบภาคกลาง)เดือนนี้เป็นช่วงการทำสวนพืชผักฤดูหนาวของชาวบ้าน
เดือน ๓ เหนือ (เดือนอ้ายของภาคกลาง ประมาณเดือนธันวาคม)มีพิธีเข้ากำ “ เข้าก๋ำ ” หรือเข้าโสสานกรรม ยังคงมีการเทศน์มหาชาติและทอดผ้าป่าต่อเนื่องมาชาวบ้านเริ่มเกี่ยวข้าวเบา เมื่อเข้าสู่ข้างแรมของเดือน ๓นี้ก็จะเริ่มเกี่ยวข้าวนาปี มีพิธีสู่ขวัญข้าวและถวายข้าวใหม่(ตานข้าวใหม่)ชาวบ้านยังคงทำสวนผักและพืชประจำฤดูหนาวได้
เดือน ๔ เหนือ(เดือนยี่ของภาคกลาง ประมาณเดือนมกราคม)เดือนนี้มักจะเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวข้าว เสด็จฤดูการทำนามีการทำบุญที่เรียกว่าทานดอยข้าว -ตานดอยข้าว คือการนำข้าวไปรวมกันถวายเป็นกองใหญ่ ทานข้าวขี่ข้าวหลาม หรือถวายข้าวจี่ข้าวหลามมีการตานพระเจ้าตนหลวง หรือถวายข้าวมธุปายาส มีการตานหลัวหิงไฟพระเจ้า คือถวายฟืนเพื่อพระพุทธรูปจะได้ผิงไฟในยามหนาว มักมีการขึ้นบ้านใหม่และการแต่งงาน
เดือน ๕ เหนือ (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์)เดือนนี้มีเทศกาลมาฆบูชา มักมี “งานปอยหลวง”หรืองานถวายถาวรวัตถุในพุทธศาสนา งานศพของพระภิกษุที่เรียกว่า “ปอยล้อ”หรือลากปราสาท “ลากผาสารท”เริ่มมีการบวชและอุปสมบท อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้น
เดือน ๖ เหนือ“ประมาณเดือนมีนาคม”เดือนนี้มักมีการบรรพชาสามเณรและการอุปสมบท “ส่วนการเลี้ยงผีหรือการฟ้อนผีมดผีเม็งนั้น มักจะทำกันในเดือน ๗-๘ และ๙เหนือ) (ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนหากว่างเว้นจากการเตรียมการทำนาชาวบ้านจะทำจับปลาตามวังต่างๆแต่ช่วงเดือนสิงหาจะทำการประมูลปลาในเขตน้ำอิงภายในหมู่บ้านเป็นต้น)
จากข้อมูลข้างต้นคือภาพรวมกิจกรรมในรอบปีของชาวบ้านเวียงลอและหงส์หินซึ่งประเพณีทั้งหลายทั้งหมดย่อมคาบเกี่ยวสัมพันธ์กับวิถีชีวิต พุทธศาสนาและการเกษตรเสมอมาแต่อดีต
ในการทำนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำนาคือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของชาวบ้านและ เป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งสำหรับคนปัจจุบันทั้งที่เป็นคนในและคนนอกเพราะอุปกรณ์ต่างๆล้วนใช้วัสดุที่ใกล้ตัว และอยู่ในชุมชนเป็นหลัก
- ไถ เป็นไม้แกะใช้สำหรับปรับดินและพลิกหน้าดินในที่นาให้พร้อมที่จะปักดำกล้าข้าวโดยจะต้องใช้ประกอบกับแอกเทียมควายด้วยโดยจะให้ไถเป็นเครื่องบังคับทิศทางและให้แอกเป็นตัวบังคับให้ควายอยู่กับไถและแอกและให้การย่ำดินของควายเป็นการปรับที่นาในตัว ไถประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
- คันไถ คือ ส่วนที่ใช้จับถือและบังคับคันไถทำจากไม้
- ผาลไถ คือ เป็นส่วนคมของไถทำด้วยเหล็กรูปสามเหลี่ยมปลายแหลม เสียบไว้ที่โคนของคันไถ สำหรับพลิกหน้าดิน
- หลาวไถ คือ ไม้ที่ยื่นออกจากคันไถสำหรับเชื่อมกับเชือกและแอกควาย ปลายหลาวมีเดือยสำหรับเกี่ยวเชื่อกสามารถปรับทำมุมกับคันไถได้
- แอกประกอบด้วยแอกน่อง ซึ่งทำจากไม้ตรงกลางมีเชือกสำหรับเกี่ยวกับเดือยหลาวไถปลายทั้งสองเป็นบ่าสำหรับผูกเชือกลากซึ่งจะโยงไปกับแอกคอ ที่พาดกับคอวัวหรือควาย และแอกคอมีลักษณะโค้งเหมาะสำหรับวางพาดบนคอสัตว์ประกอบด้วยแอกหลวงเป็นแอกคอตัวบนที่ปลายทั้งสองเป็นบ่าใช้ผูกเชือกโยงกับแอกน้อยหรือแอกตัวล่าง
- เผีย เป็นไม้แกะทรงคล้ายคราดใช้สำหรับปรับดินและหญ้าในที่นา แบ่งเป็นสองประเภทดังนี้
- เผียกระด้าง มีซี่ใหญ่ใช้สำหรับปรับดินให้ร่วนซุยและไถกลบหญ้าเพื่อให้หมักตัวเป็นปุ๋ย
- เผียป๊อกกะแด๊ก มีขนาดซี่เล็กใช้สำหรับปราบวัชพืชในนา
- ไม้นวดข้าวหรือไม้หีบบุบข้าวเป็นไม้สองท่อนทรงขนาดประมาณ ๑ ศอกครึ่ง สองท่อน ผูกเชือกเชื่อมไม้ทั้งสองท่อนใช้สำหรับบีบแยกข้าวให้ออกจากรวง
- กระด้ง เป็นภาชนะสานรูปแผ่นกลมใช้ร่อนเมล็ดข้าวออกจากสิ่งสกปรก
- บุง หรือ กระบุง คืออุปกรณ์ที่หาบข้าวไปตำหรือสี
- เหิง คือกระด้งขนาดเล็กใช้สำหรับร่อนเมล็ดข้าวเพื่อแยกเมล็ดข้าวที่ตำแล้วและไม่หักกับเมล็ดข้าวที่หักรวมทั้งแยกแกลบ
- เคียว ใช้สำหรับเกี่ยวข้าว
- วี เป็นเครื่องจักรสานจากไม้ไผ่ มีลักษระกลมคล้ายพัดใช้พัดข้าวที่ฟาดเสร็จแล้ว เพื่อให้เศษฝุ่น แมลงและละอองต่างๆออกไป
- ครกหินและสากหินเป็นเครื่องมือสำหรับตำข้าวหรือสีข้าว เพื่อแยกเนื้อข้าวออกจากเมล็ดเพื่อให้พร้อมต่อการนำไปบริโภคต่อไป
ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งของชีวิตวัฒนธรรมท้องทุ่งเวียงลอท้องถิ่นที่มีความสำคัญยิ่ง และยังเป็นท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับลุ่มน้ำอิงสายน้ำที่สำคัญในแอ่งที่ราบเชียงราย-พะเยา
![]() |
ชีวิตวัฒนธรรมลุ่มน้ำ
การทำประมงในภาคเหนือโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นการทำประมงน้ำจืดจะทำประมงกันในบางโอกาส เน้นเพียงแค่พอกินพออยู่และขายเพื่อหารายได้เสริมในบางโอกาสแต่ก็มีบางส่วนที่สืบทอดการทำอาชีพประมงมาจากบรรพบุรุษเนื่องจากไม่มีพื้นที่ในการทำเกษตร
ตามลุ่มน้ำอิงจะมีการทำประมงน้ำจืดอยู่ทั่วไปตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงท้ายน้ำ แต่จะมีความแตกต่างกันในระยะเวลาในการทำประมงและเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง โดยเครื่องมือจะแตกต่างกันไปตามขนาดของการทำประมงฤดูกาลและชนิดของปลา
ในส่วนของชาวบ้านลอที่ประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักจะเริ่มจับปลาในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก ปลาที่ได้จะมีราคาสูงส่วนชาวบ้านที่ทำนาเป็นอาชีพ หลังจากว่างเว้นงานทุ่งได้ไม่นานชาวบ้านก็จะเริ่มหาปลาประมาณช่วงเดือน มีนาคม - เมษายนซึ่งเป็นช่วงที่น้ำอิงแห้งพอที่จะลงไปหาปลาได้
พื้นที่ของเวียงลอในอดีตจะมีปลาอุดมสมบูรณ์มากส่วนใหญ่ปลาที่หามาได้จะเก็บไว้กินก่อน เมื่อเหลือจึงก็นำไปแลกข้าว พริก เกลือตามหมู่บ้านต่างๆ ที่บ้านปางป้อม บ้านสันหลวง บ้านร่องแมด อ.จุน อ.ปง และ อ.เชียงม่วน จ . พะเยา
ปัจจุบันมีการจัดประมูลพื้นที่หาปลา เริ่มมีครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐เงินที่ได้จากการประมูลก็จะนำมาใช้ในการพัฒนาโรงเรียนและวัด ซึ่งพื้นที่ในการจับปลาคือ วังปลาต่างๆ อย่างเช่น วังผาสองห้อง จะอยู่บริเวณสะพานข้ามน้ำอิงไป ต.หงส์หินวังผาขอนดู่ ห่างจากวังผาสองห้องประมาณ ๓๐ เมตร วังเก้างิ้ว (ต้นงิ้ว)ห่างจากวังขอนดู่ประมาณ ๓๐ เมตร เป็นต้น
เครื่องมือที่ใช้ในการหาปลาส่วนใหญ่จะทำขึ้นมาเองโดยสืบทอดวิธีมาจากรุ่นพ่อแม่ วัสดุอุปกรณ์ในการทำเครื่องมือประมงส่วนมากจะใช้ไม้ไผ่มาจักสาน อุปกรณ์ที่ใช้ในการหาปลาของบ้านลอ คือ แห จ๋ำ(ยอ) แน่ง(ตาข่ายดักปลา) หิง(สวิง) สุ่ม เบ็ด และ แซะ
เมื่อจะเริ่มจับปลาชาวบ้านจะรวมตัวเป็นกลุ่มประมาณสัก ๑๐ คน แล้วจึงออกเรือไปตามลำน้ำอิงเมื่อถึงจุดที่มีปลาก็จะเริ่มทำพิธีบนขอผีเจ้าน้ำ ผีวังน้ำ เพื่อขอให้จับปลาได้จากนั้นทุกคนจะช่วยกันวางจ้ำ ทอดแห แล้วจึงจับปลาที่ถูกดักในจ้ำและแห
นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีภูมิปัญญาที่สำคัญในการจับปลาอีกอย่างหนึ่ง คือทำโข่ตามธรรมชาติของปลาที่ในช่วงหน้าแล้งน้ำจะน้อยลงปลามักจะเข้าไปอาศัยอยู่ตามวังปลาที่ยังพอมีน้ำอยู่ โข่จึงเป็นเสมือนบ้านของปลาการทำโข่จะเริ่มจากการที่ชาวบ้านช่วยกันล้มต้นไผ่ลงไปในเขตวังปลาที่คาดว่าจะมีน้ำในช่วงหน้าแล้งเมื่อถึงหน้าแล้งชาวบ้านจะมาร่วมกัน ลงแห อวน ไซ บริเวณที่ทำโข่เอาไว้
ชนิดของพันธุ์ปลาที่ชาวบ้านเคยหาได้ ก็อย่างเช่นปลากด ปลาค้าว ปลาดุก ปลาช่อน ปลาตองกราย ปลากั้ง ปลาแกง ปลาสะตู้ด ปลาปักเป้าปลาแค้ง่าว ปลางวง ปลาหมู ปลาขาว ปลาบอก ปลาสะป้าก ปลาไน ปลาเพี้ย ปลาสร้อย ปลาก่อปลานิล ฯลฯ
ปลาที่ได้ส่วนมากนิยมนำไปย่าง นอกนั้นจะนำไปต้มแกงหากเหลือจะนิยมนำไปทำเป็น “ปลาฮ้า”หรือปลาร้า ซึ่งในความหมายของคนภาคเหนือหรือ“คนเมือง”คือปลาที่ผ่านการแปรรูปที่ไม่ได้จำกัดเพียงปลาร้าหมักตามความเข้าใจของคนภาคกลาง(ไทย) และภาคอีสาน (ลาว) โดยคนเมืองจะแบ่ง “ปลาฮ้า”เป็นสองประเภท อย่างแรกคือ“ปลาฮ้าแห้ง”หมายถึงปลาตากแห้งต่างๆ เช่นปลาแดดเดียว อย่างที่สองคือ “ปลาฮ้าน้ำ”หมายถึงปลาร้าตามความเข้าใจของคนภาคกลางและคนภาคอีสาน
ขั้นตอนในการทำปลาฮ้าแบบน้ำของคนเหนือจะเริ่มจากนำปลามาคลุกกับข้าว เกลือและลำ จากนั้นจึงนำไปหมักในไหประมาณ ๑เดือนแล้วจึงนำน้ำที่มีอยู่ในไหปลาร้าออก แล้วจึงนำไปหมักต่อไปอีกจนได้ปลาฮ้าและน้ำปลาฮ้า เพื่อนำไปปรุงรสอาหารต่อไป
หากแต่วันนี้วิถีชีวิตของชาวลอกำลังเปลี่ยนไปชาวบ้านต้องเผชิญกับการแข่งขันการหาปลากับการทำประมงแบบผิดวิธี เช่นการทำการระเบิดปลา การใช้ไฟฟ้าช๊อตปลา ถือเป็นการทำลายตัวอ่อนของปลาและปลาขนาดใหญ่วิธีการเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อจำนวนปลาในลำน้ำอิงเท่านั้นแต่ยังกระทบถึงวิถีชีวิตของชาวประมงรายย่อยที่ต้องหากินจากลำน้ำ
นอกจากนี้ชุมชนยังประสบปัญหาทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลายประการ เช่นการปล่อยน้ำเสีย การทำลายและขุดลอกหน้าดินในลำน้ำอิงโดยนายทุนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและจำนวนพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำพื้นเมืองลดลงทำให้พื้นที่น้ำขังลดลง เพราะลำน้ำมีความตื้นเขินและการแพร่ระบาดของพืชน้ำและสัตว์ต่างถิ่น เช่น ผักตบชวาไมยราบยักษ์ ปลาซัคเกอร์ (ปลาดูด) ได้ส่งผลต่อการขยายพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำท้องถิ่นจนอาจจะทำให้พันธุ์ปลาบางชนิดสูญพันธุ์ไปในอนาคต
ข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงชีวิตวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของท้องถิ่นเวียงลอที่เราผู้เป็นคนนอกได้ทำการศึกษาในช่วงระยะเวลาสั้นๆและอาจมีข้อผิดพลาดแต่ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆก็น่าที่จะมีส่วนกระตุ้นให้ชาวบ้านและคนในท้องถิ่นหันมาสนใจและมองเห็นวิถีชีวิตที่ใกล้ตัวของตนเองซึ่งอาจจะช่วยให้ท้องถิ่นมองเห็นจุดเด่นของตนเองทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาความเป็นท้องถิ่นเวียงลอให้มีการจัดการที่ดีทั้งในเรื่องของการจัดพิพิธภัณฑ์และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนพร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นในทุกๆด้านต่อไป
...............................................................................................................................
๑.ข้อมูลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยท้องถิ่นเวียงลอที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ได้เข้ามาจัดเก็บร่วมกับชาวบ้านเวียงลอ (เอกสารประกอบการเสวนายังไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้)